เชียงใหม่เข้าหน้าหนาวเต็มตัวแล้ว
ฝนปลายปีตกแทบทุกเย็น
ถนนในนิมมานเปียกชื้นไปด้วยแสงไฟสีส้มสะท้อนพื้นน้ำ กลิ่นดินหลังฝนตกผสมกับอากาศเย็นจนเมืองทั้งเมืองดูช้าลงกว่าปกติ
ผมกำลังจะปิดร้านตอนเกือบสามทุ่ม
ลูกค้าคนสุดท้ายเพิ่งกลับไป
เหลือแค่—
ผู้ชายคนเดิมที่นั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่าง
ภูเขา
แสง ในร้านตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเขาเบา ๆ
เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนถึงข้อศอก นาฬิกาเรือนแพงสะท้อนแสงเวลาขยับมือ
แต่แปลกที่ช่วงหลัง
ภาพของเขากลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของร้านผมไปแล้ว
“ร้านจะปิดแล้วครับ”
ผมพูดพลางเช็ดแก้วกาแฟไปด้วย
อีกฝ่ายเงยหน้าจากโน้ตบุ๊กช้า ๆ
“อืม”
แต่ก็ยังไม่ลุก
ผมแอบถอนหายใจ
“คุณจะกลับหรือยัง”
“กำลังคิดอยู่”
“คิดอะไรครับ”
ภูเขาปิดโน้ตบุ๊ก ก่อนมองหน้าผมนิ่ง ๆ
“จะพาคุณกลับยังไง”
มือผมหยุดทันที
เสียงฝนด้านนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
“ผมกลับเองได้”
เหมือนฟ้าตั้งใจกลั่นแกล้ง
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นพร้อมฝนที่เทลงมาอย่างหนัก
เม็ดฝนกระแทกกระจกจนมองถนนแทบไม่เห็น
คนบนฟุตปาธต่างวิ่งหาที่หลบฝนกันวุ่นวาย
ภูเขาหันไปมองด้านนอก ก่อนลุกขึ้นเดินมาหยุดหน้าเคาน์เตอร์
กลิ่นน้ำหอมเย็น ๆ ลอยเข้ามาใกล้เกินไป
“รถคุณล่ะ”
“มอเตอร์ไซค์”
“ขับกลับตอนนี้ไม่ได้”
“เดี๋ยวฝนก็หยุด”
เขาเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนหยิบกุญแจรถขึ้นมา
“ไปกับผม”
“ไม่เป็นไรครับ”
“หมอก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อผมตรง ๆ
เสียงทุ้มต่ำกับสายตานิ่ง ๆ นั่นทำเอาหัวใจผมกระตุกแรงอย่างน่าหงุดหงิด
“….”
“ดื้อ”
คำพูดสั้น ๆ แต่กลับทำให้หน้าผมร้อนขึ้นมาเฉย ๆ
“ผมไม่ปล่อยให้คุณกลับคนเดียวตอนฝนตกแบบนี้หรอก”
สุดท้ายผมก็แพ้สายตาคู่นั้นอยู่ดี
สิบห้านาทีต่อมา
ผมนั่งเงียบอยู่ในรถยุโรปสีดำคันหรู
ภายในรถเย็นสบายเกินไป
เสียงเพลงคลอเบา ๆ จากลำโพง ทำให้บรรยากาศเงียบจนน่าอึดอัด
ด้านนอกฝนยังตกหนัก
หยดน้ำไหลผ่านกระจกเป็นสาย
ส่วนด้านในมีแค่กลิ่นน้ำหอมของภูเขาที่ลอยอยู่รอบตัว
ผมตลอดเวลา
“คุณมาอยู่เชียงใหม่มานานหรือยัง”
ผมถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“สิบปี”
“แต่สำเนียงไม่เหมือนคนเหนือ”
“ผมโตกรุงเทพฯน่ะ”
ภูเขาจับพวงมาลัยด้วยมือเดียว
แสงไฟจากถนนสะท้อนสันกรามคมชัดจนดูเหมือนภาพถ่ายในนิตยสาร
“แล้วมาทำธุรกิจที่นี่?”
“อืม”
“ทำไม”
เขาเงียบไปพักหนึ่ง
เหมือนกำลังเลือกคำตอบ
“ตอนแรกก็เพราะเงิน”
“…แล้วตอนนี้ล่ะ”
รถชะลอไฟแดงพอดี
ภูเขาหันมามองผมตรง ๆ
ดวงตาสีเข้มคู่นั้นนิ่งเกินไป
นิ่งจนผมเผลอกลั้นหายใจ
“เพราะคุณ”
หัวใจผมเต้นแรงทันที
ผมหันหนีไปมองวิวด้านนอกอย่างรวดเร็ว
แต่ภาพสะท้อนบนกระจกกลับยังเห็นว่าเขามองผมอยู่
บ้าเอ๊ย
ผู้ชายคนนี้ชอบพูดอะไรแบบไม่ให้ตั้งตัวตลอด
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา
รถเลี้ยวเข้าใต้คอนโดหรูริมแม่น้ำปิง
ผมหันไปมองอีกฝ่ายทันที
“นี่ไม่ใช่บ้านผม”
“รู้”
“แล้วพามาทำไม”
“ฝนยังไม่หยุด”
“งั้นผมรอในรถก็ได้”
ภูเขาดับเครื่อง ก่อนปลดเข็มขัดนิรภัยช้า ๆ
“คุณคิดว่าผมจะปล่อยให้คุณนั่งอยู่ในรถทั้งคืน?”
“….”
“ขึ้นไปข้างบน”
“คุณนี่มัน—”
“ผมห่วง”
เขาพูดแทรกเรียบ ๆ
ก่อนเปิดประตูลงจากรถไปเลย
ผมนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่
มองหยดฝนที่เกาะกระจกพร่ามัว
สุดท้ายก็ต้องยอมเดินตามขึ้นคอนโดอยู่ดี
ห้องของภูเขาอยู่ชั้นบนสุด
ทันทีที่ประตูเปิดออก
ความเงียบเย็น ๆ ก็โอบล้อมผมทันที
ห้องกว้างมาก
ตกแต่งเรียบจนแทบไม่มีสีอื่นนอกจากดำ เทา และน้ำตาลเข้ม
เหมือนเจ้าของห้องไม่มีผิด
“นั่งก่อนสิ”
ภูเขาถอดสูทพาดโซฟา
ก่อนเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาให้
ตอนเขายื่นให้
ปลายนิ้วของเราแตะกันอีกครั้ง
แค่เสี้ยววินาที
แต่หัวใจผมกลับเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่
ภูเขามองหน้าผมเงียบ ๆ
“หัวใจคุณเต้นดังจัง”
ผมเงยหน้าทันที
“ไม่ได้ดังสักหน่อย”
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ
ก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ
ปลายนิ้วอุ่นแตะหยดน้ำที่แก้มผมเบา ๆ
สัมผัสนั้นทำให้ทั้งตัวผมชะงัก
ใกล้เกินไปแล้ว
ใกล้จนผมได้กลิ่นกาแฟกับน้ำหอมของเขาชัดเจน
“หมอก”
เสียงเรียกต่ำลงกว่าปกติ
ดวงตาคมไล่มองริมฝีปากผมช้า ๆ
เหมือนกำลังอดทนกับอะไรบางอย่าง
บรรยากาศรอบตัวเงียบจนได้ยินเสียงฝนด้านนอก
แล้วภูเขาก็ค่อย ๆ โน้มตัวลงมา
ใกล้จนลมหายใจอุ่นแตะปลายจมูก
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบระเบิด
อีกนิดเดียว—
เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน
ภูเขาชะงักทันที
ส่วนผมรีบผละตัวออกห่างเหมือนคนเพิ่งได้สติ
“ผะ…ผมกลับดีกว่า”
“หมอก”
“ขอบคุณที่มาส่งครับ”
ผมพูดรวดเดียวก่อนรีบเดินหนีไปทางประตู
แต่ยังไม่ทันจับลูกบิด
เสียงทุ้มด้านหลังก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คืนนี้ถ้าคุณกลับไป…”
ผมหยุดเดิน
หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“ผมคงนอนไม่หลับแน่”