Final Curve: Bravo! ทีมธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ตอนที่ 4: แรงใจสำคัญ

👁️ 17 อ่าน
22px

“เก็บเงินด้วยค่ะ”

มินทิรารับประทานทีรามิสุเมนูโปรดของเธอกับชาเขียวเย็นในคาเฟ่ของสโมสร

“คุณมินไม่ต้องเลี้ยงก็ได้ค่ะดิฉันเกรงใจ”

นาถยาเลขาของมินทิราปฏิเสธไม่ให้เจ้านายออกเงินในส่วนของเธอ แม้จะรู้ดีว่าท้ายสุดก็ไม่เคยทำได้

“พี่นาถไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ มินพาพี่ตะลอนๆตั้งแต่เช้า กาแฟแก้วเดียวยังไม่น่าจะตอบแทนพี่ได้เลย”

มินทิราจ่ายเงินทั้งหมด 300 บาท ก่อนลุกจากโต๊ะเธอหยิบจานที่รับประทานขนมมาวางอย่างเรียบร้อย พร้อมใช้กระดาษทิชชู่เช็ดโต๊ะที่เปียกน้ำจากแก้วเครื่องดื่มจนแห้ง ยังไม่รวมซองใส่หลอดที่เธอหยิบมาผูกไว้เป็นก้อนและรวบรวมใส่จานไว้

“พี่ถามคุณมินได้ไหมคะ ทำไมต้องเก็บโต๊ะซะสะอาดขนาดนี้ทุกครั้งเลย?”

นาถยาที่เพิ่งมาทำงานกับมินทิราเพียงไม่กี่เดือนแสดงความสงสัยกับสิ่งที่เจ้านายทำอยู่ประจำ

“อืม ไม่รู้สิคะพี่นาถ เอาเข้าจริงมันก็จะได้สะดวกกับทั้งพนักงานแล้วก็คนที่จะมานั่งต่อด้วยล่ะค่ะ ดูสิคะวันนี้คนแน่นร้านเลยพอเราลุกไปเขาจะได้นั่งต่อได้ทันที”

มินทิรายิ้มตบท้าย เธอไม่ได้รู้สึกว่าแปลกอะไรเพราะทำมาตั้งแต่เด็ก ทำเอาเลขาของเธอรู้สึกประทับใจกับเจ้านายคนนี้ไม่น้อยที่ใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆในสายตาคนอื่นเช่นนี้

“วันนี้ไม่น่ามีอะไรแล้วนะคะพี่นาถ เดี๋ยวมินมีนัดกับคุณลุงช่วงเย็น พี่กลับบ้านเลยก็ได้นะคะ”

“ขอบคุณค่ะคุณมิน งั้นพี่ไปนะคะ”

ทั้งมินทิรากับนาถยาลุกอกจากร้านไปพร้อมกัน โต๊ะที่ทั้งคู่เพิ่งลุกมาไม่นานนั้นพนักงานยังไม่มาเก็บของบนโต๊ะ แต่มีคนๆหนึ่งมานั่งแทนแล้ว

“ใครกันนะเก็บจานแถมเช็ดโต๊ะเรียบร้อยเชียว ปกติถ้ามานั่งต่อโดยที่ยังไม่เก็บโต๊ะนี่เราเองก็ทนไม่ค่อยได้ต้องเก็บเองทุกทีเหมือนกัน”

ตฤณยิ้มกับสิ่งที่เห็นอย่างพอใจ เพียงไม่นานนักพนักงานก็มาเก็บของบนโต๊ะของเขา ตฤณสั่งกาแฟร้อนใส่เนย แม้จะไม่ใช่เมนูของร้าน แต่ทุกคนในร้านต่างทราบดีว่าตฤณที่มาประจำนับตั้งแต่ย้ายมาที่นี่จะร้องขอเนยหลังจากสั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อนทุกครั้ง

“นั่งที่นี่ซักชั่วโมงก็แล้วกัน เสร็จแล้วก็ใกล้เวลาซ้อมพอดี”

ตฤณนั่งเอนหลังสบายใจคนเดียวพร้อมกาแฟที่สั่ง เขาเตรียมคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คมานั่งอ่านและเขียนสิ่งต่างๆอยู่จนเวลาล่วงไป 1 ชั่วโมง จึงไปเตรียมตัวที่สนามซ้อมของทีม

สัปดาห์แรกของปรีซีซั่นการซ้อมทั้งเช้าและเย็นยังเน้นเรื่องพละกำลังเป็นหลัก นักเตะส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น จะมีเพียงนักเตะที่เป็นเยาวชน U19 ของสโมสร 7 คนที่ได้มาซ้อมกับชุดใหญ่ ที่ยังคงเหนื่อยล้ากันอยู่

“ด็อกเตอร์ครับ พวกตัวเด็กๆเยาวชนของเรายังไม่แกร่งพอสินะ”

ดนัยถามดร.ฮันส์ตรงๆเมื่อเห็นลูกทีมบางคนดูจะยังทำไม่ได้ตามที่เขาหวัง

“ใช่ รูปแบบการฝึกของผมต้องมีพื้นฐานร่างกายที่ดีอยู่ก่อนถึงจะพอรับมือไหว แต่ไม่ต้องห่วงนะคุณดนัย พวกเขาจะค่อยๆทำได้ดีขึ้นเอง”

“แต่ดูพวกนักเตะชุดใหญ่จะมีพัฒนาการที่ดีแบบก้าวกระโดดนะครับ แบบนี้วิธีการเล่นในแบบฉบับของผมคงทำได้สมบูรณ์ก่อนเปิดฤดูกาล”

ดร.ฮันส์ ยิ้มรับคำพูดของดนัย เขาทราบดีถึงแผนการที่โค้ชคนนี้ตั้งใจ ตัวของเขามีหน้าที่ฝึกนักเตะให้ศักยภาพทางร่างกายสูงพอจะเล่นในแท็คติกนี้ได้

วันนี้วิฑูรย์มาเยี่ยมชมการซ้อมของทีมด้วย ซึ่งมินทิรากับวรดาก็ตามมาเช่นกันเนื่องจากทั้งคู่มีงานที่ต้องขอความร่วมมือในกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์จากนักเตะในทีมด้วย

“มิ้นท์”

“ค่ะคุณลุง”

“เดี๋ยวพอพวกเขาซ้อมเสร็จ ก็ค่อยเรียก 3 คนนั้นที่เลือกไว้ว่าจะไปร่วมกิจกรรมก็แล้วกันนะ บอกคุณดนัยไว้เลย เขาจะได้ให้เด็กๆเตรียมตัว”

“ค่ะคุณลุง หนูเตรียมไว้แล้วว่าจะเลือกใครบ้าง 3 คนนี้ทีมงานบอกว่าเหมาะแน่นอน”

หญิงสาวเดินไปยังอัฒจันทร์ของสนามซ้อมพลันเธอหันไปพบกับตฤณที่กำลังช่วยดูแลเพื่อนร่วมทีมที่เป็นตะคริวอยู่พอดี

“คุณหมอคะ.....คนนั้นใช่คุณตฤณรึเปล่าคะ?”

สายตาของมินทิราจ้องมองตฤณโดยไม่หันไปทางอื่น แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม

“คุณมินตาแหลมมากเลยค่ะนั่นล่ะพี่ตฤณ เขาหมาะกับงานนี้ของสโมสรแน่นอนค่ะ อาวุโสที่สุดในทีม แถมยังใจดีด้วย”

“ได้เจอซะทีตัวจริงเขาเท่กว่าที่คิดนะคะคุณหมอน้ำค้าง เหมือนที่ป้าดาวบอกเลย”

มินทิราพูดอย่างชื่นชมด้วยใจจริง เธอไม่ละสายตาจากตฤณแม้แต่น้อย จนวรดาเองก็จับสังเกตได้ และเริ่มรู้สึกแปลกๆกับตัวเอง

“ทำไมเราต้องรู้สึกร้อนที่หน้าอกตอนที่คุณมินมองพี่ตฤณกันนะ”

จิตแพทย์สาวรู้สึกผิดปกติในใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เธอก็สะกดอารมณ์นั้นไว้ได้

“อืม.... ไม่มีอะไรหรอกมั้ง เราน่าจะฟุ้งซ่านไปเอง ”

ทั้ง 3 คนยืนชมการซ้อมอยู่ราว 5 นาทีก็พากันไปรอที่ห้องรับรองของสโมสรที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

ตฤณกำลังฝึกซ้อมในสถานีสุดท้ายของการซ้อมช่วงเย็น วันนี้เขาอยู่ในกลุ่มเดียวกับนักเตะไทยอีก 2 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จับสลากอยู่กลุ่มเดียวกับ 2 คนนี้

“เอาล่ะสถานีนี้ไม่เหนื่อย ที่เราจะฝึกเป็นเรื่องความยืดหยุ่น กับการเพิ่มมุมและระยะการเคลื่อนไหวของร่างกายนะ”

ทีมโค้ชบอกถึงเป้าหมายของการฝึกคร่าวๆ พร้อมกับสาธิตการฝึกให้ดูเป็นการฝึกที่เรียกว่า “Animal Flow” ซึ่งเป็นการทำท่าต่างๆที่เลียนแบบสัตว์หลายท่าติดต่อกัน คล้ายการผสมผสานระหว่าง บอดี้เวท กับ โยคะ เข้าด้วยกัน

“โอ้ย!....ตัวแข็งไปหมดเลย”

ตฤณรู้สึกติดขัดหลายจุดในการฝึกมาก เรื่องความแข็งแกร่งเขาเองไม่เป็นรองใครกล้าสู้กับทุกคน แต่กับเรื่องยืดเหยียดเช่นนี้เขารู้ตัวเองว่ายังไม่อยู่ในมาตรฐานที่ ดร.ฮันส์ ตั้งเอาไว้แม้จะพยายามาเป็นปีก็ตาม

“ไทเกอร์..... นายทำไมทำเหมือนมันง่ายขนาดนั้น”

ตฤณหันไปพูดกับหนึ่งในเพื่อนร่วมกลุ่ม เขาคือ วิฬาร์วิทย์(อ่านว่า วิ-ลา-วิด) ชื่อเล่นว่า ไทเกอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นตำแหน่งกองหลังของทีม

“อ๋อ แม่ผมเป็นครูสอนโยคะน่ะครับ เลยฝึกมาตั้งแต่ 10 ขวบ”

พูดจบวิฬาร์วิทย์ก็ทำท่าแยกขา 180 องศาโชว์ให้ตฤณกับเพื่อนอีกคนดูราวกับเป็นของง่าย

“นายนี่มันแทบไม่มีกระดูกแล้วไทเกอร์ ส่วนฉันแทบจะตัวฉีกไปหมดแล้วเนี่ย”

ปัฐวีร์เพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนพูดด้วยความรู้สึกทึ่งในในความยืดหยุ่นของวิฬาร์วิทย์ กระทั่งคนในกลุ่มอื่นที่อยู่ใกล้ๆก็ต้องหยุดมองความสามารถของเขา

“สถานีนี้แค่ 15 นาทีเหมือนเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงเลยนะมัด”

ตฤณหันไปบ่นกับปัฐวีร์หลังจากเดินออกมาจากสนามซ้อมในความรู้สึกที่เหมือนถูกจับฉีกร่างกายออกจากกัน

“ดีที่สถานีนี้เป็นด่านสุดท้ายนะครับ ถ้าฝึกอันนี้แต่แรกผมว่าเรา 2 คนน่าจะไปต่อสถานีอื่นไม่ไหว”

“อืม เอาเถอะถ้าเราปรับตัวได้กับการฝึกนี้ มันจะช่วยให้เราบาดเจ็บยากขึ้น อดทนก็แล้วกันนะมัด”

“ครับพี่ตฤณ”

ขณะที่นักเตะทุกกำลังออกจากสนามซ้อม พลันฝนกลับตกลงมาอย่างหนักแบบไม่มีอะไรเตือน ทำให้วิ่งเข้าร่มกันอย่างจ้าละหวั่น ทว่ามีอยู่หนึ่งคนที่ยืนตากฝนอย่างมีความสุข

“เฮ้ย ไอ้มัดทำอะไรตรงนั้นวะ รีบหลบเข้าร่มเร็ว”

ดนัยตะโกนเรียกให้ปัฐวีร์ออกมาจากกลางสายฝน

“ขอผมเล่นน้ำฝนแป๊บนึงครับโค้ช”

ปัฐวีร์วิ่งเล่นกลางสายฝนอย่างมีความสุขราวกับเด็กเล็กๆในชนบทที่ห่างไกล เขาสไลด์ตัวเล่นกับพื้นหญ้าที่เปียกโชกครั้งแล้วครั้งเล่าจนเพื่อนอีกคนนึกสนุกตาม

“เฮ้ ฉันเล่นด้วยสิเพื่อน”

“ไอ้ดีดี้ มึงแทนที่จะห้ามน้อง ดันไปเล่นกับเขาอีก เอ้อ....เอากับมันสิ”

ดนัยทำทีเป็นโมโหแต่แววตาและความรู้สึกในใจกลับหัวเราะกับสิ่งที่ลูกทีมทำอยู่ ตฤณที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น ยังอดที่จะหัวเราะด้วยไม่ได้เช่นกัน ในใจนึกถึงความรู้สึกที่ไม่เคยมีมานาน ความจริงจังเคร่งเครียดกลืนตัวตนของเขาไปตั้งแต่เมื่อไรก็ยากที่จะจำแล้ว

“นึกถึงสมัยประถมเลยนะ เล่นกันกลางฝนแบบไม่ต้องคิดมาก ดีจริงๆที่มีตัวป่วนพวกนี้ในทีม เอาจริงๆตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ทุกอย่างมันเป็นมืออาชีพและเคร่งครัดมากแต่ว่าบรรยากาศกลับรื่นเริง”

หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จตฤณ, ณวริศ และ ยานนิค ถูกเรียกตัวให้ไปพบกับวิฑูรย์ในห้องรับรองเพื่อมอบหมายให้เป็นตัวแทนของสโมสรไปพบปะกับแฟนบอลในกิจกรรมที่กำลังจะจัดขึ้น

“พี่ตฤณ ดูพี่ผู้หญิงคนนั้นสิ สวยมากๆเลยครับ อย่างกับนางเอกซีรี่ย์แน่ะ!”

ณวริศชี้ให้เขามองไปที่มินทิรา ซึ่งเธอยืนรออยู่พร้อมกับวรดาและวิฑูรย์ ทันทีที่ตฤณได้เห็นมินทิรา ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดกับเขามานานกลับลุกโชนขึ้น

“อะไรกัน เราละสายตาจากผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลย”

“พี่ตฤณ สวัสดีค่ะ”

วรดาชิงทักทายก่อน ทำเอาตฤณทำท่าเลิกลั่กเล็กน้อยก่อนจะหันมาหาเธอ

“อ้าวน้ำค้าง สบายดีนะตั้งแต่พี่ย้ายมาอยู่นี่ยังไม่ได้เจอน้องเลย”

“ก็พี่ตฤณต้องซ้อมหนักนี่คะ แล้วนี่เหนื่อยมากเลยใช่ไหม”

“นิดหน่อย เริ่มชินแล้วล่ะ”

ตฤณนึกตำหนิตัวเองที่ไม่ทักน้ำค้างก่อน เพราะมัวแต่ทอดสายตาไปกับสาวงามอย่างมินทิราเข้า

“เอาล่ะทุกคนมากันพร้อมแล้วนะ มิ้นท์มีอะไรหลานก็เล่าให้พวกเขา 3 คนฟังเลย จะได้ไม่ไปรบกวนเวลาพักของเขานะ”

“ค่ะคุณลุง”

มินทิราเดินเข้ามาห่างกับนักเตะทั้ง 3 คนราว 4 ก้าว แม้จะดูสวยสง่าแต่ท่าทางกับดูเป็นกันเองกว่าที่พวกตฤณคิดไว้มาก เธอยิ้มเล็กน้อยแล้วจึงค่อยสื่อสารในสิ่งที่เธอเตรียมมา

“คือทางสโมสรเราจะมีกิจกรรมพบปะแฟนบอลที่โรงเรียนย่านนี้ 3 แห่งนะคะ มินก็จะรบกวนคุณตฤณ น้องยานนิค น้องต่าย ไปแจกลายเซ็น ไปสอนการออกกำลังกายพื้นฐานให้กับเด็กๆ ไปเล่าประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆนักเรียนกัน ส่วนคุณหมอน้ำค้างก็จะไปกับเราด้วยค่ะ เพราะครั้งนี้จะมีทีมแพทย์พยาบาลไปช่วยตรวจสุขภาพฟรีให้กับชาวบ้านที่นั่นด้วย”

ตฤณเลิกคิ้วขมวดเล็กน้อยเพราะสงสัยบางอย่างได้แต่คิดในใจว่า

“ทำไมท่านประธานเรียกผู้หญิงคนนี้ว่ามิ้นท์ แต่ตัวเขาเองเรียกแทนตัวเองกับคนอื่นว่ามินกันนะ”

ตฤณห้ามสมองตัวเองคิดและดึงสมาธิมาที่การคุยธุระอีกครั้ง และตอบกลับคำขอของมินทิราอย่างสุภาพ

“ครับคุณมิน พวกเรายินดีมากๆครับ”

ตฤณตอบรับอย่างเต็มใจ เช่นเดียวกับยานนิคและณวริศ

“ฝากด้วยแล้วกันนะทุกคน ผมต้องรบกวนเวลาในวันพักของพวกคุณแล้วล่ะ” วิฑูรย์กล่าวออกมาอย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไรครับท่านประธาน ผมก็อยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กๆเหมือนกัน”

“ขอบคุณนะคะ ยินดีที่ได้ร่วมงานค่ะ”

มินทิราพูดจบพร้อมกับเดินไปจับมือของตฤณ วรดาที่มองอยู่ตลอดเริ่มมีอาการแปลกๆในใจอีกครั้ง

“ทำไมที่หน้ากับตาของเรารู้สึกร้อนผ่าวแบบนี้กันนะ หรือว่า..... ไม่สิ หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลย”

วรดา  ว้าวุ่นใจกับสิ่งที่เห็นจนเธอต้องพยายามนึกถึงสิ่งอื่นเพื่อเบี่ยงอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ให้ครอบงำจิตใจมากเกินไป เธอสูดลมหายใจยาวๆเข้าออกอยู่ราว 10 รอบใจจึงค่อยสงบลง

“งั้นพวกเราเจอกันวันพุธเช้า 9 โมงนะคะ มินจะให้ทีมงานมารับเอง นั่งรถตู้ไปด้วยกันนี่ล่ะค่ะ”

“ครับคุณมิน”

ทั้ง 3 คนตอบแทบจะพร้อมกัน ก่อนที่มินทิราจะยิ้มรับและยกมือไหว้ขอบคุณพวกเขาอย่างนอบน้อมและเดินจากไปพร้อมกับวิฑูรย์ ระหว่างที่ลุงหลานคู่นี้กำลังเดินไปถึงรถที่มารับ มินทิรายิ้มเล็กน้อยก่อนจะคุยกับวิฑูรย์

“คุณตฤณนี่ทั้งรูปร่างหน้าตาบุคลิกดูดีอย่างที่ป้าดาวว่าไว้จริงๆนะคะคุณลุง”

“อืมใช่ ลุงเจอเขาครั้งแรกที่สิงคโปร์ก็ว่าอย่างนั้นล่ะ”

“ถือว่าทีมเราได้เพชรเม็ดงามจริงๆค่ะคุณลุง หนูว่าจะทำงานกับเขามากหน่อย เพราะเขาจะช่วยให้แบรนด์เจ้าพระยา บราโว่แข็งแกร่งขึ้นไม่ยากเลย”

วิฑูรย์พยักหน้าและยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหยอกหลานสาวคนโปรดเข้าบ้าง

“ระวังจะทำงานใกล้กันแล้วเผลอไปชอบเขาเข้าล่ะ”

คำหยอกเย้าของวิฑูรย์ทำเอามินทิราได้แต่ก้มหน้าไม่ตอบอะไรและขึ้นรถไปเงียบๆ แต่ภายในใจของเธอนั้นกลับไม่สงบอย่างภายนอกที่ทุกคนเห็น

“แย่จัง เราไม่เคยเจอใครครั้งแรกแล้วรู้สึกใจเต้นแบบนี้มาก่อนเลย”

มินทิราได้แต่กดข่มอาการไว้ตามลำพังขณะนั่งรถไปพร้อมกับวิฑูรย์

หลังการคุยนัดหมายงานจบลงเพียงไม่นาน ตฤณชวนวรดาไปรับประทานอาหารกับเขาโดยชวนยานนิคกับณวริศไปด้วย

“พี่ตฤณรู้จักกับหมอวรดาด้วยเหรอครับ?”

ณวริศถามอย่างสนใจเพราะเห็นทั้งคู่ดูสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

“อืม สนิทกันตั้งแต่พี่อยู่ ม.4 แล้วล่ะ”

“งั้นเวลาผมเครียดๆผมขอไปปรึกษาคุณหมอนะครับ”

“ได้เลยค่ะน้องต่าย พี่หมอยินดีมากที่จะช่วย”

“อย่าฉีดยาผมก็พอครับ ผมกลัวเข็ม ฮ่าๆๆ”

“โอ้ย.... ปกติไม่ฉีดหรอกค่ะ แต่สำหรับน้องต่ายเดี๋ยวหมอฉีดให้เป็นกรณีพิเศษเลย ฮิๆๆ”

วรดาหยอกล้อกันกับณวริศราวกับพี่สาวเล่นกับน้องชาย ตฤณที่มองอยู่ยิ้มกว้างด้วยความสุข ความน่ารักสดใสของเธอทำให้ตฤณมีความสุขทุกครั้งที่ได้สัมผัส

“ดูเหมือนทุกอย่างที่นี่เริ่มต้นได้ดีนะ คนที่เรามีความผูกพันมารวมกันที่นี่ เพื่อนใหม่ โค้ช ท่านประธาน ก็ดีกับเรามาก ”

ตฤณเห็นตราสโมสรรวมทั้งป้ายพันธกิจและวิสัยทัศน์ของทีม  นึกถึงวันแรกที่ได้ย้ายเข้ามา ความรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านที่แสนอบอุ่นของเขาแม้จะเพิ่งอยู่มาไม่นาน

“ดีล่ะ ที่นี่มอบสิ่งดีๆ คนดีๆให้กับฉัน ฉันจะตอบแทนให้ทั้งแรงกายแรงใจทุกอย่างที่มีกับสโมสรนี้เลย”

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!