“เดินทางปลอดภัยนะตฤณ ไว้มีโอกาสพวกเราคงได้พบกันอีก”
คิมอินซูมาส่งตฤณที่สนามบินชางงีด้วยตนเองพร้อมกับซาฟิกกองหน้าทีมชาติสิงคโปร์และราดิชกองหลังชาวออสเตรีย มีแฟนบอลของแทมปิเนส การ์เดี้ยนส์ราว 50 คนมารอส่งเขาเช่นกัน บรรยากาศแม้จะอบอุ่น แต่ก็แฝงด้วยความอาลัยอยู่บ้าง
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะตฤณ ขอบคุณที่พาทีมเราเป็นแชมป์ฤดูกาลล่าสุด”
แฟนบอลคนหนึ่งตะโกนออกมา ทำเอาตฤณวัยย่าง 31 ปี พยายามกลั้นน้ำตาสุดกำลัง
“ทุกคน ฉันจะไม่ลืมประสบการณ์ที่ได้รับจากที่นี่เลย”
ตฤณได้แต่คิดในใจและยกมือไหว้ขอบคุณ เพราะหากพูดตามที่คิดเขาอาจจะต้องเสียน้ำตาเป็นแน่ เขากอดกับอดีตโค้ชและเพื่อนร่วมทีมครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินเข้าไปยังประตูสำหรับเตรียมขึ้นเครื่อง ซึ่งทีมใหม่ของเขาอย่างเจ้าพระยา บราโว่จัดที่นั่งชั้นธุรกิจให้แก่เขา
เครื่องบินใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ตฤณเดินลงเครื่องมายังจุดนัดพบ เขาไม่ต้องรอนานนักก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
"ตฤณ! ทางนี้ลูก"
ชลดาตะโกนเรียกลูกชายเสียงดังเมื่อเห็นเขาค่อยๆ เข็นสัมภาระออกมายังห้องโถงของสนามบิน
"สวัสดีครับแม่ สวัสดีครับพ่อ"
ตฤณยกมือไหว้ชลดาและวิบูลย์ พร้อมกับโผเข้ากอดทั้ง 2 ด้วยความคิดถึงอย่างยิ่ง
"อะไรกันลูกคนนี้ อยู่กับพ่อกับแม่นี่ยังทำตัวเหมือนเด็ก ไม่เห็นเท่แบบตอนลงสนามเลยนะ"
วิบูลย์พูดหยอกตฤณ เพื่ออำพรางความรู้สึกดีใจที่ได้พบลูกชายอีกครั้ง
"ขอผมเป็นเด็กสักแป๊บเถอะครับ นี่ยังมีเวลาอยู่บ้านไม่กี่วันก็ต้องไปที่พักใหม่แถวนครสวรรค์แล้ว"
"เอาเถอะงั้นเรากลับบ้านกันนะเวลาทุกนาทีมีค่า นี่เสียดายที่น้ำค้างเขาไม่ว่างมารับลูกด้วย"
ชลดาพูดถึงวรดาซึ่งตั้งแต่ย้ายไปทำงานที่ใหม่มาหลายเดือนก็ไม่ได้พบเจอกันอีกเลย
"ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ คลินิกกับโรงพยาบาลที่น้ำค้างทำงานอยู่ในเครือบริษัทเจ้าของทีมผม เดี๋ยวคงได้เจอน้องบ่อยๆแน่ครับ"
ตฤณพลันนึกถึงว่าต่อไปจะได้เจอกับน้องสาวคนสนิทอย่างวรดามากขึ้น ก็รู้สึกมีกำลังใจอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นไม่นานทั้ง 3 พ่อแม่ลูกจึงพากันกลับไปบ้านในย่านบางนา มีการจัดเลี้ยงเล็กๆ ในกลุ่มญาติราว 10 คนเท่านั้น ตฤณรีบเข้านอนหลังจากจบงานในเวลา 4 ทุ่ม เพื่อพักผ่อนเต็มที่สำหรับงานเปิดตัวของสโมสรใหม่ ซึ่งเขาต้องเดินทางไปล่วงหน้าก่อนงานเปิดตัวในวันรุ่งขึ้น
2 วันต่อมาตฤณถึงที่ตั้งของสโมสรเจ้าพระยา บราโว่ในเวลาก่อนเที่ยงซึ่งยังเหลือเวลาก่อนเริ่มงาน 1 ชั่วโมง เขาจึงขอให้ทีมงานพาไปดูสถานที่ต่างๆของทีม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากสำนักงานมากนัก
"นี่มันแทบจะเป็น sport complex เลยนะครับ"
ตฤณรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับโครงสร้างพื้นฐานของสโมสร ที่ดูมีความพร้อมกว่าที่เขาคิดไว้มาก
"ครับคุณตฤณ ท่านประธานอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งพัฒนานักกีฬาอีกหลายชนิดเลย แต่ตอนนี้ยังทำแค่ทีมฟุตบอลอยู่"
ทีมงานของสโมสรพาตฤณเดินชมจนพอใจใช้เวลากว่า 45 นาที จนได้เวลานัดสำหรับทำการเซ็นสัญญาและเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
"คุณลุงคะ วันนี้หนูน่าจะไปไม่ทันงานแน่ค่ะ ขอโทษนะคะ"
มินทิราโทรศัพท์หาวิทูรย์อย่างเร่งรีบ ขณะที่งานเปิดตัวนักเตะใหม่อย่างตฤณจะเริ่มต้น
"งานติดพันอีกแล้วสินะมิ้นท์ สงสัยลุงจะใช้งานเยอะเกินไปรึเปล่าเนี่ย"
"เปล่าหรอกค่ะ มันเป็นจังหวะบังเอิญน่ะค่ะ พอดีว่ามีสปอนเซอร์ท้องถิ่นอีกเจ้าเขาสนใจอยากคุยด้วยพอดี"
"งั้นก็เอางานตรงนั้นก่อนก็แล้วกันนะมิ้นท์ ตรงนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไร ลุงแค่อยากให้ได้มาเจอนักเตะใหม่คนนี้น่ะ เพราะลุงคิดว่าเขานี่ล่ะที่จะมาทำให้แบรนด์ของสโมสรเราแข็งแกร่งขึ้น"
"หมายถึงคุณตฤณนั่นเหรอคะ?"
"ใช่ๆ ตฤณนั่นแหละ"
"มิ้นท์ก็อยากเจอนะคะ เห็นว่าป้าดาวชื่นชมออกนอกหน้ามาก ถ้าเขาเป็นแบบที่คุณลุงกับคุณป้าพูด ก็ถือว่าพวกเราได้เพชรเม็ดงามเชียวค่ะ"
มินทิราคุยต่ออีกไม่นานนักก็วางสาย ก่อนจะออกรถไปยังที่นัดหมายเธอคิดในใจว่า
"คุณตฤณเรา 2 คนยังไงก็ต้องได้เจอกันแน่ๆค่ะ"
มินทิรายิ้มเล็กน้อย แล้วจึงขับรถไปพร้อมกับเลขาและกลับไปทำงานต่ออย่างเร่งรีบ
งานเซ็นสัญญาเปิดตัวอย่างเป็นทางการของตฤณดูคึกคักกว่าที่นักเตะวัย 30 ปีคิดไว้เล็กน้อย มีแฟนบอลมาร่วมงานราว 200 คน พร้อมกับสื่อมวลชนที่มาอย่างคับคั่ง
"ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ตฤณ วายุโชติ ด้วยครับ"
แฟนบอลที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานต่างโห่ร้องยินดีและปรบมือกันสนั่น สวนทางกับสื่อมวลชนที่ต่างนั่งมองอย่างนิ่งเงียบ
"แปลกจริง เราเองแทบจะไม่มีชื่อเสียงอะไร ถึงจะพาทีมแทมปิเนส การ์เดี้ยนส์เป็นแชมป์ลีกสิงคโปร์มาได้ก็เถอะ แต่คนที่นี่ก็ไม่น่าจะรู้จักเราเท่าไร"
ตฤณรู้สึกแปลกใจไม่น้อยกับการต้อนรับที่เกินคาดนี้ ราวกับอ่านใจออกดนัยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ จึงกระซิบไขความข้องใจของเขา
"ที่นี่แฟนบอลรักทีมมาก เพราะงั้นไม่ว่าเราตัดสินใจดึงใครเข้ามา พวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างดีอยู่แล้ว"
ตฤณพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนจะเดินไปบนเวทีและยกมือไหว้ทุกคนที่มาร่วมงานอย่างอ่อนน้อม แล้วจึงไปนั่งโต๊ะเดียวกับวิทูรย์ ซึ่งมีกระดาษสัญญาพร้อมปากกาวางรออยู่แล้ว ตฤณจัดการเซ็นสัญญาพร้อมกับถ่ายภาพกันอยู่ราว 5 นาที แล้วจึงเข้าสู่ช่วงการสัมภาษณ์ ซึ่งมีวิทูรย์กับดนัยอยู่ร่วมด้วย
"คุณตฤณรู้สึกยังไงที่จะได้มาเล่นในลีกสูงสุดของประเทศไทยครับ"
นักข่าวยิงคำถามซึ่งตฤณมีสคริปต์ในหัวเพื่อตอบไว้แล้ว
"ผมดีใจมากครับ นี่คือหนึ่งในความฝันของผมตั้งแต่เด็กเลยล่ะครับ"
"แล้วคิดว่าประสบการณ์ที่ผ่านทั้งในลีกสมัครเล่นเยอรมัน ไทยลีก 3 และสิงคโปร์จะมากพอที่จะเล่นที่นี่ไหมครับ"
คำถามนี้มองผิวเผินดูจะธรรมดา ทว่าตฤณสัมผัสได้ว่าผู้สื่อข่าวจงใจที่จะถามเพื่อหวังผลบางอย่าง จึงพยายามตอบด้วยความระวัง
"ในทุกที่มีจุดเด่นของตัวเองทั้งหมดครับ ผมก็แค่เก็บเกี่ยวให้มากที่สุด โดยรวมผมว่าเกือบ 7 ปีที่ผมเล่นฟุตบอลมา ทุกประสบการณ์มันมีค่าทั้งหมดล่ะครับ"
"แล้วเป้าหมายส่วนตัวล่ะครับ อยากจะพาทีมไปถึงจุดไหนกัน คิดว่าจะอยู่รอดในปีแรกได้รึเปล่า?"
นักข่าวจงใจถามยั่วปั่นประสาทดูถูกเขาและทีม ทว่าตฤณนั้นกลับยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับอย่างมั่นใจ
"ทุกที่ๆผมไปเล่นก็พาให้ทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้หมด เพราะงั้นสำหรับผม ฤดูกาลนี้เจ้าพระยา บราโว่ ของพวกเราจะต้องได้ไปเล่นในฟุตบอลสโมสรเอเชียฤดูกาลหน้าครับ"
คำประกาศของตฤณสร้างความรู้สึกไป 2 ทาง แฟนบอลของทีมต่างโห่ร้องปรบมือกันสนั่น ทว่าในฝั่งของผู้สื่อข่าวแม้หน้าตายิ้มแย้มแต่แววตานั้น ทั้งวิทูรย์, ดนัย และตฤณต่างดูออกไม่ยากนักว่าคิดอย่างไร
"โค้ชดนัยมองเห็นอะไรในตัวของคุณตฤณครับ พวกเราเองขนาดเป็นสื่อ ยังมีข้อมูลของเขาน้อยมากเลย"
ดนัยขยับไมค์เล็กน้อยแล้วจึงพูดด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างที่สุด
"เพื่อนของผมที่เยอรมันเจอเขาเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ถึงผมจะไม่เห็นกับตา แต่การที่เพื่อนคนนี้รับรองผมก็มั่นใจเกินครึ่งแล้ว และผมเองติดตามด้วยตัวเองอีกระยะ กล้าพูดได้ว่าตฤณจะเป็นนักเตะที่พาทีมเราสำเร็จได้ และเขาจะเป็นกำลังสำคัญที่ทีมชาติขาดไม่ได้แน่นอน"
นักข่าวต่างยิ้มเยาะคำตอบของดนัย แต่ยังคงเก็บอาการเพราะไม่อยากเสียมารยาทต่อหน้านักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศอย่างวิทูรย์
การสัมภาษณ์จบลงจากนั้นไม่นานนัก วิทูรย์ถือเสื้อสีเหลืองสลับน้ำเงินของทีมเจ้าพระยา บราโว่ ด้านหลังมีหมายเลข 7 และเขียนว่า "TRIN"
มอบให้แก่นักเตะวัย 30 ปี พร้อมกับถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่ เสียงเพลงเชียร์ของทีมที่มีท่อนฮุคว่า
"We'll go together. Side by side forever!"
ดังกึกก้องและสร้างความเร้าใจให้ผู้ร่วมงานไม่น้อยจนจบงาน
"โค้ชครับ ผมประกาศเป้าหมายเกินไปรึเปล่า?"
ตฤณเอ่ยถามดนัยอย่างตรงไปตรงมา
"ไม่เลย ถึงเราไม่เคยพูดเรื่องนี้กันเลยด้วยซ้ำ แต่ที่แน่ๆนายคิดเหมือนฉันและท่านประธานเลยล่ะตฤณ"
คำตอบของหัวหน้าโค้ชทำให้ตฤณรู้สึกคิดถูกที่เลือกมาอยู่ที่นี่
“ไปที่โรงยิมกันเถอะฉันว่ามีคนที่นายอยากเจอรออยู่นะตฤณ”
ดนัยพาเขาไปยังห้องยิมของสโมสรที่อยู่ห่างออกไปเพียง 100 เมตรเท่านั้น เพียงแค่เปิดประตูเข้าไปก็ได้พบกับคน 2 คนที่เขาอยากเจอที่สุดอยู่จริงๆ
"ว่าไงตฤณ ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ"
ชายวัย 60 ชาวเยอรมันยืนคอยกำกับการฝึกของนักเตะต่างชาติที่อีกคนอยู่
"คุณชไนเดอร์! ติอาโก้!"
ตฤณเดินเข้าไปกอดชายชาวต่างชาติทั้ง 2 คนอย่างรวดเร็ว บรรยากาศพลันคึกคักขึ้นทันที ราวกับเป็นงานคืนสู่เหย้าเล็กๆ ของอดีตคนของมหาวิทยาลัยแห่งไลป์ซิก
"นึกว่าจะได้เจอพวกคุณเอาวันรายงานตัวซ้อมซะแล้ว ว่าแต่พวกคุณย้ายมาตั้งแต่ตอนไหนกันครับ?"
"ก็หลังจบเกมสุดท้ายของ Regionalliga (ลีกระดับ 4 ของเยอรมัน) สักเดือนหนึ่งได้ ฉันกับติอาโก้ตอบรับสัญญาของที่นี่เสร็จก็เตรียมย้ายทันที นี่ก็เพิ่งได้บ้านพักกันเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนนี้ล่ะ"
ดร.ฮันส์กล่าวพร้อมกับที่เตรียมอุปกรณ์การฝึกเซ็ตต่อไปให้ติอาโก้
"นี่พวกเรา 2 คน ผมกับด็อกเตอร์ก็เพิ่งมาเวทเทรนนิ่งที่นี่วันแรกเลยครับ ทุกอย่างมีครบและมาตรฐานดีกว่าที่เยอรมันซะอีกนะครับพี่ตฤณ"
ติอาโก้กล่าวขึ้นขณะที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะฝึกในเซ็ตถัดไป
"ก็จริง แบบนี้พวกเราคงพัฒนาได้เยอะแน่ว่าไหมครับด็อกเตอร์"
ตฤณหันไปหา ดร.ฮันส์ ซึ่งเขาได้แต่พยักหน้าแล้วใส่น้ำหนักทำ Bench press ให้ติอาโก้ไป 120 ก.ก. แม้ว่าจะไม่เหนือความคาดหมายของตฤณ แต่สำหรับดนัยนั้น ความแข็งแกร่งระดับนี้สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย
"ตั้งแต่ฉันเป็นโค้ชมานอกจากไอ้ดีดี้แล้วก็ไม่มีใครแข็งแกร่งแบบนี้เลยล่ะ"
"ดีดี้ ใครเหรอครับโค้ช?"
"อ้อ... ก็นักเตะในทีมนั้นแหละ เดี๋ยววันที่รายงานตัวซ้อมวันแรกนายคงได้เจอล่ะนะตฤณ"
"ครับ ดูเหมือนเพื่อนร่วมทีมจะมีแต่คนน่าสนใจทั้งนั้นเลยนะครับโค้ช"
"จะว่าไงดีล่ะ พวกนี้ดูเผินๆก็ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก แต่ถ้านายได้เล่นกับพวกเขาแล้วจะรู้เองว่า พวกนี้ละเป็นนักเตะที่ดีและพาทีมเราไปถึงเป้าหมายได้"
ตฤณรู้สึกอยากข้ามไปถึงวันซ้อมโดยเร็ว เพราะจากการที่เขาเห็นดนัยดึงติอาโก้เข้ามา พร้อมกับให้ดร.ฮันส์ เป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา มันแสดงออกชัดว่าโค้ชคนนี้ไม่ได้พูดลอยๆ
"อ้อ ตฤณอย่าลืมล่ะ ท่านประธานกับคุณดาวนัดเลี้ยงอาหารเย็นไว้ เห็นว่ามีคุณวินแล้วก็หลานสาวอีกคนด้วยอย่าลืมล่ะ 5 โมงเย็นเจอกันนะ"
ดนัยเตือนนัดหมายสำคัญ ก่อนที่เขาเองจะขอตัวไปทำงานของตัวเองต่อ
"เฮ้อ ถึงท่านประธานกับคุณดาวจะใจดีและเป็นกันเอง แต่ผมก็ไม่คอยชินกับการที่ต้องไปนั่งโต๊ะเดียวกับคนใหญ่คนโตเลย"
ตฤณรำพันให้ ดร.ฮันส์ กับติอาโก้ได้ยินเพื่อระบายความรู้สึก
"ไปเถอะครับพี่ ตอนที่ผมเซ็นสัญญาท่านประธานก็เลี้ยงมื้อเย็นเหมือนกัน แต่ดีหน่อยตอนนั้นมีเพื่อนคนเกาหลีกับญี่ปุ่น แล้วอีกคนเป็นลูกครึ่งมาจากสวิสฯไปด้วย เลยไม่เหงาเท่าไหร่ แต่นี่พี่ไปคนเดียวเลยนะครับ"
"นั่นสิ แต่ช่างเถอะมันเป็นงาน แล้วก็เป็นน้ำใจของคุณวิฑูรย์ด้วย ฉันปฏิเสธไม่ได้หรอก"
ตฤณอยู่คุยกับทั้ง 2 คนอีกราว 30 นาที เจ้าหน้าที่ของทีมก็เชิญเขาไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงอาหารมื้อเย็น ซึ่งจัดที่โรงแรมในจังหวัดชัยนาท ห่างออกไปราว 30 นาที เจ้าหน้าที่ของสโมสรพาเขามาถึงที่นัดหมายก่อนเวลา ทำให้ได้พบกับวิฑูรย์กับภรรยาและลูกชายพร้อมกับดนัย
"เป็นไงบ้างน้องตฤณ แหมพอแต่งตัวแบบนี้หล่อมากเลยนะคะ"
ดุจดาวทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อเห็นตฤณใส่เบลเซอร์สีเทาทับเสื้อยืดสีขาวด้านในในสวมกางเกงยีนส์สีดำ ร่างกายที่สูงใหญ่ศีรษะดูเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว ใบหน้าคมเข้มขับให้บุคลิกดูโดดเด่น จนแม้แต่พนักงานต้อนรับของโรงแรมต่างเหลียวมองกันเป็นสายตาเดียว
"ขอบคุณครับคุณดาว ผมเขินๆเหมือนกัน ไม่ค่อยได้แต่งแบบนี้เท่าไหร่"
ตฤณตอบรับอย่างถ่อมตัว ทั้ง 5 คนรอเวลาอยู่ครู่หนึ่ง วิทวินรับโทรศัพท์และคุยเพียงสั้นๆ แล้วจึงบอกข่าวกับวิฑูรย์
"คุณพ่อครับ เราเข้าไปในห้องอาหารเลยดีกว่าครับ น้องเพิ่งโทรมาบอกว่าคงมาไม่ทันแต่จะตามมาทีหลังครับ"
"น้องเขาติดงานสินะ"
วิฑูรย์ตอบกลับราวกับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
"ครับ น้องบอกว่าพอดีผู้นำชุมชนที่นั่นชวนไปพูดคุยกับชาวบ้านต่อ"
"เฮ้อ! ยัยมิ้นท์นี่นะ บ้างานไม่เคยเปลี่ยน"
วิฑูรย์ยิ้มและส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วจึงเชิญทุกคนไปยังห้องอาหาร งานเลี้ยงผ่านไปด้วยความเป็นกันเอง ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น
"ขอบคุณท่านประธาน คุณดาว กับคุณวินด้วยนะครับที่เลี้ยงอาหารมื้อนี้"
ตฤณยกมือไหว้ขอบคุณทั้ง 3 คน ด้วยความนอบน้อม ดุจดาวมองตฤณราวกับเป็นลูกหลานอีกคนทำให้เขาไม่รู้สึกเกร็งแต่อย่างใด
"เสียดายมิ้นท์เขามาไม่ทัน จะได้รู้จักกันไว้เพราะอีกหน่อยคงต้องทำงานด้วยกันบ่อยนะตฤณ"
วิทวินกล่าวขึ้นพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้ทีมงานของเขาถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกก่อนจะกลับ
"ถ้าไงก็กลับดีๆ ล่ะตฤณเรื่องการย้ายบ้านทางเราจะช่วยจัดการให้เรียบร้อยเอง คุณก็เตรียมพร้อมได้เลยนะตามที่นัดไว้"
"ครับท่านประธาน"
ตฤณกล่าวลาทั้ง 3 คนแล้วขึ้นรถที่จัดไว้กลับบ้านในทันที ขณะที่รถของเขากำลังแล่นออกจากโรงแรมได้สวนกับรถหรูคันหนึ่งที่ไปจอดเทียบแทนพอดี คนในรถเปิดประตูลงมาพร้อมกับกล่าวทักทายวิฑูรย์กับดุจดาวด้วยเสียงอันไพเราะ
"คุณลุง ป้าดาว สวัสดีค่ะ"
มินทิราค่อยๆ เดินไปหาทั้ง 2 พร้อมโผเข้ากอดราวกับเด็กน้อยวิ่งหาพ่อแม่
"ไงล่ะเรา กินอะไรมารึยังล่ะ?"
วิฑูรย์ลูบศีรษะหลานสาวด้วยความเมตตา
"ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยงเลยค่ะ ทำงานเพลินไปหน่อย"
"อืม งั้นก็ไปสั่งอะไรกินเถอะเดี๋ยวลุงป้าแล้วก็วินจะไปนั่งเล่นรอก็ได้ บอกเลขาด้วยล่ะว่าให้ไปกินด้วยกันเลย นี่คงหิ้วท้องกันมานานเลยสิเนี่ย"
มินทิราได้แต่ยิ้มไม่ตอบอะไร ทำเพียงเรียกเลขาแล้วเดินไปยังห้องอาหารอย่างรีบเร่ง
"เฮ้อ หลานคนนี้ ว่าจะแนะนำให้รู้จักกับตฤณเขาไว้ซะหน่อย"
"เอาเถอะค่ะคุณ เดี๋ยวเขาก็ต้องเจอกันอยู่ดี"
ดุจดาวหัวเราะเล็กน้อย สำหรับเธอมินทิรานั้นแม้เป็นหลานของวิฑูรย์แต่เธอก็รักราวกับเป็นลูกสาวของเธอเอง
“นั่นสินะในสนามเรามีนักฟุตบอลที่จะเป็นกำลังหลักอย่างตฤณ เรื่องนอกสนามได้ยัยมิ้นท์มาช่วยอีกแรง ทีมนี้คงไปได้ดีแน่ๆล่ะคุณดาวผมมั่นใจเลย”
วิฑูรย์ยิ้มกว้างเมื่อคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เขามองไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนักด้วยใจที่ปลอดโปร่งก่อนจะคิดในใจ
“ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วล่ะนะ ต่อไปก็แค่ค่อยๆเดินไปให้ถึงเป้าหมาย พวกเราทำได้แน่ๆ”
แนะนำตัวละคร

ตฤณ วายุโชติ
อายุ 31 ปี
สัญชาติไทย
สูง 182 ซ.ม. น้ำหนัก 79 ก.ก.
ตำแหน่ง: แบ็คซ้าย, เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ, กองกลาง
ต้นสังกัดเดิม
เฟาเอฟแอล อาดเลอร์ (ดิวิชั่น 6 เยอรมัน)
พีเค ซิติเซ่น (ไทยลีก 3)
แทมปิเนส การ์เดี้ยนส์ (สิงคโปร์ พรีเมียร์ลีก)

มินทิรา ธรรมะวาณิช (มิ้นท์ แต่มักใช้ชื่อ “มิน” กับคนที่เธอไม่ได้สนิทด้วย)
อายุ 28 ปี
ตำแหน่ง:ผู้อำนวยการฝ่ายภาพลักษณ์องค์กรสโมสรเจ้าพระยา บราโว่
หลานสาวแท้ๆของวิฑูรย์ ธรรมะวาณิช ประธานบริษัท D.V. Group เจ้าของสโมสรเจ้าพระยา บราโว่