เสียงกระดานไม้ครางลั่นใต้แรงคลื่น ราวกับโครงกระดูกของเรือกำลังถูกบิดทีละข้อ
เรือลาดตระเวนเร็วสามเสาแห่งลังกาฝ่ากำแพงน้ำสีดำ คลื่นแต่ละลูกยกตัวเรือขึ้นราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนเหวี่ยงมันกลับลงกระแทกผิวน้ำจนกระดานใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ลมกระโชกแรงหอบเอาละอองเกลือเย็นจัดสาดซัดเข้าใส่ดาดฟ้าเรือจนบาดผิวหนัง เคนยึดราวไม้กราบเรือไว้แน่น น้ำฝนและน้ำทะเลไหลชโลมเสื้อคลุมกันพายุจนเปียกชุ่มและหนักอึ้ง
ในม่านฝนด้านท้ายเรือ แสงตะเกียงสัญญาณที่ท้ายเรือลาดตระเวนอีกสองลำผลุบหายไปตามยอดคลื่น บางครั้งเคนมองไม่เห็นมันนานเสียจนคิดว่าพายุได้กลืนเรือลำอื่นไปแล้ว ก่อนแสงเล็กๆ จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นเครื่องยืนยันว่าขบวนเรือทั้งสามลำยังคงดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ด้วยกันท่ามกลางนรกสีดำมืด
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาคุ้นเคยกับความปั่นป่วน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตัวเลขในกระดานลงทุน หรือการรับมือกับวิกฤตความเสี่ยงขององค์กร ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนอยู่ในระบบที่เขามองเห็นขอบเขตและประเมินผลลัพธ์ได้
คลื่นยักษ์ลูกหนึ่งก่อตัวขึ้นทางกราบขวา บดบังแสงริบหรี่ของฟ้าแลบจนมิด
ชั่วเสี้ยววินาที เคนไม่ได้เห็นกราบเรือ
เขาเห็นหน้าต่างเครื่องบิน
ผืนน้ำสีดำที่ไม่ควรอยู่สูงถึงสามหมื่นฟุตกำลังยกตัวขึ้นอีกครั้ง เสียงของเคทแทรกผ่านความทรงจำเพียงวูบเดียว
‘สัญญาแน่นะ?’
นิ้วของเขาแข็งค้างอยู่บนราวไม้ แล้วเสียงของแม่ทัพรังเกศก็กระชากเขากลับมา
"หัวเรือรับคลื่น!" รังเกศตะโกนก้องฝ่าเสียงพายุ
"ดึงใบเล็กลง! อย่าให้ลมกินเสา"
ทว่าความเร็วของธรรมชาติเหนือกว่าปฏิกิริยาของมนุษย์ คลื่นลูกนั้นกระแทกเข้าที่กราบขวาอย่างรุนแรง เสียงเชือกป่านขาดผึงดังขึ้นเหนือศีรษะ
เรือบดที่ผูกตรึงอยู่ทางกราบซ้ายหลุดจากเชือกรั้งด้านหนึ่ง ตัวเรือเล็กทั้งลำเหวี่ยงกระแทกกับกราบเรือใหญ่ตามแรงคลื่น เสียงไม้แตกดังขึ้นทุกครั้งที่มันฟาดกลับเข้ามา
"เอาเชือกรั้งมันไว้!" เคนตะโกน
"เราต้องใช้เรือลำนั้นค้นผู้รอดชีวิต!"
กะลาสีสองคนขยับเข้าไป แต่รังเกศตวาดขึ้นก่อน
"อย่าแตะมัน! ตัดเชือกที่เหลือทิ้ง!"
เคนหันขวับ
"ถ้าไม่มีเรือบด เราจะรับคนจากน้ำอย่างไร?"
"ถ้าปล่อยให้มันฟาดกราบแตก เราจะไม่มีเรือเหลือไว้ช่วยใครพ่ะย่ะค่ะ!"
เคนชะงัก เขากำลังคิดถึงผู้รอดชีวิตที่อาจพบในอีกหลายชั่วโมงข้างหน้า รังเกศกำลังคิดถึงคนทั้งลำในอีกสิบวินาที
เคนมองเรือบดที่ฟาดกราบดังสนั่นอีกครั้ง ก่อนลดมือลง
"ทำตามที่แม่ทัพสั่ง"
รังเกศไม่ได้หันกลับมาดูด้วยซ้ำว่าองค์ชายเข้าใจหรือไม่ เขาตะโกนคำสั่งถัดไปทันที ราวกับตำแหน่งของเคนไม่มีความหมายบนดาดฟ้าที่กำลังจะถูกคลื่นฉีกเป็นชิ้นๆ เป็นครั้งแรกนับจากตื่นขึ้นมาในโลกนี้ที่เคนรู้สึกโล่งใจที่มีใครบางคนกล้าบอกว่าเขาผิด
กะลาสีฟันเชือกที่เหลือจนขาดสะบั้น เรือบดลำนั้นร่วงหล่นลงสู่เกลียวคลื่นและถูกความมืดกลืนหายไปในพริบตา
พายุยังคงโหมกระหน่ำ เคนทรุดตัวลงพิงผนังไม้ใต้เพิงพักท้ายเรือ ปล่อยให้ความเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย เขามองดูกะลาสีที่วิ่งวุ่นทำงานแข่งกับความตาย ทุกคนบนเรือมีหน้าที่และเป้าหมายที่ชัดเจน
ทว่าเขากลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างประหลาด
เศษเรื่องราวที่หลงเหลืออยู่ไม่ได้บอกว่าควรแล่นไปทางใด มันเพียงบอกว่าปลายทางเดิมมีหายนะรออยู่ ในความทรงจำของเขายังเหลือเพียงจุดหมายไม่กี่แห่ง ส่วนเส้นทางระหว่างนั้นพร่าเลือนจนแทบอ่านไม่ออก
หลังเรือแตกเกิดอะไรขึ้น?
ใครพบสุวรรณมาลี?
พระอภัยมณีเข้ามาในเรื่องตรงไหน?
เคนงมหาคำตอบอยู่ในความทรงจำ แต่ยิ่งค้น รายละเอียดก็ยิ่งหลุดหนี เหลือเพียงความรู้สึกเดิมที่ติดอยู่ลึกๆ ตั้งแต่ชื่อสุวรรณมาลีปลุกเรื่องนี้กลับขึ้นมา
มันไม่จบดีสำหรับอุศเรน
ชั่วขณะหนึ่ง เคนอยากคว้าแขนรังเกศแล้วบอกว่า การเดินทางครั้งนี้กำลังพาพวกเขาเข้าใกล้เหตุการณ์บางอย่างที่เขาจำได้ว่าไม่จบดี แต่จะพูดว่าอะไร? ว่าเขาจำวรรณคดีสมัยเด็กได้ไม่ครบ และเชื่อว่าชื่อที่ทุกคนใช้เรียกเขานั้นมีจุดจบเลวร้ายรออยู่?
หลังจากนั้น เวลาก็ถูกวัดด้วยเสียงคลื่น เสียงเชือก และคำสั่งสั้นๆ ของรังเกศ จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มลอดผ่านม่านฝนที่บางลง
"เศษซากเรือ!" เสียงกะลาสีเฝ้าระวังจากหัวเรือตะโกนขึ้น
เคนลุกขึ้นยืนและเดินไปที่กราบเรือพร้อมกับแม่ทัพรังเกศ เบื้องหน้าของพวกเขา ท่ามกลางระลอกคลื่นที่ยังคงกระเพื่อมไหว คือเศษไม้กระดาน ถังเสบียงเปล่า และเสากระโดงเรือที่หักโค่นลอยเกลื่อนน่านน้ำ
กะลาสีทั้งลำขยับตัวพร้อมกัน ความอ่อนล้าจากคืนพายุถูกลืมไปชั่วขณะ
ทว่าเคนกลับยืนนิ่ง คราวนี้ไม่มีแรงกระตุกประหลาด ไม่มีความรู้สึกที่เขาอธิบายไม่ได้เหมือนตอนเพียงได้ยินชื่อนาง มีเพียงความเย็นเยียบที่ค่อยๆ ก่อตัวอยู่ใต้ลิ้นปี่
มันไม่ใช่การพบเศษซากที่ทำให้เขารู้สึกผิดปกติ แต่เป็นผ้าไหมสีทองชิ้นหนึ่งที่ลอยขึ้นมาระหว่างเศษไม้ ปักดิ้นเป็นลวดลายที่เคนไม่รู้จัก ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ สิ่งเดียวที่สามารถบอกได้ว่าพวกเขามาถูกทางกลับลอยขึ้นมาให้เห็นตรงหน้าเรือของเขาพอดี
“ตราเมืองผลึก” รังเกศพูดเบาๆ
“กระแสน้ำเมื่อคืนพัดลงใต้”
เขามองตามสายตาของเขาไปยังผ้าไหม
“หากเรือแตกอยู่เหนือแนวนี้ ซากย่อมมีโอกาสถูกพัดลงมา”
คำอธิบายนั้นมีเหตุผล และนั่นควรทำให้เคนสบายใจ
‘แต่มันไม่’
ครั้งหนึ่งอาจเรียกว่าความบังเอิญได้ เคนยังไม่มีเหตุผลมากพอจะเรียกมันว่าอย่างอื่น เขาจึงไม่เรียก แต่ขณะมองผ้าไหมสีทองลอยเข้ามาใกล้กราบเรือทีละน้อย เขาก็พบว่าตัวเองจำภาพนั้นไว้ละเอียดกว่าที่ควรจะเป็น