ท้องฟ้าสีส้มอมม่วงยามค่ำค่อย ๆ ลิบลี่ลง บรรยากาศภายในห้องสมุดโรงเรียนเงียบสงบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังเดินเป็นจังหวะ จิมมี่กวาดขยะกองสุดท้ายใส่ถุงดำเสร็จก็รีบปาดเหงื่อ ผูกปากถุงอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์ไทม์ครับ โซนข้างหน้าผมกวาดเช็ดถูเรียบร้อยหมดแล้วครับ ขอตัวกลับก่อนนะครับ พอดีแม่โทรตามให้ไปช่วยยกของที่บ้าน” จิมมี่ยกมือไหว้พนมปลก ๆ สายตาลอบมองเปาที่ยังง่วนกับการเช็ดฝุ่นบนชั้นหนังสือโซนหลังสุดด้วยความสะใจเบา ๆ
“โอเคครับจิมมี่ กลับบ้านดี ๆ ล่ะ ขอบใจมากนะ” ไทม์พยักหน้ารับอย่างนุ่มนวล
เมื่อสิ้นเสียงก้าวเท้าและประตูห้องสมุดปิดลง บรรยากาศรอบตัวก็ตกอยู่ในความเงียบสงบโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงร่างสูงของอาจารย์หนุ่มกับเด็กสาว ม.5/2 อยู่กันตามลำพังสองคนในห้องสมุดยามเย็น
เปายังคงทำหน้าบึ้งตึง มือเล็กถือผ้าเช็ดฝุ่นสะบัดไปมาแรง ๆ ประชดประชัน ไทม์มองภาพนั้นแล้วหลุดยิ้มมุมปาก ชายหนุ่มก้าวขาขโมยความเงียบ เดินตรงเข้าไปหาซาลาเปาที่มุมชั้นหนังสือลึกสุด ก่อนจะยื่นมือหนาไปช่วยคว้ากองหนังสือเล่มหนาบนชั้นสูงที่เปากำลังพยายามเอื้อมหยิบลงมาเช็ดฝุ่น
“มาครับ พี่ช่วย” น้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นดังขึ้นข้างหูเบา ๆ ระยะห่างที่ใกล้กันเกินจำเป็นทำให้เปาสะดุดกึก แก้มเนียนร้อนฉ่าขึ้นมาทันตาเห็น
“ไม่ต้องค่ะ หนูทำเองได้ อาจารย์ไปยืนคุมโต๊ะนู้นเหอะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะหาว่าหนูอู้” เปาตอบเสียงสะบัด พยายามหันหลังหนี
“งอนพี่เหรอครับ” ไทม์เอียงคอถาม นัยน์ตาคมพราวระยับวิบวับ “เรื่องที่พี่ต้องทำเป็นดุชุดใหญ่ต่อหน้าอาจารย์รัชนีกับจิมมี่ใช่ไหม?”
“ไม่ได้งอนค่ะ หนูเข้าใจดีว่าอาจารย์ฐาปกรณ์ก็ต้องรักษามาดครูผู้ทรงเกียรติ” เปาเน้นเสียงตรงชื่อยศครูจนน่าหมั่นไส้
“เช็ดเสร็จหมดแล้วค่ะ หนูจะกลับบ้านแล้ว”
เปาวางผ้าลง แล้วเตรียมจะเดินหนีออกไปทางประตู แต่ไทม์เดินตามมาก้าวหนึ่งพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“เย็นป่านนี้แล้ว ลุงเชียรไม่มารับหรอกครับ... กลับพร้อมพี่ก็ได้นะ” เปาสะดุดกึก หันขวับมามองด้วยสายตากังวลสุดขีด
"ไม่ได้เด็ดขาดค่ะพี่ไทม์! เมื่อกี้ก็โดนอาจารย์รัชนีสวดไปรอบหนึ่งแล้ว ถ้านักเรียนหรืออาจารย์คนอื่น ๆ มาเห็นหนูขึ้นรถกระบะพี่ออกจากโรงเรียนแบบนี้ มีหวังเรื่องใหญ่แน่ หนูเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าโรงเรียนเองได้ค่ะ”
ไทม์มองเด็กสาวที่ยืนยืนยันเจตนารมณ์แข็งกร้าวด้วยความเข้าใจ ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ
“โอเคครับ... ถ้าอย่างนั้นเดินไปป้ายรถเมล์ระวังตัวด้วยนะครับ”
ทว่า... ขณะที่เปากำลังจะผลักประตูห้องสมุดออกไปนั่นเอง ฟึ่บ! เงาร่างของใครบางคนเคลื่อนไหวอยู่ตรงพุ่มไม้ข้างอาคารเรียนผ่านกระจกประตูห้องสมุด เปาตาโตเท่าไข่ห่าน รีบย่อตัวลงต่ำแล้วถอยก้นโด่งกลับเข้ามาชนอกไทม์ดัง อั๊ก!
“มีอะไรครับเปา” ไทม์กระซิบถามพลางประคองเอวบางไว้
“พ... พี่ไทม์ ยายผักกาด” เปาละล่ำละลักกระซิบตอบ “ยายผักกาดมันซุ่มดูอยู่หน้าอาคารเรียนนู่น มันคงสงสัยว่าทำไมหนูกับจิมมี่ยังไม่กลับบ้านแน่ ๆ”
ผักกาด สายสืบประจำกลุ่ม ม.5/2 ยืนถือไอศกรีมกอดอก หรี่ตามองมาทางประตูห้องสมุดอย่างจับผิดชัดเจน ถ้าเปาเดินออกไปตอนนี้ ยายผักกาดคงไม่ปล่อยให้ผ่านไปง่าย ๆ แน่
ไทม์ตั้งสติอย่างรวดเร็ว ฉวยมือเล็กของเปาให้ย่อตัวลงแอบซ่อนไว้เบื้องหลังมุมประตู ก่อนจะเงยหน้ามองไปทางกระจกอย่างใจเย็น เขาเพียงแค่แสร้งทำเป็นขยับตัวเบา ๆ ให้เงาของตัวเองลอดผ่านกระจกประตูออกไปทางทิศที่ผักกาดยืนมองอยู่ ราวกับว่าเห็นเงาครูเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน ผักกาดที่กำลังเพ่งมองอยู่ชะงักมือทันที สีหน้าสงสัยเปลี่ยนเป็นตกใจเล็กน้อย รีบถอยหลังก้าวสองก้าว เหมือนกลัวว่าถูกครูจับได้ว่าแอบแวะเวียนอยู่แถวนี้นานเกินไป เธอจึงรีบหันหลังเดินกึ่งวิ่งหนีไปทางประตูหน้าโรงเรียนโดยไม่รอช้า
เปาแอบมองจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว ค่อยถอนหายใจยาวเหยียด กลับมาสติครบถ้วนเหมือนเดิม
“โอ้ย... เกือบไม่รอดแล้วนะนั่น ขอบคุณนะคะพี่ไทม์”
เธอค่อย ๆ เดินออกจากห้องสมุดอย่างปกติสุข ไม่รีบร้อนไม่ลนลาน เหมือนไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครแอบเฝ้ามองอยู่หรือไม่ ก่อนจะเลี้ยวลัดไปทางอื่นเพื่อเดินกลับบ้านอย่างสบายใจ ไทม์ยืนมองร่างเล็กห่างออกไปจนลับสายตา ก่อนจะปิดประตูและเดินตามไปอีกทางด้วยความปลอดภัยใจ
“รอดแล้ว...” เปาถอนหายใจยาวเหยียด ถอดวิญญาณลงไปนั่งกองกับพื้นเคาน์เตอร์ ไทม์ก้มลงมองยัยตัวแสบที่ขดตัวอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่มขำเบา ๆ ในคอ
“ทีนี้... รีบไปขึ้นรถเมล์ได้แล้วครับ ก่อนจะมีสายสืบคนที่สามมา”
เปาเดินกะเพลก ๆ ออกมารอรถเมล์ที่ป้ายหน้าโรงเรียน ท้องฟ้าเย็นลงแล้ว ลมเย็น ๆ พัดมาพาให้รู้สึกอ้างว้างเบา ๆ ไม่นานนัก รถเมล์ประจำทางสายท้องถิ่นก็ค่อย ๆ แล่นเข้าเทียบป้าย เปาก้าวขาขึ้นไปนั่งริมกระจก ทว่า... สายตาของเด็กสาวกลับสะดุดเข้ากับรถกระบะสี่ประตูสีดำคันหรูที่ขับชะลอตามหลังรถเมล์มาอย่างช้า ๆ ...
พี่ไทม์...
เขาไม่ได้ขับแซงไปเลย แต่เลือกที่จะขับทิ้งระยะห่างอย่างใจเย็น คอยคุมเชิงและคุ้มกันรถเมล์คันที่เธอนั่งอยู่ไปตลอดทางจนถึงปากซอยบ้าน หัวใจของเปากระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่
และที่แปลกยิ่งกว่านั้น... เมื่อรถเมล์จอดส่งเปาลงที่หน้าปากซอย ภาพที่เห็นคือ ‘ลุงเชียร’ พ่อของเธอในชุดลำลองขี่มอเตอรไซค์มานั่งรอรับลูกสาวอยู่หน้าปากซอยด้วยตัวเอง
“เปา! ทำไมกลับเย็นนักล่ะลูก แม่เป็นห่วงให้พ่อมารอ” พ่อเชียรเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“พอดี... ช่วยครูทำความสะอาดห้องสมุดหลังเลิกเรียนน่ะค่ะพ่อ” เปาตอบอ้อมแอ้ม พลางเหลียวหลังกลับไปมอง
รถกระบะสีดำของไทม์จอดนิ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าลุงเชียรมารับเปาอย่างปลอดภัย ไฟหน้ารถก็กะพริบเบา ๆ หนึ่งที ก่อนจะค่อย ๆ เลี้ยวลัดเข้าซอยทางอื่นไปอย่างรู้หน้าที่
ตกดึกยามค่ำคืน...
เปานั่งถอนหายใจอยู่บนเตียงนอนในห้องนอนชั้นสอง ความรู้สึกว้าวุ่นใจและรู้สึกผิดยังคงกวนใจไม่เลิก เรื่องที่เธอทำตัวงอนใส่เขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็ตักเตือนและดุเพื่อปกป้องเธอจากสายตาอาจารย์รัชนีแท้ ๆ
แกร๊ก...
เสียงของบางอย่างกระทบกับรั้วไม้ข้างบ้านดังขึ้นเบา ๆ เปาขมวดคิ้ว ลุกขึ้นเดินไปแหวกผ้าม่านหน้าต่างห้องนอนมองลงไปข้างล่าง บริเวณรั้วไม้เตี้ย ๆ กั้นระหว่างบ้าน มีแก้ว ชานมไข่มุกหวานน้อย แขวนห้อยไว้อย่างประณีต พร้อมกับแก้วยังคงมีหยดน้ำเกาะเย็นฉ่ำ และบนฝาแก้วนั้น... มีกระดาษโน้ตสติ๊กเกอร์สีเหลืองใบเล็ก ๆ แปลกตาติดอยู่
เปารีบย่องเบา ๆ ลงบันไดบ้าน เปิดประตูหลังบ้านเดินตรงไปยังรั้วไม้ มือเล็กยื่นไปหยิบแก้วชานมไข่มุกขึ้นมาดู ใต้แสงจันทร์สว่างนวล ข้อความด้วยลายมือเรียบสวยอันคุ้นเคยของอาจารย์ภาษาไทยเขียนไว้ว่า...
"ขอโทษที่ต้องทำเป็นดุนะครับน้องเปา... ดื่มชาเย็น ๆ จะได้หายงอนพี่นะ ”
เปาจ้องมองข้อความนั้น นัยน์ตาคู่สวยส่องประกายวูบวาบ แก้มป่อง ๆ ทั้งสองข้างร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ รอยยิ้มหวานกว้างค่อย ๆ คลี่ออกเต็มใบหน้า เด็กสาวกอดแก้วชานมไข่มุกไว้แนบอก หัวใจดวงน้อยเต้นตูมตามลั่นอกยิ่งกว่าจังหวะกลองชุด
ความรู้สึกว้าวุ่นใจที่เคยสับสน... ในคืนนี้ มันเริ่มชัดเจนและก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังในหัวใจของซาลาเปาเข้าเสียแล้ว