กลิ่นกำยานโบราณผสมผสานกับความเค็มปร่าของลมทะเลพัดผ่านช่องหน้าต่างหินศิลาแลง เคนก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวเข้าสู่ใจกลางของพระราชวังลังกา
เขาพยายามไม่นึกถึงบทสนทนากับละเวงวัณฬาที่ระเบียงห้อง ทว่าความรู้สึกของการถูกจ้องมองยังคงตกค้างอยู่บนผิวหนัง เคนเบือนสายตาหนีจากความคิดนั้น เขากวาดสายตาไปตามตำแหน่งทหารยาม ประตูทางเข้า และระยะห่างระหว่างเสาหิน ไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าราชสำนักควรมีการรักษาความปลอดภัยอย่างไร แต่เพราะเขาเคยชินกับการมองหาจุดที่ระบบอาจล้มเหลว
บานประตูไม้สักสลักลวดลายเกลียวคลื่นถูกผลักออก แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาในโถงกว้าง บนตั่งไม้ที่ยกพื้นสูงขึ้นเล็กน้อย ชายชราผู้หนึ่งประทับนั่งอยู่ เขาไม่ได้สวมเครื่องทรงรุ่มร่าม มีเพียงเสื้อคลุมผ้าไหมสีเข้มและนัยน์ตาที่คมกริบ รอยย่นลึกบนใบหน้าบอกเล่าถึงกาลเวลาและภาระอันหนักอึ้ง นี่คือท้าวลังกา กษัตริย์ผู้ประคองราชอาณาจักรที่กำลังเสื่อมถอยแห่งนี้ไว้
เคนชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ทว่ากล้ามเนื้อที่หัวเข่ากลับทรุดลงกระแทกพื้นไม้กระดานอย่างนุ่มนวลและทรงพลัง แผ่นหลังของเขาก้มค้อมลงด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้คิดจะทำ ทว่าร่างกายของอุศเรนจดจำวิธีแสดงความเคารพต่อชายผู้นี้ได้ดีกว่าจิตใจ
"เข้ามาใกล้ๆ ข้าสิ อุศเรน"
น้ำเสียงของชายชราแหบพร่า ทว่ามีน้ำหนักกดทับมวลอากาศในห้อง เคนขยับกายเข้าไปใกล้ รักษาระยะห่างตามที่สัญชาตญาณของร่างกายกะเกณฑ์ไว้ เขาลอบสังเกตชายตรงหน้า ท้าวลังกาไม่ได้มีท่าทีของกษัตริย์ที่บ้าอำนาจ แต่แววตาคู่นั้นเหมือนผู้ที่รู้ว่ารากฐานของแผ่นดินกำลังสั่นคลอน และกำลังฝืนประคองมันไว้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
"แพทย์หลวงรายงานข้าว่าไข้ป่าของเจ้าลดลงแล้ว"ท้าวลังกาเอ่ย สายตากวาดมองใบหน้าของลูกชาย
"แต่เจ้าดู เปลี่ยนไป"
"ข้าเพียงแต่… ยังมึนงงพ่ะย่ะค่ะ" เคนตอบอย่างระมัดระวัง
"มึนงงก็พักเสีย"
ชายชรามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
"แต่เรือทางตะวันตกไม่รอให้เจ้าหายดี แม่ทัพรังเกศรอคำสั่งของเจ้ามาหลายวันแล้ว"
แม่ทัพเรือในชุดเกราะก้าวออกมาเบื้องหน้า แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรน
"ฝ่าบาท กองเรือสินค้าจากเมืองท่าทางใต้ยังคงทอดสมอปิดอ่าวตะวันตก พวกมันอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีท่าเรืออัตราใหม่ หากปล่อยไว้ เกียรติของลังกาจะถูกหยามหยันพ่ะย่ะค่ะ"
เกียรติของลังกา ในความทรงจำของผู้คน อุศเรนคือเจ้าชายนักรบผู้ทะนง กล้าหาญ และพร้อมตายเพื่อศักดิ์ศรี หากเป็นอุศเรนคนเดิม คำตอบของปัญหานี้คงเป็นการสั่งยิงปืนใหญ่ใส่เรือเหล่านั้นให้จมลงก้นอ่าว
เคนกำลังจะอ้าปากบอกว่าเรื่องนี้ควรรอจนกว่าเขาจะมีข้อมูลมากกว่านี้ ทว่าคำพูดกลับหยุดค้างอยู่กลางลำคอ
มือขวาของเขายื่นออกไปวางลงบนแผนที่เดินเรือที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ นิ้วชี้ลากไปตามแนวชายฝั่งของอ่าวตะวันตกอย่างแม่นยำ เลื่อนผ่านสัญลักษณ์ร่องน้ำลึก และไปหยุดลงตรงช่องแคบแห่งหนึ่งโดยที่จิตใจของเขาไม่ได้สั่งการ
เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าบริเวณนั้นกระแสน้ำเชี่ยว ทว่าเมื่อถอนมือกลับ เคนกลับเป็นฝ่ายที่ตกใจกับการเคลื่อนไหวของตนเอง เขารีบซ่อนมือไว้ข้างลำตัว พยายามควบคุมจังหวะหายใจ
"เรือเหล่านั้น..." เคนเอ่ยถามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความผิดปกติของตนเอง
"มีน้ำจืดและเสบียงอยู่เท่าใด"
แม่ทัพชะงักไปเล็กน้อยกับคำถาม
"หากไม่รับเสบียงจากฝั่ง สามารถอยู่ได้อีกไม่เกินห้าวันพ่ะย่ะค่ะ"
เคนนิ่งคิด
"แล้วเรือรบของเราเล่า?"
"มีเสบียงพอสิบสองวันพ่ะย่ะค่ะ"
เขาไม่รู้เรื่องการทหารหรือกฎหมายน่านน้ำ แต่เขารู้จักการจัดการทรัพยากร
"สั่งกองเรือรบไปตั้งแถวปิดล้อมอ่าวไว้" เคนเอ่ยขึ้นช้าๆ
"แต่อย่าโจมตี ห้ามเรือทุกลำเข้าหรือออก และห้ามการเติมน้ำจืดเด็ดขาด มนุษย์ทนความอดอยากได้ แต่ทนกระหายน้ำกลางทะเลไม่ได้ หากถูกตัดขาด พวกมันย่อมต้องเจรจา
โถงทั้งโถงตกอยู่ในความเงียบงัน แม่ทัพรังเกศขมวดคิ้ว
"วิธีนั้นทำได้พ่ะย่ะค่ะ แต่หากเราปิดน้ำจืด พวกมันอาจเลือกเผาสินค้าทิ้งเพื่อหยามเรา แล้วส่งเรือเร็วตีฝ่าออกไปแจ้งข่าวเมืองท่าทางใต้ เราจะเสียทั้งภาษีและอาจได้สงครามมาแทน"
เคนชะงัก ข้อบกพร่องที่เขาไม่ได้คำนวณถูกตีกลับมาทันที การจัดการมนุษย์ในยุคที่เกียรติยศมีค่ายิ่งกว่าตัวเลขกำไรขาดทุนนั้น ซับซ้อนกว่าตรรกะที่เขาเคยรู้จัก
"เจ้าคิดว่าพวกมันต้องการน้ำหรือ อุศเรน?" ท้าวลังกาถามแทรกขึ้นมา น้ำเสียงไม่ได้ดุดัน แต่ทอดลึกและมองทะลุเกมกระดานนี้ไปไกลกว่าเคนมากนัก
เคนหันไปสบตากับผู้เป็นพ่อ
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ข้ากลับคิดว่าพวกมันต้องการให้เราเป็นฝ่ายยิงก่อน"
ท้าวลังกาส่ายหน้าช้าๆ
"หากลังกายิงปืนใหญ่ใส่เรือสินค้า เมืองท่าทางใต้ทั้งหมดจะมีข้ออ้างในการคว่ำบาตรเราทันที นี่ไม่ใช่เรื่องของทรัพยากร แต่เป็นกับดักทางการเมือง"
เคนนิ่งอึ้ง ชายชราเบื้องหน้าเพิ่งสอนให้เขารู้ว่า ความฉลาดจากโลกอนาคตไม่ได้แปลว่าจะสามารถอ่านเกมของโลกใบนี้ออกทั้งหมด
ท้าวลังกามองลูกชายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"แต่ความระมัดระวังของเจ้าในวันนี้ ถือว่าแปลกนัก หากเป็นเมื่อก่อน เจ้าคงสั่งเผาเสากระโดงเรือพวกนั้นไปแล้ว วิธีปิดล้อมของเจ้าใช้ได้ แต่เราต้องส่งเรือเล็กไปเจรจาอย่างเปิดเผยด้วย เพื่อให้ทุกอ่าวรู้ว่าลังกาหยิบยื่นไมตรีให้ก่อนแล้ว"
กษัตริย์ชรามองลูกชายตนเอง ความรู้สึกดึงดูดอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ อุศเรนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ดูเติบโต สุขุม และเยือกเย็นขึ้น ทว่าในเวลาเดียวกัน ท้าวลังกากลับสัมผัสได้ถึงระยะห่างที่อธิบายไม่ได้ ราวกับชายหนุ่มตรงหน้าเป็นวิญญาณอีกดวงที่เขาไม่เคยรู้จัก
"จงทำตามที่ตกลงกัน ไปได้แล้วรังเกศ"
ทว่าก่อนที่แม่ทัพจะถอยออกไปจนพ้นประตู เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของมหาดเล็กก็ดังขึ้น
"ขอเดชะฝ่าบาท!"
มหาดเล็กผู้ถือม้วนกระดาษประทับครั่งคุกเข่าลงอย่างเร่งรีบ
"ข่าวสารจากเมืองท่าตอนเหนือพ่ะย่ะค่ะ กองเรือจากเมืองผลึกกำลังเคลื่อนตัวลงใต้"
ท้าวลังกาหรี่ตาลง
"ท้าวสิลราชต้องการสิ่งใด"
"มิใช่ท้าวสิลราชพ่ะย่ะค่ะ" มหาดเล็กรายงานด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย
"เป็นขบวนเรือขององค์หญิงสุวรรณมาลี โหรหลวงเมืองผลึกทำนายว่าพระนางมีเคราะห์ จึงต้องออกเดินทางรอนแรมกลางทะเลเพื่อสะเดาะเคราะห์พ่ะย่ะค่ะ และเส้นทางของขบวนเรือ อาจผ่านมาใกล้เขตน่านน้ำของเรา"
หัวใจของเคนกระตุกวูบ
ชื่อของสุวรรณมาลีกระแทกเข้าสู่โสตประสาท เขาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่เกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ มือที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวสั่นสะท้าน ร่างกายของอุศเรนตอบสนองต่อชื่อนั้นอย่างรุนแรงโดยที่จิตใจของเคนไม่อาจขัดขืน
ทะเลเบื้องนอกหน้าต่างส่งเสียงซัดสาดเข้าหากำแพงหิน เคนมองออกไปยังทะเล ชื่อของนางยังค้างอยู่ในหัว เขาไม่รู้จักสุวรรณมาลี แต่ร่างกายนี้รู้จัก และเป็นครั้งแรกที่เคนรู้สึกว่า สิ่งที่เขาพยายามเลี่ยงมาตลอด อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงเขาเลย
บางที... มันอาจอยู่ที่นี่มาตลอดแล้ว