ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 4: บทที่ 4 พายุที่ไม่ได้อยู่ในฤดูกาล

👁️ 3 อ่าน
22px

        สามวันนับจากข่าวการรอนแรมทางทะเลเพื่อสะเดาะเคราะห์ขององค์หญิงแห่งเมืองผลึกมาถึง เมืองท่าลังกาก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว

        ช่างทอถูกเรียกตัวขึ้นไปบนป้อมปราการหินตั้งแต่ฟ้าสาง ธงประจำราชวงศ์ที่สีซีดจางจากเกลือทะเลถูกปลดลงมาทีละผืนเพื่อสลับเปลี่ยน บริเวณร่องน้ำ ทาสและกรรมกรหลังขดหลังแข็งกำลังแบกตะกร้าโคลนและดึงเชือกเส้นเขื่อง เสียงสบถด่าและเสียงตะโกนสั่งการดังระงมแข่งกับเสียงลมเมื่อเม็ดฝนเริ่มโปรยปราย สำหรับผู้คนบนแผ่นดินนี้ สุวรรณมาลีไม่ใช่เพียงสตรีสูงศักดิ์ แต่นางคือสัญลักษณ์ของพันธมิตรทางการเมืองที่จะช่วยต่อลมหายใจให้อาณาจักรที่กำลังเสื่อมถอยแห่งนี้

        เคนมองความวุ่นวายเหล่านั้นจากระเบียงห้องพัก เขากวาดสายตามองกระบวนการขนถ่ายเสบียง สังเกตเห็นจุดคอขวดบริเวณท่าเทียบเรือทิศเหนือ และสั่งให้ราชเลขาไปจัดระเบียบใหม่ เขายังคงจัดการปัญหาได้ดี ตราบใดที่มันเป็นเรื่องของระบบ

        ทว่าสิ่งที่เขาไม่สามารถจัดการได้ คือร่างกายของตนเอง

        ทุกครั้งที่ชื่อของนางถูกเอ่ย ปลายนิ้วของเขาจะกระตุก เขาไม่เคยเห็นหน้านาง ไม่เคยได้ยินเสียงนาง แต่ทุกครั้งที่มีคนรายงานเรื่องการเตรียมการต้อนรับ มือของเขากลับกำแน่นขึ้นเอง เคนพยายามแยกแยะอาการเหล่านั้น แต่ยิ่งพยายามควบคุม ร่างกายกลับยิ่งตอบสนองก่อนที่เขาจะทันคิด

        ความผิดปกติเริ่มต้นขึ้นในยามบ่ายของวันที่สี่

        ทะเลสีครามที่เคยมีเกลียวคลื่น บัดนี้กลับราบเรียบราวกับแผ่นกระจกสีดำสนิท ลมที่เคยพัดพาความเค็มปร่าหยุดนิ่ง นกนางนวลพากันบินอพยพหลบหนีกลับเข้าฝั่ง อากาศรอบตัวหนักอึ้งจนน่าอึดอัด มันคือความสงบที่ผิดธรรมชาติ ความสงบที่ให้ความรู้สึกเหมือนผืนน้ำกำลังกลั้นหายใจ

        แล้วฟ้าก็แตกออก

        เมฆพายุสีทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สายลมกระโชกแรงเปลี่ยนทิศทาง พัดพากลิ่นอับชื้นและไอเย็นที่ขัดกับฤดูกาลเข้ามากระแทกป้อมปราการ เสียงระฆังเตือนภัยดังก้องกังวานแหวกฝ่าเสียงคำรามของสายฟ้า

        ไม่กี่อึดใจต่อมา เคนก็ถูกเรียกตัวเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างเร่งด่วน ท้าวลังกาประทับอยู่บนตั่งไม้ด้วยพระพักตร์เคร่งเครียด ที่มุมหนึ่ง ละเวงวัณฬายืนนิ่งเงียบ ทว่าสายตาจับจ้องมาที่เขาทันทีที่ก้าวพ้นประตู

        แม่ทัพรังเกศก้าวเข้ามาในสภาพชุดเกราะเปียกชุ่ม

        "ฝ่าบาทม้าเร็วจากจุดตรวจชายฝั่งตอนเหนือแจ้งข่าว ลมเปลี่ยนทิศสามครั้งในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ"

        ท้าวลังกาขมวดคิ้ว

        "แน่ใจหรือ?"

        "กระหม่อมเดินเรือมาสามสิบปี ไม่เคยเห็นทะเลเปลี่ยนหน้าเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ"

        แม่ทัพเว้นจังหวะ กลืนน้ำลายฝืดคอ

        "ขบวนเรือขององค์หญิงสุวรรณมาลีที่ออกไปสะเดาะเคราะห์ แตกกระจัดกระจาย ขาดการติดต่อกลางทะเลแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

        วินาทีที่ประโยคนั้นจบลง ลมหายใจของเคนสะดุดขาดห้วง

        ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ เขายกมือขวาขึ้นยึดขอบโต๊ะแผนที่ไว้แน่น เขาพยายามฝืนเกร็งลำคอและกราม สมองพยายามไล่เรียงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ร่างกายกลับไม่ยอมสงบตามเหตุผล

        "เมืองผลึกย่อมไม่มองว่าเป็นเพียงภัยธรรมชาติ"

        ละเวงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและแทงทะลุถึงแก่นของปัญหา

        "หากขบวนเรืออับปาง หรือองค์หญิงหายตัวไปในเขตน่านน้ำใกล้ลังกา ท้าวสิลราชจะถือว่าเราไร้ความสามารถในการปกป้องคู่หมั้น ท่าเรือทางใต้ที่รอโอกาสอยู่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อตัดขาดจากเราอย่างสมบูรณ์"

        เคนมองน้องสาวสลับกับท้าวลังกา เขามองเห็นรอยร้าวของพันธมิตรที่กำลังพังทลาย เห็นข้ออ้างทางการเมืองอันสมบูรณ์แบบ ข้ออ้างที่จะอนุญาตให้เขาทำตามสิ่งที่ร่างกายเรียกร้องโดยไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง

        "ข้าจะนำกองเรือออกไปค้นหานาง"

        น้ำเสียงของเคนเรียบสนิท ท่ามกลางเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาเบื้องนอก

        "องค์ชายเพิ่งฟื้นจากไข้ป่า ร่างกายยังไม่สมบูรณ์" แม่ทัพรังเกศแย้งทันที

        "ให้ข้านำกองเรือลาดตระเวนออกไปเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

        "หากเราส่งเพียงแม่ทัพออกไป เมืองผลึกอาจมองว่าลังกาส่งคนไปเพื่อรักษาหน้า แต่มิได้ให้ความสำคัญกับชีวิตของคู่หมั้นรัชทายาทอย่างแท้จริง" เคนสวนกลับ ตรรกะของเขาวางตัวอยู่บนความน่าจะเป็นทางการเมือง

        "ในยามที่พันธมิตรสั่นคลอน ลังกาต้องแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมเสี่ยงเพื่อพวกเขา ข้าต้องการลูกเรือที่อ่านกระแสน้ำเก่งที่สุด และข้าจะออกเรือก่อนรุ่งสาง"

        ท้าวลังกามองลูกชาย ชายชราเห็นถึงความสมเหตุสมผลทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ กษัตริย์แห่งลังกานิ่งคิดไปอึดใจหนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เป็นการอนุมัติ

        เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ขุนนางและแม่ทัพต่างเร่งรีบแยกย้ายไปเตรียมการ ละเวงวัณฬายังคงยืนอยู่รั้งท้าย นางเดินเข้ามาใกล้เคน สายตาคมกริบจ้องมองเขาอย่างพิจารณา

        "ท่านเกลียดการออกทะเล"

        นางเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงแผ่วเบา

        "ท่านเคยบอกข้าว่า ทะเลคือสถานที่ที่ไม่อาจคาดเดา และท่านชังความไม่แน่นอน แต่บัดนี้ ท่านกลับอาสาออกไปเผชิญพายุที่โหดร้ายที่สุด ท่านพี่ ท่านกำลังออกไปทำหน้าที่ของแผ่นดิน หรือท่านกำลังออกไปหาสิ่งใดกันแน่"

        เคนไม่ได้ตอบ ละเวงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง นางไม่ได้ถามซ้ำ เพียงแต่สายตาคู่นั้นยังค้างอยู่บนใบหน้าของเขา ราวกับกำลังพยายามจำว่าคนตรงหน้ายังเป็นพี่ชายคนเดิมหรือไม่ แล้วนางก็หันหลังเดินจากไป

        ...

        หนึ่งชั่วโมงต่อมา ที่ท่าเรือเบื้องล่าง

        สายฝนยังคงสาดซัดอย่างบ้าคลั่ง เคนยืนอยู่บนหน้าท่า เขามองเห็นกะลาสีเรือวิ่งฝ่าสายฝน เสบียงและถังน้ำจืดถูกเร่งขนย้ายขึ้นระวางเรือ ชายคนหนึ่งลื่นล้มจนหัวเข่ากระแทกพื้นไม้ เลือดสีสดไหลปนไปกับน้ำฝน ทว่าไม่มีใครมีเวลาหยุดพัก เชือกเส้นหนาถูกดึงตึง ปืนใหญ่ถูกคลุมด้วยผ้าใบกันน้ำอย่างแน่นหนา

        เคนวางเท้าลงบนสะพานไม้ที่ทอดยาวไปยังเรือกำปั่น คลื่นลูกหนึ่งกระแทกตัวเรือจนสะพานสั่นไหวอย่างรุนแรง

        เขาหยุด

        มือข้างหนึ่งกำราวสะพานแน่นขึ้น น้ำทะเลสาดขึ้นมาจนถึงข้อเท้า เขามองลงไปยังความมืดเบื้องล่าง แล้วก้าวต่อ

        เสียงตะโกนสั่งการของแม่ทัพรังเกศดังก้อง กะลาสีประจำที่ สะพานไม้ถูกชักขึ้นพ้นฝั่ง เบื้องหน้าคือเกลียวคลื่นสีดำทะมึน เขาไม่รู้จักองค์หญิงสุวรรณมาลี ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินเสียงของนาง

        แต่เมื่อเรือเริ่มคลายเชือกออกจากท่า โคลงเคลงฝ่าพายุฝนออกสู่มหาสมุทรที่บ้าคลั่ง

        มือของเขากลับกำราวเรือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

        ราวกับร่างกายส่วนหนึ่งกำลังเดินทางกลับไปหาใครบางคน ทั้งที่เขาไม่เคยพบคนผู้นั้นมาก่อน

        เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเรียกว่าอะไร

        รู้เพียงว่า เมื่อเรือแล่นออกจากฝั่ง ความกลัวในอกกลับไม่ได้ลดลงเลย

        และนั่นเอง คือสิ่งที่ทำให้เขากลัวที่สุด

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!