เช้าวันใหม่ที่โรงเรียนประจำจังหวัด แสงแดดส่องกระทบพื้นทางเดินสว่างจ้า แต่สำหรับซาลาเปาแล้ว ความสดใสเมื่อคืนดูจะจางหายไปจนหมดสิ้น ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าประตูรั้วโรงเรียน สายตาคู่คุ้นเคยก็แอบมองตามมาตลอดทาง จนกระทั่งพักกลางวัน จิมมี่ที่แอบเก็บอาการมาทั้งเช้าก็กระชากแขนเธอไปยืนลับตาคนที่มุมระเบียงอาคารเรียน
“เอ้า มึงซ่อนอะไรอยู่แน่ยัยเปา” จิมมี่กระชากเสียงต่ำแต่หนักแน่น มือทั้งสองข้างเท้าสะเอว จ้องตาเด็กสาวตาไม่กะพริบ
“เมื่อวานตอนกลับบ้าน มึงเดินวนไปวนมาจนดูท่าจะไม่ได้ไปซื้อแป้งสาลีอย่างที่โกหกฉันกับผักกาดแน่ ๆ แล้วท้ายสุด... มึงก็ขึ้นรถอาจารย์ไทม์กลับบ้านด้วยใช่ไหม”
“พูดอะไรไร้สาระอยู่นั่นแหละมึงจิมมี่ แค่เดินผ่านไปแถวนั้นเอง เขาแค่ขับรถผ่านมาแล้วอวยยศให้กลับบ้านไว ๆ เท่านั้นเอง” เปาถอยหลังก้าวสองก้าว มือกวาดผมที่ยุ่งเหยิงขึ้นมาเก็บหลังหู สีหน้าพยายามทำเป็นปกติที่สุดแต่กลับดูแย่ยิ่งกว่าเดิม
“อย่าเพ้อเจ้อไปหน่อยสิ เดี๋ยวมีคนเห็นเข้า”
“ไม่เชื่อ กูไม่เชื่อเด็ดขาด” จิมมี่ก้าวตามเข้ามาใกล้ขึ้น มือยื่นไปกวาดหัวเด็กสาวเล่นใหญ่
“เมื่อวานแกดุซะขนาดนั้นกลับกลายเป็นใจดีให้มึงขึ้นรถกลับบ้านได้ยังไง มึงต้องสารภาพมาให้หมดว่าไปคุยอะไรกัน หรือ... มึงไปทำอะไรไว้จนเขาต้องช่วยปิดบังกันแน่”
“ไอ้จิมมี่ อย่ามาเล่นหัวกับกูนะเว้ย” เปารีบตบมือเพื่อนออกจากหัวตนเอง ด้วยความตกใจผสมโกรธที่โดนไล่จับผิดไม่เลิก
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร”
“ไม่มีอะไรทำไมมึงต้องลนลานขนาดนี้ล่ะ” จิมมี่ยิ่งเล่นใหญ่ กระตุกแขนกระตุกขาไปมาจนเปาต้องถอยหนีไปเรื่อย
“งั้นมึงก็วิ่งหนีไม่พ้นกูแน่ ยัยเปา”
“ไอ้บ้าเอ๊ย อย่ามาแกล้งกูนะ” เปารีบผลักอกเพื่อนเบา ๆ พร้อมกับหันหลังวิ่งหนีลงบันไดอาคารเรียนอย่างว่องไว แต่จิมมี่ไม่ยอมแพ้ รีบวิ่งไล่ตามติดส้นเท้าไปด้วยความสนุกสนานจนลืมระวังตัว
ทั้งคู่วิ่งวนไปวนมาตามทางเดินกว้างขวาง ตะโกนแกล้งกันไปมาเสียงดังลั่น
“จับมึงได้แล้วยัยเปา”
“ไม่ให้จับ! ไอ้จิมมี่มึงอย่ามาใกล้” จนกระทั่งในจังหวะที่เปาหันซ้ายเฉียบพลันเพื่อหลบมุมกำแพง เธอดันชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินถือเอกสารกองโตเต็มสองมือเข้าอย่างจัง
อุ๊ย!
เสียงกระแทกดังสนั่น เอกสารแผ่นกระดาษทั้งกองกระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่วพื้นทางเดิน เปาเองก็เซถลาถอยหลังจนแทบล้มลง มือแนบท้องด้วยความเจ็บปวดเล็กน้อย ขณะที่จิมมี่ที่วิ่งตามมาทันก็ชะงักค้างยืนปากค้างตาโตทันที
“อ... อาจารย์ไทม์” ทั้งคู่ร้องตะโกนขึ้นพร้อมกัน รีบพนมมือไหว้ด้วยความตกใจปนตกหนัก
ไทม์ถอยกลับเล็กน้อยเพื่อประคองตัวเอง มองกองเอกสารที่กระจายเกลื่อนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกริบมองมาที่นักเรียนสองคนที่ยืนเกร็งตัวไม่กล้าขยับ
“วิ่งเล่นกันขนาดนี้ในอาคารเรียน ไม่ระวังคนเดินไปเดินมาเลยเหรอครับ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างเข้มงวด ทำเอาทั้งคู่ตัวสั่นตามประสานักเรียนที่ทำผิดครูประจำชั้น
“เอกสารสำคัญทั้งหมดกระจายไปหมดแล้ว ถ้าหายไปหนึ่งแผ่น พวกเธอรับผิดชอบได้หรือเปล่า”
“ข... ขอโทษค่ะ/ครับอาจารย์” ทั้งคู่ก้มหน้าลงต่ำจนเกือบชนอก
“เกิดอะไรขึ้นกัน อาจารย์ไทม์เสียงดังขนาดนี้” เสียงแหลมคมดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง อาจารย์รัชนีเดินเข้ามาถึงที่ตรงเวลาพอดี เมื่อเห็นสภาพเอกสารเกลื่อนพื้นและท่าทีของนักเรียนสองคนก็หน้าตึงทันที
“นางสาวเปมิกา นายจิรเมธา ทำไมจึงวิ่งวุ่นวายกันในอาคารเรียนแบบนี้ รู้ไหมว่าผิดระเบียบโรงเรียนข้อไหน”
“ขอโทษครับอาจารย์รัชนี ผม... ผมแค่ล้อเล่นกับเปาเพลินไปหน่อยครับ” จิมมี่รีบรับผิดชอบก่อนใครเพื่อน
“ล้อเล่นจนชนครูและทำให้เอกสารเสียหายได้เหรอ” อาจารย์รัชนีตวาดเสียงดัง
“นี่แหละคือความประพฤติที่ไม่รับผิดชอบ อาจารย์ไทม์คะ นักเรียนห้อง ม.5/2 ของคุณสองคนนี้ทำผิดระเบียบชัดเจน ลงโทษพวกเขาด้วยการกวาดห้องสมุดทั้งห้องให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้านวันนี้เลยค่ะ ให้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นด้วย”
“ครับ ผมรับทราบครับอาจารย์รัชนี” ไทม์รับคำสั่งจากอาจารย์หัวหน้าหมวดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แล้วคุณก็อยู่ควบคุมดูแลพวกเขาด้วยนะคะ อย่าให้ลอยลำหายไปไหน หรือทำงานผิดพลาดอีก” อาจารย์รัชนีเน้นย้ำเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปตำหนินักเรียนสองคนอีกครั้ง
“รีบไปเตรียมตัว รอที่หน้าห้องสมุดหลังเลิกเรียนทันที ห้ามขาด ห้ามลา เด็ดขาด”
พออาจารย์รัชนีเดินจากไป ทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างหนักหน่วง มองหน้ากันแล้วก็ต้องหันหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความละอายใจ
“รีบเก็บเอกสารเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อนครับ เดี๋ยวผมนำไปส่ง” ไทม์สั่งเสียงราบเรียบ ไม่ดุเหมือนอาจารย์รัชนีแต่ก็ไม่กล้าแสดงความอ่อนโยนแม้แต่น้อย ทั้งสองจำใจค่อย ๆ ก้มลงเก็บแผ่นกระดาษที่กระจัดกระจายอย่างเชื่องช้า พยายามหลีกเลี่ยงสายตาคนเป็นครูที่แอบมองด้วยความเป็นห่วงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเข้มงวด
หลังเลิกเรียน นักเรียนทั้งโรงเรียนต่างพากันกลับบ้านจนแทบจะหมดแล้ว ห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีชั้นหนังสือเรียงรายสูงจากพื้นจรดเพดานจึงเงียบสงบลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแสงไฟส่องสว่างเพียงบางจุดและเงามืดทอดยาวไปตามแนวชั้นหนังสือ
“จิมมี่ ให้กวาดบริเวณโต๊ะอ่านหนังสือและทางเดินด้านหน้าถึงกลางห้องนะ ส่วนเปมิกา... เธอไปดูแลด้านหลังชั้นหนังสือถึงมุมห้องให้สะอาดที่สุด” ไทม์แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ยืนคุมอยู่ที่โต๊ะยืม-คืนหนังสือใกล้ประตูทางเข้า
“กวาดให้เรียบร้อย เก็บเศษขยะให้หมด อย่าทำลายหนังสือบนชั้นเด็ดขาด ถ้าเรียบร้อยแล้วให้บอกผมก่อนจะเก็บอุปกรณ์”
“รับทราบครับอาจารย์” จิมมี่รับไม้กวาดพร้อมถุงขยะแล้วเดินเข้าไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เปาก็เช่นกันรับไม้กวาดไม้ด้ามเล็กเข้าไปยังมุมมืดที่สุดของห้องสมุดซึ่งอยู่ไกลออกไปตรงข้ามกับจิมมี่
เสียงไม้กวาดกระทบพื้นกระเบื้องดัง ฟุบ...ฟุบ...ฟุบ... เป็นจังหวะเดียวที่ดังก้องกังวานไปทั่วห้องที่เงียบเหงา บางครั้งเสียงจิมมี่กวาดไปกระทบขาโต๊ะเสียงดัง ตุ๊บ! ตามด้วยเสียงกระซิบดังแว่วมา
“โอ๊ย... เจ็บขาเว้ย”
เปาแอบหัวเราะเบา ๆ จนไหล่สั่น แต่ก็รีบกลั้นไว้เมื่อนึกถึงคนที่ยืนคุมอยู่ข้างหน้า เธอเริ่มกวาดเก็บเศษกระดาษและฝุ่นละอองที่ซ่อนอยู่ตามซอกหลืบด้วยความระมัดระวัง ทุกครั้งที่เงยหน้ามองออกไปข้างหน้า มักจะเห็นร่างสูงของไทม์ยืนพิงโต๊ะมองออกไปทางประตู บางครั้งก็เดินไปกลับตรงทางเดินกลางห้อง
“ไอ้จิมมี่...” เปากระซิบตะโกนเรียบแผ่วเบาให้พอได้ยิน
“แกคนเดียว... ทำให้ฉันต้องมาลำบากกวาดห้องสมุดด้วย”
“ก็เพราะมึงเองที่วิ่งหนีจนชนกับอาจารย์ไทม์ต่างหากล่ะ” จิมมี่ตะโกนตอบกลับกระซิบเช่นกัน
“กูแค่เล่นด้วยนิดหน่อย มึงกลับวิ่งหนีหน้าตื่นเป็นไก่ตาแตกซะงั้น ใครจะไปรู้ว่าจะซุ่มโจมตีครูเข้า”
“ใครซุ่มโจมตีใครกันแน่ แกไล่จับหนูตั้งแต่ที่ระเบียงอ่ะ ถ้าแกไม่ไล่จับหนู หนูจะวิ่งหนีทำไม” เปากวาดไม้กวาดแรงขึ้นเล็กน้อยจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
“แล้วยังมาปลอมเป็นคนดีรับผิดชอบอีก แกล้งเก่งนะเว้ย”
“ก็จริงไหมล่ะ เมื่อวานตอนกลับบ้านมึงมีพิรุธ จนผักกาดมันสงสัย บอกมาให้หมดดี ๆ เดี๋ยวจะช่วยปิดบังให้ ไม่บอกก็ให้อาจารย์รัชนีรู้ดีกว่าไหมล่ะ” จิมมี่หยุดกวาดชั่วคราว พยายามมองหาเงาเพื่อนที่ซ่อนอยู่หลังแถวชั้นหนังสือ
“ไม่มีอะไรจริง ๆ แค่... กลับบ้าน” เปาตอบเสียงอ่อยลงเมื่อโดนบีบคั้นความจริง
“ไม่ได้มีอะไรอย่างที่คิดเลยสักนิด”
"ไม่มีเลยสักนิด" จิมมี่เสียงสูงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรีบหุบปากลงเมื่อเห็นไทม์หันมามองทางตน
“เงียบ ๆ พูดเบา ๆ ... ครูเขายืนฟังอยู่รู้ตัวไหม”
ทั้งคู่เงียบลงชั่วคราว มีเพียงเสียงไม้กวาดกระทบพื้นดังต่อเนื่อง แต่ในความเงียบกลับแอบมีเสียงกระซิบกระซายแว่วมาเป็นระยะ
“ถ้าครูไม่อยู่กูจะจับมึงสอบสวนให้หนำใจเลยรู้ไหม"
“ฝันไปเถอะ... !”
ที่โต๊ะกลางห้อง ไทม์ยืนนิ่งฟังเสียงกระซิบกระซายที่ลอยลอดมา ทั้งที่ควรจะตำหนิให้หยุดพูดคุย แต่เมื่อได้ยินบทสนทนาแอบกระซิบกระซายกันของเด็กสาวกับเพื่อน กลับอดยิ้มมุมปากไม่ได้ในความมืด แม้จะต้องรักษาระยะห่างและบทบาทอาจารย์ไว้อย่างเคร่งครัด แต่ในความเป็นจริงกลับอดเป็นห่วงและเอ็นดูเด็กสาวแสบข้างบ้านคนนี้ไม่ได้เลยสักนิด
เขาแกล้งไอเสียงดังเบา ๆ เพื่อให้ทั้งคู่รู้ว่ายังเฝ้าดูอยู่ ทำให้เสียงพูดคุยหยุดลงทันที เหลือเพียงเสียงการทำความสะอาดที่กลับมาเคร่งครัดขึ้นกว่าเดิมอีกครั้ง แม้จะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ แต่บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเมื่อช่วงบ่ายกลับค่อย ๆ ผ่อนคลายลงท่ามกลางแสงสลัวของค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง... โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีว่า ยังมีความลับมากมายที่ต้องช่วยกันเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครได้รู้