ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 9: บทที่ 9 อุณหภูมิของการรอดชีวิต

👁️ 3 อ่าน
22px

        เงาของกะลาสีทั้งสี่ทอดทาบลงบนผืนผ้าใบ ทุกร่างหันหลังออกไปทางทะเล ปล่อยให้เสียงคลื่นและลมหนาวทำหน้าที่แทนความเงียบงัน เคนดึงชายผ้าใบด้านข้างลงให้ต่ำกว่าเดิม ใช้ก้อนหินกดทับมุมไว้ไม่ให้ลมกรรโชกพัดเปิดออก ก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นหิน

        สุวรรณมาลียังคงไม่ไหวติง เส้นผมที่เปียกชุ่มลู่แนบขนาบข้างแก้มและลำคอ อาภรณ์แพรพรรณที่อุ้มน้ำทะเลหนักอึ้งแนบสนิทไปกับร่าง หยดน้ำทิ้งตัวจากชายผ้าลงสู่พื้นหินเป็นจังหวะเชื่องช้า

        เขาทรุดเข่าลงข้างกายนาง แตะปลายนิ้วลงบนข้างแก้มที่เย็นเฉียบ

        "สุวรรณมาลี"

        ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ

        เคนเลื่อนสายตาลงมองช่วงอกของนาง... นิ่งสนิท เขาจดจ้องอยู่เช่นนั้น หนึ่งอึดใจ... สองอึดใจ... ร่างนั้นยังคงปราศจากการขยับเขยื้อน ความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากลมทะเลแล่นปลาบเข้ามาในอก เคนรีบวางปลายนิ้วลงบนซอกคอของนางเพื่อหาจังหวะชีพจร ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า เขาเปลี่ยนตำแหน่งนิ้วและกดให้หนักขึ้นเล็กน้อย

        เศษเสี้ยวความทรงจำจากโลกเดิมบอกเขาว่า ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะหนาวจัด ชีพจรอาจเต้นช้าและแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ เขาฝืนตัวเองให้ตรวจอยู่นานกว่าที่สัญชาตญาณกำลังเร่งเร้า แต่ก็ยังไม่พบจังหวะชีพจรที่แน่ชัด

        เคนเงยหน้าขึ้นตะโกนถาม

        "ตอนพบนางทีแรก นางหายใจหรือไม่!"

        ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ ก่อนเสียงของกะลาสีด้านนอกจะตอบกลับมา

        "ขะ... ข้าไม่เห็นพ่ะย่ะค่ะ"

        ไม่มีเวลารอให้แน่ใจไปกว่านี้แล้ว คำว่า 'Airway' ผุดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก มือของเขาขยับไปตามความรู้ที่ยังหลงเหลือ จัดศีรษะของหญิงสาวให้แหงนขึ้นเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ตรวจดูภายในช่องปากอย่างรวดเร็วว่ามีสิ่งอุดตันหรือไม่ เมื่อพบว่าว่างเปล่า เคนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะประกบริมฝีปากและเป่าลมหายใจเข้าไปในร่างของนาง

        ครั้งแรก... เขาดึงตัวกลับมามองหน้าอกนาง มันแทบไม่ขยับ เคนจัดตำแหน่งศีรษะนางใหม่อีกครั้งแล้วเป่าลมเข้าไปใหม่ คราวนี้หน้าอกของนางยกตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่าสุวรรณมาลียังคงไม่หายใจด้วยตนเอง

        เขาวางส้นมือลงบนกึ่งกลางหน้าอกของนาง ความรู้ทางทฤษฎีในหัวอาจพร่าเลือน ทว่าลำดับการปฏิบัติยังคงฝังลึก เคนเริ่มกดหน้าอก พื้นหินเบื้องล่างแข็งกระด้าง ร่างของหญิงสาวสะเทือนตามแรงกดครั้งแล้วครั้งเล่า เขาพยายามบังคับจังหวะให้สม่ำเสมอ ไม่เร่งร้อนตามความตื่นตระหนก และไม่เชื่องช้าเพราะความลังเล

        กด... ปล่อย... กด... ปล่อย...

        เสียงเกลียวคลื่นด้านนอกมลายหายไปจากโสตประสาท ไม่ได้ยินเสียงกระพือของผ้าใบ ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของกะลาสี โลกทั้งใบของเขาหดแคบลงเหลือเพียงร่างใต้ฝ่ามือ พร้อมกับคำวิงวอนเดียวในใจ...

        ‘กลับมาสิ’

        เมื่อครบกำหนด เคนหยุดกดเพื่อสลับมาเป่าปากช่วยหายใจอีกสองครั้ง แล้วกลับไปกดหน้าอกต่อ

        "กลับมา..." เสียงแหบพร่าหลุดออกจากปากเขาโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อแขนเริ่มตึงเครียดจากการออกแรง

        "สุวรรณมาลี... กลับมา"

        เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หรือทำซ้ำไปกี่รอบ เส้นแบ่งของเวลาระหว่างการกดหน้าอกกับการช่วยหายใจสูญเสียความหมายไปจนหมด จนกระทั่ง...

        ร่างใต้ฝ่ามือกระตุกเฮือก!

        สุวรรณมาลีไอขึ้นกะทันหัน ร่างทั้งร่างเกร็ง เสียงหายใจครืดคราดดังขึ้นในลำคอ ก่อนของเหลวเล็กน้อยจะไหลออกจากมุมปาก เคนรีบประคองร่างนางให้ตะแคงข้าง ไม่กดท้อง ไม่พยายามบีบเค้นน้ำออก เพียงแค่รักษาทางเดินหายใจให้โล่งและปล่อยให้สิ่งที่อยู่ในปากไหลออกมาเอง

        "หายใจ..." เขาพึมพำ

        สุวรรณมาลีไออีกสองสามครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มันเป็นจังหวะที่สั้นและกระตุก แต่นั่นคือลมหายใจของนางเอง เคนเฝ้ามองอย่างจดจ่อ นางสูดลมหายใจอีกครั้ง แม้จะช้ากว่าคนปกติ แต่ก็สม่ำเสมอขึ้น เขาถึงเพิ่งตระหนักว่าท่อนแขนทั้งสองข้างของตนกำลังสั่นเทิ้ม

        "ฝ่าบาท?" เสียงเรียกอย่างระมัดระวังดังลอดมาจากนอกม่านผ้าใบ

        เคนไม่ละสายตาจากใบหน้าซีดเผือด

        "นางหายใจแล้ว"

        ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดี มีเพียงเสียงพรูลมหายใจอย่างโล่งอกของใครบางคน

        เคนยังประคองนางให้นอนตะแคงอยู่ครู่หนึ่ง เฝ้าจนแน่ใจว่าลมหายใจของนางยังดำเนินต่อและไม่มีสิ่งใดอุดกั้นทางหายใจ ก่อนจะค่อยๆ จัดร่างใหม่อย่างระมัดระวังเพื่อรับมือกับความหนาว แล้วแตะปลายนิ้วลงบนลำคออีกครั้ง

        คราวนี้เขารอเพียงไม่นานก็สัมผัสได้ถึงชีพจร มันเบาบางและเชื่องช้าอย่างน่ากลัว แต่ก็ยืนยันได้ว่านางยังมีชีวิต

        เคนหลับตาลงชั่วครู่... นางกลับมาแล้ว อย่างน้อยวิกฤตแรกก็ผ่านไป

        ทว่าปลายนิ้วของเขากลับรับรู้ถึงวิกฤตระลอกใหม่... ผิวของนางเย็นจัดไม่ต่างจากน้ำแข็ง ไม่ว่าจะซอกคอหรือหัวไหล่ แม้ลมหายใจจะกลับคืนมา แต่อุณหภูมิร่างกายกลับลดต่ำลงอย่างผิดธรรมชาติ

        เคนก้มมองอาภรณ์ที่เปียกชุ่ม วิกฤตแรกเพิ่งผ่านพ้น แต่วิกฤตที่สองกำลังคืบคลานเข้ามา ไฟไม่มี น้ำอุ่นไม่มี ผ้าห่มหนาก็ไม่มี หากปล่อยผ้าเปียกซ่านเหล่านี้คลุมร่างนางไว้ มันจะคอยสูบเอาความร้อนออกจากร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้นางจมอยู่ใต้ก้นทะเล

        เขาเริ่มจัดการกับอาภรณ์ชั้นนอก นิ้วมือที่ทั้งเย็นและล้าจากการกดหน้าอกทำให้ปมผ้าแกะยากกว่าปกติ เขาต้องหยุดพักหายใจถึงสองครั้งจึงจะปลดมันออกได้ ทันทีที่ยกเสื้อคลุมตัวนอกขึ้น น้ำทะเลก็หยดติ๋งลงบนหิน มันหนักและอุ้มน้ำไม่ต่างจากเศษอวนเก่าๆ เคนโยนมันทิ้งไปให้พ้นทาง จากนั้นจึงใช้ผ้าชิ้นที่แห้งที่สุดเท่าที่หาได้ซับน้ำตามเส้นผม ลำคอ ไหล่ และท่อนแขนอย่างเบามือ

        คำว่า 'Hypothermia' สว่างวาบขึ้นในหัว แม้ทฤษฎีทางการแพทย์จะเลือนราง แต่หลักการพื้นฐานยังคงแจ่มชัด เอาเสื้อผ้าเปียกออก บังลม เพิ่มความอบอุ่นให้แกนกลางลำตัว และที่สำคัญ ห้ามกระเทือนร่างที่กำลังหนาวจัดอย่างรุนแรง

        เคนถอดเสื้อท่อนบนของตนที่เริ่มชื้นออก รวบผ้าแห้งและผ้าใบมาห่อหุ้มร่างของทั้งสองไว้ เขาประคองสุวรรณมาลีขึ้นอย่างระมัดระวัง ศีรษะของนางเอนพับลงตามแรงโน้มถ่วง เคนใช้มือรองรับต้นคอไว้ แล้วดึงร่างบางเข้ามาแนบชิดกับแผงอกของตน

        ความเย็นเฉียบพุ่งเข้าปะทะผิวหนังจนเคนต้องกัดฟันกรอด มันเย็นกว่าที่คาดไว้มาก เย็นจนสัญชาตญาณสั่งให้ผลักออก ทว่าเขากลับกระชับอ้อมแขนดึงผ้าห่อร่างนางให้แน่นขึ้น มือข้างหนึ่งประคองแผ่นหลัง อีกข้างยังคงรองรับต้นคอเอาไว้

        "หาเชื้อไฟต่อไป" เขาส่งเสียงสั่งการ

        "พ่ะย่ะค่ะ"

        "ถ้าหาของสิ่งใดที่ยังแห้งอยู่ได้ ให้ส่งเข้ามา"

        เคนก้มมองใบหน้าของสุวรรณมาลี ริมฝีปากนางยังคงซีดเผือด แต่หน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ หนึ่ง... เว้นช่วง... แล้วกระเพื่อมอีกหนึ่ง บางครั้งเว้นจังหวะนานเสียจนเคนต้องก้มหน้าลงไปใกล้เพื่อฟังเสียงลมหายใจ เขาทำได้เพียงนั่งประคองนางอยู่อย่างนั้น รอให้ไออุ่นจากร่างกายของเขาค่อยๆ ถ่ายเทไปสู่นาง

        เวลาล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า เสียงเกลียวคลื่นที่ซัดสาดดูเหมือนจะทิ้งช่วงห่างกันเป็นชั่วยาม

        เคนแตะลำคอนางอีกครั้ง ผิวยังคงเย็นเยียบ เขารอสังเกตอาการ ทว่าไม่มีทีท่าว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น เขาตระหนักได้ทันทีถึงสาเหตุ... อาภรณ์ชั้นในที่เหลืออยู่บนร่างของนาง มันไม่ได้แค่ชื้น แต่มันยังอุ้มน้ำทะเลอยู่แทบทุกชั้น

        เขาจ้องมองเสื้อผ้าเหล่านั้นอย่างชั่งใจ ในตอนแรกเขาหวังว่าจะสามารถละเว้นอาภรณ์บางส่วนไว้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อรักษาสุภาพและเกียรติของนาง อย่างน้อยก็เพื่อให้คำอธิบายง่ายขึ้นเมื่อนางฟื้นคืนสติ ทว่าร่างกายมนุษย์ไม่รู้จักคำว่า 'ความเหมาะสม' น้ำที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อผ้าก็เช่นกัน มันทำเพียงแค่สูบเอาความร้อนออกไปจากร่างทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนว่าเจ้าของร่างนั้นจะมีบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด

        ด้านนอกมีเสียงกะลาสีลากก้อนหินมาขัดทำแนวบังลมเพิ่มเติม ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าหันมอง

        สุวรรณมาลียังคงหมดสติ นางไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ไม่อาจอนุญาต และไม่อาจปฏิเสธ แต่หากเขาเลือกที่จะนิ่งเฉยเพียงเพราะห่วงกังวลว่านางจะคิดเช่นไรเมื่อตื่นขึ้น นางอาจจะไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาคิดอะไรอีกเลย

        เคนก้มมองใบหน้าซีดเซียว

        "ขอโทษ"

        เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไป เขารู้ว่านางไม่ได้ยิน มันไม่ใช่การขออนุญาต แต่เป็นคำขอโทษที่เขาติดค้างนางไว้ล่วงหน้า

        ชายหนุ่มดึงชายผ้าใบขึ้นปิดบังจนมิดชิด จากนั้นจึงลงมือ อาภรณ์เปียกชื้นถูกปลดเปลื้องออกทีละชิ้นอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง ไม่มีการทอดเวลา ไม่มีการกวาดสายตามองสิ่งที่ไม่จำเป็น เคนบังคับสติตนเองให้จดจ่ออยู่เพียงสิ่งเดียว... คือการทำให้นางรอดชีวิต ปมผ้า ความชื้นบนผิวหนัง สีริมฝีปาก และจังหวะการหายใจ ทุกครั้งที่ต้องจับแขนหรือขานาง เขาขยับเพียงเท่าที่จำเป็น เมื่อนำผ้าออกพ้นตัว เขาก็รีบชักมือกลับทันที

        เมื่ออาภรณ์ชิ้นสุดท้ายถูกนำออก เคนใช้ผ้าแห้งผืนเล็กที่เหลืออยู่ซับน้ำตามลำตัว ไหล่ แผ่นหลัง แขนและขาของนางอย่างเบามือ

        "ฝ่าบาท" เสียงหนึ่งเรียกขึ้นจากนอกผ้าใบ

        "ว่ามา"

        "น้ำขึ้นอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่บริเวณนี้ยังปลอดภัยอยู่"

        "เฝ้าระวังไว้"

        "พ่ะย่ะค่ะ"

        ไม่มีคำถามจุกจิก ไม่มีใครละลาบละล้วงว่าเขากำลังทำสิ่งใด เคนรู้สึกขอบคุณกะลาสีเหล่านั้นจากใจจริง

        เมื่อกำจัดความชื้นออกจากร่างของนางจนหมด เคนกวาดตามองของที่เหลืออยู่รอบตัว เศษผ้าแห้ง ผ้าใบ เชือก หิน... ไม่มีไฟ ไม่มีแหล่งกำเนิดความร้อนอื่นใด เขาก้มมองมือตัวเอง สิ่งเดียวในที่นี้ที่ยังพอช่วยไม่ให้นางสูญเสียความร้อนไปมากกว่านี้... อยู่ตรงนี้

        เขาดึงผ้าใบชั้นนอกเข้ามา จัดเตรียมผ้าแห้งทั้งหมดให้พร้อม ก่อนจะประคองร่างของสุวรรณมาลีขึ้นมาแนบชิดอีกครั้ง

        คราวนี้ไม่มีปราการผ้าเปียกชื้นขวางกั้นระหว่างคนทั้งสองอีกต่อไป เมื่อผิวเนื้อที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งสัมผัสแนบกับลำตัว เคนถึงกับสูดลมหายใจลอดไรฟันด้วยความหนาวเหน็บ ความรู้สึกแรกแทบไม่ต่างจากการเอาตัวไปโอบกอดหินเปียกๆ ในฤดูหนาว

        แต่เขาไม่ถอยหนี เคนจัดศีรษะนางให้ซบลงในองศาที่หายใจสะดวก รวบกระชับร่างบางให้รับไออุ่นจากตัวเขาให้ได้มากที่สุด แล้วดึงผ้าแห้งและผ้าใบตลบคลุมร่างของทั้งสองไว้จนมิดชิด ปิดกั้นช่องว่างไม่ให้ลมหนาวแทรกซึม มือของเคนวางอยู่เพียงสองตำแหน่ง... กลางแผ่นหลัง และหลังต้นคอ เขาตั้งมั่นกับตัวเอง ไม่ว่าค่ำคืนนี้จะยาวนานเพียงใด มือทั้งสองข้างนี้จะไม่มีวันขยับเขยื้อนไปแตะต้องส่วนอื่นหากไม่มีเหตุจำเป็น

        คลื่นลูกใหญ่ซัดกระแทกโขดหินจนพื้นสั่นสะเทือน ร่างของนางโอนเอนตามแรง เคนประคองร่างนั้นไว้ให้มั่นคง มือยังคงวางอยู่ที่เดิม ลมหายใจแผ่วเบาของนางเป่ารดอยู่บริเวณลำคอของเขา แม้จะแผ่วเบา... แต่คราวนี้มันเจือด้วยไออุ่นบางๆ เคนไม่อยากตั้งความหวังกลัวว่าจะคิดไปเอง เขาทำได้เพียงเฝ้ารอ

        ความเย็นเริ่มถ่ายเทจากร่างนางมาสู่ร่างเขา ปลายนิ้วของเคนเริ่มชา ผิวหนังท่อนแขนเย็นเฉียบ ไม่นานขากรรไกรก็เริ่มกระทบกันจนเกิดเสียงเบาๆ เสียงฟันกระทบกันของกะลาสีด้านนอกดังแว่วมาให้ได้ยิน ไม่มีใครในที่นี้ที่อยู่ในสภาพสบายไปกว่ากัน

        "ฝ่าบาท..." มือหยาบกร้านข้างหนึ่งสอดผ้าพับก้อนหนึ่งเข้ามาใต้ผ้าใบ เจ้าของมือยังคงหันหลังให้

        "ผ้าของข้ายังแห้งอยู่ครึ่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ"

        เคนเอื้อมรับมันไว

         "ขอบใจ"

        ไม่นาน ผ้าอีกชิ้นก็ถูกส่งตามเข้ามา แล้วก็อีกชิ้น ไม่มีใครเอ่ยปากว่าเป็นของใคร เคนนำผ้าเหล่านั้นมาห่อหุ้มรอบตัวสุวรรณมาลีเพิ่ม พวกเขาทุกคนกำลังแบ่งปันไออุ่นเพียงน้อยนิดที่มี เพื่อต่อลมหายใจให้คนเพียงคนเดียว คนที่แทบไม่มีใครในหมู่พวกเขารู้จักดี

        เคนก้มมองนาง

        "มีคนตั้งหลายคนยอมทนหนาวเพราะเจ้า" เขากระซิบแผ่วเบา

        "เพราะฉะนั้น... อย่าเพิ่งตาย"

        ไร้ซึ่งถ้อยคำตอบรับ แต่ยังมีเสียงลมหายใจ เคนเริ่มนับจังหวะการหายใจของนาง ไม่ใช่เพราะตัวเลขมีประโยชน์อะไร แต่เพราะตราบใดที่เขายังนับได้ เขาก็รู้ว่านางยังไม่จากไปไหน

        หนึ่ง... สอง... สาม... เข้า

        หนึ่ง... สอง... สาม... ออก

        บางช่วงเวลาจังหวะก็ช้าลง บางช่วงก็ขาดห้วง ทุกครั้งที่เสียงลมหายใจเงียบหายไปนาน เคนจะเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว ทว่าลมหายใจนั้นก็ยังคงกลับมา

        แผ่นหลังของเขาแนบชิดกับผนังหินจนความหนาวซึมลึก กล้ามเนื้อแขนเริ่มปวดเมื่อยล้าจากการประคองร่างในท่าเดิมเป็นเวลานาน แต่เคนไม่กล้าขยับตัวมากนัก เขาเพียงผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท่าที่จำเป็นแล้วกลับไปนับลมหายใจต่อ

        เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่ง... ร่างในอ้อมแขนเริ่มสั่น

        เคนก้มหน้าลงมองทันที ในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นแรงสะเทือนจากคลื่น แต่ไม่ใช่ ไหล่ของสุวรรณมาลีสั่นสะท้านขึ้นมา แล้วหยุด ก่อนจะสั่นระริกอีกครั้ง... คราวนี้รุนแรงขึ้น

        เคนแตะลำคอนาง แม้ผิวยังเย็น แต่ไม่เย็นจัดเหมือนก้อนน้ำแข็งอีกต่อไปแล้ว หรืออย่างน้อยเขาก็หวังว่ามันเป็นเช่นนั้น

        กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และแขนของนางเริ่มเกร็ง ร่างที่เคยหลับใหลไร้การตอบสนองกำลังสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอด อาการสั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังตอบสนองและพยายามสร้างความร้อน เคนพรูลมหายใจยาวที่เผลอกลั้นไว้โดยไม่รู้ตัว

        "ดี..." เขากระซิบ

        "เอาอีก"

        สุวรรณมาลีไม่ได้ยิน แต่ร่างกายของนางยังคงสั่นสะท้าน ลมหายใจที่เคยแผ่วเบาเริ่มลึกและเป็นจังหวะสม่ำเสมอมากขึ้น ช่วงว่างระหว่างจังหวะทิ้งห่างสั้นลง เคนกลับไปนับอีกครั้ง

        หนึ่ง... สอง... สาม... เข้า

        หนึ่ง... สอง... สาม... ออก

        คราวนี้เขาไม่ต้องรอนานเท่าเดิมแล้ว ชายหนุ่มเอนศีรษะพิงผนังหิน เปลือกตาหนักอึ้ง ความเหนื่อยล้าทางกายเริ่มโจมตีเมื่อความตื่นตระหนกลดทอนลง ก่อนหน้านี้เขาใช้พลังงานทั้งหมดเพื่อกระตุ้นให้หัวใจและปอดของนางกลับมาทำงาน ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงรักษาความร้อน รอคอย และหวังให้ร่างกายของนางเยียวยาตนเองในส่วนที่เหลือ

        เขาไม่รู้ว่ารุ่งอรุณอยู่ห่างไกลอีกแค่ไหน รู้เพียงว่าเขาจะหลับไม่ได้ เคนยังคงนับลมหายใจต่อไป...

        จนกระทั่งนิ้วมือข้างหนึ่งของสุวรรณมาลีเริ่มขยับ

        เคนชะงัก นิ้วเรียวของนางงอพับเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย คลายออก แล้วขยับซ้ำอีกครั้ง เขาก้มหน้าเข้าไปใกล้

        "สุวรรณมาลี?"

        ไม่มีเสียงตอบรับ ทว่าหัวคิ้วของนางเริ่มขยับเข้าหากัน ริมฝีปากซีดเม้มแน่น ลมหายใจสูดเข้าลึกกว่าครั้งก่อน ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเกร็งขึ้นอย่างกะทันหัน

        เคนนิ่งงัน เปลือกตาของสุวรรณมาลีสั่นไหว... ครั้งหนึ่ง... หยุดพัก... แล้วสั่นอีกครั้ง

        เขาจ้องมองใบหน้าตรงหน้าโดยไม่ขยับเขยื้อน

        ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา เขามีเพียงคำถามเดียวในใจ จะทำอย่างไรให้นางรอด ทว่าบัดนี้ คำถามนั้นกำลังจะหมดหน้าที่ลง เพราะสุวรรณมาลีกำลังจะลืมตาขึ้น และทันทีที่นางลืมตาขึ้น เขาจะไม่มีสิทธิเลือกแทนนางอีกแล้ว ส่วนสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำลงไปก่อนหน้านั้น เคนจะต้องเป็นคนอธิบายมันทั้งหมดด้วยตัวเอง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!