เกมนัดอุ่นเครื่องของทีมชาติไทยพบกับทีมชาติโอมาน นักเตะทั้ง 3 คนจากเจ้าพระยา บราโว่ยังไม่ได้รับโอกาสเป็น 11 ตัวจริง แต่ทั้ง 3 ถูกเปลี่ยนตัวลงไปในช่วง 15 นาทีสุดท้าย ขณะที่ยังเสมอกันอยู่ 0-0
“ยานนิค กับ ไทเกอร์ ยืนกองหลังคู่กัน ดูยังสื่อสารไม่ลงตัว คงเพราะยังไม่ชินกับระบบของโค้ช”
ตฤณพูดออกมาขณะนั่งชมเกม มินทิราฟังเขาอธิบายด้วยความสนใจ
“พี่ตฤณเนี่ยถ้าไม่เล่นฟุตบอลแล้วคงไปเป็นโค้ชได้เลยนะคะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับคุณมิน ผมก็ว่าไปตามที่เห็นเท่านั้น”
ตฤณตอบกลับอย่างถ่อมตัวเหมือนเคย
“แต่มิ้นท์ได้ยินว่าว่าพี่จะไปเรียนโค้ชเพิ่มช่วงจบฤดูกาลด้วยนี่คะ”
ตฤณเริ่มรู้สึกอีกครั้งว่ามินทิราใช้ชื่อ “มิ้นท์” เรียกตัวเธอเองกับเขาทุกครั้ง แต่เขายังไม่กล้าเรียกเธอแบบนั้น
“คุณมินสมกับเป็นทีมผู้บริหารสโมสรเลยนะครับ ความเคลื่อนไหวทุกอย่างคุณรู้หมดเลย ใช่ครับผมสมัครเรียน เอ ไลเซ่นส์ ไว้ด้วย แต่ก็แค่เตรียมไว้เผื่ออนาคตล่ะครับ เพราะผมปีนี้ก็ 31 แล้ว”
มินทิรายิ้มรับคำกล่าวของตฤณ ดวงตาคู่งามของเธอจ้องมองเขาก่อนจะตอบกลับมาบ้าง
“มิ้นท์ไม่ได้รู้ทุกเรื่องหรอกค่ะ แต่จะใส่ใจกับอะไรที่รู้สึกพิเศษจริงๆเท่านั้น”
มินทิราพูดคำนี้ออกมา ทำเอากัปตันทีมเจ้าพระยา บราโว่ผู้ที่ไม่เคยหวั่นไหวกับคู่แข่งง่ายๆ กลับแทบละลายอยู่ที่นั่นเพราะรอยยิ้มอันสดใสของเธอ เขาจึงแก้เขินด้วยการชมเกมการแข่งขันต่อ
“เจ้าต่ายวิ่งทำทางดีมากเลยนะครับคุณมิน เสียแต่ว่าคุณเจฟ(นรินทร์)คงจะยังไม่รู้จังหวะกัน ไม่งั้นลูกนี้ทีมไทยยิงได้แน่”
ตฤณเสียดายโอกาสแทน ณวริศ เขาสังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่า โพรงกระต่าย จากแผงหลังของทีมชาติโอมานในทุกจังหวะ ทว่าแดนกลางของทีมชาติไทยเลือกที่จะจ่ายไปที่ตัวของเขามากกว่าส่งบอลไปยังพื้นที่อันตราย
“เจ้าต่ายนี่เก่งมากเลยใช่ไหมคะในสายตาพี่ตฤณ?”
“ครับ ครั้งแรกที่เจอกันสมัยผมเล่นใน T3 หมอนี่เล่นซะผมไปไม่เป็นเลย เวลาซ้อมทีมถ้าอยู่คนละฝั่ง มันเป็นฝันร้ายของผมเลยล่ะครับ”
“ถ้างั้นทีมเรานี่มีเพชรเม็ดงามเพียบเลยนะคะ”
“ครับ แต่ผมว่าเขายังเก่งได้ยิ่งกว่านี้ แล้วทีมชาติไทยยุคใหม่จะมีเขาเป็นคนสำคัญในเกมรุกแน่นอน”
ตฤณมองณวริศด้วยความมั่นใจในความสามารถของรุ่นน้องคนนี้อย่างเต็มเปี่ยม
การแข่งขันดำเนินมาช่วงท้ายเกม สกอร์ยัง 0-0 แต่ทีมชาติไทยนั้นครองเกมได้แบบเบ็ดเสร็จเพียงแต่ขาดจินตนาการในเกมรุกที่ดี และช่วงท้ายเกมมีจังหวะสวนกลับของโอมานขึ้นมา ยานนิควิ่งเข้าประกบติดเพื่อบีบพื้นที่ให้แคบลง ทำให้ อัล ซาอิด กองหน้าของโอมานต้องชะลอเกมลงเพราะไม่สามารถผ่านเขาไปได้ แต่ยังมี อิสมาเอล ฮัดซัน เติมขึ้นมาอีกคน ศูนย์หน้าหมายเลข 9 จ่ายบอลขึ้นไปให้เพื่อนทันที วิฬาร์วิทย์พยายามเบียดแย่งบอลแต่สู้แรงปะทะไม่ไหวทำท่าจะล้มลง
“เสร็จฉันล่ะขอประตูชัยให้กับทีมชาติโอมานเถอะ”
ฮัดซันกำลังจะง้างเท้ายิง แต่พอเท้าปะทะกับบอลสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
“แง้ว....ว!”
วิฬาร์วิทย์ที่ล้มกลิ้งไปแล้วกลับม้วนหน้าแล้วลุกขึ้นวิ่งเหยียดขา 180 องศามาบล็อกลูกยิงของเขาไปได้อย่างหวุดหวิด และเป็นโอกาสสุดท้ายของเกม ทำให้เสมอกันไป 0-0
“ยานนิคกับไทเกอร์ก็ทำได้ดีเลยนะคะเนี่ย มิ้นท์ใจหายแว่บเลยที่เห็นจังหวะท้ายเกมที่ฝั่งนั้นหลุดมาดวลกับเรา 2 ต่อ 2”
มินทิรารู้สึกอินไปกับเกมเช่นเดียวกับแฟนบอลคนอื่น แม้จะเสียดายที่ไม่ชนะแต่เธอก็โล่งใจที่ทีมชาติไทยไม่แพ้
“ครับ ยานนิค มีความสามารถในด้านบังทางให้กองหน้าฝั่งตรงข้ามไปไหนไม่ได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องชะลอความเร็วลง ส่วนไทเกอร์เขาคือแมวที่รอตะปบเหยื่อ การเคลื่อนไหวร่างกายของเขาเหมือนคนไม่มีกระดูกเลยล่ะครับ”
ตฤณอธิบายความเก่งของรุ่นน้องในทีมอย่างละเอียด
“มิ้นท์ก็เพิ่งรู้นี่ล่ะค่ะว่า 2 คนนี้เก่งแบบนั้น คือพอรู้มาบ้างว่าทีมเราพยายามพัฒนาแต่ละคนให้โดดเด่นในทางของเขาเอง แต่มิ้นท์ก็ไม่รู้อะไรลึกขนาดนี้หรอกค่ะ”
มินทิราตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้รู้ข้อมูลมากขึ้น ใจของเธอคิดถึงงานในด้านการสร้างแบรนด์เจ้าพระยา บราโว่ให้แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างมากมายจากการได้มาชมเกมนัดนี้
“ครับ แค่ว่าพวกเขายังอายุเพิ่งจะ 23 สำหรับกองหลังคงจะท็อปฟอร์มที่สุดช่วง 27-28 เจ้า 2 คนนี้ถ้าพัฒนาเรื่อยๆคงเก่งเกินจินตนาการเลยล่ะครับ”
ตฤณมองรุ่นน้องทั้ง 2 คนด้วยความชื่นชม
“ว่าแต่เกมจบแล้วนะคะ เรากลับกันดีกว่าค่ะพรุ่งนี้พี่ตฤณมีซ้อมด้วยนี่คะ”
“ครับ ดีที่ไม่มีซ้อมเช้า เพราะวันนี้กว่าเราจะกลับถึงบ้านคงดึกแน่ๆ ผมห่วงก็แต่คุณมินล่ะครับ กลับดึกแบบนี้แถมมากับผมสองต่อสองด้วย ผมไม่อยากให้ใครมองคุณในทางที่ไม่ดีครับ”
ตฤณพูดด้วยความเป็นห่วงจากใจจริงโดยไม่ได้คิดอะไรเกินเลย แต่ใจของหญิงสาวนั้นกลับพองโตเพราะคำพูดเหล่านี้
“ว่าแต่คุณมินเตรียมรถให้ผมกลับแล้วใช่ไหมครับ”
มินทิรายิ้มเล็กน้อยอย่างคนมีแผนการแล้วจึงตอบกลับ
“ใครว่ามินเตรียมคนขับรถไปส่งพี่ล่ะคะ”
ตฤณงงงันไปวูบหนึ่งก่อนที่มินทิราจะพูดต่อ
“มาด้วยกันก็กลับด้วยกันสิคะ แต่ขากลับพี่ขับให้มิ้นท์ก็ได้นะคะ”
ตฤณกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย เพราะการไปกับมินทิราด้วยกันเพียงลำพังทั้งวัน อาจทำให้หญิงสาวเสื่อมเสียได้ ราวกับอ่านใจได้อีกครั้ง หญิงสาวชิงจังหวะบอกกับเขาให้สบายใจขึ้น
“ขอบคุณพี่ตฤณนะคะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ มิ้นท์บอกคุณลุงกับคุณป้าไว้แล้วว่าจะกลับนครสวรรค์กับพี่ตฤณเลยไม่นอนค้างที่กรุงเทพ”
ตฤณรู้สึกงงงันไปวูบหนึ่งเมื่อรู้ว่าวิฑูรย์กับดุจดาวทราบดีว่าหลานสาวคนโปรดจะต้องไปกับเขาตามลำพังยามค่ำคืนเช่นนี้ แม้ตฤณเองตั้งใจว่าจะไปบอกกับทั้ง 2 คนด้วยตัวเองในวันรุ่งขึ้นก็ตาม
“เอ่อ ผมไม่ได้ทำให้คุณมินอึดอัดใช่ไหมครับ?”
“ไม่เลยค่ะ มิ้นท์รู้สึกตัดสินใจถูกด้วยซ้ำที่วันนี้มากับพี่”
มินทิรายิ้มหลังพูดจบเธอโทรศัพท์เรียกคนขับรถของเธอที่เป็นธุระเอารถไปจอดที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆก่อนเข้าสนามให้เอารถเบนท์ลี่ย์คันงามมาส่งที่ถนนหน้าสนาม ทำให้ไม่เสียเวลามากนักในการฝ่ารถติดออกมาจากที่จอดรถ ทั้งคู่มาถึงบ้านกันราวเที่ยงคืนครึ่ง ก่อนที่ตฤณจะลงจากรถมินทิราจึงคุยส่งท้ายกับเขา
“วันนี้ขอบคุณมากนะคะที่ไปด้วยกัน มิ้นท์มีความสุขมากเลยค่ะ
ได้มาดูบอลกับนักฟุตบอลตัวจริงแถมมีความรู้เรื่องโค้ชด้วย”
แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทางตั้งแต่เข้ารวมหลายชั่วโมง แต่ความงามสดใสของมินทิราก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ตฤณโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อรับคำขอบคุณนั้นด้วยหัวใจที่อิ่มสุขอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไม
“ยินดีมากครับคุณมิน ขอบคุณที่ให้เกียรติผมเช่นกันครับ”
“มิ้นท์ขออะไรพี่อีกซักเรื่องได้ไหมคะ?”
“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงผมก็ยินดีครับคุณมิน”
มินทิราหยุดเล็กน้อย ท่าทีดูเคอะเขินอยู่บ้างก่อนจะขอในสิ่งที่เธออยากได้จากตฤณ
“พี่ตฤณอย่าเรียกว่าคุณมินได้ไหมคะ?”
ตฤณเลิกคิ้วขึ้นทันทีพร้อมกับถามกลับ
“เอ่อ...แล้วผมต้องเรียกคุณมินว่าอะไรล่ะครับ?”
มินทิรายิ้มกว้าง พร้อมหัวเราะในลำคอเล็กน้อย กิริยาดูคล้ายเขินอายอยู่บ้างก่อนจะบอกว่า
“เรียกมิ้นท์ดีกว่าค่ะ จะได้ดูสนิทกันหน่อย”
ตฤณหัวใจเต้นรัวราวกับเสียงกลองชุดในเพลงร็อค หน้าของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกดีที่ว่าบรรยากาศตรงนั้นไม่มีแสงไฟสว่างไม่เช่นนั้นคงเห็นหน้าเขาแดงจัดไปแล้ว เพราะเขาพอจะเข้าใจว่าเธอจะให้เรียกว่า “มิ้นท์” เฉพาะคนที่เธอสนิทใจด้วยเท่านั้น
“เอ่อ คุณมินครับ มันจะไม่ดูว่าผมตีสนิทคุณมากไปเหรอครับ?”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ มิ้นท์ถือว่าเราสนิทกันมากขึ้นอีกขั้นแล้วนะคะ บายค่ะพี่ตฤณ”
“เอ่อ...ครับ คุณมิน เอ๊ย! คุณมิ้นท์”
มินทิรายิ้มให้พร้อมโบกมือลาก่อนขับเบนท์ลี่ย์คันงามค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ
“พอลองได้ไปกับพี่เขาแค่สองคน ความรู้สึกมันชัดขึ้นเลย นี่เราชอบเขาจริงๆแล้วล่ะ”
มินทิราใบหน้าร้อนขึ้น แก้มทั้ง 2 ข้างแดงฉานจนเธอสังเกตได้แม้ภายในรถของเธอจะไม่สว่างนักก็ตาม
“ให้มันค่อยๆเป็นไปก็แล้วกันดีกว่า เราชัดเจนแล้วว่าคิดยังไงกับพี่เขา แต่ทางนั้นนี่สิจะคิดแบบไหนเราคงบังคับไม่ได้หรอก เอาเถอะอย่างน้อยที่สุดได้สนิทกับคนดีๆอย่างพี่ตฤณมันก็กำไรชีวิตแล้วล่ะ”
มินทิราขับรถคันหรูค่อยๆลับตาของอีกฝ่ายออกไป ไม่เพียงเธอเท่านั้นที่ว้าวุ่นใจ ตฤณเองยอมรับกับตัวเองว่าเริ่มสนิทใจกับเธอมากขึ้น แต่ยังไม่อยากจะคิดเรื่องความสัมพันธ์กับหลานสาวของวิฑูรย์ไปมากกว่านี้
“ตอนนี้เราคิดเรื่องฟุตบอลอย่างเดียวก็พอ ระหว่างเรากับคุณมิ้นท์ฉันคงไม่กล้าคิดเกินเลยหรอก ยังไงเธอก็ถือเป็นเจ้านายเรา แค่นี้ก็มากพอจนเราทำตัวไม่ถูกแล้ว”
ตฤณเข้าที่พักทำการอาบน้ำและพักผ่อนแทบจะทันที เขาพยายามคิดเรื่องเกมการแข่งขันของทีมชาติไทยวันนี้เพื่อไม่ให้คิดถึงมินทิรามากเกินไป
“ถ้าวันนี้เป็นเราที่อยู่ในสนาม เราจะทำอะไรได้บ้างนะ?”
แทนที่ตฤณจะรีบพักผ่อนจากความเหนื่อยล้า กลับกลายเป็นว่าเขานั่งดูเกมการแข่งขันย้อนหลังของวันนี้ไปอีกราว 1 ชั่วโมงเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ทีมชาติไทยยังขาดแล้วเขาสามารถเข้าไปเติมเต็มได้
“เจอแล้วสิ่งที่ทีมชาติไทยยังขาดและฉันสามารถเข้าไปเติมเต็มได้ สนุกล่ะพรุ่งนี้คงมีธุระให้ด็อกเตอร์ช่วยแล้วล่ะ”
แม้จะนอนดึกในช่วงเวลาตี 2 แต่ว่าตฤณกลับลุกขึ้นตื่นนอนโดยไม่เพลียสักนิดแม้จะผิดจากนาฬิกาชีวิตของเขาไปค่อนข้างมาก ดร.ฮันส์ได้รับข้อความจากเขาตั้งแต่เมื่อคืน และตอบกลับมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า
“เจ้าบ้า! ส่งข้อความมานัดอะไรช่วงตี 2 เจอกัน 11 โมงก็แล้วกัน”
ตฤณอดขำกับข้อความของอาจารย์คนสนิทของเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่เสียเวลามากเพราะเขาตื่นมาในเวลา 8 โมงกว่าไปแล้วจึงรีบจัดการธุระส่วนตัวเพื่อไปให้ทันเวลา
“ว่าไง นายไปตื่นเต้นกับอะไรมาอีกล่ะสิถึงได้นัดฉันมาแบบนี้”
ดร.ฮันส์ทักทายอย่างรู้นิสัยลูกศิษย์คนโปรด
“ครับด็อกเตอร์ พอดีรู้สึกว่าตัวผมเองยังพัฒนาบางอย่างได้อยู่ เลยอยากให้คุณช่วย”
“หึๆๆ นายคงเห็นล่ะสิว่าตัวนายทำอะไรได้บ้างถ้าอยู่ในทีมชาติสินะ?”
“ครับ ถ้าผมทำสำเร็จ โค้ชทีมชาติคงปฏิเสธผมยากขึ้นแน่ๆ ผมมั่นใจเลย”
ดร.ฮันส์ นั่งลงและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะเงยหน้าพูดกับตฤณอย่างจริงจังว่า
“สำหรับฉันนะ ที่นายเป็นอยู่ตอนนี้มันดีพออยู่แล้ว แต่ถ้าสิ่งที่นายคิดมันตรงกับที่ฉันเดาไว้ ก็บอกเลยว่าด้วยอายุและสภาพร่างกายของนาย สิ่งนั้นมันอาจจะไม่สมบูรณ์ 100% หรอกนะ”
“ครับผมทราบดี แต่แค่ทำได้สัก 50% ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับผม”
ดร.ฮันส์ยิ้มรับอย่างพอใจก่อนจะพูดตอบ
“ได้! งั้นฉันจะถือว่าเป็นการปลุกการคืนชีพของตำแหน่ง ลิเบอโร่ ก็แล้วกัน”
ตฤณรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาคิดไว้อาจจะยังไปไม่ถึงการเป็นลิเบอโร่มากนัก แต่เมื่อ ดร.ฮันส์ เอ่ยปากพูด ย่อมไม่มีทางที่จะทำไม่ได้
“ผมเห็นจุดที่ทีมชาติยังขาดคือผู้เล่นที่ทำหน้าที่ช่วยทั้งเกมรุกแดนบน และเกมรับแดนล่าง เวลาเล่นเกมรุกมีตัวเลือกแดนบนน้อยไป ในเกมรับก็เช่นกันคนที่คอยอุดรูรั่วระหว่างคู่เซ็นเตอร์ก็ยังไม่มี”
ตฤณอธิบายความคิดของเขาด้วยความตื่นเต้น
“นายมองขาดมากนะตฤณ ทีมชาติไทยของนาย ถ้าเทียบกับระดับเอเชียยังถือว่าเป็นทีมรองบ่อน เกมรับยังขาดความมั่นคง เกมรุกก็เติมไม่ค่อยทัน เรียกว่าถ้าจะสู้ทีมระดับท็อปได้ต้องเล่น 12 คนเท่านั้นถึงจะสูสี”
ตฤณแววตาลุกวาวพร้อมรอยยิ้มราวับเด็กที่กำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่
“ครับ และทางเดียวที่จะเหมือนมีตัวผู้เล่นเพิ่มมาอีกคน คือต้องมีใครซักคนที่วิ่งขึ้นลงช่วยได้ทั้งเกมรุกเกมรับได้ไม่มีหมดและทำได้อย่างถูกจังหวะและรวดเร็วได้”
“ฮ่าๆๆ เฉียบขาดมากตฤณ แต่นายต้องยอมรับเรื่องนึงนะ ถ้านายฝืนที่จะทำหน้าที่ตรงนี้จริงๆ ชีวิตการเล่นฟุตบอลอาชีพของนายอาจจะสั้นลง 2-3 ปีเลยนะนายจ่ายราคานี้ไหวแน่เหรอ?”
ตฤณก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อทบทวนตัวเอง ก่อนที่จะเงยหน้าพร้อมแววตามุ่งมั่นถึงขีดสุด
“จะมีประโยชน์อะไรถ้าผมเล่นได้ยันอายุ 40 แต่ไม่เคยสัมผัสเกมระดับสูงในทีมชาติเลย แค่นี้ผมยอมแลกครับ”
ดร.ฮันส์แม้ในใจเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่เขาก็พอมีวิธีที่จะดูแลไม่ให้ตฤณบอบช้ำเกินไปนัก เขากับหมอนัทและทีมวิจัยก็พยายามในการพัฒนาระบบฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักเตะที่มีประสิทธิภาพอยู่เสมอเช่นกัน
“เอาล่ะงั้นมาเริ่มกันเลย เริ่มจากห้อง Smart AI simulation ก็แล้วกัน”
ตฤณเดินตามเขาไปยังห้องนั้นทันที ในใจมีแต่ความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่มีอะไรจะหยุดเขาได้
“คอยดูเถอะ ตัวฉันในเวอร์ชั่นที่เก่งขึ้น และฉันนี่ล่ะจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ทีมชาติไทยไม่มีทางปฏิเสธได้เลย”