ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 8: บทที่ 8 ร่องรอยหลังพายุ

👁️ 3 อ่าน
22px

        กระแสลมที่พัดมาจากทิศเหนือไม่ได้นำพาสิ่งใดมานอกจากความหนาวเย็นและกลิ่นของพายุที่เพิ่งผ่านพ้นไป

        เรือลาดตระเวนเร็วสามเสาแห่งลังกากางใบเต็มที่ รับลมเหนือจนตัวเรือแล่นตัดเกลียวคลื่น มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ค่อนตะวันออกตลอดครึ่งวันนับจากออกจากซากเรือคุ้มกัน ท้องทะเลในยามนี้เปลี่ยนจากสีตะกั่วเป็นสีครามเข้ม ระลอกคลื่นยังคงกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ทว่าไม่มีใครบนดาดฟ้าเรือที่ยอมลดละสายตาจากการค้นหา

        "เศษไม้กระดานทางกราบซ้าย!"

        เสียงตะโกนจากกะลาสีเฝ้าระวังทำให้เคนก้าวไปที่กราบเรือ เบื้องล่าง ท่ามกลางฟองคลื่นสีขาว มีแผ่นไม้ที่แตกหักลอยปะปนอยู่กับเศษเสบียง แผ่นไม้ชิ้นนั้นต่างจากซากเรือคุ้มกันที่พวกเขาพบก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด พื้นไม้ถูกฉลุลายและลงรักอย่างประณีตเกินกว่าจะเป็นส่วนของเรือทหารทั่วไป

        รังเกศเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง

        "ไม้ประดับจากเรือหลวงพ่ะย่ะค่ะ"

        พวกเขามาถูกทางแล้ว เศษไม้ฉลุลายไม่ได้พิสูจน์ว่าเรือหลวงอยู่ใกล้เพียงใด แต่มันยืนยันอย่างน้อยว่ากระแสน้ำเส้นนี้เคยพาบางส่วนของขบวนเมืองผลึกผ่านมา

        "ลดใบลงครึ่งหนึ่ง!" รังเกศสั่งการเมื่อมองเห็นเงาทะมึนของแนวหินโสโครกและเกาะแก่งขนาดเล็กที่ทอดตัวขวางอยู่เบื้องหน้า

        "น้ำตื้นและมีหินใต้น้ำ เรือหลักเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ กระแสน้ำจะเหวี่ยงเราไปชนหิน!"

        เคนมองออกไปยังแนวโขดหินที่ถูกคลื่นซัดจนเกิดฟองขาวโพลง มันเปรียบเสมือนเขาวงกตหินกลางทะเลที่พร้อมจะบดขยี้เรือทุกลำที่หลงเข้าไป รังเกศหันไปทางต้นหน

        "ส่งสัญญาณให้เรือปีกทั้งสองลำปล่อยเรือบด! ลำละห้าคน รักษาระยะให้มองเห็นกัน อย่าเข้าใกล้แนวหินเกินกว่าที่ฝีพายจะถอนตัวได้!"

        เคนขยับเข้าหาแนวกราบเรือเพื่อรอจังหวะลงเรือบดลำแรกที่กำลังถูกพายมาเทียบ

        "ฝ่าบาทจะเสด็จไม่ได้" รังเกศพูดขึ้นทันที

        "หากพบองค์หญิง คนของเมืองผลึกอาจไม่ยอมส่งนางให้ทหารที่ไม่รู้จัก ข้าไปในฐานะคู่หมั้นของนาง" เคนเอ่ย

        รังเกศมองแนวหินอันตรายเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

        "เช่นนั้นฝ่าบาทจะอยู่กลางลำ ทำตามคำสั่งนายเรือบดทุกประการ และหากเขาสั่งกลับ พระองค์ต้องกลับทันที"

        เคนพยักหน้า

        "ตกลง"

        เรือบดลำเล็กโยกตัวทันทีที่รับน้ำ กะลาสีลังกาสี่คนจ้วงพายต้านแรงกระแสน้ำ ขณะที่เรือทั้งสองลำค่อยๆ แยกกันค้นตามแนวโขดหิน

        เคนกวาดตามองเศษซากที่ลอยผ่านไปทีละชิ้น ไม้กระดานสองสามแผ่นถูกกระแสน้ำพัดผ่านช่องแคบด้านซ้ายไปอย่างรวดเร็ว แต่เศษผ้า เชือก และลังไม้เบากลับหมุนวนอยู่ใกล้ช่องแคบทางขวา ก่อนถูกดูดหายเข้าไปหลังแนวหิน

        เขามองอยู่ครู่หนึ่ง

        "ตรงนั้น"

        เคนชี้มือ ฝีพายหันมามอง

        "เศษของเบากำลังไปกองอยู่หลังแนวหิน ถ้ามีคนถูกคลื่นพัดมากับซาก พวกเขาอาจติดอยู่ในเวิ้งเดียวกัน"

        กะลาสีมองกระแสน้ำ ก่อนพยักหน้า

        "น้ำวนพ่ะย่ะค่ะ เข้าได้ แต่ต้องรีบออกก่อนน้ำเปลี่ยน"

        "ไปดู"

        กะลาสีลังกากัดฟันจ้วงพาย เปลี่ยนทิศทางเรือบดฝ่ากระแสน้ำที่หมุนวนเข้าไปในช่องแคบอันมืดมิด เมื่อพ้นหัวมุมของโขดหินขนาดใหญ่ สายตาของทุกคนก็ปะทะเข้ากับเงาร่างหนึ่ง

        บนแง่งหินเรียบที่ยื่นออกมาเหนือน้ำเพียงไม่กี่คืบ ร่างของสตรีผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ครึ่งบกครึ่งน้ำ อาภรณ์แพรพรรณถูกฉีกขาดและเปียกแนบลู่ไปกับผิวหนัง ผมยาวสยายพันเกี่ยวอยู่กับเศษไม้

        เรือบดเข้าไปเทียบแง่งหินอย่างระมัดระวัง เคนก้าวลงไปในน้ำระดับเข่า ปิ่นทองรูปดอกไม้ยังติดอยู่บนเรือนผมของนาง 

        กะลาสีที่ตามขึ้นมาบนหินเห็นปิ่นแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที

        “ฝ่าบาท... ปิ่นราชวงศ์เมืองผลึก”

        เขาก้มมองอาภรณ์ของหญิงสาวอีกครั้ง ก่อนเสียงจะเบาลง

        “ขบวนนี้มีองค์หญิงเสด็จมาเพียงพระองค์เดียว”

        เคนค่อยๆ พลิกร่างของนางขึ้น แล้วจึงได้เห็นใบหน้าเป็นครั้งแรก

        ‘สุวรรณมาลี’

        เคนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ใบหน้านี้เป็นใบหน้าของคนแปลกหน้า เขามั่นใจในเรื่องนั้น

        ทว่าบางอย่างในอกกลับกระตุกวูบแรงเสียจนต้องสูดลมหายใจ เขาไม่รู้ว่ามันเกิดจากความตกใจที่พบคนเป็น หรือจากสิ่งเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อได้ยินชื่อนางเป็นครั้งแรก เคนไม่ยอมตั้งชื่อให้มัน

        เขาแตะข้างลำคอของนางอยู่นานกว่าปกติกว่าจะจับชีพจรได้ นางยังหายใจ ชีพจรที่จับได้ช้าและเบาบาง เสื้อผ้าทั้งตัวเปียกชุ่ม ผิวเย็นจัด ทุกครู่ร่างของนางจะสั่นขึ้นมาเพียงเล็กน้อยก่อนเงียบลงอีกครั้ง

        ความรู้ปฐมพยาบาลที่หลงเหลือจากโลกเดิมผุดขึ้นมาเป็นลำดับง่ายๆ เอาออกจากลม เอาเสื้อผ้าเปียกออก ทำให้ลำตัวอุ่น และขยับตัวให้น้อยที่สุด

        "อย่ายกนางขึ้นยืน" เคนบอกกะลาสีที่กำลังจะเข้ามาช่วย

        "ประคองทั้งตัวไว้ เคลื่อนช้าๆ"

        พวกเขาค่อยๆ พยุงร่างที่ไร้สติของสุวรรณมาลีลงมาวางกลางลำเรืออย่างระมัดระวัง

        "มีเวิ้งอ่าวเล็กๆ อยู่หลังโขดหินด้านหน้าพ่ะย่ะค่ะ!"

        ฝีพายคนหนึ่งชี้มือ

        "เราต้องหลบคลื่นและลมเข้าไปที่นั่นก่อน!"

        เรือบดทะยานฝ่ากระแสน้ำอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพุ่งเกยตื้นบนหาดทรายแคบๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาหินสูงชันซึ่งช่วยบังลมได้ส่วนหนึ่ง กะลาสีช่วยกันพยุงนางไปวางบนพื้นทรายที่แห้งที่สุดเท่าที่จะหาได้

        "ก่อไฟ" เคนสั่ง

        ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้ความหวังตีบตัน

        "ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ"

        กะลาสีที่ค้นหีบสัมภาระส่ายหน้า

        "หินเหล็กไฟเปียกหมดแล้ว เชื้อฟืนในหาดนี้ก็ชุ่มน้ำทะเล ไม่มีทางจุดไฟติดเลยพ่ะย่ะค่ะ"

        พวกเขารวบรวมทุกสิ่งที่ยังพอแห้งได้ ผ้าใบด้านใน ผ้าจากหีบที่น้ำเข้าไม่ถึง และเสื้อชั้นในของเคนซึ่งยังแห้งอยู่บางส่วนใต้เสื้อคลุมผ้าเคลือบน้ำมัน มาห่อร่างของสุวรรณมาลีไว้

        แต่หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง อาการสั่นยังคงอ่อนแรงลง ชีพจรที่ลำคอยังคงช้าและเบาบาง กะลาสีทั้งสี่เองก็เปียกและหนาวสั่น พวกเขาใช้ของแห้งเท่าที่มีไปหมดแล้ว ไม่มีไฟ และไม่มีแหล่งความร้อนอื่น

        ลมทะเลลอดเข้ามาตามช่องหิน สุวรรณมาลียังคงนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าใบที่พวกเขาหามาคลุมให้

        "ถ้ายังก่อไฟไม่ได้..." กะลาสีคนหนึ่งเอ่ย ก่อนชะงัก เขามองร่างที่อยู่ใต้ผ้าใบ แล้วรีบหลบสายตา 

        "ก็เหลือแต่ใช้ไออุ่นจากคนพ่ะย่ะค่ะ"

        ความเงียบตกลงมาทันที เคนมองหน้าพวกเขาทีละคน ไม่มีชายคนใดสบตาเขา

        คราวนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครอธิบายต่อ สุวรรณมาลีไม่ใช่เพียงหญิงสาวที่กำลังหนาวตาย นางคือองค์หญิงแห่งเมืองผลึก

        เคนมองกะลาสีทั้งสี่ที่ยังคงหลบสายตา ไม่มีใครจำเป็นต้องบอกว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมขยับเข้าใกล้ เขาก้มมองหญิงสาวที่ยังไม่ได้สติ

        ‘คู่หมั้นของนาง’

        เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

        "หันหลังไป"

        ไม่มีใครขยับ

        "เดี๋ยวนี้"

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!