ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 5: บทที่ 5 ตรรกะของมหาสมุทร

👁️ 3 อ่าน
22px

        เสียงกระดานไม้ครางลั่นใต้แรงคลื่น ราวกับโครงกระดูกของเรือกำลังถูกบิดทีละข้อ

        เรือลาดตระเวนเร็วสามเสาแห่งลังกาฝ่ากำแพงน้ำสีดำ คลื่นแต่ละลูกยกตัวเรือขึ้นราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนเหวี่ยงมันกลับลงกระแทกผิวน้ำจนกระดานใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ลมกระโชกแรงหอบเอาละอองเกลือเย็นจัดสาดซัดเข้าใส่ดาดฟ้าเรือจนบาดผิวหนัง เคนยึดราวไม้กราบเรือไว้แน่น น้ำฝนและน้ำทะเลไหลชโลมเสื้อคลุมกันพายุจนเปียกชุ่มและหนักอึ้ง

        ในม่านฝนด้านท้ายเรือ แสงตะเกียงสัญญาณที่ท้ายเรือลาดตระเวนอีกสองลำผลุบหายไปตามยอดคลื่น บางครั้งเคนมองไม่เห็นมันนานเสียจนคิดว่าพายุได้กลืนเรือลำอื่นไปแล้ว ก่อนแสงเล็กๆ จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นเครื่องยืนยันว่าขบวนเรือทั้งสามลำยังคงดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ด้วยกันท่ามกลางนรกสีดำมืด

        ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาคุ้นเคยกับความปั่นป่วน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตัวเลขในกระดานลงทุน หรือการรับมือกับวิกฤตความเสี่ยงขององค์กร ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนอยู่ในระบบที่เขามองเห็นขอบเขตและประเมินผลลัพธ์ได้

        คลื่นยักษ์ลูกหนึ่งก่อตัวขึ้นทางกราบขวา บดบังแสงริบหรี่ของฟ้าแลบจนมิด

        ชั่วเสี้ยววินาที เคนไม่ได้เห็นกราบเรือ 

        เขาเห็นหน้าต่างเครื่องบิน

        ผืนน้ำสีดำที่ไม่ควรอยู่สูงถึงสามหมื่นฟุตกำลังยกตัวขึ้นอีกครั้ง เสียงของเคทแทรกผ่านความทรงจำเพียงวูบเดียว

        ‘สัญญาแน่นะ?’

        นิ้วของเขาแข็งค้างอยู่บนราวไม้ แล้วเสียงของแม่ทัพรังเกศก็กระชากเขากลับมา

        "หัวเรือรับคลื่น!" รังเกศตะโกนก้องฝ่าเสียงพายุ

        "ดึงใบเล็กลง! อย่าให้ลมกินเสา"

        ทว่าความเร็วของธรรมชาติเหนือกว่าปฏิกิริยาของมนุษย์ คลื่นลูกนั้นกระแทกเข้าที่กราบขวาอย่างรุนแรง เสียงเชือกป่านขาดผึงดังขึ้นเหนือศีรษะ

        เรือบดที่ผูกตรึงอยู่ทางกราบซ้ายหลุดจากเชือกรั้งด้านหนึ่ง ตัวเรือเล็กทั้งลำเหวี่ยงกระแทกกับกราบเรือใหญ่ตามแรงคลื่น เสียงไม้แตกดังขึ้นทุกครั้งที่มันฟาดกลับเข้ามา

        "เอาเชือกรั้งมันไว้!" เคนตะโกน

        "เราต้องใช้เรือลำนั้นค้นผู้รอดชีวิต!"

        กะลาสีสองคนขยับเข้าไป แต่รังเกศตวาดขึ้นก่อน

        "อย่าแตะมัน! ตัดเชือกที่เหลือทิ้ง!"

        เคนหันขวับ

        "ถ้าไม่มีเรือบด เราจะรับคนจากน้ำอย่างไร?"

        "ถ้าปล่อยให้มันฟาดกราบแตก เราจะไม่มีเรือเหลือไว้ช่วยใครพ่ะย่ะค่ะ!"

        เคนชะงัก เขากำลังคิดถึงผู้รอดชีวิตที่อาจพบในอีกหลายชั่วโมงข้างหน้า รังเกศกำลังคิดถึงคนทั้งลำในอีกสิบวินาที

        เคนมองเรือบดที่ฟาดกราบดังสนั่นอีกครั้ง ก่อนลดมือลง

        "ทำตามที่แม่ทัพสั่ง"

        รังเกศไม่ได้หันกลับมาดูด้วยซ้ำว่าองค์ชายเข้าใจหรือไม่ เขาตะโกนคำสั่งถัดไปทันที ราวกับตำแหน่งของเคนไม่มีความหมายบนดาดฟ้าที่กำลังจะถูกคลื่นฉีกเป็นชิ้นๆ เป็นครั้งแรกนับจากตื่นขึ้นมาในโลกนี้ที่เคนรู้สึกโล่งใจที่มีใครบางคนกล้าบอกว่าเขาผิด

        กะลาสีฟันเชือกที่เหลือจนขาดสะบั้น เรือบดลำนั้นร่วงหล่นลงสู่เกลียวคลื่นและถูกความมืดกลืนหายไปในพริบตา

        พายุยังคงโหมกระหน่ำ เคนทรุดตัวลงพิงผนังไม้ใต้เพิงพักท้ายเรือ ปล่อยให้ความเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย เขามองดูกะลาสีที่วิ่งวุ่นทำงานแข่งกับความตาย ทุกคนบนเรือมีหน้าที่และเป้าหมายที่ชัดเจน

        ทว่าเขากลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างประหลาด

        เศษเรื่องราวที่หลงเหลืออยู่ไม่ได้บอกว่าควรแล่นไปทางใด มันเพียงบอกว่าปลายทางเดิมมีหายนะรออยู่ ในความทรงจำของเขายังเหลือเพียงจุดหมายไม่กี่แห่ง ส่วนเส้นทางระหว่างนั้นพร่าเลือนจนแทบอ่านไม่ออก 

        หลังเรือแตกเกิดอะไรขึ้น? 

        ใครพบสุวรรณมาลี? 

        พระอภัยมณีเข้ามาในเรื่องตรงไหน? 

        เคนงมหาคำตอบอยู่ในความทรงจำ แต่ยิ่งค้น รายละเอียดก็ยิ่งหลุดหนี เหลือเพียงความรู้สึกเดิมที่ติดอยู่ลึกๆ ตั้งแต่ชื่อสุวรรณมาลีปลุกเรื่องนี้กลับขึ้นมา

        มันไม่จบดีสำหรับอุศเรน

        ชั่วขณะหนึ่ง เคนอยากคว้าแขนรังเกศแล้วบอกว่า การเดินทางครั้งนี้กำลังพาพวกเขาเข้าใกล้เหตุการณ์บางอย่างที่เขาจำได้ว่าไม่จบดี แต่จะพูดว่าอะไร? ว่าเขาจำวรรณคดีสมัยเด็กได้ไม่ครบ และเชื่อว่าชื่อที่ทุกคนใช้เรียกเขานั้นมีจุดจบเลวร้ายรออยู่?

        หลังจากนั้น เวลาก็ถูกวัดด้วยเสียงคลื่น เสียงเชือก และคำสั่งสั้นๆ ของรังเกศ จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มลอดผ่านม่านฝนที่บางลง

        "เศษซากเรือ!" เสียงกะลาสีเฝ้าระวังจากหัวเรือตะโกนขึ้น

        เคนลุกขึ้นยืนและเดินไปที่กราบเรือพร้อมกับแม่ทัพรังเกศ เบื้องหน้าของพวกเขา ท่ามกลางระลอกคลื่นที่ยังคงกระเพื่อมไหว คือเศษไม้กระดาน ถังเสบียงเปล่า และเสากระโดงเรือที่หักโค่นลอยเกลื่อนน่านน้ำ

        กะลาสีทั้งลำขยับตัวพร้อมกัน ความอ่อนล้าจากคืนพายุถูกลืมไปชั่วขณะ

        ทว่าเคนกลับยืนนิ่ง คราวนี้ไม่มีแรงกระตุกประหลาด ไม่มีความรู้สึกที่เขาอธิบายไม่ได้เหมือนตอนเพียงได้ยินชื่อนาง มีเพียงความเย็นเยียบที่ค่อยๆ ก่อตัวอยู่ใต้ลิ้นปี่

        มันไม่ใช่การพบเศษซากที่ทำให้เขารู้สึกผิดปกติ แต่เป็นผ้าไหมสีทองชิ้นหนึ่งที่ลอยขึ้นมาระหว่างเศษไม้ ปักดิ้นเป็นลวดลายที่เคนไม่รู้จัก ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ สิ่งเดียวที่สามารถบอกได้ว่าพวกเขามาถูกทางกลับลอยขึ้นมาให้เห็นตรงหน้าเรือของเขาพอดี

        “ตราเมืองผลึก” รังเกศพูดเบาๆ

        “กระแสน้ำเมื่อคืนพัดลงใต้” 

        เขามองตามสายตาของเขาไปยังผ้าไหม

        “หากเรือแตกอยู่เหนือแนวนี้ ซากย่อมมีโอกาสถูกพัดลงมา”

        คำอธิบายนั้นมีเหตุผล และนั่นควรทำให้เคนสบายใจ

        ‘แต่มันไม่’

        ครั้งหนึ่งอาจเรียกว่าความบังเอิญได้ เคนยังไม่มีเหตุผลมากพอจะเรียกมันว่าอย่างอื่น เขาจึงไม่เรียก แต่ขณะมองผ้าไหมสีทองลอยเข้ามาใกล้กราบเรือทีละน้อย เขาก็พบว่าตัวเองจำภาพนั้นไว้ละเอียดกว่าที่ควรจะเป็น

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!