ภาพต้นท้อโบราณที่แผ่กิ่งก้านอยู่ทางทิศใต้ของเรือนสี่ประสานยังคงชัดเจน เคนขยับแว่นสายตาเล็กน้อยขณะมองออกไปนอกหน้าต่างอคริลิกของโบอิ้ง 777 เที่ยวบินดึกที่กำลังมุ่งหน้าข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ข้างนอกมีเพียงความมืดมิดอันว่างเปล่า ทว่าในหัวของชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปียังคงมีภาพงานแต่งงานที่กรุงปักกิ่งเมื่อสิบสองชั่วโมงก่อน
“พี่เคน ห้ามทำหน้าเหมือนกำลังพรีเซนต์งานให้บอร์ดบริหารฟังตอนอวยพรหนูสิคะ ยิ้มกว้างๆ หน่อย วันนี้หนูสวยที่สุดในสามโลกนะ”
เสียงหัวเราะตาหยีและท่าทางย่นจมูกเวลาที่เธอพยายามจะเถียงเขา เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้เคนเผลอยิ้มออกมามุมปาก แม้ตอนที่เธอยืนอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตา เธอก็ยังคงเป็นเด็กผู้หญิงคนเดิมที่เคยวิ่งตามหลังเขาในสวนหลังบ้านที่แวนคูเวอร์เสมอ
เขายังจำสัมผัสตอนที่สวมกอดน้องสาวก่อนขึ้นรถลีมูซีนเพื่อมาสนามบินได้ดี
“ถึงแวนคูเวอร์แล้วพิมพ์บอกหนูด้วยนะพี่... สัญญาแน่นะ?”
“สัญญาซิ พี่เคยเบี้ยวนัดเราหรือไง”
เคนดึงสายตากลับมาที่หน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะพับ ตารางการประชุมของสตาร์ทอัพเทคโนโลยีในสัปดาห์หน้าถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระบบ เขาหยิบปากกาสไตลัสขึ้นมาขีดเส้นใต้รายงานความเสี่ยงของไตรมาสถัดไป โครงสร้างต้นทุนลอจิสติกส์จำเป็นต้องถูกคำนวณใหม่และส่งให้ทีมประเมินก่อนเช้าวันจันทร์
แอร์โฮสเตสเดินผ่านไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ บรรยากาศในห้องโดยสารชั้นธุรกิจเงียบสงบ แสงไฟสีฟ้าอ่อนถูกหรี่ลง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำๆ อย่างสม่ำเสมอ
จนกระทั่ง... กลิ่นบางอย่างลอยมากระทบจมูก
มันไม่ใช่กลิ่นกาแฟคั่วบด ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศบนเครื่องบิน
แต่มันคือกลิ่นเกลือ
รสเค็มปร่าของละอองน้ำทะเลลอยปะปนอยู่ในอากาศแห้งๆ บนความสูงสามหมื่นฟุต กลิ่นของมันชัดเจนจนแสบจมูก
เคนขมวดคิ้ว มือซ้ายเอื้อมไปที่ปุ่มเรียกพนักงาน
โครม!
แรงกระแทกมหาศาลกระชากตัวเครื่องบินทั้งลำจนเพดานบินเสียศูนย์ โครงสร้างอลูมิเนียมกรีดร้องลั่น หน้ากากออกซิเจนร่วงหล่นลงมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงหวีดร้องของผู้โดยสารรอบข้าง ไฟในห้องโดยสารดับวูบ เปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นความมืดที่สั่นคลอนอย่างบ้าคลั่ง
เกิดอะไรขึ้น? เครื่องยนต์ขัดข้อง? สภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรง? เขาก้มตัวลงในท่าเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกโดยสัญชาตญาณ มือขวาควานหาสมาร์ทโฟนในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตทันที
เคท... ต้องส่งข้อความหาเคท
นิ้วโป้งพยายามกดเปิดหน้าจอ เขารู้ดีว่าที่ระดับความสูงขนาดนี้ไม่มีเสาสัญญาณใดรับคลื่นได้ แต่หากเครื่องร่อนลงฉุกเฉิน หรือหากโชคดีพอที่เสาสัญญาณภาคพื้นดินจับคลื่นได้แม้เพียงเสี้ยววินาที ข้อความอาจจะถูกส่งออกไป เขาพิมพ์ตัวอักษรอย่างรวดเร็วเพื่อบอกเธอว่าเขาอาจจะไปไม่ทันมื้อค่ำวันอาทิตย์ตามที่ได้สัญญาไว้
แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่อยู่เบื้องหลังกระจกอคริลิกสองชั้นกลับไม่ใช่ปีกเครื่องบินที่กำลังติดไฟ ไม่ใช่ก้อนเมฆ หรือแสงไฟจากแผ่นดินเบื้องล่าง
มันคือเกลียวคลื่นสีดำทะมึนของมหาสมุทรที่กำลังม้วนตัวเข้าหาหน้าต่าง
มวลน้ำมหาศาลกระแทกเข้าทำลายกระจกห้องโดยสาร รสเค็มจัดและเย็นเยียบพุ่งทะลักเข้ามากลืนกินทุกสรรพเสียง เคนกลั้นหายใจ แรงดันน้ำมหาศาลอัดกระแทกหน้าอกจนปวดร้าว เขากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“พี่เคน... สัญญาแน่นะ?”
เสียงของเคทดังแทรกเข้ามาในหัว ท่ามกลางเสียงคำรามของสายน้ำ สติสัมปชัญญะของเขาจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
เสียงคำรามของเกลียวคลื่นถูกยืดออกจนกลายเป็นเสียงอื้ออึงที่ไร้ความหมาย ร่างของเขาเบาหวิวราวกับถูกเหวี่ยงหมุนลงสู่ห้วงลึกที่ไร้แสงสว่าง ความรู้สึกเหมือนกำลังร่วงหล่นจากที่สูงโดยไม่มีจุดตกกระทบ ดำเนินไปอย่างยาวนานจนมิติของเวลาสูญเสียความหมายไปอย่างสิ้นเชิง
แล้วกลิ่นแรกที่ปลุกให้ลืมตาตื่น ไม่ใช่น้ำมันเครื่องบินหรือควันไฟ แต่มันคือกลิ่นยางไม้ไหม้ไฟ ผสมกับความเค็มจัดของลมทะเลที่พัดผ่านผ้าชื้นๆ
เคนสูดหายใจเฮือกใหญ่ สัมผัสแรกคือความสากของผ้าห่มหนาหนักที่คลุมทับอยู่บนอก เขาพยายามยันตัวขึ้น แต่แผ่นหลังปวดร้าวราวกับถูกทุบด้วยของแข็งจนกล้ามเนื้อฉีกขาด
เสียงที่ดังแว่วเข้ามา ไม่ใช่เสียงไซเรนของรถพยาบาล หรือเสียงวิทยุสื่อสารของหน่วยกู้ภัย แต่มันคือเสียงไม้กระดานแผ่นหนาเสียดสีกันดังก้อง เสียงคนตะโกนสั่งการอยู่ไกลๆ และเสียงระฆังทองเหลืองที่ถูกตีเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมผสานไปกับเสียงคลื่นกระทบแนวหินของป้อมปราการ
เคนกวาดสายตาในแสงสลัวของห้องกว้าง มือขวายังคงกำแน่นด้วยสัญชาตญาณ... แต่มันว่างเปล่า
โทรศัพท์ของเขาหายไปแล้ว
เขาก้มลงมองมือตัวเองเพื่อหาบาดแผลจากการกระแทก เผื่อว่าโทรศัพท์อาจจะหลุดมือไปตอนที่เขาหมดสติในน้ำ
แต่นั่น... ไม่ใช่มือของเขา
นิ้วเรียวยาวแบบเดิม แต่ผิวกลับคร้ามแดดเข้มจัด มีรอยด้านหนาเตอะที่ง่ามนิ้วและฝ่ามือเหมือนคนที่กำเชือกหยาบหรือด้ามอาวุธมาตลอดชีวิต และที่นิ้วชี้ข้างขวา… มีแหวนทองคำสลักลวดลายอัญมณีสีมรกตวงใหญ่สวมอยู่
เขาไม่เคยใส่แหวน และไม่เคยมีแผลเป็นทางยาวที่พาดผ่านหลังมือแบบนี้
“ฝะ... ฝ่าบาท...”
เสียงทุ้มต่ำเจือความสั่นเทาดังขึ้นจากปลายเตียง ชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรสีหม่นคุกเข่าอยู่บนพื้นไม้กระดาน ศีรษะก้มต่ำจนแทบชิดพื้น ท่าทางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“แพทย์หลวงแจ้งว่า พระอาการไข้ป่าของพระองค์ ทุเลาลงแล้ว ตะ... แต่ทว่า ทางฝั่งท่าเรือตะวันตก... มะ... แม่ทัพเรือยังคงรอรับสั่งอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เคนชะงัก ไข้ป่า? ทุเลาลง? สมองของเขาประมวลผลชุดข้อมูลนั้นอย่างรวดเร็ว เขาเพิ่งเผชิญกับเครื่องบินตกเมื่อไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา ทว่าชายคนนี้กลับพูดราวกับว่าเขาล้มป่วยและนอนไม่ได้สติมาแล้วหลายวัน เวลาของเขาหายไปไหน?
ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาที่อีกฝ่ายใช้ มันคือภาษาไทย แต่ไวยกรณ์ จังหวะการออกเสียง และการเลือกใช้คำศัพท์ฟังดูแปร่งหูและยืดยาด สมองของเขาต้องใช้เวลาเสี้ยววินาทีในการประมวลผลรูปประโยคประหลาดนั้น แม้จะเข้าใจความหมาย แต่ความรู้สึกคุ้นเคยกลับขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง
"คุณ... พูดเรื่องอะไร?" เคนเค้นเสียงถาม สายตากวาดประเมินระยะห่างระหว่างเตียงกับประตูบานไม้ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
"โทรศัพท์ผมอยู่ไหน? ใครพาผมมาที่นี่?"
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
“พระองค์ รับสั่งสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ? ทรงจำกระหม่อมไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคือราชเลขา...”
ชายคนนั้นละล่ำละลัก ก่อนจะรีบหมอบลงไปแนบพื้นอีกครั้ง ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
“ทรงพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายอุศเรน”
‘อุศเรน?’
ชื่อนั้นดังกระทบโสตประสาท มันเป็นคำศัพท์ที่ว่างเปล่า ไม่มีความหมายใดๆ ในสารบบความทรงจำของชีวิตในยุคปัจจุบันของเขาเลยแม้แต่น้อย
เคนยังคงจำรอยยิ้มของเคทที่ปักกิ่งได้ จำสัมผัสของแท็บเล็ตบนเครื่องบินได้ จำความรู้สึกตอนกำโทรศัพท์แน่นเพื่อจะพิมพ์ข้อความหาเคทได้
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ราชเลขาเอ่ยชื่อนั้นจบ กล้ามเนื้อแผ่นหลังของเขากลับยืดตรงขึ้นโดยอัตโนมัติ มือขวาที่เต็มไปด้วยรอยด้านขยับไปวางพักบนหน้าตักด้วยท่วงท่าที่สง่างามและทรงอำนาจอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เคนพยายามจะสั่งให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวกลับมาในท่าทางระมัดระวังแบบเดิม แต่กระดูกและเส้นเอ็นกลับดื้อรั้น มันล็อกตัวเองอยู่ในท่วงท่าของผู้นำอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับร่างกายนี้มีสัญชาตญาณของมันเองและกำลังปฏิเสธคำสั่งจากจิตใจของเขา
ความสยองขวัญเงียบงันแล่นปราดเข้าสู่ไขสันหลัง เคนตวัดสายตาไปข้างเตียง บนโต๊ะไม้เตี้ยมีอ่างสำริดใส่น้ำสะอาดสำหรับชำระล้างวางอยู่ เขาฝืนเกร็งคอ ชะโงกหน้ามองลงไปที่ผิวน้ำซึ่งสั่นไหวเล็กน้อยจากลมทะเล
และนั่นคือวินาทีที่ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก
เงาที่สะท้อนกลับมาบนผิวน้ำ ไม่ใช่ใบหน้าของซีอีโอวัยสามสิบห้าปีจากแวนคูเวอร์ ทว่ามันคือใบหน้าคมคายของชายแปลกหน้า นัยน์ตาสีเข้มดุดันที่จ้องมองกลับมานั้น เป็นนัยน์ตาของคนที่คุ้นเคยกับการสั่งเป็นสั่งตายผู้คนมาทั้งชีวิต