แม้ทีมจะเริ่มประคองตัวได้ดีมาช่วงหนึ่ง แต่พวกเขาก็ยังประสบปัญหาคุณภาพนักเตะเชิงลึกอยู่ ฟอร์มการเล่น 3 นัดสุดท้ายของไทยลีกเลกที่ 1 ของ เจ้าพระยา บราโว่ กลับเก็บได้เพียง 2 คะแนน พวกเขาเปิดบ้านเสมอกับทีม สวาทแคท โคราช ไป 0-0 แม้จะทำเกมบุกเกือบทั้งเกม แต่ทีมเยือนมาเน้นตั้งรับแน่น และพยายามไม่เสียลูกตั้งเตะในระยะ 40 หลาลงมาแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้โอกาสยิงของ เจ้าพระยา บราโว่ แทบไม่เกิดขึ้นเลย
เกมต่อมาพวกเขาขาดทั้งไนเจล เหลียงและตฤณที่ร่างกายไม่สมบูรณ์มากนัก
บุกไปแพ้ให้กับรองแชมป์เก่าอย่าง แบงคอก แองเจิ้ล ไป 2-0 แบบไร้ทางสู้ด้วยรูปเกมที่เป็นรองสุดกู่
นัดสุดท้ายของเลกแรกพวกเขาได้เล่นในถิ่นตัวเองอีกครั้ง แม้ผู้ชมจะเข้ามาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม พวกเขาก็ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เสมอกับ สิงห์ท่าเรือ ยูไนเต็ด ไป 2-2 ตฤณยิงฟรีคิกสุดสวยจากระยะ 35 หลาเข้าไปก่อนในนาทีที่ 15 จากนั้นนาทีที่ 37 จองอินบอมได้บอลทางกราบขวาเขาเปิดมาอย่างแม่นยำ บอลมาเข้าทางดิดิเย่ร์ คัวซี่ เตรียมง้างเท้ายิงเต็มแรง แต่เสียงตะโกนของตฤณที่ว่า
“ดีดี้ อย่าเต็มข้อนะ!”
ทำให้เขาเหวี่ยงขาเบาลง บอลโดนไม่เต็มนักแฉลบกองหลัง สิงห์ท่าเรือ ยูไนเต็ดเข้าไป ถือเป็นประตูที่ 3 ของดีดี้ในฤดูกาลนี้ ทว่าครึ่งหลังการกรำศึกหนักมานานตลอดมา แต่ขาดผู้เล่นทดแทนที่มีคุณภาพ ทำให้พวกเขาล้ามากจนผิดพลาดในเกมรับ พวกเขาเสียจุดโทษ 2 ครั้งในช่วง 5 นาทีก่อนหมดเวลา และ ไททัน ศูนย์หน้าร่างใหญ่ชาวบราซิลของทีมเยือนก็เหมาทั้ง 2 ประตูเข้าไป
แม้สถานการณ์ในลีกของพวกเขาจะไม่ได้แย่นักยังอยู่ในอันดับที่ 9 ของตารางคะแนน แต่ดนัยเองกลับมีเรื่องให้ขบคิดอย่างหนักในการเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกเลก 2 ที่กำลังจะมาถึงในอีก 1 เดือนข้างหน้า
“ทีมเรามีปัญหาในเรื่องความหลากหลายในการเข้าทำประตูสินะคุณดนัย?”
วิฑูรย์กล่าวขึ้นขณะที่มาเยี่ยมสนามซ้อมของทีม
“ครับท่านประธาน นักเตะที่เรามีเหมาะกับการเล่นสไตล์ดักจังหวะสวนกลับมากกว่าขึงเกมรุกเข้าใส่คู่แข่ง”
ดนัยรายงานตามความจริง แม้จะรู้ดีว่าวิฑูรย์เข้าใจเหตุผลทุกอย่าง แต่เขาอดที่จะไม่พอใจการทำงานของตัวเองไม่ได้
“แล้วคุณคิดไว้บ้างรึยังว่าแก้ปัญหายังไงบ้างล่ะ ผมพอจะช่วยอะไรได้บ้างรึเปล่า?”
“เอาจริงๆ ผมก็พยายามมองหานักเตะตำแหน่งกองกลางที่มีไอเดียในการสร้างสรรค์เกมได้อยู่ครับ แต่ในตลาดนักเตะมันก็ไม่ค่อยมี ถึงมีก็มักจะแพงเกินไปครับ”
“เอาแบบนี้แล้วกันนะคุณดนัย ถ้าต้องจ่ายแพงแต่มีเหตุผลมากพอก็ทำไปเถอะ งบดุลสโมสรเราเลขมันตัวเขียวอยู่ แต่ถ้าคุณมั่นใจในสไตล์ปั้นดินเป็นดาวเหมือนเดิม ผมก็พร้อมจะสนับสนุนนะ มันน่าสนุกดี”
คำพูดของวิฑูรย์ทำให้ดนัยผ่อนคลายได้บ้าง ตลอดเวลาที่เขาทำงานกับทีม แม้เขาจะมีแนวคิดที่จะสร้างนักเตะจากโนเนมให้พัฒนาขึ้นตามรูปแบบที่เขาต้องการ จนหลายครั้งก็มีความคิดที่ไม่ตรงกับ ผ.อ. สโมสร อย่างเอกคณิต ที่มักบอกให้เขาทำแบบทีมอื่นๆ คือทุ่มซื้อนักเตะต่างชาติราคาแพงเพื่อมาแบกทีม แต่ประธานสโมสรอย่างวิฑูรย์กลับสนับสนุนเขาทุกอย่าง
เย็นวันนั้นหลังการซ้อมดนัยได้รับคำชวนให้ไปชมเกมการแข่งขันฟุตซอลไทยแลนด์ลีกจากเพื่อนของเขาที่เป็นโค้ชอยู่ แม้มันจะเป็นเพียงเกมธรรมดาทว่าเขากลับได้พบกับนักฟุตซอลต่างชาติคนหนึ่งเข้า
“เจ้าเด็กต่างชาติคนนี้ดูจังหวะการเล่นไม่เข้ากับฟุตซอลเอาซะเลย แต่ทรงการเล่นเหมาะกับฟุตบอล 11 คนมากกว่า”
ดนัยมองดูการเล่นของนักเตะต่างชาติคนนี้เป็นพิเศษ เขาสวมเสื้อหมายเลข 20 ชื่อด้านหลังเขียนว่า Talento จึงจำชื่อเอาไว้
“เจ้าเบอร์ 20 คนนี้ ดูคล่องแคล่ว แล้วมีไอเดียในเกมรุกที่ดีมากๆ แต่ไม่เหมาะกับเกมที่เร็วจัดและพื้นที่แคบมากๆแบบนี้”
ดนัยดูการแข่งขันจนจบแล้ว จึงค่อยไปพยายามสอบถามข้อมูลจากโค้ชเมธาเพื่อนของเขาที่เป็นโค้ชของสโมสรฟุตซอลทีมนั้น
“เออ แม็กฉันถามหน่อยสิ ไอ้เด็กต่างชาติเบอร์ 20 นี่ใคร?”
“อ๋อ มันชื่อนูโน่ อายุยังน้อยอยู่แค่ 22 เอง เพิ่งมาร่วมทีมปีนี้ แต่เซ็นสัญญากันสั้นๆ จบนัดหน้าปิดฤดูกาลนี้ก็คงไม่เอาแล้วล่ะ”
“อืม มันเล่นไม่ค่อยเข้ากับทีมสินะ?”
“ใช่ ไอเดียการเข้าทำมันดีนะ เข้าขั้นอัจฉริยะเลย แต่มันคิดซับซ้อนเกินเหมือนต้องมีคนในสนามมากกว่านี้ ถึงจะเล่นเข้ากับมันได้”
“อืม ฉันก็ว่างั้นนะ แต่ถ้ามาเล่นฟุตบอลสนามใหญ่ ไอเดียของหมอนี่น่าจะเหมาะเลย”
“นายอยากได้เหรอดนัย?”
โค้ชเมธาถามแบบไม่อ้อมค้อม
“บอกตามตรงนะ ถ้าปรับจังหวะสักหน่อย น่าจะมาเติมเต็มทีมฉันได้เลยล่ะ”
“เฮ้ย! เอาจริงสิ เอางี้ฉันให้นายคุยกับมันเลย ยังไงฉันก็จะปล่อยฟรีอยู่แล้ว นี่เห็นว่าจะซมซานกลับโปรตุเกสด้วยน่าสงสารเหมือนกันว่ะ มันเป็นเด็กดีนะแค่ว่าดูไม่ค่อยจะอยู่ถูกที่ซักเท่าไหร่”
“ขอบใจนะแม็กงั้นหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ฉันขอคุยกับเขาเลยได้รึเปล่า”
“โหย! ทำไมจะไม่ได้ล่ะดนัยเพื่อนรัก เดี๋ยวฉันไปบอกให้เลยแล้วกัน”
ดนัยรออยู่ราว 20 นาที โค้ชเมธาก็พา นูโน่ ทาเลนโต้ มาพบกับเขา ดนัยยื่นหูฟังอัจฉริยะที่สามารถแปลภาษาอัตโนมัติของ D.V. group ให้นักเตะชาวโปรตุเกส ส่วนเขาเองมีอีกอันที่สำรองไว้ เพื่อจะได้คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น
“คุณมีอะไรจะคุยกับผมครับ?”
นูโน่ถามเข้าประเด็นทันที เพราะเขาเองก็แปลกใจที่ดนัยอยากคุยกับเขา
“นายสนใจมาเล่นฟุตบอล 11 คนบ้างไหม?”
ดนัยก็ถามกลับแบบไม่รีรอทันที
“ฟุตบอล?.....”
“ใช่ ฉันเป็นโค้ชทีมฟุตบอลในลีกสูงสุดของที่นี่ กำลังตามหานักเตะอย่างนายอยู่”
“แต่....ผมเป็นนักฟุตซอลนะครับ กับฟุตบอลสนามใหญ่ ผมเล่นมันครั้งสุดท้ายก็ 5 ปีที่แล้วนั่นเลย”
ดนัยยิ้มอย่างคนอ่านอะไรออกบางอย่าง สีหน้าของนูโน่ที่พูดถึงฟุตบอลมีความคิดถึงและอาลัยอาวรณ์อย่างชัดเจน
“ฉันไม่รู้ว่าอดีตของนายมีบาดแผลอะไรจากฟุตบอลหรอกนะ แต่เท่าที่ฉันเห็นนายเองก็คงรู้สึกว่าฟุตซอลไม่ใช่ที่ของนายเหมือนกัน”
นูโน่เหมือนถูกฟาดที่แสกหน้าอย่างจัง เขาไม่เคยถูกใครพูดได้ตรงใจแบบนี้มาก่อน ท่าทีดูอยากฟังต่อว่าดนัยจะพูดอะไรกับเขาอีก
“ฉันอยากบอกนายเรื่องนึงนะนูโน่ นายอาจจะคิดว่านายไม่เหมาะกับฟุตบอลเมื่อ 5 ปีก่อน มันอาจจะจริงในตอนนั้น แต่ปัจจุบันมันอาจจะเป็นที่ๆนายควรอยู่ก็ได้นะ”
“คุณ หมายความว่ายังไงครับคุณดนัย ต้องการอะไรกันแน่?”
“ฉันอยากให้นายไปทดสอบฝีเท้ากับฉันซัก 10 วัน เริ่มวันพรุ่งนี้เลยก็ได้ถ้านายพร้อม”
“ผม......ผมขอคิดดูก่อนได้ไหมครับ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แต่ฉันถามเรื่องนึงนะ หมดสัญญาจากที่นี่นายจะเอายังไงต่อ?”
นูโน่สีหน้าเศร้าหมองลงทันที เขาก้มหน้าหลบตาเพื่อไม่อยากให้ดนัยมองเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อออกมาจากดวงตาและตอบคำถามของดนัย
“ผมคงเลิกเล่นจริงๆครับ ว่าจะกลับบ้านที่โปรตุเกส หางานอะไรสักอย่างที่นั่นทำ ชีวิตนักฟุตซอลของผมมันคงมาสุดได้เท่านี้ คุณก็เห็นว่าผมลงไปเล่นแล้วทำอะไรไม่ค่อยได้เลย”
“ในสายตาฉัน นายยังมีความเป็นนักฟุตบอลสนามใหญ่อยู่มากนะ นูโน่นายสลัดฟุตบอล 11 คนออกจากตัวไม่ได้เลย แต่นายกลับได้เรียนรู้ศาสตร์ของฟุตซอลเพิ่มเข้ามา นายคือคนที่ฉันอยากได้มาร่วมทีม”
นูโน่เงยหน้าขึ้นมองโค้ชวัย 45 ปีที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ความรู้สึกของเขาเริ่มเอนเอียงมาทางดนัยมากขึ้น แต่ยังไม่พูดอะไรตอบ
“นายกลับมาลองดูสินูโน่ แล้วนายจะได้รู้ว่าฉันไม่ได้พูดเกินจริงเลย ว่านายจะสร้างปรากฏการณ์ให้กับทีมฉันได้ไม่ยาก”
นักเตะชาวโปรตุเกสหลับตาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พอลืมตาก็แสดงให้เห็นถึงสีหน้าที่มุ่งมั่นมากขึ้นอย่างชัดเจน
“ได้ครับคุณดนัย พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปทดสอบฝีเท้ากับทีมคุณ แต่ผมต้องพูดคุยกับโค้ชแม็กก่อน”
“แม็กคุยกับฉันแล้วล่ะ เขาอนุญาตมันไม่ได้ผิดสัญญาอะไรกับสโมสรของนาย แล้ววันพรุ่งนี้นายก็ไม่มีซ้อมด้วยนี่นะ”
“ตกลงครับ ผมจะลองดูสักตั้ง”
ดนัยยิ้มรับพร้อมนัดหมายในอีก 2 วันข้างหน้าซึ่งในช่วงสายทีมมีการซ้อมเช้า เขาบอกที่ตั้งของสนามซ้อมพร้อมกับนัดหมายรถรับส่งให้ด้วยเนื่องจาก นูโน่ เองไม่มีรถส่วนตัว เขาส่งคลิปการเล่นส่วนหนึ่งความยาวประมาณ 5 นาที ของนูโน่ไปให้ ดร.ฮันส์ ได้ดู เพียงแค่ 10 นาทีผ่านไป นักวิจัยชาวเยอรมันโทรกลับหาเขาอย่างไม่รีรอ
“ดนัย บอกฉันซิว่าหมอนี่เป็นใคร ฉันเห็นแค่นี้ก็มองออกเลยว่าเด็กนี้จะทำให้ทีมเราแกร่งขึ้นแน่ๆ”
“สมแล้วที่เป็นคุณนะด็อกเตอร์ ผมติดต่อเขาไว้แล้ว มะรืนนี้เขาจะไปทดสอบฝีเท้ากับเรา ผมเชิญคุณด้วยนะครับด็อกเตอร์ ถ้าเป็นคุณต้องพัฒนาเขาได้แน่”
“นายก็พูดเกินไปดนัย ทุกอย่างมันก็เกิดจากฝีมือของนายเหมือนกัน”
“อย่าถ่อมตัวเลยครับด็อกเตอร์ หลายอย่างมันก็ได้คุณกับทีมวิจัยสุดแกร่งของเรานั่นล่ะครับที่พาทีมเดินมาถึงกลางตารางไม่จมปลักอยู่โซนตกชั้น อย่างแผน 5-0-5 นั่นสมองอย่างผมไม่มีทางคิดได้แน่”
“ฮ่าๆๆ ก็แค่บังเอิญว่าทฤษฎีของฉันมันได้ผลเท่านั้นล่ะ แผนสุดแปลกที่ฉันกับทีมวิจัยยังมีอีกเยอะ นายอยากได้แบบไหนก็มาเลือกดูได้เสมอ แต่พรุ่งนี้ฉันจะไปดูพ่อหนุ่มโปรตุเกสนี่ซะหน่อย แล้วเจอกันนะดนัย”
การสนทนาจบลงแต่ดนัยถอนหายใจยาวดังเฮือก เขายังคงมีความกังวลอยู่อีกเรื่อง
“ปัญหาการขาดนักเตะสร้างสรรค์เกมยังไม่ใช่เรื่องเดียวที่เราต้องแก้ จิ๊กซอว์ยังต่อได้ไม่ครบ เกมรับฝั่งขวาเรายังแน่นไม่พอ อินบอมถึงจะทำได้ดี แต่เขาเหมาะกับปีกขวามากกว่า ถ้าเราได้ตัวเสริมตรงนี้อีกสักคนคงจะดี”
มินทิราทราบเรื่องที่ดนัยจะดึงตัวนูโน่มาทดสอบฝีเท้า เธอจึงจัดการทุกอย่างให้อย่างดี หาบ้านพักและคนที่พร้อมดูแลตลอด 10 วันให้ทันที ในอีก 2 วันถัดมา ณ สนามซ้อมของทีม ตฤณกับติอาโก้เดินมาด้วยกันถึงบริเวณประตู เขาเห็นนูโน่ยืนทำตัวเคอะๆเขินๆอยู่จึงเข้าไปทักทายด้วยภาษาอังกฤษ
“Hi, do you need help? (สวัสดี มีอะไรให้ฉันช่วยรึเปล่า)”
ตฤณเสนอตัวก่อนอย่างเป็นมิตร
“I'm here to test my skills.(ผมมาทดสอบฝีเท้าครับ)”
นูโน่ตอบกลับด้วยภาษาอังกฤษพื้นฐานแต่เจือด้วยสำเนียงโปรตุเกสซึ่งติอาโก้จับได้
“Você fala português? (คุณพูดโปรตุเกสสินะครับ)”
นูโน่รู้สึกอุ่นใจขึ้นที่มีคนพูดภาษาเดียวกัน เขาจึงบอกเล่าเรื่องทั้งหมดว่ามาที่นี่ได้อย่างไร
“มาสิ เดี๋ยวฉันพาเข้าไปเอง”
ติอาโก้จึงอาสาเป็นคนพาหนุ่มโปรตุเกสเข้าไปในห้องสำหรับเตรียมตัวซึ่งมีเจ้าหน้าที่รอจัดการให้ เขาจึงได้เปลี่ยนชุดเตรียมพร้อมร่างกายแล้วลงมาในสนามหญ้า ซึ่งดนัยกับ ดร.ฮันส์ รอเขาอยู่ที่นั่นแล้ว
“เอาล่ะทุกคน วันนี้เรามีสมาชิกใหม่นะ เขาจะมาทดสอบฝีเท้ากับเรา”
นูโน่เดินมาโค้งศีรษะแนะนำตัว ทุกคนก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ดนัยจัดให้เขาลงซ้อมทีม 11 ต่อ 11 ทันที โดยนูโน่อยู่กับทีมของพวกตัวสำรองซึ่งประกอบด้วยนักเตะกลุ่มเบต้า กับพวก U19 ที่นำโดย วีริศ กับ เวคินทร์
เกมซ้อมทีมระหว่างทีมชุดใหญ่กับตัวสำรองเริ่มขึ้น นูโน่ ดูจะยังปรับตัวไม่ได้มากนัก เขาหลงตำแหน่ง วิ่งขึ้นลงไม่ทัน พอได้บอลเขากลับลนลานจนทำอะไรไม่ถูก
“เด็กใหม่ดูยังจับจังหวะไม่ถูกนะ แต่ดูแล้วคงต้องมีดี ไม่งั้นโค้ชคงไม่ดึงมาทดสอบ”
ตฤณแม้ยังไม่เห็นศักยภาพของนูโน่ แต่เขาก็เชื่อมั่นในสายตาของดนัยอย่างมากจึงไม่ด่วนสรุปแค่ที่เห็นในไม่กี่นาทีแรก
การซ้อมนั้นแบ่งเป็นเพียงครึ่งละ 30 นาที จบครึ่งแรก นูโน่ยังคงทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันนัก ทีมงานโค้ชและทีมงานสถิติที่ได้รับหน้าที่มาดูเขาต่างส่ายหัวกันไปตามๆกัน มีเพียง ฮันส์ ชไนเดอร์ กับ ดนัย เท่านั้นที่มองดูด้วยความเชื่อมั่น
“คงต้องดู 30 นาทีหลังนั่นล่ะ หมอนี่คงแสดงความสามารถออกมาแน่ๆ”
ดร.ฮันส์ พูดกับดนัย ซึ่งโค้ชใหญ่ก็เห็นด้วยกับเขา
เริ่มเกม 30 นาทีหลังขึ้น ทีมชุดสำรองได้รับคำสั่งให้ส่งบอลไปที่นูโน่มากขึ้น จังหวะหนึ่งของเกมนั้น ริวซึเกะวิ่งเข้าหานูโน่ที่กำลังได้บอลอยู่ เขาเหยียดขาเข้าเสียบสกัดบอล แต่นูโน่กลับคลึงบอลด้วยฝ่าเท้าพร้อมเทิร์นบอลหลบได้อย่างง่ายดาย
“โอ้ว พ่อหนุ่มโปรตุเกสนี่ไม่ธรรมดานะ”
ริวซึเกะถึงกับแปลกใจในทักษะนี้ แต่เขาก็ยังไม่ลดละวิ่งตามไปเบียดปะทะเล็กน้อย แต่นักเตะโปรตุเกสกลับเบี่ยงตัวออกไปทางซ้ายเพียงไม่กี่องศา การเข้าสกัดของริวซีเกะจึงวืดไปทันที
“เห็นเงาของกองหน้า 2 คนอยู่ข้างหน้า เราแค่ดึงจังหวะอีกนิดแล้วปล่อยบอลออกไปในเวลาที่เหมาะสมยังไงก็ได้ประตู”
นูโน่ดึงจังหวะครองบอลไว้กับตัว ยานนิควิ่งเข้ามาขวางบีบพื้นที่ให้แคบลงทำให้เขาผ่านไปไม่ได้ แต่นูโน่สามารถครองบอลพร้อมขยับถอยหลังมา 2 ก้าว แล้วจ่ายบอลทะลุให้วีริศหลุดเข้าไปยิงอย่างง่ายดาย
“อะไรกัน หมอนั่นแค่ถอยหลังทำให้มุมที่ยานนิคเข้าไปบีบจนแคบกลับกว้างขึ้น แล้วจ่ายบอลในองศาที่เราคาดไม่ถึงได้ด้วย”
ตฤณเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความเกรงในความสามารถอันโดดเด่นนี้
“นี่ถ้าเขาคุ้นเคยกับฟุตบอลสนามใหญ่มากขึ้น เขาอาจจะเก่งพอๆกับ ร็อบบี้ เดวิสัน ของทีมอุทัย ไม่สิ.....อาจจะเหนือกว่าเลยก็ได้”
ตฤณเริ่มรู้สึกถึงความเหนือชั้นของนักฟุตซอลโปรตุเกสรายนี้แล้ว
“เอาล่ะหยุดแป๊บนึงทุกคน”
ดนัยสั่งหยุดกลางคันเพื่อจะทดสอบอะไรบางอย่าง
“ไอ้ต่าย!”
“ครับโค้ช!”
“เอ็งลองไปอยู่ทีมตัวสำรองสลับกับเกรทหน่อยซิ”
“ได้ครับ”
มีการเปลี่ยนตัวสลับทีมเกิดขึ้น ทุกคนคิดว่าเป็นการลองอะไรธรรมดา แต่ว่าตฤณนั้นกลับมองออกว่าดนัยต้องการทดสอบอาวุธสำคัญในเกมรุก
“ถ้าเป็นอย่างที่เราคิด การจ่ายบอลที่หลากหลายและเฉียบคมมาพบกับการวิ่งหาที่ว่างที่คนมองไม่เห็นของต่าย มันจะน่าสยดสยองสำหรับกองหลังอย่างพวกเราแค่ไหนกัน แต่ก็ลองดูสิ เข้ามาได้เลย”
นูโน่ยังคงได้บอล ณวริศยืนอยู่ในกรอบเขตโทษรอโอกาสอย่างแน่วแน่ แต่ตฤณนั้นคอยมองเขาอย่างไม่คลาดสายตา ยานนิคเข้าบีบพื้นที่นูโน่อีกครั้ง แต่คราวนี้มีติอาโก้ตามมาจากด้านหลัง
“โดนบีบหน้าหลังแบบนี้ เขาผ่านไม่ได้ง่ายๆแน่”
ตฤณอ่านเกมไปด้วย แต่เขากลับต้องตะลึงกับ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน อย่างแรกนูโน่ถอยหลังหนีกจากยานนิคอีกครั้ง แต่ตั้งหลักกางขาพิงติอาโก้ไว้พร้อมใช้เท้าคลึงบอลอยู่ ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานของฟุตซอลที่นิยมใช้ จังหวะที่ติอาโก้ถูกพิงและยานนิคเสียระยะที่บีบพื้นที่ไป นูโน่งัดบอลข้ามหัวยานนิคไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งอย่างที่ 2 ที่ตฤณต้องตะลึงก็คือ ณวริศ หายไปจากสายตาเขาแล้ว
“ฮ่าๆ การเล่นของนายทำให้ฉันเห็นโพรงกระต่ายเพียบเลยนะเด็กใหม่”
ณวริศวิ่งเข้าหาบอลที่งัดมาพร้อมเตะวอลเล่ย์ เต็มข้อผ่านมือ ไนเจล เหลียง ไปแบบไม่ทันตั้งตัว
“บ้าไปแล้วส่งแบบนั้นได้ยังไงกัน!”
ตฤณมองไปที่นูโน่ซึ่งทำท่าหอบหายใจด้วยความเหนื่อยจากการที่ปรับสภาพกับฟุตบอล 11 คนยังไม่ได้
“นูโน่ ทาเลนโต้ งั้นรึ? ถ้านายมาอยู่กับเราจริง ฤดูกาลนี้คงสนุกกว่าที่คิดแล้วล่ะ”
การซ้อมทีมยังคงเล่นต่อไปอีก 15 นาที การประสานงานของ นูโน่ กับ ณวริศ ทำให้ทีมตัวจริงถูกทะลวงไปอีก 2 ประตู ดนัย กับ ดร.ฮันส์ที่เฝ้ามองอยู่รู้สึกประทับใจอย่างมากหลังจบการซ้อมจึงเข้าไปคุยกับนักเตะชาวโปรตุเกส
“รู้สึกยังไงบ้างล่ะนูโน่?”
“ผม.....ผมสนุกมากครับ ไม่รู้ว่าสนุกกับฟุตบอลแบบนี้ครั้งสุดท้ายคือตอนไหนแล้ว”
ดนัยสังเกตสีหน้าและแววตาของเด็กหนุ่มโปรตุเกส เขาดูมีความสุขอย่างมาก จึงเริ่มทาบทามทันที
“นายรู้สึกว่านี่คือที่ของนายแล้วหรือยังนูโน่?”
“ครับ ต่างกับเมื่อก่อนที่ผมเหมือนครึ่งๆกลางๆ กับฟุตบอลก็ดูจะช้าและกว้างไป กับฟุตซอลก็ดูเหมือนจะเร็วแคบไป แต่ทีมนี้ของคุณการยืนตำแหน่งในสนามมันกำลังพอดีสำหรับผมเลย”
“ฉันเข้าใจดี นายเป็นคนพิเศษนะนูโน่ ถึงนายจะรู้สึกแย่กับการเล่นทั้งฟุตบอลและฟุตซอลในช่วงที่ผ่านมา แต่ทั้ง 2 อย่างนั้นที่นายพยายามทำให้มันดี มันก็ส่งผลแล้วล่ะ ตอนนี้ทักษะของทั้ง 2 กีฬามันรวมกันพอดีในตัวนายแล้ว”
“คุณจะรับผมเข้าทีมเหรอครับ?”
“ใช่ ถ้านายอยากมาร่วมทีมกับเรานะนูโน่”
นักฟุตซอลชาวโปรตุเกสถึงกับน้ำตาเอ่อล้นออกมา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขายึดอาชีพสายลูกหนังที่รู้สึกว่าตนเองมีค่า ทักษะที่เขามีได้มาเจอที่ๆเหมาะสมแล้วคือทีมเจ้าพระยา บราโว่ นั่นเอง
“ขอบคุณครับ ถ้าไงหลังจบลีกฟุตซอลเสาร์นี้ ผมพร้อมคุยสัญญาทันทีครับ”
ดนัยยิ้มรับและจับมือกับเขาเป็นความหมายว่าให้สัญญาลูกผู้ชายต่อกันแล้ว ตฤณซึ่งเฝ้ามองอยู่ไม่ไกลเริ่มจินตนาการถึงการมีอยู่ของเพื่อนใหม่อย่างนูโน่ในทีมบ้างแล้ว
“แดนกลางมีสายพลังอย่างติอาโก้แล้ว ถ้ามีสายสร้างสรรค์อย่างนูโน่อีกคน นี่มันสมบูรณ์แบบมากเลยนะ ไม่แน่เราอาจจะสำเร็จมากกว่าที่คิดในฤดูกาลนี้ก็ได้”