สายลมยามเย็นพัดผ่านสวนหน้าบ้านปูนสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย เสียงใบมะม่วงกระทบกันฟึ่บฟั่บคล้ายเพลงคลาสสิกคลอเบา ๆ แสงแดดสีส้มทองยามโพล้เพล้ลอดผ่านกิ่งก้านไม้ส่องลงมายังโต๊ะม้าหินอ่อนขาวที่ตั้งอยู่ข้างรั้วกั้นระหว่างสองบ้าน บรรยากาศเงียบสงบอบอุ่น ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างแปลกประหลาด
แต่สำหรับ ซาลาเปา แล้ว... หัวใจของเธอตอนนี้กลับเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย
เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีครีมตัวใหญ่กับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ นั่งหลังตรงแหน่วอยู่บนม้านั่งหินอ่อน มือสองข้างประสานไว้บนตัก แน่นเสียจนข้อสุ่มเริ่มขาว นัยน์ตาคู่โตลอบมองไปยังประตูไม้เล็ก ๆ ตรงรั้วกั้นระหว่างบ้านของเธอกับบ้านเช่าของอาจารย์หนุ่ม ประตูบานนั้นปกติจะถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา แต่วันนี้มันกลับถูกปลดล็อกออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
แกร๊ก...
เสียงเปิดกลอนประตูไม้ดังขึ้นเบา ๆ ร่างสูงโปร่งทรงสมาร์ตของ 'อาจารย์ฐาปกรณ์' หรือ 'พี่ไทม์' ก้าวข้ามผ่านประตูรั้วเล็ก ๆ นั้นเข้ามาด้วยท่าทางสบาย ๆ ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นถึงข้อแขน กางเกงสแล็กสีเข้มทรงสวย ในมือหนาถือปีกแฟ้มเอกสารพร้อมกองชีทสรุปเนื้อหาสีสันสดใสและกล่องปากกา
การก้าวข้ามรั้วไม้เล็ก ๆ ในเย็นวันเสาร์นี้ ราวกับเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่าง 'อาจารย์กับนักเรียน' ไปสู่พื้นที่ส่วนตัวอย่างเป็นทางการ
"สวัสดีครับน้านิ่ม ลุงเชียร"
น้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นเอ่ยทักทายอย่างสุภาพทันทีที่เห็น 'แม่นิ่ม' และ 'ลุงเชียร' กำลังช่วยกันกวาดใบไม้อยู่ที่มุมสวน ไทม์ยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อมอ่อนน้อมถ่อมตน รอยยิ้มละมุนบนใบหน้าคมเข้มทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา
"อ้าว พ่อหนุ่ม สวัสดีจ้ะ" แม่นิ่มรีบวางไม้กวาดลง แล้วยกมือรับไหว้อย่างกระตือรือร้น
"แหม... ไม่ต้องหอบเอกสารมาเยอะขนาดนั้นก็ได้จ้ะ รบกวนเวลาพักผ่อนช่วงเย็นของอาจารย์จริง ๆ เล๊ย"
"ไม่รบกวนเลยครับแม่นิ่ม พอดีผมมีเวลาว่างช่วงเย็นพอดี แล้วเห็นว่าเปาอยากจะปรับปรุงคะแนนวิชาภาษาไทยก่อนสอบกลางภาค ก็เลยคิดว่ามาติวให้ที่บ้านน่าจะสะดวกกว่าครับ" ไทม์ตอบด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือและเป็นทางการ สมบทบาทอาจารย์ผู้ปรารถนาดีต่อนักเรียนทุกประการ
"โธ่... อาจารย์ไทม์ช่างแสนดีจริง ๆ เล๊ย ยัยเปานะยัยเปา ทำให้ครูเขาต้องลำบากข้ามรั้วมาติวให้ถึงบ้าน" แม่นิ่มหันไปมองลูกสาวคนเดียวพร้อมกับดุไม่จริงจัง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานให้อาจารย์หนุ่มอีกครั้ง
"ตามสบายเลยนะจ๊ะอาจารย์ เดี๋ยวแม่ไปยกน้ำส้มเย็น ๆ กับขนมครกเจ้าอร่อยหน้าปากซอยมาให้ทานนะจ๊ะ"
"ส่วนพ่อขอตัวไปรดน้ำผักหลังบ้านก่อนนะอาจารย์ไทม์ มีอะไรขาดเหลือบอกได้เลยนะ คิดว่าบ้านตัวเอง" ลุงเชียรส่งยิ้มเป็นกันเอง พลางตบไหล่หนาของไทม์เบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
"ขอบคุณมากครับลุงเชียร"
เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองเดินแยกย้ายไป บรรยากาศบริเวณโต๊ะม้าหินอ่อนก็เหลือเพียงร่างสูงของอาจารย์ภาษาไทยกับเด็กสาว ม.5/2 นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ไทม์เดินเข้ามาทอดตัวนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนฝั่งตรงข้ามกับเปา ชายหนุ่มวางกองชีทสรุปบทเรียนลงบนโต๊ะเบา ๆ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเด็กสาวที่นั่งทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่นาน นัยน์ตาคมพราวระยับพราวเสน่ห์แฝงความกวนประสาทไว้เล็กน้อย
"เป็นอะไรครับเปา นั่งเกร็งซะหลังตรงเชียว... เมื่อบ่ายยังแกล้งบีบน้ำตาโวยวายใส่พี่อยู่เลยไม่ใช่เหรอ" ไทม์เอ่ยแซวเสียงเบาให้ยินกันแค่สองคน
"พ... พี่ไทม์!" เปาสะดุ้ง หน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทันที "พูดเบา ๆ สิคะ เดี๋ยวแม่นิ่มได้ยินเข้าหรอก แล้วหนูไม่ได้แกล้งบีบน้ำตาสักหน่อย... หนูเสียใจจริง ๆ ต่างหาก"
"เหรอครับ" ไทม์หัวเราะร่าในคอ เสียงทุ้มสดใส
"โอเค ๆ ... ไม่แกล้งก็ไม่แกล้งครับ วันนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า"
ชายหนุ่มคลี่แผ่นชีทสรุปเนื้อหาวรรณคดีเรื่อง 'มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี' ออกวางตรงกลางโต๊ะ ชีทแผ่นนั้นถูกจัดทำอย่างประณีต มีการใช้ปากกาไฮไลต์แยกสีสันสวยงาม อ่านง่าย และมีแผนภาพสรุปตัวละครอย่างเป็นระบบ เปาเพ่งมองชีทแผ่นนั้นด้วยความทึ่ง... นี่เขาตั้งใจทำมาเพื่อเธอโดยเฉพาะเลยหรือเปล่านะ
"เรื่องนี้... ในห้องเรียนพี่อาจจะสอนตามตัวบทละครไปเรื่อย ๆ ทำให้เปาจำเนื้อหาไม่ได้ใช่ไหมครับ" ไทม์เริ่มอธิบาย น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและนุ่มนวล
"งั้นลองมองแบบนี้นะ... กัณฑ์มัทรีจริง ๆ แล้ว มันคือเรื่องราวของความรักและความเสียสละของแม่ที่ยิ่งใหญ่มาก"
แสงแดดอุ่น ๆ ยามเย็นทอดแสงสีทองส่องกระทบใบหน้าคมคายของไทม์ ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยเพื่อใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปตามแผนภาพในกระดาษ กรอบหน้าคมสัน สันจมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักได้รูป และดวงตาคู่คมที่ดูมุ่งมั่นและใจเย็นเวลาอธิบายบทเรียน... ภาพตรงหน้าทำให้เปาถึงกับตกอยู่ในภวังค์
เธอไม่ได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับ 'พระนางมัทรี' หรือ 'กัณฑ์มัทรี' เล่าเลยแม้แต่น้อย... ในสายตาและหัวใจของซาลาเปาตอนนี้ มีเพียงภาพของชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น
ยามที่ไทม์ขยับริมฝีปากพูด ยามที่เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเพื่อคิดคำอธิบายง่าย ๆ หรือยามที่เขายกมือขึ้นเสยผมที่ตกลงมาระหน้าผาก... ทุกการเคลื่อนไหวของเขามันช่างดูทรงเสน่ห์และอบอุ่นจนหัวใจดวงน้อยของเปาเต้นระสับ ตูมตามลั่นอกยิ่งกว่าเสียงจังหวะกลองชุด
ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...
"ทำไมพี่ไทม์ตอนตั้งใจติวหนังสือ... ถึงได้ดูอบอุ่นและหล่อขนาดนี้เนี่ย" เปาคิดในใจ แก้มทั้งสองข้างเริ่มแดงระเรื่อเปรียบเหมือนลูกตำลึงสุก
"เปา... ฟังพี่อยู่หรือเปล่าครับ"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นใกล้ ๆ พร้อมกับนิ้วมือหนาที่ยื่นมาเคาะเบา ๆ บนหน้าผากเนียนของเด็กสาวดัง โป๊ก! เบา ๆ
"โอ๊ย! พี่ไทม์ เจ็บนะ!" เปารีบยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ทำปากย่นใส่
"ก็พี่เห็นเรานั่งจ้องหน้าพี่ตาไม่กะพริบเลย" ไทม์ยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววรู้ทัน
"ไหนบอกพี่มาสิครับ... เมื่อกี้พี่พูดถึงกัณฑ์มัทรีตอนไหนไปบ้าง"
"เอ่อ... คือ... ก็ตอนที่..." เปาอ้ำอึ้ง ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี "ก็ตอนที่... พระนางมัทรีเดินป่าไงคะ"
ไทม์หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู
"มั่วแล้วครับตัวแสบ... พี่เพิ่งพูดถึงเรื่องอุปสรรคที่เทวดาเนรมิตสัตว์ร้ายมาขวางทางต่างหาก"
"โธ่... ก็ภาษาวรรณคดีมันยากนี่คะ" เปาประชดประชัน กลบเกลื่อนความเขิน
"ใครจะไปจำได้หมดล่ะ"
"ภาษาไม่ได้ยากหรอกครับ... ใจเราต่างหากที่ไม่ยอมโฟกัส" ไทม์ขยับตัวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น จนไหล่กว้างเกือบจะชนกับไหล่บางของเปา กลิ่นหอมสะอาดอ่อน ๆ ของน้ำหอมประจำตัวผสมกับกลิ่นแดดยามเย็นจากตัวเขา ลอยมาเตะจมูกเด็กสาวจนหัวใจร่วงไปอยู่ที่ส้นเท้า
"มาครับ... ลองดูตรงนี้ใหม่นะ" ไทม์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ชีทสรุปอยู่ตรงหน้า แต่สายตาคมกริบกลับปาดมองใบหน้าหวานของเปาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม
"ถ้าเปาตั้งใจฟังพี่อธิบายรอบนี้จนจบ... พี่จะมีรางวัลให้"
"รางวัลอะไรคะ" เปาหรี่ตามองอย่างสงสัย
"ติวเสร็จแล้ว... พี่จะพาเดินไปกินไอศกรีมกะทิสดหน้าปากซอย ดีไหมครับ" ไทม์ส่งยิ้มหวานละมุน รอยยิ้มที่น้อยคนนักในโรงเรียนจะได้เห็น
ข้อเสนอสุดพิเศษบวกกับสายตาอบอุ่นที่จ้องมองมา ทำให้เปารู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับพันตัวบินร่อนอยู่ในท้อง หัวใจที่เคยเต้นระสับอยู่แล้ว ยิ่งพุ่งทะยานจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
"จริง ๆ นะคะ ห้ามเบี้ยวหนูนะ" เปายืดตัวตรงทันที นัยน์ตาส่องประกายวาววับ
"ครับผม... ไม่เบี้ยวแน่นอน" ไทม์ลูบหัวเด็กสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู สัมผัสอบอุ่นบนเรือนผมทำเอาเปานั่งนิ่งเกร็ง แต่ภายในใจกลับพองโตด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เส้นแบ่งรั้วไม้ที่เคยกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างอาจารย์กับนักเรียน... บัดนี้ได้ถูกก้าวข้ามมาอย่างหมดจด เหลือเพียงความรู้สึกอบอุ่นและสายใยบาง ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังในหัวใจของคนทั้งสอง ท่ามกลางแสงแดดสีทองยามเย็นที่ค่อย ๆ ลิบหลี่ลงอย่างงดงาม