ลมหายใจสุดท้ายแห่งลังกา (The Last Breath of Lanka)

ตอนที่ 10: บทที่ 10 ระยะห่างที่เหลืออยู่

👁️ 3 อ่าน
22px

        เปลือกตาของสุวรรณมาลีขยับเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า

        ในคราแรก ดวงตาคู่นั้นยังไม่อาจจับภาพสิ่งใดได้ชัดเจน นางเพียงกะพริบตาถี่ๆ ราวกับพยายามแยกแยะความมืดมิดของเวิ้งหินออกจากความมืดที่นางเพิ่งหลุดพ้นมา

        เคนนิ่งขึงอยู่กับที่ เขาไม่เอ่ยเรียกชื่อนางอีก ไม่กระชับอ้อมแขน เพียงเฝ้ามอง จนกระทั่งแววตาที่พร่าเลือนของนางเริ่มมีจุดหมาย

        แล้วมาหยุดลงบนใบหน้าของเขา

        ความสับสนฉายชัดขึ้นเป็นลำดับแรก จากนั้นประสาทสัมผัสอื่นจึงเริ่มทำงาน เสียงเกลียวคลื่นที่ซัดสาดอยู่ไม่ไกล ผืนผ้าใบหยาบกระด้างที่พันห่อรอบกาย ลมหายใจอุ่นจัดของคนตรงหน้าที่เป่ารดใกล้เกินกว่าระยะสนทนาปกติ มือข้างหนึ่งซึ่งประคองอยู่กลางแผ่นหลัง อีกมือรองรับอยู่หลังต้นคอ...

        และความจริงที่ว่า ระหว่างลำตัวของคนทั้งสอง แทบไม่มีสิ่งใดขวางกั้น

        ดวงตาของสุวรรณมาลีเบิกกว้าง ร่างในอ้อมแขนเกร็งสะท้านขึ้นทันที

        เคนปล่อยมือ รวดเร็วเกินกว่าความคิด

        เขาขยับถอยออกไปเท่าที่ผืนผ้าใบแคบๆ จะเปิดทางให้ ทว่าเพียงแค่ช่องว่างเล็กๆ บังเกิดขึ้น ลมทะเลเย็นเฉียบก็แทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างคนทั้งสองทันที

        สุวรรณมาลีสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะสำลักและไอออกมา

        "อย่าเพิ่งขยับแรง" เสียงของเคนแหบพร่า

        นางเงยหน้าขึ้นมองเขา เคนยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้แตะต้องตัวนางอีก

        "ฟังข้าก่อน"

        มือของสุวรรณมาลีที่เลื่อนลงไปคว้าจับผ้าคลุมตัวหยุดชะงัก นางยังไม่เอ่ยสิ่งใด

        เคนสูดลมหายใจ ตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมา เขารอคอยให้วินาทีนี้มาถึง ทว่าเมื่อมันมาถึงจริงๆ เขากลับพบว่าไม่มีถ้อยคำประดิดประดอยใดที่จะทำให้คำอธิบายนี้ฟังดูง่ายดายขึ้นได้เลย

        "ตอนเราพบท่าน ท่านไม่หายใจ"

        แววตาของนางเปลี่ยนไป เคนพูดต่อ

        "ข้าหาชีพจรไม่พบแน่ชัด จึงต้องช่วยให้ท่านหายใจ แล้วกดหน้าอกจนลมหายใจกลับมา"

        สุวรรณมาลีก้มลงมองตัวเอง ราวกับเพิ่งรับรู้ถึงความเจ็บร้าวที่แล่นริ้วอยู่กลางอก มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะเหนือกระดูกหน้าอกอย่างแผ่วเบา... แล้วนางก็ชะงักงัน

        สายตาเลื่อนกลับมาสบกับเขา

        "ช่วยให้ข้าหายใจ..."

        เคนรู้ทันทีว่านางกำลังถามถึงสิ่งใด

        "ใช่"

        เขาไม่หลบสายตา

        "ข้าต้องเป่าลมหายใจให้ท่าน"

        ความเงียบทิ้งตัวลงมาอีกครั้ง สุวรรณมาลีไม่ได้เอ่ยถามว่ากระทำอย่างไร ไม่จำเป็น ปลายนิ้วของนางแตะลงบนริมฝีปากตนเองชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะค่อยๆ ลดมือลง

        เคนมองเลยออกไปทางผ้าใบ ปล่อยให้นางมีเวลาซึมซับและรับรู้ความจริงข้อนั้นด้วยตนเอง

        "หลังจากท่านกลับมาหายใจ ตัวท่านยังเย็นจัด" เขาเอ่ยต่อเมื่อแน่ใจว่านางยังคงรับฟัง

        "เสื้อผ้าเปียกทั้งหมด"

        คราวนี้มือที่กำชายผ้าของนางกระชับแน่นขึ้น เคนมองเห็นมัน

        "ข้าเอาผ้าเปียกออก"

        เขาหยุดเพียงอึดใจ

        "ทั้งหมด"

        สุวรรณมาลีหลับตาลง

        เคนไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ ด้านนอกมีเสียงก้อนหินถูกลากไปบนพื้นทราย เสียงเชือกตึงรั้งตามแรงลม แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความเงียบงัน

        หญิงสาวลืมตาขึ้นอีกครั้ง

        "แล้วเหตุใด..." เสียงของนางแหบพร่าจนต้องหยุดสูดลมหายใจ

        "เหตุใดเราจึงยังอยู่เช่นนี้"

        เคนหลุบตาลงมองผืนผ้าที่ห่อหุ้มรอบตัวคนทั้งคู่

        "ไฟยังไม่ติด" เขาตอบ

        "และตัวท่านยังเย็นอยู่มาก"

        สุวรรณมาลีก้มมองมือของตนเอง ปลายนิ้วยังคงสั่นระริก นางพยายามกำมือ คลายออก แล้วกำใหม่อีกครั้ง

        "ถ้าเราแยกออกจากกันตอนนี้" เคนกล่าวเรียบๆ

        "ท่านจะสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น และเรามีผ้าแห้งไม่มากพอ"

        นางเงยหน้าขึ้น

        "แล้วถ้าข้าต้องการให้ท่านถอยเล่า"

        เคนตอบกลับทันที

        "ข้าจะถอย"

        สุวรรณมาลีนิ่งไป

        "แม้ท่านจะคิดว่ามันอันตรายต่อข้า? "

        "ข้าจะเตือนว่ามันเสี่ยง"

        "แต่ท่านก็จะถอย?"

        "ใช่"

        คำตอบนั้นทำให้นางจดจ้องใบหน้าเขานานนับอึดใจ เคนไม่อาจเดาได้ว่านางกำลังค้นหาสิ่งใดจากแววตาของเขา จนในที่สุดสุวรรณมาลีจึงเอ่ยถาม

        "เหตุใด"

        คราวนี้เขาเป็นฝ่ายไม่เข้าใจ

        "เหตุใดอะไร"

        "เหตุใดเมื่อคืนท่านจึงตัดสินใจแทนข้าได้... แต่ตอนนี้กลับไม่ได้"

        คำถามนั้นทำให้เคนชะงัก เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง

        "เมื่อคืนท่านไม่หายใจ" เขาตอบช้าๆ ชัดเจน

        "ถ้าข้ามัวรอให้ท่านอนุญาต ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้อนุญาตอะไรอีกเลย"

        สุวรรณมาลีไม่ละสายตา

        "แต่ตอนนี้ท่านลืมตาแล้ว" เคนกล่าวต่อ

        "ท่านพูดได้... ดังนั้น ข้าไม่มีสิทธิเลือกแทนท่านอีกแล้ว"

        ลมทะเลกระโชกปะทะผ้าใบอีกระลอก ชายผ้าด้านหนึ่งปลิวเปิดขึ้นเล็กน้อย ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้ามาจนสุวรรณมาลีสะท้านสั่น ไหล่ของนางสั่นแรงขึ้นทันที

        เคนขยับตัวตามสัญชาตญาณ มือเกือบจะยื่นไปรั้งตัวนางไว้ แต่เขาสั่งตัวเองให้หยุด... มือค้างอยู่กลางอากาศ

        สุวรรณมาลีมองเห็นการกระทำนั้น ทั้งสองนิ่งขึงอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง สุดท้ายนางจึงเอื้อนเอ่ย

        "ข้าหนาว"

        "ข้ารู้"

        "แต่ท่านยังไม่ขยับ"

        เคนลดมือลงวางบนเข่า

        "ข้ากำลังรอ"

        "รออะไร"

        "คำตอบของท่าน"

        ดวงตาของสุวรรณมาลีจับจ้องอยู่บนใบหน้าเขา จากนั้นนางจึงหลุบมองช่องว่างเล็กๆ ที่กางกั้นระหว่างคนทั้งสอง ลมหนาวยังคงพัดลอดเข้ามาตรงนั้น

        นางสูดลมหายใจเข้าช้าๆ... ก่อนจะขยับตัวเข้ามาหาเขา เพียงเล็กน้อย

        เคนยังคงไม่ขยับ สุวรรณมาลีจึงขยับเข้ามาใกล้อีก... จนช่องว่างนั้นสลายไป

        "เช่นนี้... พอหรือยัง" เสียงของนางแผ่วเบาแทบกระซิบ

        เคนยังคงวางมือนิ่ง

        "ถ้าท่านเป็นคนเลือก"

        สุวรรณมาลีเงยหน้าขึ้นสบตา

        "ข้าเลือก"

        เพียงสองคำนั้น ความเงียบในเวิ้งหินก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

        เคนค่อยๆ ยกท่อนแขนขึ้น เชื่องช้าพอให้นางมองเห็นทุกจังหวะการเคลื่อนไหว มือหนึ่งวางประคองกลับลงไปที่กลางแผ่นหลัง อีกมือสอดเข้ารองรับใต้ต้นคอ ตำแหน่งเดิมกับเมื่อคืน

        สุวรรณมาลีไม่ได้ถอยหนี

        เขาจึงรวบดึงผ้าแห้งเข้ามาห่อหุ้มรอบคนทั้งสองไว้อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีสิ่งใดในท่วงท่าที่ผิดแผกไปจากเมื่อหลายชั่วยามก่อน

        ทว่า... ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

        เมื่อคืน เขารับรู้เพียงความเย็นเยียบจากร่างที่ไร้สติ แต่ยามนี้ เขารับรู้ได้ถึงทุกจังหวะที่สุวรรณมาลีสูดลมหายใจ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อบริเวณไหล่เกร็งตัวเมื่อคนทั้งสองขยับเข้าใกล้เกินไป ทุกครั้งที่นางต้องขยับปรับองศาศีรษะแล้วชะงักค้าง ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าปลายคางของตนอยู่ห่างจากลำคอของเขาเพียงใด

        อย่างน้อยจากท่าทีของนาง เคนก็ไม่คิดว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ตระหนักถึงระยะห่างนั้น

        เคนเบือนหน้าออกไปทางผ้าใบ เงาของกะลาสีทั้งสี่ยังคงทอดทาบอยู่ด้านนอก ทุกเงาหันหลังให้... ดี เขาจดจ้องเงาเหล่านั้นราวกับมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก เสียงคลื่น เสียงเชือก เสียงก้อนหิน... สนใจอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ความจริงว่าตอนนี้สุวรรณมาลีกำลังมีสติอยู่ในอ้อมแขนของเขา

        สุวรรณมาลีไอขึ้นเบาๆ

        เคนก้มหน้าลงมองทันที

        "หายใจลำบากหรือไม่"

        นางส่ายหน้า

        "เจ็บ"

        "ตรงหน้าอก?"

        "อืม"

        เคนเผลอขมวดคิ้ว

        "น่าจะจากตอนที่ข้ากดหน้าอก"

        สุวรรณมาลีช้อนตาขึ้นมอง

        "ท่านกดแรงมากเชียวหรือ"

        เคนนิ่งไปครู่หนึ่ง

        "แรงพอที่จะหวัง... ว่ามันจะได้ผล"

        คำตอบนั้นทำให้มุมปากของนางขยับขึ้นเล็กน้อย ไม่ถึงกับเป็นรอยยิ้ม แต่ก็ใกล้เคียงกว่าทุกครั้งก่อนหน้า

        "ฟังดูไม่เหมือนคำขอโทษเลยนะ"

        "ข้าขอโทษไปแล้ว"

        "เมื่อใดกัน"

        เคนชะงัก

        "ตอนที่ท่านยังไม่ได้สติ"

        คราวนี้สุวรรณมาลีเป็นฝ่ายนิ่งไปบ้าง

        "ข้าไม่ได้ยิน"

        "ข้ารู้"

        "เช่นนั้นท่านจะพูดไปทำไม"

        เคนไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่

        "เพราะข้ารู้ว่า อย่างไรเสียท่านก็ต้องตื่นขึ้นมารับรู้สิ่งที่ข้าทำลงไปในภายหลัง"

        แววตาของสุวรรณมาลีเปลี่ยนไปอีกครั้ง นางจ้องมองเขานานเสียจนเคนเริ่มไม่แน่ใจว่าตนควรพูดอะไรต่อ สุดท้ายหญิงสาวจึงหลุบสายตาลง

        "ท่านคิดว่าข้าจะโกรธหรือ"

        "เป็นสิทธิของท่าน"

        "ข้าถามว่าท่านคิดหรือไม่"

        เคนผ่อนลมหายใจเบาๆ

        "คิด"

        "กลัวหรือ"

        เขาเกือบตอบปฏิเสธ แต่ไม่มีเหตุผลต้องโกหกเรื่องนี้

        "นิดหน่อย"

        สุวรรณมาลีเงยหน้าขึ้น

        "นิดหน่อย?"

        "มากกว่านิดหน่อย"

        มุมปากของนางขยับอีกครั้ง คราวนี้เคนเห็นชัดเจน รอยยิ้มพาดผ่านเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป

        "อย่างน้อยท่านก็ยังรู้จักกลัว"

        "คืนนี้... ข้ากลัวมาหลายอย่างแล้ว"

        สุวรรณมาลีเงียบลง

        "กลัวว่าข้าจะโกรธ?"

        "นั่นก็เรื่องหนึ่ง"

        "แล้วอีกเรื่องเล่า?"

        เคนไม่ได้ตอบในทันที เขานึกถึงร่างใต้ฝ่ามือที่ไม่ตอบสนอง นึกถึงลมหายใจสองครั้งที่ส่งเข้าไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น นึกถึงคำว่า 'กลับมา' ที่หลุดออกจากปากครั้งแล้วครั้งเล่า

        "กลัวว่าท่านจะไม่ตื่นขึ้นมาให้โกรธ"

        ถ้อยคำนั้นหลุดร่วงออกไปก่อนที่เขาจะทันได้ห้ามตัวเอง

        สุวรรณมาลีนิ่งงัน เคนเองก็นิ่งขึง ด้านนอก คลื่นลูกหนึ่งโถมซัดโขดหินแตกกระจายเป็นเสียงยาว ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอยู่นานนับอึดใจ

        ในที่สุด สุวรรณมาลีจึงค่อยๆ ขยับศีรษะลง หน้าผากมนแทบจะสัมผัสบริเวณหัวไหล่เขา

        "ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย"

        "ข้าเห็นแล้ว"

        "เช่นนั้นก็เลิกทำหน้าเหมือนคนเพิ่งเสียเมืองเสียที"

        เคนก้มมองนาง เขาไม่แน่ใจว่านางกำลังล้อหรือไม่ แต่ประโยคนั้นก็ทำให้บางอย่างที่ตึงอยู่ในอกคลายลง

        "ข้าจะพยายาม"

        ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไม่ได้หนักอึ้งเหมือนเก่า

        เวลาค่อยๆ ไหลผ่าน อาการสั่นของสุวรรณมาลีลดลงอย่างช้าๆ จากในคราแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงแรงสะท้านแทบจะทุกลมหายใจ ต่อมามันเหลือเพียงเป็นระยะ แล้วห่างขึ้น

        เคนพลิกหลังมือแตะลงบนต้นคอของนางอย่างระมัดระวัง ก่อนปลายนิ้วจะสัมผัส เขาหยุด

        สุวรรณมาลีมองเห็น

        "ตรวจเถิด"

        เขาจึงแตะ ผิวยังเย็น แต่ไม่เย็นจัดเหมือนก่อน

        "ดีขึ้น" เคนกล่าว

        "เท่าใดหรือ"

        "ไม่มีเครื่องวัด"

        "เช่นนั้นท่านรู้ได้อย่างไร"

        "ตอนแรกแตะท่านแล้ว... เหมือนแตะหินเปียก"

        สุวรรณมาลีเงยหน้าขึ้นทันที

        "นี่ท่านกำลังเปรียบเทียบข้ากับก้อนหินหรือ"

        เคนเพิ่งตระหนักได้ว่าพลั้งปากอะไรออกไป

        "ก้อนหิน... ที่ยังหายใจได้"

        ดวงตาของสุวรรณมาลีหรี่ลง เคนจ้องมองกลับ คราวนี้เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากนางจริงๆ เบามาก และลงท้ายด้วยอาการไอจนเคนต้องรีบหยุดตัวเองไม่ให้หัวเราะตาม

        "อย่าหัวเราะนะ"

        "ท่านเป็นคนพูด"

        "ข้าผิดเอง"

        "อย่างน้อยท่านก็ยอมรับ"

        นางสูดลมหายใจช้าๆ รอให้อาการเจ็บกลางอกลดลง หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอีกพักใหญ่

        เสียงเกลียวคลื่นเริ่มสงบลง ลมที่เคยกรรโชกตีผ้าใบจนพับผับอยู่ตลอด ลดทอนลงเหลือเพียงเสียงครืดคราดเบาๆ เป็นครั้งคราว

        สุวรรณมาลีหลับตาลง

        เคนมองทันที

        "อย่าเพิ่งหลับ"

        เปลือกตานางเปิดขึ้นอีกครั้ง

        "เหตุใด"

        "ข้ายังไม่แน่ใจว่าท่านดีพอแล้วหรือยัง"

        "แต่ข้าเหนื่อย"

        "ข้ารู้"

        "แล้วท่านจะให้ข้านั่งมองหน้าท่านไปจนเช้าหรืออย่างไร"

        เคนนิ่งไปนิด

        "มองสิ่งอื่นก็ได้"

        สุวรรณมาลีกวาดสายตามองไปรอบเวิ้งหิน ผ้าใบ... ก้อนหิน... เงากะลาสี... แล้วกลับมาที่เขา

        "ไม่มีสิ่งใดน่ามองนักหรอก"

        เคนรู้สึกว่าคำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่ตอบ จึงทำเช่นนั้น

        สุวรรณมาลีจ้องมองเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงใหม่

        "ข้าไม่ได้หมดสติ"

        "ข้าจะรู้ได้อย่างไร"

        "ถ้าท่านเรียก ข้าจะตอบ"

        "ถ้าไม่ตอบเล่า?"

        "ท่านค่อยปลุกข้า"

        "ปลุกอย่างไร"

        ดวงตาของนางเปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทั้งสองชะงักพร้อมกัน เพราะคำถามธรรมดากลับมีความหมายบางอย่างขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ

        เคนเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

        "ข้าจะเรียก"

        สุวรรณมาลีไม่ได้พูดอะไร แต่เขาเห็นรอยยิ้มเล็กๆ อีกครั้งก่อนนางจะหลับตาลง ไม่นานศีรษะของนางก็โอนอ่อนเอนซบลงมาพิงเขามากขึ้นตามน้ำหนักตัว

        เคนยังคงมองจังหวะการหายใจ สม่ำเสมอ เขาทดลองเรียกชื่อนางเบาๆ

        "สุวรรณมาลี"

        "อืม..." คำตอบมาแทบจะทันที

        เคนจึงปล่อยให้นางพัก

        เวลาผ่านไปอีกนาน เขาไม่รู้ว่ากี่นาทีหรือกี่ชั่วยาม บางครั้งด้านนอกมีเสียงรายงานระดับน้ำ บางครั้งกะลาสีขยับดึงเชือกหรือก้อนหิน แต่ไม่มีใครเข้ามารบกวน

        ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ผ้าใบค่อยๆ อุ่นขึ้น จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง เคนเริ่มพบปัญหาใหม่

        ตอนนี้ความร้อนของสุวรรณมาลีไม่ได้หายออกไปทันทีเหมือนก่อน ลมหายใจสม่ำเสมอ อาการสั่นแทบหยุดแล้ว มือของนางไม่เย็นจัด เหตุจำเป็นที่ทำให้คนทั้งสองต้องอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้กำลังหมดลง

        เคนรู้ และเพราะรู้ เขาจึงเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่ก่อนหน้านี้สามารถเพิกเฉยได้

        กลิ่นเกลือในเรือนผมของนาง ความอุ่นของลมหายใจบริเวณลำคอ น้ำหนักของศีรษะที่พิงอยู่กับตัวเขา ระยะห่างที่แทบไม่มีอยู่ระหว่างคนทั้งสอง

        ก่อนหน้านี้ทุกสิ่งมีคำอธิบาย ปากของเขาสัมผัสนาง เพราะนางไม่หายใจ มือของเขากดกลางอก เพราะหัวใจอาจหยุดทำงาน อาภรณ์ถูกถอดออก เพราะมันเปียก ร่างทั้งสองแนบกัน เพราะต้องรักษาความร้อน

        ทุกอย่างมีเหตุผล แต่เหตุผลเหล่านั้นกำลังหมดลงทีละข้อ

        และสิ่งที่ทำให้เคนไม่สบายใจคือ เขาไม่ได้รู้สึกโล่งใจเท่าที่ควร

        เขามองผ้าใบเบื้องหน้า ควรถอย ความคิดนั้นชัดเจน ตอนนี้นางน่าจะทนได้แล้ว

        เคนขยับแขนออกช้าๆ ทันทีที่อ้อมแขนคลาย สุวรรณมาลีก็ลืมตา

        "มีอะไร"

        "ท่านอุ่นขึ้นแล้ว"

        นางกะพริบตา

        "ดีมิใช่หรือ"

        "ดี"

        "แล้ว?"

        เคนมองช่องว่างที่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้น

        "ข้าคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันเท่าเดิมแล้ว"

        สุวรรณมาลีนิ่งไป นางลองยื่นมือออกจากผ้าที่ห่ออยู่ ลมภายในเวิ้งหินยังเย็น แต่ไม่กัดผิวเหมือนหลายชั่วยามก่อน นางดึงมือกลับ

        "เช่นนั้นท่านจะถอยหรือ"

        "ถ้าท่านไม่ต้องการความร้อนแล้ว"

        สุวรรณมาลีมองเขา คำตอบควรเกิดขึ้นง่ายๆ เคนรู้ เขาเองก็ควรขยับออก นางเองก็ควรดึงผ้ามาคลุมตัวแล้วปล่อยให้ระยะห่างกลับมาเป็นปกติ

        ไม่มีเหตุผลทางกายเหลือมากพอจะบังคับพวกเขาแล้ว

        แต่หลายอึดใจผ่านไป ไม่มีใครขยับ

        สุวรรณมาลีก้มมองชายผ้าที่คลุมตัวอยู่

        "ข้างนอกยังหนาว"

        "ยังหนาว"

        "ถึงจะไม่เท่าเดิม"

        "ใช่"

        นางเงียบ เคนรอ สุดท้ายสุวรรณมาลีจึงพูด

        "อีกสักพัก"

        เขาควรตอบทันที กลับต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง

        "ได้"

        เคนกลับมานั่งในตำแหน่งเดิม แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ดึงนางเข้าหาตัว สุวรรณมาลีเป็นฝ่ายขยับ ช้าๆ มีสติอยู่ทุกขณะ

        นางขยับเข้ามาจนไหล่แตะกับอกเขา หยุด เงยหน้าขึ้น เคนมองนาง ไร้ซึ่งคำพูดใดเกิดขึ้น เขายกแขนขึ้นเล็กน้อย แล้วรอ

        สุวรรณมาลีไม่ถอย นางกลับเอนเข้ามาอีกนิดหนึ่ง เพียงเท่านั้น เคนจึงวางมือกลับลงกลางแผ่นหลัง

        ความใกล้ชิดครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งก่อนหน้า ไม่ใช่เพราะร่างกายอยู่ใกล้กว่าเดิม เมื่อคืนใกล้กว่านี้เสียอีก แต่เมื่อคืนไม่มีคำถามให้เลือก ตอนนี้มี และนางเลือกแล้ว

        ทั้งสองนั่งอยู่เช่นนั้นโดยไม่มีใครพูด ความเงียบค่อยๆ ยาวขึ้น เคนไม่รู้ว่าตนกำลังรออะไร บางทีไม่ได้รออะไรเลย

        สุวรรณมาลีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เพียงเพราะต้องการเปลี่ยนท่า หรือเพราะเหตุอื่น เขาไม่รู้ ใบหน้าของนางอยู่ใกล้จนเขารับรู้ได้ถึงลมหายใจทุกครั้ง

        ดวงตาคู่นั้นมองเขา ไม่มีความตื่นตระหนกเหมือนตอนแรก ไม่ได้ถาม ไม่ได้หลบ เคนพบว่าตัวเองหยุดหายใจไปชั่วขณะ

        ระยะห่างเหลือเพียงน้อยนิด น้อยพอให้เขารู้ว่า ถ้าคนใดคนหนึ่งขยับเข้าไปอีก

        เขาหยุดความคิดตรงนั้น มือที่กลางหลังของนางไม่ได้ขยับ สุวรรณมาลีก็ไม่ขยับเช่นกัน คนทั้งสองสบตากันอยู่เพียงครู่เดียว ไม่มีใครขยับเข้าหา และไม่มีใครเป็นฝ่ายถอย

        แล้วเสียงกะลาสีด้านนอกก็ดังขึ้น

        "ฝ่าบาท น้ำเริ่มลดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

        เคนกะพริบตา โลกภายนอกกลับเข้ามาในเวิ้งหินทันที

        "อีกนานหรือไม่กว่าจะลงเรือได้" เขาถามโดยไม่ละสายตาจากผ้าใบ

        "ยังต้องรออีกพักหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ"

        "เฝ้าต่อไป"

        "พ่ะย่ะค่ะ"

        เมื่อความเงียบกลับมาอีกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็หายไปพร้อมกับมัน หรืออย่างน้อยทั้งสองคนต่างทำเหมือนมันหายไปแล้ว

        สุวรรณมาลีลดสายตา เคนมองออกไปทางอื่น ไม่มีใครพูดถึงระยะห่างที่เกือบหายไปทั้งหมด

        เวลาค่อยๆ ผ่านต่อ หลังจากนั้นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก ไม่มีใครขยับเข้าใกล้กว่าเดิม ไม่มีใครถามถึงสิ่งที่เกือบเกิด

        สุวรรณมาลีพักอยู่ในอ้อมแขนเขาเป็นช่วงๆ เมื่อเคนเรียก นางยังตอบทุกครั้ง อาการสั่นหายไปเกือบหมด ลมหายใจมั่นคงขึ้น ผิวเริ่มมีความอุ่นกลับมา

        จนกระทั่งสีดำเหนือทะเลเริ่มบางลงอย่างแทบมองไม่เห็น เคนสังเกตเห็นก่อน ไม่ใช่แสงอาทิตย์ เพียงความมืดที่ไม่เข้มเท่าเดิม รุ่งเช้ากำลังมา

        เขาก้มมองสุวรรณมาลี

        "น่าจะถึงเวลาลองแยกกันแล้ว"

        คราวนี้นางไม่คัดค้าน สุวรรณมาลีพยักหน้า

        "อืม"

        เคนคลายแขนออกช้าๆ นางขยับออกจากตัวเขา ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองกลับมา ครั้งนี้ลมที่เข้าแทนที่ไม่ได้รุนแรงพอจะทำให้นางสั่นอีก

        ‘ดี’

        เคนควรรู้สึกโล่งใจ เขากลับรู้สึกถึงความว่างอย่างประหลาดในบริเวณที่เมื่อครู่ยังมีร่างอีกคนแนบอยู่ จึงรีบหันไปหยิบผ้าแห้งที่กะลาสีส่งเข้ามา

        "ท่านน่าจะสวมสิ่งนี้ได้แล้ว"

        สุวรรณมาลีรับไป เคนหยิบเสื้อคลุมของลังกาอีกชิ้นส่งให้นางโดยไม่มองตรงๆ

        "ตัวนี้แห้งกว่า"

        นิ้วของทั้งสองสัมผัสกันเพียงชั่วขณะตอนรับผ้า ไม่มีใครชักมือหนีอย่างรีบร้อน แต่ก็ไม่มีใครปล่อยให้มันนานกว่านั้น

        สุวรรณมาลีดึงเสื้อคลุมเข้าหาตัว

        "หันไป"

        คำสั่งสั้นๆ กลับทำให้เคนเกือบยิ้ม

        "ได้"

        เขาหันหลังให้นางทันที

        ด้านหลัง เสียงสวบสาบของเสื้อผ้าหยุดลง

        "อุศเรน"

        "ว่าอย่างไร"

        สุวรรณมาลีเงียบไปครู่หนึ่ง

        "ไม่มีอะไร"

        เคนไม่ได้หันกลับไปมอง

        "ได้"

        ด้านนอก เสียงคลื่นค่อยๆ อ่อนกำลังลง ความมืดเหนือทะเลเริ่มเจือด้วยสีเทาทีละน้อย ราตรียาวนานกำลังจะสิ้นสุดลง

        ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองกลับคืนมาแล้ว แต่มันไม่เหมือนระยะห่างก่อนพายุอีกต่อไป

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!