หากพายุคือความเกรี้ยวกราดที่แผดเสียงคำราม ท้องทะเลในค่ำคืนนี้ก็คงเป็นความเงียบที่กำลังกลืนกินสรรพสิ่งอย่างเชื่องช้า
บนดาดฟ้าเรือลาดตระเวนแห่งลังกา ตะเกียงน้ำมันยางถูกจุดขึ้นตามจุดต่างๆ ทว่าแสงสีส้มของมันกลับส่องสว่างไปได้ไม่ไกลนัก เคนยืนอยู่ใกล้กราบเรือ พยายามมองหาเส้นแบ่งระหว่างแผ่นน้ำกับแผ่นฟ้า แต่คืนนั้น แม้แต่เส้นขอบฟ้าก็ดูเหมือนอยู่ไกลกว่าที่ควรจะเป็น
ความมืดของมหาสมุทรทางใต้ไม่ได้เกรี้ยวกราด ทว่ามันว่างเปล่าและลึกล้ำ ท้องทะเลเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะคลื่นที่กระทบกราบเรือ อากาศชื้นจัดจนสูดดมเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นเยียบถึงก้นปอด
เคนปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้า โดยไม่พยายามหาคำอธิบายใดๆ กับความรู้สึกที่ว่า ทะเลกำลังทอดตัวยาวออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับความสลัว ท้องฟ้าไม่ได้เปิดใสอย่างที่ควร แต่ถูกคลุมด้วยฝ้าสีเทาอมเหลืองบางๆ
"พบของลอยน้ำทางกราบขวา!" เสียงตะโกนจากหอสังเกตการณ์ทำลายความเงียบงันของยามเช้า
กะลาสีใช้ตะขอเกี่ยวบางสิ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ มันไม่ใช่ลังเสบียงหรือไม้กระดานทั่วไป แต่มันคือเศษซากของบานประตูไม้สักที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นลวดลายพญานาคพันเกี่ยว แม้จะแตกหักไปกว่าครึ่งและสีลงรักจะหลุดลอกเพราะการแช่น้ำทะเล ทว่าความประณีตของมันยังคงเด่นชัด
รังเกศย่อตัวลงตรวจรอยแตกตามขอบไม้ เขาไม่พูดอยู่ครู่หนึ่ง
"นี่ไม่ได้หลุดจากกราบเรือ"
สุวรรณมาลีที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องพักหยุดชะงักอยู่กับที่ นางเดินเข้ามาใกล้แล้วก้มมองเศษไม้นั้น
"ห้องนี้อยู่ลึกเข้าไปด้านในพ่ะย่ะค่ะ" รังเกศหยุดเพียงเท่านั้น
เคนเข้าใจว่าประโยคที่รังเกศไม่ได้พูดต่อคืออะไร
หากเศษไม้จากห้องบรรทมชั้นในสุดหลุดออกมาถึงกลางทะเล ความเสียหายของเรือคงไม่ได้หยุดอยู่เพียงกราบแตกหรือเสากระโดงหัก
มันลึกเข้าไปกว่านั้นมาก และเคนไม่ต้องการคิดต่อว่ามากเพียงใด
สุวรรณมาลียืนอยู่ข้างเศษประตู มือของนางยังวางอยู่บนรอยแกะสลัก นางไม่ร้องไห้ แต่เมื่อยกมือออก ปลายนิ้วของนางสั่นจนต้องกำเข้าหากัน
เคนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น
"ตราบใดที่เรายังไม่พบร่าง เราจะถือว่าท้าวสิลราชยังคงมีชีวิตอยู่ และการค้นหาจะยังดำเนินต่อไป"
สุวรรณมาลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
"ขอบใจ... องค์ชาย"
จากนั้นนางก็หันกลับไปหาเศษบานประตู
ความเงียบทิ้งตัวลงครอบคลุมกองเรืออีกครั้ง เคนเดินผละออกมาที่กราบเรืออีกฝั่ง ปล่อยให้นางมีพื้นที่ส่วนตัว เขาพยายามนึกต่อว่า ในเรื่องเดิมหลังจากถึงเกาะแล้ว ท้าวสิลราชพบอะไรบ้าง เขาจำพระอภัยมณีได้ จำสินสมุทรได้ จำได้คลุมเครือว่าภายหลังจะมีเรือแตกอีกครั้ง แต่ต่อจากนั้น ความทรงจำกลับขาดหาย
เคนขมวดคิ้ว ความรู้สึกประหลาดที่สุดไม่ใช่การนึกไม่ออก แต่คือความมั่นใจเลือนๆ ว่าเรื่องตรงนี้เคยชัดกว่านี้
เขาไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อก่อนความคิดนั้นทำให้เขากลัว ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่า การไม่รู้ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีอะไรให้ใช้ มีรังเกศ มีลูกเรือ มีข้อมูลของสุวรรณมาลี และมีสิ่งที่พวกเขามองเห็นตรงหน้า
ทว่ามหาสมุทรดูเหมือนจะมีวิธีทดสอบสิ่งที่พวกเขามองเห็นเสมอ
…
ตอนบ่าย หมอกทะเลเริ่มก่อตัวต่ำเหนือผิวน้ำ
รังเกศสั่งลดใบเรือและเพิ่มคนเฝ้าหัวเรือ ไม่มีใครพูดว่ามันผิดธรรมชาติ รวมทั้งเคน
มันอาจเป็นเพียงสภาพอากาศของน่านน้ำที่พวกเขาไม่คุ้นเคย หมอกทะเลธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน
ทว่าหมอกกลับหนาขึ้นหลังตะวันตกดิน ความมืดโรยตัวลงมาพร้อมกับม่านสีขาวขุ่นที่กลืนกินผืนน้ำและแผ่นฟ้าจนแยกไม่ออก อากาศเย็นเยียบและชื้นจัด กลิ่นไม้เปียกกับผ้าใบอับชื้นเริ่มกลบกลิ่นเค็มของทะเล
รังเกศสั่งให้เรือทั้งสามส่งสัญญาณระฆังตามช่วงเวลาที่เคนเคยกำหนดไว้ เพื่อรักษารูปขบวนในยามที่ทัศนวิสัยถูกจำกัด
ระฆังจากเรือปีกด้านขวาดังตอบกลับมา
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
แล้วเงียบ
เคนมองแสงตะเกียงของเรือลำนั้นผ่านหมอก มันยังอยู่ไม่ไกล แสงสีส้มดวงเล็กๆ ยังคงส่องสว่างแหวกม่านหมอกสีขาวให้เห็นรำไร
"ตีอีกครั้ง" รังเกศสั่ง
ระฆังของเรือหลักดังออกไป กังวานของมันทุ้มต่ำและหนักแน่น
พวกเขารอ
ไม่มีเสียงตอบ
รังเกศอ้าปากจะออกคำสั่งอีกชุด แต่ต้นหนกลับชี้เข้าไปในหมอกเสียก่อน
"ฝ่าบาท... แสงของพวกเขายังอยู่ตรงนั้น"
เคนมองแสงส้มเล็กๆ ที่ลอยอยู่หลังม่านขาว ระยะห่างไม่ถึงครึ่งไมล์ ใกล้พอจะมองเห็น แต่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน