วัยว้าวุ่น...อาจารย์คนใหม่ดันอยู่ข้างบ้าน

ตอนที่ 26: ปฐมพยาบาลหลังสแตนด์

👁️ 37 อ่าน
22px

ความคึกคักยามเย็นบริเวณลานปูนหน้าอาคารพละเริ่มซบเซาลงทีละน้อย เมื่อท้องฟ้าสีส้มอมม่วงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เสียงกลองเชียร์ที่เคยดังตึ้งตึ้งข่มขวัญไปทั่วบริเวณเริ่มเบาลง เหลือเพียงเสียงรุ่นพี่ม.6 ตะโกนสั่งเก็บอุปกรณ์ขบวนพาเหรดและทำความสะอาดลานกิจกรรม

บนพื้นปูนขัดมัน ‘ซาลาเปา’ ในชุดนักเรียนที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยกำลังพยายามก้าวขาเดินด้วยท่าทางกระย่องกระแย่ง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ทุกก้าวที่ส้นเท้าสัมผัสกับขอบของรองเท้าคัทชูหนังสีดำใบใหม่ ความเจ็บแสบแปลบปลาบก็แล่นปราดขึ้นมาตามเส้นประสาทจนน้ำตาคลอเบ้า

‘ฮึบไว้ก่อนยัยเปา... อีกนิดเดียว จะพ้นสายตาคนอื่นแล้ว’ เธอพึมพัมในใจ พลางพยายามรักษาท่าทางการเดินให้ดูปกติที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน... ในฐานะ ‘คนถือป้ายคณะสีแดง’ ซาลาเปาต้องแบกรับทั้งความกดดันในการซ้อมเดินก้าวขาให้ตรงจังหวะ และความหนักของด้ามป้ายไม้ผืนใหญ่ แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือรองเท้าหนังคู่ใหม่ที่แม่เพิ่งซื้อให้สำหรับงานกีฬาสีโดยเฉพาะ ความแข็งของหนังขอบหลังตีกระแทกและเสียดสีกับผิวส้นเท้าบาง ๆ ของเธอตลอดการเดินวนรอบสนามร่วมยี่สิบรอบ

แม้จะเจ็บจนอยากจะถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่า แต่ความตั้งใจและสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองอยู่ โดยเฉพาะสายตาคมกริบของ ‘อาจารย์คุมคณะสี’ อย่าง อาจารย์ฐาปกรณ์ ที่ยืนกอดอกถือกระดานไม้อัดอยู่ริมสนาม ก็ทำให้ซาลาเปาไม่กล้าเอ่ยปากบ่นแม้แต่คำเดียว

“เปา ไหวไหมนั่น เดินท่าทางแปลก ๆ นะมึง” ผักกาดที่เพิ่งซ้อมเชียร์เสร็จเดินเข้ามาทักพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อที่คอ

“ไหว ๆ แค่ปวดขานิดหน่อยน่ะผักกาด มึงไปรวมแถวเช็กชื่อก่อนเลย เดี๋ยวฉันเดินตามไป” ซาลาเปาส่งรอยยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อน พลางฝืนยืดตัวตรง

“เออ ๆ งั้นกูไปก่อนนะ ไอ้จิมมี่มันเรียกยกลำโพงนู่นละ อย่าลืมรีบตามมานะมึง”

เมื่อเพื่อนสนิทเดินลับสายตาไป ซาลาเปาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความอดทนทนเจ็บถึงขีดสุด เธอค่อย ๆ ก้าวขาพาตัวเองเลี่ยงออกจากลานปูน เดินอ้อมไปทางด้านหลังของสแตนด์เชียร์คณะสีแดง ซึ่งเป็นบริเวณอับสายตาผู้คน มีเพียงม้านั่งไม้เก่า ๆ แอบอยู่ใต้ร่มเงาของต้นอโศกทรงสูง

เมื่อพ้นสายตาของนักเรียนและอาจารย์คนอื่น ๆ ซาลาเปาก็แทบจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ทันที เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยระกะรนผสานกับเสียงบ่นอุบอิบดังขึ้นในความเงียบ

“โอ๊ยยย... ซี้ดดด เจ็บเป็นบ้าเลย ยัยเปานะยัยเปา ทำไมซุ่มซ่ามไม่อ่านทริกแก้รองเท้ากัดมาก่อนนะ”

มือเล็กเรียวค่อย ๆ เอื้อมไปแกะสายรัดรองเท้าคัทชูออก ช้า ๆ ละเมียดละไมราวกับกลัวว่าส้นเท้าจะหลุดติดออกมาด้วย ทันทีที่ถุงเท้าสั้นสีขาวถูกดึงร่นลงมาเผยให้เห็นบาดแผล ซาลาเปาถึงกับสูดปากด้วยความแสบ ส้นเท้าเนียนขาวบัดนี้มีรอยหนังถลอกจนเห็นเนื้อแดงสดขนาดเท่าเหรียญสิบ แถมยังมีเลือดซึมออกมาเป็นดวงเล็ก ๆ จนเปรอะเนื้อผ้าถุงเท้า

“ซี้ด... เจ็บชะมัด” เธอใช้นิ้วแตะเบา ๆ รอบแผล น้ำตาสุกใสปั้นเป็นหน่วยคลออยู่ที่หน่วยตาหวานอย่างห้ามไม่ได้

ในระหว่างที่เด็กสาวกำลังก้มหน้าก้มตาเป่าลมออกจากปากใส่แผลตัวเองเพื่อบรรเทาความแสบร้อน เสียงก้าวเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอก็ดังขึ้นจากทางมุมสแตนด์เชียร์...

ตึก... ตึก... ตึก...

ซาลาเปาสะดุ้งโหยง รีบดึงถุงเท้าขึ้นปิดแผลและพยายามจะสวมรองเท้ากลับคืนทันทีด้วยความตกใจ เพราะกลัวว่าจะโดนรุ่นพี่หรือครูคนอื่นมาเจอในสภาพหงอยเหงาแบบนี้ แต่ทว่าท่วงท่าอันรวดเร็วกลับยิ่งทำให้ขอบรองเท้าขูดเข้ากับแผลสดเต็มแรง

“อุ๊บ!...” ซาลาเปาร้องเสียงหลง หลุดอุทานออกมาด้วยความเจ็บจนหน้าบิดเบี้ยว

“รู้ว่าเจ็บแล้วยังจะฝืนใส่เข้าไปอีกทำไมครับ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่อบอวลไปด้วยพลังอำนาจอันคุ้นเคยดังขึ้นเหนือหัว ซาลาเปาแช่กึก เงยหน้าขึ้นมองทันที นัยน์ตาคู่โตเบิ่งกว้างเมื่อพบกับร่างสูงใหญ่ทรงสมาร์ตของ ‘อาจารย์ฐาปกรณ์’ หรือ ‘พี่ไทม์’ ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า

เขายังคงอยู่ในชุดสปอร์ตลำลอง เสื้อโปโลสีแดงของคณะสีสวมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตวอร์ม กางเกงวอร์มสีดำยาวรับกับรูปร่างสมส่วน ในมือหนาของชายหนุ่มไม่ได้ถือกระดานเช็กชื่ออีกต่อไป... แต่กลับเป็น กล่องปฐมพยาบาลพลาสติกสีขาว ใบขนาดกลาง

“อะ...อาจารย์ฐาปกรณ์” ซาลาเปาเสียงหลุด ละล่ำละลักเรียกชื่อยศตำแหน่งของเขาอย่างกะทันหัน 

“อาจารย์มาทำอะไรตรงนี้คะ คนอื่น...คนอื่นกำลังรวมแถวเช็กชื่อกันอยู่นะคะ”

ไทม์ไม่ตอบคำถามในทันที นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นตาสี่เหลี่ยมจดจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังเลิ่กลั่ก ใบหน้าของชายหนุ่มเรียบตึง ฉายรอยความหงุดหงิดและความเข้มงวดออกมาอย่างเปิดเผย เขาถอนหายใจยาวจนอกกว้างขยายขึ้นและลดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก้าวขาเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอในระยะห่างไม่ถึงครึ่งก้าว

“ถอดรองเท้าออกครับ” ไทม์สั่งเสียงเรียบ ทรงอำนาจชนิดที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

“เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ เปา...เอ้ย หนูแค่เมื่อยขานิดหน่อยเองค่ะ เดี๋ยวก็...”

“ครูบอกให้ถอดออก... หรือจะให้ครูถอดให้”

คำขู่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทำเอาซาลาเปากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เธอจำต้องค่อย ๆ ถอดรองเท้าหนังข้างที่บาดเจ็บออกอย่างว่าง่าย สายตาแอบเหลือบมองแววตาของอาจารย์หนุ่มด้วยความเกรงกลัว

ไทม์ย่อตัวลง คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นปูนแข็ง ๆ ด้านหน้าม้านั่งไม้ โดยไม่แยแสเลยว่ากางเกงวอร์มตัวโปรดจะเปื้อนฝุ่นดินหลังสแตนด์หรือไม่ การกระทำอันกะทันหันของอาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลประจำโรงเรียนทำเอาซาลาเปาตาโต หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างแรง

“อาจารย์คะ อย่าคุกเข่าแบบนี้สิคะ มันไม่เหมาะ...”

“นั่งนิ่ง ๆ ครับซาลาเปา” ไทม์เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มลงเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงความเด็ดขาด เขาเปิดกล่องปฐมพยาบาลออก หยิบขวดน้ำเกลือ สำลี ยาเบตาดีน และพลาสเตอร์ยาออกมาวางเรียงกันบนม้านั่งข้างตัวเธออย่างคล่องแคล่ว

มือหนาอบอุ่นที่เต็มไปด้วยข้อและเส้นเลือดประดับประดาอย่างคนสุขภาพดี ค่อย ๆ ยื่นออกไปแตะเข้าที่ข้อเท้าเล็กของซาลาเปา สัมผัสจากฝ่ามือร้อนจัดที่แตะลงบนผิวเนื้อนุ่มทำให้ซาลาเปาสะดุ้งนิด ๆ แต่ไทม์ก็ประคองข้อเท้าของเธอไว้ด้วยความนุ่มนวลและมั่นคง ก่อนจะค่อย ๆ ถอดถุงเท้าสีขาวม้วนลงมาจนพ้นส้นเท้า

บาดแผลถลอกแดงสดที่มีเลือดซึมปรากฏแก่สายตาของอาจารย์หนุ่ม... นัยน์ตาคมกริบของไทม์ไหววูบไปชั่วครู่ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็นปม ความหงุดหงิดในอกพุ่งสูงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

หงุดหงิดที่เธอชอบฝืนตัวเอง... หงุดหงิดที่เธอซุ่มซ่ามจนได้แผล... และที่สำคัญที่สุด หงุดหงิดตัวเองที่ทำได้แค่ยื่นมองเธอเจ็บตลอดทั้งบ่ายโดยไม่สามารถเดินเข้าไปอุ้มเธอออกมาได้ต่อหน้าเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียน!

“โดนกัดขนาดนี้... ทำไมไม่บอกครูตั้งแต่ซ้อมรอบแรก ๆ” ไทม์เอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำฟังดูเข้มงวดและเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด ขณะใช้น้ำเกลือล้างแผลหยดลงบนสำลี

“ก็... ก็มันเป็นหน้าที่นี่คะ” ซาลาเปากระซิบตอบเสียงเบาหวิว ก้มหน้ามองแผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้า 

“ใคร ๆ เขาก็ซ้อมกันได้ เปาเป็นคนถือป้าย ถ้ามาขอพักกลางคันเพราะเรื่องแค่นี้... รุ่นพี่ก็คงมองว่าเปาเหยาะแยะ อีกอย่าง... มังกรเขาก็ช่วยถือด้ามป้ายหนัก ๆ แทนเปาตั้งเยอะ เปาไม่อยากเป็นภาระใครค่ะ”

กึก...

ชื่อ ‘มังกร’ ที่หลุดออกมาจากปากเด็กสาว ทำเอามือหนาที่กำลังเช็ดแผลชะงักไปเล็กน้อย ไทม์ดวงตาเข้มขึ้น นัยน์ตาฉายแววความหึงหวงที่ซ่อนเร้นไว้ไม่มิด ความรู้สึกอึดอัดแน่นในอกบีบรัดจนเขาต้องกดสำลีลงบนแผล ๆ ด้วยความลืมตัว

“ซี้ดดด! เจ็บค่ะอาจารย์!” ซาลาเปาร้องอุทาน กระตุกขาหนีตามสัญชาตญาณ

ไทม์ตั้งสติได้ทันควัน เขารีบชะงักมือ ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหวานที่กำลังทำหน้าเหยเก น้ำตาเม็ดโตคลอเบ้า นัยน์ตาคมกริบฉายแววรู้สึกผิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เบาลงและอ่อนโยนขึ้นอย่างที่ซาลาเปาไม่เคยได้ยินในโรงเรียน

“ขอโทษครับ... พี่ไม่ได้ตั้งใจให้เจ็บ”

สรรพนามที่หลุดออกมาในความเงียบสงบหลังสแตนด์เชียร์ ทำเอาหัวใจของซาลาเปาเต้นระทึก ตึกตัก! ตึกตัก! ลั่นอกอย่างควบคุมไม่อยู่ บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปกะทันหัน จากอาจารย์คุมสีสุดโหดกับนักเรียนซุ่มซ่าม... กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ซ่อนเร้นริมรั้วบ้านที่แสนอบอุ่นและปั่นป่วนหัวใจ

ไทม์ค่อย ๆ บรรจงป้ายยาเบตาดีนลงบนแผลถลอกอย่างเบามือที่สุด นิ้วเรียวยาวประคองเท้าเล็กไว้บนตักของเขาอย่างไม่เกรงกลัวความเปรอะเปื้อน ลมหายใจอุ่น ๆ ของชายหนุ่มรดรินลงบนผิวหลังเท้าของเธอเบา ๆ ยามที่เขาก้มลงเป่าลมช่วยลดความแสบร้อนจากตัวยา

ฟู่... ฟู่...

สัมผัสอันแสนอ่อนโยนและบรรยากาศเงียบสงบที่มีเพียงเสียงลมพัดใบอโศกไหวเบา ๆ ทำให้ซาลาเปานั่งเกร็งตัวแข็งทื่อ สายตาคู่โตจดจ้องมองใบหน้าคมคายภายใต้กรอบแว่นตาที่อยู่ห่างจากเข่าของเธอเพียงไม่กี่นิ้ว สันจมูกโด่งเป็นสัน ผิวแก้มเนียน และริมฝีปากหยักได้รูปที่กำลังตั้งอกตั้งใจปฐมพยาบาลให้เธออย่างลึกซึ้ง

“พี่ไทม์...” ซาลาเปาพึมพัมเรียกชื่อเขาเบา ๆ ราวกับตกอยู่ในพะวง 

“ตรงนี้... คนอื่นจะมาเห็นเข้าไหมคะ”

ไทม์แกะซองพลาสเตอร์ยาแผ่นใหญ่ออก พลางปิดแปะลงบนส้นเท้าของเธออย่างประณีต เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากข้อเท้าเล็ก มือหนาค่อย ๆ ลูบไล้หลังเท้าของเธอเบา ๆ ผ่านเนื้อผ้าถุงเท้า นัยน์ตาคมกริบเงยขึ้นประสานสายตากับเธอตรง ๆ

“ไม่มีใครมาหรอกครับ... พี่ให้รุ่นพี่ ม.6 ไปสรุปยอดเช็กชื่อที่หน้าอาคารพละหมดแล้ว” น้ำเสียงของเขานุ่มทุ้ม พร่าต่ำ และอบอวลไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยในเวลางาน

“พี่ไทม์... โกรธเปาเหรอคะ” ซาลาเปาถามอ้อมแอ้ม มองเห็นความตึงเครียดที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้าของชายหนุ่ม

ไทม์ปล่อยมือออกจากเท้าของเธอ ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงใหญ่ของเขาทอดเงาลงมาทับร่างเล็กของซาลาเปา ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผมสีเข้มไปด้านหลังอย่างว้าวุ่นใจ นัยน์ตาภายใต้กรอบแว่นฉายกระแสความขัดแย้งในใจอย่างหนักหน่วง

“พี่ไม่ได้โกรธเรา...” ไทม์เอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะโน้มตัวลงมาหาเธอ ใช้สองมือยันไว้กับม้านั่งไม้ กักตัวซาลาเปาไว้ในวงแขนกว้าง ระยะห่างที่ลดลงกะทันหันทำให้ซาลาเปาต้องหลังชนพฤกษ์ม้านั่ง ลมหายใจอุ่นจัดของเขารดรินลงบนหน้าผากเนียน

“แต่พี่หงุดหงิด...” ไทม์กระซิบชิดใบหูเล็ก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกหึงหวงและอึดอัดที่เก็บกดไว้ตลอดทั้งวัน 

“หงุดหงิดที่ต้องยืนมองเราเดินเคียงข้างกับเด็กนั่น... หงุดหงิดที่เห็นมันขยับเข้ามาใกล้เรา เข้ามาช่วยเราถือป้าย... และหงุดหงิดที่สุด ที่ในสถานะ ‘อาจารย์ฐาปกรณ์’ พี่ไม่สามารถเดินเข้าไปดึงตัวเราออกมา หรือเข้าไปช่วยประคองเราตอนที่เห็นเราเดินเจ็บเท้าได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว”

คำสารภาพตรงไปตรงมาอันแสนดุดันทำเอาซาลาเปาหน้าแดงฉ่าไปจนถึงใบหู ร้อนผ่าวไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะได้ยิน เธอสบสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความเสน่หาและความห่วงใยอันลึกซึ้งของเขา นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีแววตาของอาจารย์คุมกิจกรรมผู้เคร่งขรึมอีกต่อไป... แต่เป็นแววตาของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังหึงหวงและรักเธอจนหมดหัวใจ

“พี่ไทม์...” เปาเอ่ยเสียงพร่า หัวเราะแห้ง ๆ แก้เขิน 

“เปากับมังกรไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย... เราเป็นเพื่อนกันจริง ๆ นะคะ มังกรเขาก็แค่ช่วยตามหน้าที่ถือป้ายเฉย ๆ”

“พี่รู้...” ไทม์เอ่ยขัด พลางใช้นิ้วเรียวแกล้งเกลี่ยแป้งถั่วบนแก้มป่องของเธอเบา ๆ อย่างเอ็นดู 

“พี่รู้ว่าเราไม่ได้คิดอะไร... แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้พี่หึงน้อยลงเลยสักนิด รู้ไหมครับยัยตัวแสบ”

ไทม์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ยืดตัวกลับขึ้นยืนเรียบตรงดั่งเดิม เขาปรับสีหน้าและบุคลิกภาพกลับมาเป็น ‘อาจารย์ฐาปกรณ์’ ผู้สุขุมนุ่มลึกอีกครั้งอย่างรวดเร็วเมื่อยินเสียงนกหวีดหมดเวลาซ้อมดังแว่วมาจากไกลๆ

ชายหนุ่มหยิบถุงเท้าคู่ใหม่ที่แอบเตรียมไว้ในกล่องยาออกมายื่นให้เธอ “เปลี่ยนใส่ถุงเท้าขนนุ่มคู่นี้ซะครับ... แล้วก็ไม่ต้องใส่รองเท้าคัทชูนั่นเดินกลับแล้ว วันนี้พี่จะพาเรากลับบ้านเอง”

“เอ๋ แต่ว่าพี่ ๆ ชมรมสียังไม่ทันปล่อยเลยนะ...”

“พี่บอกผักกาดไปแล้วว่าเธอเจ็บขาให้กลับบ้านก่อนได้” ไทม์กระตุกยิ้มมุมปากซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้อย่างมิดชิด 

"ไม่มีใครสงสัยแน่นอนครับ”

ซาลาเปามองตามแผ่นหลังกว้างของอาจารย์หนุ่มที่กำลังก้มลงเก็บขวดและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลลงกล่องอย่างเรียบร้อย รอยยิ้มหวานอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานแก้มป่อง ความเจ็บแสบที่ส้นเท้าเมื่อครู่คล้ายจะมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความหวานซาบซ่านที่เอ่อล้นอยู่ในอก

แม้การอยู่ร่วมกันในโรงเรียนจะต้องสวมบทบาทเป็น ‘อาจารย์’ กับ ‘นักเรียน’ และต้องเผชิญกับความอึดอัดของการแสดงออกไม่ได้ต่อหน้าผู้คน... แต่ความห่วงใยและการดูแลเอาใจใส่อันแสนพิเศษหลังสแตนด์เชียร์ในยามอาทิตย์อัสดงแห่งนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า... ไม่ว่าบทบาทหน้าฉากจะเป็นอย่างไร แต่ในหัวใจของอาจารย์ไทม์ ‘ซาลาเปา’ ก็คือคนสำคัญที่สุดเพียงคนเดียวเสมอ

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!