ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 12: บทที่ 12 รอยแยกของกระแสน้ำ

👁️ 4 อ่าน
22px

        เกลียวคลื่นสีครามเข้มของมหาสมุทรทางทิศใต้ดูสงบนิ่งและเยือกเย็น ราวกับพายุคลั่งเมื่อคืนก่อนเป็นเพียงภาพลวงตา ทว่าความเวิ้งว้างของท้องทะเลที่ไร้ขอบเขตกลับสร้างความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด กองเรือลาดตระเวนแห่งลังกากางใบรับลมตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าตามรอยกระแสน้ำที่ลากยาวลงสู่ทิศใต้

        เคนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ใต้เพิงบังลม แผ่นหนังที่กางอยู่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนและสัญลักษณ์กระแสน้ำ หากท้าวสิลราชยังมีชีวิตและไปถึงหมู่เกาะกลุ่มตะวันตกนั้นเพียงลำพัง สิ่งที่เกิดหลังจากนั้นก็อาจไม่เหมือนสิ่งที่เขาจำได้อีก พระอภัยมณีจะยังอยู่ที่นั่นหรือไม่ เขาไม่รู้ ท้าวสิลราชจะพบชายผู้นั้นหรือไม่ เขาก็ไม่รู้

        ยิ่งคิดต่อ เคนยิ่งพบว่าความทรงจำของตนตอบคำถามได้น้อยลงทุกที

        "ฝ่าบาท"

        เสียงของรังเกศดึงเคนออกจากความคิด เขาก้าวเข้ามาหยุดข้างโต๊ะแผนที่ สีหน้าเคร่งขรึม

        "กระหม่อมคุยกับคนทั้งสี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ" รังเกศเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ

        เคนเงยหน้าขึ้น

        "พวกเขาจะให้การตรงกันว่าองค์หญิงถูกพบในภาวะตัวเย็นจัด และได้รับการช่วยชีวิตตามที่สถานการณ์อนุญาต ส่วนรายละเอียดภายใต้ผืนผ้าใบจะไม่อยู่ในรายงาน หากไม่มีผู้ใดถามโดยหน้าที่"

        "พวกเขายอมรับหรือ?"

        "พวกเขาเป็นกะลาสีของลังกา" รังเกศตอบอย่างหนักแน่น

        "รู้ดีว่าเรื่องใดควรรายงาน และเรื่องใดไม่ควรเอาไปเล่าต่อในวงเหล้า"

        เคนพยักหน้าช้าๆ

        "ขอบใจ ท่านแม่ทัพ แล้วเรื่องการค้นหาเล่า?"

        เคนเปลี่ยนประเด็น

        "ร่องรอยของเรือหลวงไปสิ้นสุดที่ใด?"

        รังเกศถอนหายใจ ชี้ปลายนิ้วหยาบกร้านลงบนจุดที่กระแสน้ำแยกออกเป็นสองสาย

        "นี่คือปัญหาพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท เมื่อเช้ามืดเราพบเศษกระดานและเสบียงลอยมาตามน้ำ ทว่าเมื่อถึงบริเวณที่กระแสน้ำสองสายมาบรรจบกัน ร่องรอยก็แตกออกจากกัน สายหนึ่งวนเข้าสู่หมู่เกาะตะวันตก อีกสายถูกดึงออกสู่ทะเลเปิดทางใต้ หากเรือหลวงสูญเสียหางเสือ พวกเขาอาจถูกพัดไปทางใดทางหนึ่ง"

        ขณะที่เคนกำลังจ้องมองรอยแยกของกระแสน้ำ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นบนดาดฟ้า สุวรรณมาลีเดินเข้ามาใต้เพิงบังลมโดยมีกะลาสีนายหนึ่งคอยประคองข้อศอก นางปัดมือเขาออกเบาๆ เมื่อยืนได้มั่นคง ทว่ามืออีกข้างยังคงยึดราวเรือไว้แน่น แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวจากความหนาวและความอ่อนล้าของคืนก่อน แผ่นหลังของนางยังคงยืดตรง

        นางไม่ได้รอให้ใครตั้งคำถาม สุวรรณมาลีขยับเข้ามาใกล้โต๊ะแผนที่ สายตาของนางกวาดมองแผ่นหนังอย่างรวดเร็ว

        "เรือพระที่นั่งออกจากผลึกพร้อมเสบียงเต็มระวาง" สุวรรณมาลีกล่าว น้ำเสียงของนางยังคงแหบพร่า

        "น้ำจืดถูกเก็บไว้ท้ายเรือมากกว่าปกติ และก่อนออกเดินทาง เสากระโดงหน้าก็เพิ่งเปลี่ยนใหม่"

        รังเกศเงยหน้าขึ้นมองสตรีสูงศักดิ์

        "เหตุใดจึงบรรทุกน้ำมากพ่ะย่ะค่ะ?"

        "เสด็จพ่อไม่ไว้ใจแหล่งน้ำตามเกาะหลังพายุฤดูที่แล้ว"

        รังเกศมองแผ่นหนังอีกครั้ง แล้วเลื่อนนิ้วจากเส้นกระแสน้ำด้านใต้กลับเข้าหาหมู่เกาะตะวันตก

        "ถ้าเรือกินน้ำลึกกว่าที่ข้าคำนวณไว้..."

        เขาไล่นิ้วไปตามแนวหมู่เกาะอีกครั้ง

        "ถ้าหนักกว่าที่ข้าคำนวณไว้ ข้าจะให้น้ำหนักเส้นทางตะวันตกมากขึ้น"

        เคนหันไปหารังเกศ

        "ข้อมูลนี้เปลี่ยนการคำนวณของท่านหรือไม่?"

        รังเกศไม่ตอบทันที เขามองแผนที่ แล้วถามสุวรรณมาลีเพิ่มเติมเรื่องเสบียง น้ำจืด และงานซ่อมที่เรือพระที่นั่งได้รับก่อนออกจากท่า ในที่สุดเขาจึงแตะปลายนิ้วลงบนเส้นทางตะวันตก

        "หากข้อมูลขององค์หญิงถูกต้อง ข้าให้น้ำหนักทางนี้มากกว่า"

        เคนพยักหน้า

        "เช่นนั้นตามทางนี้"

        รังเกศหันไปออกคำสั่งกับต้นหนเพื่อปรับทิศทางใบเรือทันที

        สุวรรณมาลีมองเคนแวบหนึ่ง เขาไม่แน่ใจว่าตนเห็นความประหลาดใจอยู่ในนั้นหรือไม่ ก่อนจะทันได้คิดต่อ นางก็หันกลับไปหาแผนที่

        "เราจะถึงหมู่เกาะเมื่อใด?"

        คำถามนั้นส่งไปถึงรังเกศ ไม่ใช่เขา

        เคนมองสุวรรณมาลีอยู่อีกครู่หนึ่ง เขาจำได้ว่านางแต่งงานกับใคร จำได้ว่านางพลัดพรากจากใคร และพอจำได้ว่าชีวิตของนางลงเอยอย่างไร แต่เขาไม่เคยจำได้เลยว่านางรู้เรื่องกรมท่า

        บางทีไม่ใช่เพราะความทรงจำของเขาเลือนราง

        บางทีเรื่องที่เขาเคยอ่านอาจไม่ได้สนใจสิ่งนี้ตั้งแต่แรก

        การค้นหายังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงบ่าย มหาสมุทรกลับมาเวิ้งว้างและว่างเปล่าอีกครั้ง สุวรรณมาลีนั่งอยู่ใกล้ราวกราบเรือแทนการยืน แผ่นหลังยังตรงเหมือนเดิม แต่สองมือประสานกันแน่นอยู่บนตัก และสายตาไม่เคยละจากเส้นขอบฟ้าไปนานนัก

        เคนอยากเดินเข้าไปหา เขาไม่แน่ใจว่าตนมีอะไรจะพูดที่ช่วยให้นางรู้สึกดีขึ้นจริงๆ และเมื่อคิดถึงคำพูดของนาง

        เมื่อเช้า เขาก็หยุดอยู่ที่เดิม เขาไม่รู้ว่าการเข้าไปตอนนี้จะเป็นการปลอบ หรือเพียงการก้าวข้ามเส้นที่นางเพิ่งขีดไว้

        ก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า เสียงตะโกนจากหอสังเกตการณ์หัวเรือก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ

        "พบเศษซากทางกราบซ้าย!"

        รังเกศไปถึงกราบเรือก่อนใคร

        กะลาสีใช้ตะขอเกี่ยวลังไม้ใบหนึ่งขึ้นจากน้ำ ฝาด้านหนึ่งแตกหายไปครึ่งแผ่น แต่ตราประทับรูปดอกไม้ที่มุมลังยังมองเห็นได้ชัดเจนแม้น้ำหมึกจะเลือนราง

        สุวรรณมาลีลุกขึ้นช้าๆ นางเดินเข้ามาใกล้ลังไม้นั้น

        "ของเรือพระที่นั่ง"

        รังเกศมองทิศที่ลังลอยมา แล้วหันกลับไปหาแผนที่

        "กระแสตะวันตก"

        เคนมองลังไม้ที่เปียกชุ่มใบนั้น ก่อนสายตาจะย้อนกลับไปยังแผนที่ เส้นทางตะวันตกยังเป็นเพียงเส้นหมึกบนแผ่นหนัง แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่ความทรงจำของเขาที่เลือก

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!