หลังจากออกจากร้าน MIST Café บรรยากาศภายในรถกระบะสี่ล้อคันโตก็กลับมาเงียบสนิท กว่าปกติอีกครั้ง รักเอนแผ่นหลังพิงเบาะนั่งทอดสายตามองทิวทัศน์แมกไม้สองข้างทางที่แล่นผ่านไป พยายามดึงความสนใจของตัวเองออกไปเพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ถึงคำพูดแปลก ๆ แกมหยอกล้อของหมอก
ทว่ายิ่งพยายามกดมันลงไปเท่าไหร่ ภาพสายตาของหมอกและภูเขาที่ใช้มองเขากับภพสลับกันมันก็ยิ่งลอยเด่นชัดขึ้นมา เหมือนคนทั้งคู่กำลังจับสังเกตและรู้อะไรบางอย่าง... ในแบบที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าจะยอมรับ
"ไอ้หมอกมันก็เป็นคนแบบนั้นแหละครับ"
ภพเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อ ๆ ราวกับมีเวทมนตร์อ่านใจคนข้าง ๆ ออก ชายหนุ่มหมุนพวงมาลัยประคองรถเข้าโค้งลาดชันอย่างชำนาญ "มันเป็นพวกขี้แซว อย่าไปถือสาน้ำลายมันเลย"
"ดูออกเลยครับว่าขี้เล่นมาก" รักหลุดหัวเราะเบา ๆ เพื่อลดทอนความประหม่า "เมื่อกี้ผมเกือบจะคิดว่าคุณหมอกเขาจะจับเราสองคนแต่งงานกันกลางร้านกาแฟซะวันนี้เลย"
ภพหลุดหัวเราะหึในลำคอ "มันเคยทำจริง ๆ นะ" "หืม? หมายถึงจับแต่งงานจริง ๆ เหรอครับ" รักหันไปเลิกคิ้วมองอย่างสนอกสนใจ
"อืม... มันชอบทำตัวเป็นพ่อสื่อจับคู่คนในหมู่บ้านเนี่ยแหละ"
"แล้ว... ได้ผลไหมครับ"
"แต่งงานมีลูกกันไปสองคู่แล้ว"
คราวนี้รักระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ จนภพต้องละสายตาจากถนนหันมามองใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มจนตาหยิบหยี่ ภาพรอยยิ้มที่สดใสไร้สิ่งปรุงแต่งนั้นทำให้มุมปากของเจ้า ของไร่ชายกขึ้นตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ทั้งคู่เดินทางกลับมาถึงรีสอร์ตเรือนไม้ อากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบลงตามแรงลมที่พัดผ่าน และสายหมอกสีขาวละมุนก็เริ่มลอยต่ำลงมาโอบล้อมหุบเขาอีกระลอก รักกระชับเสื้อคลุมพลางเตรียมจะเดินแยกตัวกลับไปยังบ้าน พักส่วนตัวทว่าเสียงทุ้มของคนที่เดินตามหลังกลับรั้งเอาไว้ก่อน
"รัก..."
"ครับ? พี่ภพมีอะไรหรือเปล่า"
รักหมุนตัวกลับมามอง ภพยืนล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์อยู่ท่ามกลางสายลมเย็น แววตาและสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและนิ่งขรึมกว่าปกติ
"เรา... มานั่งคุยกันหน่อยไหมครับ"
คำชวนเรียบ ๆ แต่แฝงไปด้วยความจริงจังนั้นส่งผลให้ก้อนเนื้อในอกซ้าย ของรักกระตุกและเต้นระรัวขึ้นมาทันที
.
ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งคู่ย้ายมานั่งเผชิญหน้ากันอยู่ที่ศาลาไม้สักหลังเล็ก ริมไร่ชา ลมภูเขาพัดเอื่อยเฉื่อยพาเอาไอเย็นและกลิ่นดินกลิ่นหญ้าลอยมาปะทะผิวเนื้อหากแต่บรรยากาศระหว่างพวกเขากลับ ตึงเครียดและอึดอัดกว่าที่ควรจะเป็น
ภพทอดสายตามองคนตัวเล็กกว่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นพูดขึ้นมาก่อน
"พี่ไม่อยากให้เราต้องมานั่งรู้สึกอึดอัดใจเวลาที่อยู่ที่นี่"
รักเลือกที่จะเงียบ พลางกำมือเข้าหากันแน่นเพื่อรอฟังประโยคถัดไป
"เรื่องคืนนั้นที่เชียงใหม่..." ภพเว้นจังหวะไปแวบหนึ่ง ดวงตาคมวูบไหวเล็กน้อย "เราสองคนต่างก็รู้ดีว่ามันเกิดจากความอารมณ์ชั่ววูบ และความเปราะบาง... มันไม่ได้มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก"
หัวใจของรักดิ่งวูบและกระตุกวาบ แม้สมองจะพร่ำบอกว่าสิ่งที่ภพพูดคือความถูกต้อง และความจริงที่ควรจะเป็น แต่ลึก ๆ ในใจกลับเกิดความรู้สึกหน่วงหนึบและแปลก ๆ อย่างห้ามไม่ได้
"ครับ... ผมเข้าใจ" รักฝืนตอบ น้ำเสียงแผ่วเบา
"เพราะฉะนั้น..." ภพขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด สบประสานสายตากับรักตรง ๆ
"เราลืมมันไปเถอะครับ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
ความเงียบงันโรยตัวเข้าปกคลุมรอบศาลาไม้ รักพยายามฝืนเค้นยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปให้คนตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
"ครับ... ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" ทั้งที่ในส่วนลึกของหัวใจกลับประท้วงเสียงดังว่าเขา ไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิดเดียว
ภพพรูลมหายใจออกมาเบา ๆ ท่าทางดูผ่อนคลายลงคล้ายกับยกภูเขาออกจากอก
"ดีครับ... ข้อตกลงตามนี้"
"แล้ว... ต่อจากนี้ล่ะครับ ระหว่างเราคืออะไร"
รักเอ่ยถามต่อช้า ๆ
ภพจุดยิ้มละมุนที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน "ต่อจากนี้ คุณคือแขกคนสำคัญของที่นี่"
"แล้วพี่ภพเป็นอะไรครับ"
"เจ้าของรีสอร์ตไงครับ"
"แค่นั้นเหรอ..." รักพึมพำ
ภพจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสั่นไหวคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและนุ่มนวล "กับฐานะ... เพื่อนคนหนึ่งครับ"
คำว่าเพื่อน... ทำเอาหัวใจของรักแกว่งสั่นอีกหน "เพื่อนเหรอครับ..."
"อืม ใช่ครับ เพื่อน"
"งั้น... ในฐานะเพื่อนและแขก ผมขอเพิ่มกฎข้อหนึ่งได้ไหมครับ" ภพเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างนึกสนุก
"ว่ามาสิครับ"
รักจุดยิ้มเจ้าเล่ห์คืนกลับไปบ้าง "ห้ามเจ้าของรีสอร์ตแกล้งหรือเอาเปรียบแขกเด็ดขาด"
"พี่ไปแกล้งเราตอนไหนกัน"
"ก็ตอนที่อยู่ในไร่ชาเมื่อเช้าไงครับ"
"อ๋อ..."
ภพหลุดหัวเราะเสียงทุ้ม ก่อนจะเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แววตาคมพราวระยับ "งั้นพี่ก็ขอเพิ่มกฎสัญญาระหว่างเราอีกข้อเหมือนกัน" "กฎอะไรครับ"
"ห้ามแขก... หนี"
รักชะงักกึก ดวงตาทั้งคู่สบประสานกันเนิ่นนานในความเงียบ ต่างฝ่ายต่างรู้ซึ้งถึงความหมายลึกซึ้งของคำว่า "หนี" ดี ว่ามันไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การเดินเลี่ยงออกจากไร่ชาเมื่อเช้า... แต่หมายรวมถึงเช้าวันนั้นที่เชียงใหม่ที่รักเลือกจะเดินหันหลังทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังโดยไม่บอกลา
"ผมไม่ได้หนีซะหน่อย..."
รักเถียงอ้อมแอ้มในคอ เสียงเบาหวิว
"เหรอครับ?"
"จริง ๆ ครับ"
"งั้นตอนนั้นเขาเรียกว่าอะไรหันล่ะครับ"
"ผมแค่..." รักอึกอักและหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหาคำตอบที่ดูดีมาอธิบายเหตุผล ของความกลัวในใจตัวเองไม่ได้เลย
ภพมองใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีระเรื่อด้วยความเอ็นดู อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา น้ำเสียงที่เอ่ยแฝงความละมุนและอบอุ่นจนคนฟังใจละลาย "ไม่เป็นไรครับ... พี่ไม่คาดคั้นถามแล้ว"
หัวใจของรักอุ่นวาบและพองโตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยที่สุดภพก็เป็นผู้ชายที่สุภาพและให้เกียรติเขาเสมอ ไม่เคยคิดกดดัน ไม่บังคับ และไม่พยายามที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวที่จบไปให้เขาต้องลำบากใจ
.
ตกเย็น รักเดินกลับเข้ามาภายในห้องพักเรือนไม้ ทว่าก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปปิดบานประตูลง สายตากลับเหลือบไปเห็นถุงกระดาษสีน้ำตาลใบหนึ่งวางตั้งไว้ อยู่บนโต๊ะไม้หน้าห้อง ด้านในมีขวดแก้วบรรจุน้ำชา สมุนไพรอุ่น ๆ กลิ่นหอมละมุน พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่มีข้อความเขียนไว้ด้วยลายมือหวัด ๆ ทว่าระเบียบเรียบร้อย
‘อากาศข้างนอกเริ่มเย็นลงมากแล้ว ดื่มชาร้อน ๆ ก่อนนอนนะครับ จะได้หลับสบาย’
ไม่มีการลงท้ายชื่อกำกับ... แต่รักกลับรู้ดีแก่ใจในทันทีว่าใครเป็นคนนำมาวางไว้ รอยยิ้มเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน เป็นรอยยิ้มแรกของวันที่เกิดขึ้นจากหัวใจและไม่ต้องฝืนแกล้งทำเลยสักนิด
คืนนั้น รักพาตัวเองออกมานั่งห้อยขาอยู่ตรงริมระเบียงไม้ของห้องพัก ท่ามกลางสายหมอกหนาทึบที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาจนแลดูคล้ายเมืองในฝัน ในมือเรียวสองข้างโอบกอดขวดแก้วน้ำชาอุ่น ๆ จากเจ้าของรีสอร์ตเอาไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่น
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะตั้งกฎและตกลงร่วมกันไปแล้วว่า ค่ำคืนอันร้อนแรงวาบหวามที่นิมมานนั้นจะเป็นเพียงแค่อดีต ที่ต้องลืมเลือน จะไม่มีใครเอ่ยพูดถึงมันอีก และจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ในฐานะเพื่อน...
แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งปล่อยให้ใจลอยไปกับสายหมอกเท่าไหร่ หัวใจเจ้ากรรมของรักกลับยิ่งรู้สึกแจ่มชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ ว่า... กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อกั้นระยะห่างกั้นความรู้สึกเหล่านั้น มันอาจจะถูกพังทลายลงในไม่ช้า
โดยเฉพาะกฎเหล็กข้อที่สำคัญที่สุด... คือข้อที่ชื่อว่า "ห้ามรู้สึกไปมากกว่านี้…แค่เพื่อน"