รักแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน เสียงสายฝนที่ตกกระทบหลังคาไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอแว่ว เข้ามาคลอเคลียความเงียบ แต่ในหัวของเขากลับวุ่นวายสับสนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ทุกครั้งที่เพลียจนเผลอหลับตา ภาพเหตุการณ์ลึกซึ้งและใบหน้าของภพก็จะลอยเด่นขึ้นมาทันที ทั้งรอยยิ้มมุมปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยกระซิบชิดใบหู และดวงตาคมปลาบคู่นั้นที่มองมาราวกับ กำลังอ่านทุกความรู้สึกในใจของเขาจนทะลุปรุโปร่ง
"บ้าเอ๊ย..."
ร่างโปร่งพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้างด้วยความอึดอัด ก่อนจะดึงหมอนข้างมาสวมกอดไว้แน่น เขาอุตส่าห์ดั้นด้นหนีความวุ่นวายขึ้นมาถึงแม่กำปอง แต่ดวงชะตากลับเล่นตลกให้มาเจอเจ้าของรีสอร์ตเป็นผู้ชายคนเดิมที่เขาเพิ่งข้ามเส้นความสัมพันธ์ด้วยมาแหม็บ ๆ ถ้าจะเรียกว่าโชคร้าย... มันก็ดูบังเอิญจนน่าเหลือเชื่อ แต่ถ้าจะทึกทักว่าเป็นพรหมลิขิต... มันก็ฟังดูน้ำเน่าเกินกว่าที่คนเพิ่งอกหักอย่างเขาจะกล้ายอมรับ
.
เช้าวันต่อมา อากาศสดชื่นและเย็นสบายกว่าที่คิดไว้มาก สายหมอกสีขาวโพลนลอยคลอเคลียอยู่ตามยอดไม้และทิวเขาอย่างอ้อยอิ่ง รักตัดสินใจพาตัวเองออกมาเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ ตั้งแต่เช้าตรู่ หวังลึก ๆ ในใจว่าจะใช้ช่วงเวลานี้หลบเลี่ยงไม่ให้เผชิญหน้า กับเจ้าของรีสอร์ตหนุ่ม
ทว่า... โชคชะตากลับไม่เคยเข้าข้างเขาเลย
"ตื่นเช้ากว่าที่คิดนะเรา"
เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านข้าง รักชะงักฝีเท้าก่อนจะหันไปมอง ภพกำลังยืนอยู่ริมแปลงไร่ชาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ในมือหนามีตะกร้าสานใบย่อม วันนี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกอย่างลวก ๆ คู่กับกางเกงยีนส์สีเข้ม ลุคนี้ทำให้ดูเหมือนชาวไร่ผู้รักธรรมชาติ มากกว่านักธุรกิจเจ้าของกิจการใหญ่โต
"พี่ภพก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะครับ" รักเอ่ยทักทายกลับไปตามมารยาท "งานในไร่ช่วงเช้ามันเยอะน่ะ" ภพส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ ก่อนจะยกตะกร้าสานในมือขึ้นเล็กน้อย "สนใจไปเก็บยอดชาด้วยกันไหม?"
"ผมเหรอครับ?"
รักชี้ นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างแปลกใจ
"อืม ใช่"
"แต่ผมไม่เคยทำเลยนะ... กลัวจะไปทำไร่พี่เสียหายเปล่า ๆ"
"เพราะไม่เคยทำนั่นแหละ ยิ่งต้องลอง"
ภพไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มส่งสายตาแกมบังคับทว่าเต็มไปด้วยความเอ็นดูมาให้ จนรักปฏิเสธไม่ลง
.
สามสิบนาทีต่อมา รักรีบสาวเท้าก้าวตามร่างสูงอยู่กลางไร่ชาเขียวขจี โดยมีหมวกสานใบใหญ่สวมอยู่บนหัวเพื่อกันแดดอ่อน ๆ ยามเช้า ส่วนภพย้ายตัวเองมาหยุดยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลัง คอยเอ่ยสอนวิธีเลือกเก็บยอดชาอย่างละเอียด
"เลือกเด็ดเฉพาะยอดอ่อนเดี่ยว ๆ ที่อยู่บนสุดนะ" ภพช่วยอธิบาย "แบบนี้ครับ..."
มือใหญ่ที่สากระคายนิด ๆ ยื่นมาจับหมับเข้าที่ปลายนิ้วเรียวของรักอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะประคองพานิ้วของคนตัวเล็กกว่าไป แตะสัมผัสลงบนยอดชาสีเขียวอ่อน สัมผัสเนื้อแนบเนื้อที่ไม่ทันตั้งตัวทำเอาอุณหภูมิในร่างกายของรักพุ่งสูงขี้น และหัวใจเต้นผิดจังหวะรัวแรงขึ้นมาทันที
"เข้าใจไหมครับ?" ภพแกล้งก้มลงมาถามชิดใบหู จนรักสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น
"คะ...ครับ เข้าใจแล้ว"
ชายหนุ่มรีบชักมือกลับและก้าวถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวใหญ่ ๆ ทันที ท่าทางตื่นตระหนกเหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้ ภพหลุดหัวเราะเสียงเบาในลำคออย่างนึกเอ็นดู
"พี่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นมั้งรัก"
"ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย" รักเถียงอ้อมแอ้ม เบือนหน้าหนีสายตาพราวระยับคู่นั้น
"อ้าว... ไม่ได้กลัว งั้นแปลว่าเขิน?"
"พี่ภพ!"
รักหันขวับมาถลึงตาใส่ใบหน้าคมคาย ทว่าภพกลับระเบิดหัวใจหัวเราะเสียงดังลั่นออกมา อย่างอารมณ์ดี มันเป็นครั้งแรกเลยที่รักได้เห็นผู้ชายมาดนิ่งคนนี้หัวเราะอย่าง เป็นธรรมชาติและไม่คิดจะเก็บอาการเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเก็บยอดชา ภพก็พารักเดินตัดผ่านสวนไปยังเรือนไม้หลังเล็ก ด้านหลังรีสอร์ต ซึ่งเป็นโรงคั่วชาชุมชน กลิ่นหอมกรุ่นอบอวลของใบชาที่ถูกคั่วสด ๆ ลอยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
"ทั้งหมดนี่... พี่ภพลงมือทำเองเลยเหรอครับ" รักเอ่ยถามพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความทึ่ง "ทำร่วมกับคนงานในชุมชนน่ะ"
"คงเหนื่อยน่าดูเลยนะครับ"
ภพพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะสบตารักแล้วตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"เหนื่อยครับ... แต่พี่ชอบ"
คำตอบสั้น ๆ ทว่าหนักแน่นและจริงใจนั้นทำให้รักมองคนตรงหน้านิ่งไป ยิ่งได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน เขายิ่งพบว่าภพในตอนนี้นั้นช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์แรกในบาร์ที่นิมมานอย่างสิ้นเชิง ภายนอกชายหนุ่มอาจจะดูนิ่งขรึมและเย็นชาจนเข้าถึงยาก แต่เนื้อแท้ข้างในกลับเป็นผู้ชายที่ละเอียดอ่อน ใส่ใจในรายละเอียด และอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
.
ช่วงสายของวัน ภพพารักแวะมาที่คาเฟ่เก๋ไก๋แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมลำธารธรรมชาติ ป้ายไม้หน้าร้านดีไซน์มินิมอลเขียนชื่อเอาไว้ว่า MIST Café
"ร้านของเพื่อนพี่เอง มีสาขาที่นิมมานด้วยนะ" ภพเอ่ยบอก
ทันทีที่พวกเขาก้าวขาเดินเข้าไปด้านในร้าน เสียงใสแจ๋วของใครบางคนก็ดังต้อนรับขึ้นมาทันควัน
"โอ้โห! ลมอะไรหอบมึงมาถึงนี่ได้วะไอ้คุณภพ" ชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวออร่า เจ้าของร้านเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ ก่อนจะเบรกสายตาชะงัก แล้วมองสลับไปมาระหว่างภพกับรักด้วยแววตาเป็นประกาย "เอ๊ะ... แล้วนี่ใครอ่ะ?"
"ไอ้หมอก" ภพปรามเสียงเข้ม ทว่าแววตากลับไม่ได้ดูโกรธเคืองจริงจัง
"อะไรเล่า" หมอกแกล้งทำหน้าซื่อตาใส ยิ้มกว้างขวาง "กูยังไม่ได้พูดอะไรเสียหายเลยนะ"
รักมองท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่สลับกันไปมาด้วยความงุนงง ก่อนที่บรรยากาศจะถูกแทรกด้วยชายอีกคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องคั่วกาแฟ รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายในชุดสูทสากลเรียบหรูดูภูมิฐาน
"อย่าไปปั่นมันมากเลยหมอก" ชายคนนั้นเอ่ยเสียงนุ่ม พลางวาดแขนโอบดึงเอวของหมอกเข้าหาตัว อย่างเป็นธรรมชาติ
"พี่ภูเขาอ่ะ..." หมอกหันไปมุ่ยหน้าใส่แฟนหนุ่ม ก่อนจะเอนหัวซบลงบนลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายอย่างหน้าตา เฉย โดยไม่แคร์สายตาของแขกผู้มาใหม่เลยสักนิด
"สวัสดีครับ" ภูเขาส่งยิ้มเป็นมิตรพลางยื่นมือออกมาทักทายตามมารยาท "ผมชื่อภูเขานะ เป็นเพื่อนไอ้ภพมัน"
"สวัสดีครับ... ผมชื่อรักครับ" รักรีบยื่นมือไปจับและตอบกลับด้วยท่าทางนอบน้อม
หลังจากทักทายพอกระษัยบำรุงมิตรภาพเสร็จสรรพ หมอกก็รีบกุลีกุจอ ลากเก้าอี้ไม้มานั่งลงข้าง ๆ รักทันทีด้วยความกระตือรือร้น
"คุณชื่อรักจริง ๆ เหรอครับ"
"ครับผม"
"อืม... น่ารักสมชื่อจริง ๆ ด้วยแฮะ มิน่าล่ะ..."
"หมอก"
คราวนี้ภพกดเสียงต่ำและเรียกชื่อเพื่อนสนิทเข้มกว่าเดิม จนเจ้าของคาเฟ่ตัวดีหลุดหัวเราะลั่นร้านอย่างชอบใจ
"โอเค ๆ ไม่แซวแล้วก็ได้หวงจริงเชียว" หมอกยกมือสองข้างขึ้นยอมแพ้ แต่ทว่าสายตาและสีหน้ากลับฟ้องชัดเจนว่า ไม่ได้คิดจะหยุดล้อเลียนเลยแม้แต่นิดเดียว
ตลอดทั้งมื้ออาหารหมอกและภูเขาแอบลอบสังเกตพฤติกรรม ของภพอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่ภพเผลอทอดสายตาอ่อนโยน มองตรงไปยังรักอย่างลึกซึ้ง... จนกระทั่งทั้งสองคนหันมาสบสายตากันเองอย่างรู้ความหมาย
"เสร็จแน่ ๆ" หมอกกระซิบกระซาบแผ่วเบากับคนรัก ภูเขาพยักหน้าเห็นด้วยพลางจุดยิ้มมุมปาก
"อืม... รอบนี้ไม่รอดแน่"
.
ตัดมาทางด้านของรัก... ร่างโปร่งยังคงนั่งจิบชาละเลียดขนมหวานตรงหน้า โดยที่เจ้าตัวไม่มีทางรู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาก้าวขาเข้ามาในเขตพื้นที่แม่กำปองแห่งนี้ บัดนี้ได้มีกองเชียร์กิตติมศักดิ์ถึงสองคน กำลังรวมหัวกันลุ้นและผลักดันอย่างเต็มกำลัง... เพื่อให้เขากลายมาเป็น 'แฟนเจ้าของไร่ชา' คนต่อไปแบบเต็มรูปแบบ!