แสงอาทิตย์สีเทาหม่นแทรกซึมผ่านรอยแยกของโขดหิน เผยให้เห็นละอองน้ำเค็มที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศเย็นเยียบ พายุได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นที่ซัดกระแทกฝั่งอย่างเชื่องช้า
เคนหันหน้าออกไปทางช่องหินขณะจัดเสื้อผ้าของตนเอง ปล่อยให้นางมีพื้นที่เท่าที่ผืนผ้าใบแคบๆ จะอนุญาต สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมีเหตุผลรองรับทุกขั้นตอน เขารู้เรื่องนั้นดี แต่เหตุผลไม่ได้ทำให้ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นหายไป และไม่ได้หมายความว่าสุวรรณมาลีจะมองมันอย่างเดียวกับเขา
นอกจากเขากับสุวรรณมาลี กะลาสีทั้งสี่คือพยานเพียงกลุ่มเดียวที่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นจริง ในราชสำนัก เรื่องจริงไม่จำเป็นต้องอันตรายเท่าความหมายที่คนอื่นเลือกจะใส่ให้มัน เคนรู้ว่าเมื่อมีโอกาส เขากับรังเกศคงต้องตกลงกันให้ชัดว่าเหตุการณ์เมื่อคืนควรถูกบันทึกไว้เพียงใด
สิ่งหนึ่งกลับทำให้เคนไม่สบายใจยิ่งกว่าความกระอักกระอ่วนเสียอีก เขาคาดว่าทันทีที่เหตุจำเป็นสิ้นสุด ตนคงอยากถอยห่างจากนางให้มากที่สุด แต่ความรู้สึกนั้นไม่เกิดขึ้น แม้สุวรรณมาลีจะนั่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงแขน เขากลับสงบกว่าที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพียงความโล่งใจที่นางรอด เคนพยายามเชื่อเช่นนั้น
สุวรรณมาลีดึงเสื้อคลุมให้ปิดแน่นขึ้น ก่อนเงยหน้ามองเขา
"เมื่อคืน..."
เสียงของนางยังแหบอยู่ นางหยุดไปครู่หนึ่ง
"มีผู้ใดเห็นหรือไม่?"
เคนนิ่งไปเล็กน้อย
"กะลาสีสี่คนอยู่ด้านนอก ไม่มีผู้ใดหันเข้ามา"
"นอกจากท่าน"
"ใช่"
มือของสุวรรณมาลีกระชับคอเสื้อขึ้นอีกเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังเรียบ
"เช่นนั้นเมื่อคืนเป็นเหตุจำเป็นเพื่อรักษาชีวิตข้า"
เคนมองนาง
"ใช่"
"และจะมีความหมายเพียงเท่านั้น"
คราวนี้เขาเข้าใจว่าเธอกำลังขออะไร เคนค้อมศีรษะ
"ตามพระประสงค์"
สุวรรณมาลีมองเขาอยู่อีกครู่หนึ่ง เคนอ่านอะไรจากสายตานั้นไม่ได้เลย แล้วเสียงนายเรือบดก็ดังขึ้นจากอีกด้านของผ้าใบ
"ฝ่าบาท กระแสน้ำเปิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
การเดินทางกลับไปสู่เรือลาดตระเวนหลักเต็มไปด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงกรรเชียงกระทบน้ำอย่างเป็นจังหวะ ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังผ้าใบเมื่อคืน เรื่องเมื่อคืนไม่ควรถูกเล่าต่อเกินกว่าความจำเป็น เคนตัดสินใจว่าจะคุยกับรังเกศเรื่องรายงานอย่างเป็นทางการเมื่อกลับขึ้นเรือ
เงาดำของเรือลาดตระเวนหลักปรากฏขึ้นฝ่าม่านหมอกบางเบา เมื่อเรือบดเทียบกราบเรือใหญ่ ลูกเรือด้านบนลดเปลเชือกลงมาตามกราบ สุวรรณมาลีถูกประคองให้นั่งก่อนที่กะลาสีจะค่อยๆ ชักนางขึ้นสู่ดาดฟ้า เคนปีนบันไดเชือกตามขึ้นไปภายหลัง
เมื่อสุวรรณมาลีถูกชักขึ้นถึงดาดฟ้า หมอเรือกับกะลาสีอีกสองคนเข้ามารับทันที ผ้าแห้งถูกนำมาคลุมทับเสื้อคลุมลังกาอีกชั้น ขณะที่หมอเรือเข้าตรวจอาการของนาง
รังเกศยืนรออยู่บนดาดฟ้า
สายตาของรังเกศหยุดอยู่ที่เสื้อคลุมราชวงศ์ลังกาบนไหล่ของสุวรรณมาลีเพียงชั่วอึดใจ ก่อนเลื่อนไปยังปิ่นทองบนเรือนผม
เขาไม่ถาม
รังเกศคุกเข่าลง
"ถวายบังคม องค์หญิงแห่งผลึก"
"ลุกขึ้นเถิด ท่านแม่ทัพ" เสียงของสุวรรณมาลียังแหบ มือที่จับราวเรือยังสั่นเล็กน้อย แต่นางยืดหลังตรงก่อนเอ่ยคำถามต่อ
"เสด็จพ่อของข้า... ท้าวสิลราชเล่า?"
รังเกศสั่งให้นำโต๊ะแผนที่ขนาดเล็กกับแผ่นหนังเดินเรือมาวางใต้เพิงบังลม สุวรรณมาลียังคงนั่งอยู่ โดยมีผ้าแห้งคลุมไหล่ ขณะที่เคนกับรังเกศยืนอยู่ข้างโต๊ะ
รังเกศเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบ
"ตลอดคืนที่ผ่านมาเราพบเพียงเศษซากกับเสบียงบางส่วนพ่ะย่ะค่ะ ยังไม่มีร่องรอยของพระบิดาของพระองค์หรือเรือหลวง"
สุวรรณมาลีหลับตาลงช้าๆ มือของนางกำเข้าหากันแน่นจนข้อขาว
"กระแสน้ำพัดไปทางใด?" นางถามต่อเมื่อลืมตาขึ้น
รังเกศลากนิ้วลงไปตามแนวกระแสน้ำ ก่อนหยุดที่หมู่เกาะกลุ่มหนึ่งทางใต้
"เมื่อคืนยังบอกไม่ได้พ่ะย่ะค่ะว่ากระแสน้ำจะพาไปทางใด แต่จากตำแหน่งที่เราพบเศษไม้ของเรือหลวงเช้านี้..."
ปลายนิ้วของเขาเลื่อนไปทางตะวันตก
“กลุ่มนี้มีโอกาสมากกว่า”
เคนมองจุดนั้น แนวเกาะบนแผนที่ไม่ได้บอกอะไรเขา แต่คำหนึ่งจากความทรงจำกลับผุดขึ้นมาเอง
‘เกาะแก้วพิสดาร’
เขาไม่รู้ว่าสถานที่บนแผนที่ตรงหน้าคือเกาะเดียวกับในเรื่องหรือไม่ แต่เป็นครั้งแรกที่เขามีเหตุผลพอจะสงสัยว่ามันอาจใช่
สุวรรณมาลีนั่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะแผนที่ เสื้อคลุมลังกายังคงคลุมอยู่บนไหล่ของนาง เคนมองเครื่องหมายบนแผ่นหนังอีกครั้ง ถ้าเขาจำไม่ผิด ท้าวสิลราชกับสุวรรณมาลีควรไปถึงเกาะแห่งนั้นด้วยกัน
แต่ตอนนี้นางอยู่ตรงนี้ ส่วนพระบิดาของนางกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่งในทะเลเบื้องใต้
สายตาของเคนเคลื่อนจากสุวรรณมาลีกลับไปยังแนวเกาะบนแผนที่
‘มีบางอย่างไม่เหมือนเรื่องที่เขาจำได้แล้ว’
ความคิดนั้นควรทำให้เขาโล่งใจ
ทว่าหากเส้นทางยังเปลี่ยนต่อไป สิ่งที่เขาจำได้ก็จะยิ่งบอกเขาได้น้อยลงว่า ข้างหน้ายังมีอะไรรออยู่