ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 6: บทที่ 6 เข็มทิศที่ไม่ชี้เหนือ

👁️ 3 อ่าน
22px

        สองวันนับจากการค้นพบเศษผ้าไหมสีทอง

        ขบวนเรือลาดตระเวนเร็วสามเสายังคงเคลื่อนห่างออกจากลังกา ตามเส้นทางซึ่งก่อนหมอกลงพวกเขาคำนวณไว้ว่ามุ่งสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้

        พายุสงบลงแล้ว แต่ลมกลับหายไปพร้อมกัน ใบเรือที่เคยตึงจนแทบฉีกบัดนี้ห้อยหนักอยู่บนเสา หางเสือตอบสนองเชื่องช้าจนน่าหงุดหงิด ถึงกระนั้นเรือทั้งสามลำก็ไม่ได้หยุดนิ่ง กระแสน้ำเบื้องล่างยังคงพาพวกมันไหลต่อไปในทิศทางที่ไม่มีผู้ใดบนเรือยืนยันได้แน่ชัด

        ผืนหมอกสีเทาหม่นเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ มันไม่ได้ลอยต่ำเหมือนหมอกยามเช้าบริเวณชายฝั่ง แต่มันก่อตัวเป็นกำแพงหนาทึบที่กลืนกินเส้นขอบฟ้า ทัศนวิสัยหดสั้นลงจนน่าอึดอัด ในม่านหมอกด้านท้ายเรือ แสงตะเกียงสัญญาณจากเรือลาดตระเวนอีกสองลำพร่าเลือนลงทุกขณะ บางครั้งแสงหนึ่งหายไปนานเสียจนเคนเผลอคิดว่าเรือลำนั้นหลุดออกจากขบวนแล้ว ก่อนจุดสว่างเล็กๆ จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง

        "เรือลำขวาหายจากสายตาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

        เสียงร้องจากกะลาสีเฝ้าระวังที่หัวเรือทำให้รังเกศสบถเบาๆ หมอกหนาจนแม้แต่แสงตะเกียงสัญญาณก็เหลือเพียงเงาจางๆ และกำลังจะถูกกลืนหายไป บรรยากาศบนดาดฟ้าตึงเครียดขึ้นทันที ทว่าในขณะที่ลูกเรือเริ่มเสียขวัญ เคนกลับมองระฆังทองเหลืองที่แขวนอยู่ใกล้เสากระโดง ก่อนหันไปทางแม่ทัพ

        "ถ้าเรามองไม่เห็นกัน ก็หยุดพยายามใช้สายตา"

        รังเกศหันมามอง

        "เรือแต่ละลำมีสัญญาณระฆังประจำลำหรือไม่?"

        "มีพ่ะย่ะค่ะ"

        "เช่นนั้นให้ทุกลำส่งสัญญาณประจำลำทุกครั้งที่กลับแก้วทราย หากรอบใดขาดเสียงตอบจากลำหนึ่ง ห้ามแต่ละลำเปลี่ยนแนวเดินเรือเองจนกว่าจะติดต่อกันได้อีกครั้ง"

        รังเกศนิ่งคิดเพียงอึดใจ ก่อนพยักหน้า

        "ทำตามนั้น!"

        เสียงระฆังจากเรือของพวกเขาดังออกไปในหมอก ชั่วครู่ต่อมา เสียงตอบจากอีกลำก็ดังกลับมา ก่อนจะตามด้วยสัญญาณจากลำที่สาม เคนค่อยๆ คลายมือที่เกาะขอบโต๊ะอยู่ เขายังไม่รู้ว่าพวกเขากำลังไปทางไหน แต่อย่างน้อย เรือทั้งสามลำยังติดต่อถึงกัน

        ความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน

        "ท่านแม่ทัพ" กะลาสีผู้ทำหน้าที่ต้นหนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เขาวางเข็มทิศทองเหลืองลงบนโต๊ะแผนที่ตรงหน้ารังเกศและเคน

        รังเกศก้มลงมอง เข็มทั้งสามเรือนสั่นกวัดแกว่งอยู่เหนือหน้าปัด ไม่มีเรือนใดยอมหยุดนิ่งนานเกินไม่กี่อึดใจ

        "กระหม่อมนำมาเทียบกันสามเรือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

        ต้นหนกลืนน้ำลาย

        "บางคราวมันชี้ไปทางเดียวกัน บางคราวกลับแยกออกจากกัน ราวกับมีบางสิ่งดึงเข็มอยู่ใต้ท้องเรือ"

        เคนก้มมองเข็มทั้งสาม สนามแม่เหล็กถูกรบกวนหรือ? ฟ้าผ่าเมื่อคืนอาจทำให้เข็มบางเรือนเสียสภาพ แต่ทั้งสามเรือนพร้อมกันไม่น่าเป็นไปได้ หรือมีแหล่งแร่ขนาดใหญ่อยู่ใต้พื้นทะเล? เขาไม่มีข้อมูลพอจะตัดความเป็นไปได้ใดทิ้ง

        ทว่าสำหรับคนเรือที่พึ่งพาทิศทาง ความผิดปกตินี้คือลางร้าย ลูกเรือลังกาเริ่มจับกลุ่มกระซิบกระซาบ กะลาสีบางคนล้วงเครื่องรางจากใต้เสื้อขึ้นมาแตะหน้าผาก บางคนใช้นิ้วแตะน้ำทะเลแล้วป้ายที่ลิ้นก่อนพึมพำถ้อยคำที่เคนฟังไม่เข้าใจ ไม่มีใครผิวปากอีกเลยหลังหมอกลง แม้แต่รังเกศก็เงียบลง เขามองเข็มทิศทั้งสามเรือนนานกว่าปกติ ก่อนเงยหน้ามองหมอกเบื้องหน้าโดยไม่พูดอะไร

        เคนมองเข้าไปในกำแพงหมอก แล้วจึงรู้ตัวว่าปลายนิ้วของตนเย็นเฉียบ

        เขาไม่รู้ว่าความหวาดหวั่นนั้นเกิดจากบรรยากาศบนเรือ หรือเพราะช่วงหลังมานี้เขาเริ่มระแวงทุกความรู้สึกที่ตัวเองอธิบายไม่ได้

        มันไม่ได้บอกทิศทาง ไม่ได้ให้คำตอบ มีเพียงความไม่สบายใจคลุมเครือที่ทำให้เขาไม่อยากปล่อยให้เรือไหลลึกเข้าไปในหมอกโดยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า

        เมื่อราตรีมาเยือน หมอกกลับหนาขึ้นกว่าเดิม ไม่มีดาว ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีเส้นขอบฟ้า มีเพียงเสียงระฆังเปลี่ยนยามกับทรายที่ไหลผ่านนาฬิกาแก้วเป็นสิ่งยืนยันว่าเวลายังคงเดินอยู่ กระนั้นสำหรับเคน คืนทั้งคืนกลับเหมือนถูกยืดออกจนไม่มีที่สิ้นสุด

        เขาไม่พยายามงมหาความทรงจำเรื่องพระอภัยมณีอีก

        ครั้งนี้เคนหันกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน

        เข็มทิศสามเรือน

        หมอกที่ไม่ยอมเปิด

        กระแสน้ำที่ยังพาเรือไหลต่อไปในทิศที่ไม่มีใครยืนยันได้

        และภาพผ้าไหมสีทองจากเมื่อสองวันก่อน

        เคนไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่ ในโลกเดิม เขาคงบอกตัวเองว่าข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่พอสำหรับข้อสรุปใดๆ เขาต้องมีตัวอย่างมากกว่านี้ ต้องแยกเหตุออกจากความบังเอิญ และหาคำอธิบายธรรมดาที่สุดก่อน แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ตนควรจำความผิดปกติเหล่านี้ไว้ทุกข้อ ไม่ใช่เพราะมันพิสูจน์สิ่งใด แต่เพราะหากเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นอีก เขาไม่ต้องการพึ่งเพียงความรู้สึกว่าตัวเองเคยเห็นมันมาก่อน

        จนกระทั่งรุ่งเช้า หมอกเบื้องหน้าค่อยๆ บางลง ไม่ได้แยกออกในคราวเดียว เพียงเผยเงาดำขนาดมหึมาทีละส่วน

        ตอนแรกเคนคิดว่าเป็นโขดหิน แล้วเสากระโดงที่หักครึ่งจึงปรากฏขึ้น ซากเรือสำเภาลำหนึ่งลอยเอียงอยู่กลางน้ำ กราบด้านหนึ่งแตกเปิดจนเห็นโครงไม้ภายใน ที่ท้ายเรือ ธงผืนหนึ่งขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือรูปทรง แต่ดิ้นทองบางส่วนยังติดอยู่บนผืนผ้าที่เปียกแนบราวไม้

        รังเกศเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง

        "ตราเมืองผลึก"

        เคนหันไปทันที

        "เรือหลวง?"

        "ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ" รังเกศตอบ

        "เรือคุ้มกัน"

        เคนควรโล่งใจ ทว่าภาพผ้าไหมสีทองที่ลอยเข้าหากราบเรือเมื่อสองวันก่อนกลับผุดขึ้นมาในความคิดอย่างชัดเจน... ชัดเสียจนเขายังจำได้ว่ามันพลิกตัวตามคลื่นอย่างไร

        เรือคุ้มกันอยู่ที่นี่ แล้วเรือหลวงอยู่ที่ไหน?

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!