Don’t Leave Me in the Rain

ตอนที่ 7: คืนนี้... อยู่กับพี่ก่อนนะ

👁️ 5 อ่าน

ฝนที่ตกซาลงแล้ว…

ครั้งนี้มันไม่หนักเท่าวันแรกที่ผมเจอเขา แต่มันมากพอที่จะทำให้ถนนสะสมน้ำจนสะท้อนแสงไฟสีส้มเป็นเงาเบลอ

ผมนั่งขดตัวอยู่บนเตียงกว้างในคอนโดของพี่ไซลาส

เสื้อยืดตัวใหญ่ของเขาหลวมโคร่งจนปลายแขนปิดถึงข้อนิ้วมือ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ติดอยู่บนเสื้อ กลายเป็นกลิ่นที่ช่วงหลังมานี้ทำให้ผมหายใจโล่งขึ้น

พี่ไซลาสนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาเงียบๆ แสงจากโคมไฟสีอุ่นตกลงบนใบหน้าด้านข้างของเขา ห้องนี้เงียบจนเหมือนถูกตัดออกจากโลกข้างนอก

ผมเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัว ผมก้มมองแชตกลุ่มที่ค้าง unread ไว้หลายข้อความ

มีนาแท็กถามเรื่องงาน

ซันนี่ส่งสติกเกอร์โกรธ

ใครบางคนถามว่าผมหายไปไหน

ผมพิมพ์คำว่า “ขอโทษ” แล้วลบออก

ผมไม่ได้ตั้งใจหายไปไหน ผมแค่เริ่มรู้สึกว่าโลกข้างนอกมันวุ่นวายเกินไป

และห้องนี้… เงียบพอดีกับหัวใจผมมากกว่า

“คิดอะไรอยู่ครับ?” เสียงนุ่มของพี่ไซลาสดังขึ้นเบาๆ

ผมสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนจะรีบล็อกหน้าจอโทรศัพท์

“เปล่าครับ”

เขาวางหนังสือลงแล้วมองมาที่ผม สายตานิ่งสนิทจนผมอ่านไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไร

“ริเวอร์… ช่วงนี้เหนื่อยไหมครับ?”

มันเป็นคำถามธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนถูกเขามองทะลุเข้าไปถึงข้างใน

“ก็… นิดหน่อยครับ”

“เพราะเรียน?”

ผมส่ายหน้า “เพราะคน?”

คราวนี้ผมเงียบ… พี่ไซลาสไม่ได้ถามต่อ เขาเพียงแต่ลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าผม ก่อนจะย่อตัวลงนั่งบนพื้นข้างเตียงเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน

“ริเวอร์ครับ” น้ำเสียงเขาเบา แต่กลับชัดเจนจนสะเทือนอยู่ในความรู้สึก

“เวลาริเวอร์ฝืนตัวเองมากๆ พี่ดูออกนะ”

ใจผมกระตุกวูบ

บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่ไม่มีใครมองเห็นเรา

แต่คือการที่มีใครบางคน รู้ทันความรู้สึกเราเร็วกว่าที่เราจะพูดมันออกมาด้วยซ้ำ

ผมหลบตาเขา

“ผมแค่… ไม่อยากเป็นภาระใครน่ะครับ”

“ใครบอกว่าริเวอร์เป็นภาระล่ะครับ?”

“ผมรู้สึกเอง…”

ไซลาสเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดช้าๆ

“คนที่ชินกับการอยู่คนเดียว มักขอโทษเก่งเกินไป เวลาต้องพึ่งพาใคร ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”

ประโยคนั้นเหมือนเข็มที่ค่อยๆ ทิ่มลงบนแผลที่ผมพยายามซ่อนไว้มาตลอด

พี่ไซลาสยิ้มบางๆ แล้วแตะหลังมือผมเบาๆ

“ริเวอร์มีพี่อยู่แล้วนะ”

เสียงเขานุ่มลงอีกนิด

“ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วก็ได้… หืม?”

ผมเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ

“ก็ได้ครับ…”

คำตอบหลุดออกจากปากง่ายเกินไป

ง่ายจนผมเองยังรู้สึกกลัว

พี่ไซลาสยิ้มบาง ก่อนลุกขึ้นจากพื้นข้างเตียง

“งั้นพี่ทำอะไรร้อนๆ ให้กินนะครับ”

“ไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ”

“ไม่ลำบากเลย”

เขาพูดเหมือนตอบคำถามที่คิดไว้แล้ว ก่อนเดินนำผมออกไปที่ครัว

เสียงฝนกระทบกระจกกับเสียงน้ำเดือดอ่อนๆ จากหม้อใบเล็กบนเตา แสงไฟสีส้มอุ่นตกลงบนเคาน์เตอร์หินจนทุกอย่างดูนุ่มนวลเกินจริง

ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ เสื้อยืดตัวใหญ่ของเขาหลวมจนปลายแขนคลุมถึงข้อนิ้ว

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พี่ไซลาสเคยมีเสื้อผ้าไซส์พอดีเตรียมไว้ให้ผมเสมอ

แต่คืนนี้ เขากลับหยิบเสื้อของตัวเองมาให้ใส่แทน

กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อนๆ กับความหลวมโคร่งของเนื้อผ้าทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกโอบไว้เงียบๆ

และน่าแปลก…

ที่ผมไม่ได้อยากถอดมันออกเลย

มือทั้งสองวางนิ่งอยู่บนตักเหมือนผมไม่รู้ว่าควรทำอะไรกับตัวเองดี

พี่ไซลาสหั่นแครอตเป็นชิ้นเล็กเท่ากันทุกชิ้น

เท่ากันจนน่าประหลาด

เขาเช็ดหยดน้ำบนเคาน์เตอร์ทันทีที่มันกระเด็นลงมา แล้วหันกลับมาคนซุปในหม้อด้วยท่าทางใจเย็นเหมือนทุกอย่างในห้องนี้อยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่แล้ว

“ผมช่วยได้ไหมครับ”

มือที่กำลังจับมีดของเขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะหันมายิ้มให้

“ของมีคม เดี๋ยวพี่ทำเองดีกว่าครับ”

“ผมไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นนะครับ”

“พี่รู้”

เขาวางมีดลง แล้วเดินเข้ามาใกล้พอให้กลิ่นสะอาดจากตัวเขาลอยมาแตะจมูก

“แต่พี่ไม่อยากให้ริเวอร์เจ็บ”

ประโยคนั้นนุ่มมาก

นุ่มจนผมเถียงไม่ออก

สุดท้ายเขาเลยยื่นช้อนให้ผมแทน

“ช่วยชิมก็พอครับ หน้าที่สำคัญที่สุดแล้ว”

ผมรับช้อนมา ก่อนชิมซุปอุ่นๆ ที่เขาตักให้

รสชาติอุ่นจนความสั่นที่ค้างอยู่ในตัวค่อยๆ เบาลง

ผมหลุดหัวเราะเบาๆ

“เค็มไปนิดนึงครับ”

พี่ไซลาสนิ่งไป

แล้วหลุดยิ้มเหมือนเพิ่งยอมแพ้อะไรบางอย่าง

“แย่เลยครับ”

เขาพึมพำเบาๆ

“พี่กะเกลือพลาดจริงด้วย”

ผมหัวเราะอีกครั้ง

“ผมนึกว่าพี่จะทำอะไรเป๊ะไปหมดซะอีก”

เขามองผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบยิ้มๆ

“พี่ก็พลาดเป็นเหมือนกันนะครับ”

เขาหันกลับไปปิดเตา แล้วหยิบแก้วชาที่วางอยู่ข้างกันมาส่งให้

“รอบนี้พี่ไม่ทิ้งชาไว้นานแล้วนะครับ”

ผมชะงัก

“ซุปก็กำลังอุ่นพอดี กินตอนร้อนๆ จะได้นอนหลับสบาย”

เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบาลง

“จะได้ไม่ฝันร้ายเหมือนคืนนั้นอีก”

ความอุ่นในอกผมกระตุกวูบ

เพราะเขาจำได้หมด

แม้แต่เรื่องที่ผมไม่เคยพูดชัดๆ

หลังจากกินซุปหมด พี่ไซลาสยืนเก็บถ้วยเงียบๆ ส่วนผมนั่งมองแผ่นหลังของเขาอยู่ตรงเคาน์เตอร์

ในห้องนี้ไม่มีเสียงคนถามว่าผมหายไปไหน

ไม่มีข้อความที่ผมต้องตอบ

ไม่มีสายตาใครมองว่าผมเป็นภาระ

มีแค่เขา

กับของอุ่นๆ ที่เขาทำให้

และความเงียบที่เหมือนจะปลอดภัยกว่าทุกที่บนโลก

พี่ไซลาสล้างมือเสร็จ เสียงน้ำจากก๊อกเงียบลง เหลือเพียงความเงียบที่แผ่คลุมห้องครัว

ผมนั่งหันหน้าเข้าหาเคาน์เตอร์อยู่ตามเดิม ก่อนจะรู้สึกถึงเงาของร่างที่ขยับเข้ามาซ้อนด้านหลัง

เขาไม่ได้กอด

แต่ยืนใกล้พอให้แผ่นหลังรับรู้ถึงไออุ่น จากแผ่นอกกว้างนั้น

ฝ่ามือทั้งสองข้างวางลงบนขอบเคาน์เตอร์หินอ่อนคนละด้าน

กึก!

ทางหนีด้านหน้าหายไปพร้อมกับเงาของเขาที่ทอดทับลงมา

ในสายตาของผมเหลือเพียงลายหินสีอ่อนตรงหน้าและท่อนแขนที่พาดอยู่ข้างตัว

พี่ไซลาสโน้มตัวลงช้า ๆ ปลายผมของเขาแตะโดนแก้มของผมแผ่วเบา

ลมหายใจอุ่นเฉียดผ่านข้างใบหู

“ริเวอร์ครับ... อยู่กับพี่ก่อนนะ ไม่ต้องกลับไปคิดเรื่องข้างนอกแล้ว”

น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่ใกล้เกินไป

“พักอยู่ตรงนี้... ในที่ที่มีแค่เราก็พอแล้วนะ”

ปลายนิ้วของผมที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ค่อย ๆ คลายออกโดยไม่รู้ตัว

ครืด... ครืด...

เสียงสั่นของโทรศัพท์ดังแทรกขึ้นมา

หน้าจอสว่างวาบ

‘พี่แอชตัน’

ชื่อบนหน้าจอทำให้ผมกะพริบตาถี่ ๆ เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีอย่างอื่นอยู่นอกห้องนี้ด้วย

“เอ่อ...”

ผมขยับตัวเล็กน้อย

“พี่แอชตันโทรมาครับ ผมขอตัวไปรับสายแป๊บนึงนะ”

พี่ไซลาสนิ่งไปชั่วครู่

สายตาของเขาเลื่อนไปยังหน้าจอที่ยังสว่างอยู่

ลมหายใจอุ่นยังคงอยู่ใกล้ข้างหูอีกอึดใจหนึ่ง

ก่อนเจ้าตัวจะค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น

“ครับ”

เขายิ้มบาง ๆ

“ตามสบายครับ”

ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแทบจะทันที แล้วเดินเลี่ยงออกไปคุยตรงมุมห้อง

พี่แอชตัน :

มึงอยู่ไหนริเวอร์?

ริเวอร์ :

อยู่คอนโดพี่ไซลาสครับ

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพี่แอชตันจะถอนหายใจยาว

กินข้าวยัง

ผมชะงัก

ครับ?

กินแล้วครับ

พี่แอชตัน :

เอ่อ…มึงโอเคไหม?

น้ำเสียงเขาจริงจังขึ้นจนผมชะงัก ผมหันกลับไปมองพี่ไซลาส เขายังนั่งอยู่ที่เดิม เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมพอดีแล้วส่งรอยยิ้มเล็กๆ มาให้

เพียงแค่นั้น หน้าอกที่เคยหนักอึ้งก็คลายลงทันที

ผมโอเคสิครับ พี่แอชตัน

ก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไรต่อ พี่ไซลาสก็เดินเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขา เขาเอื้อมมือมารับโทรศัพท์จากมือผมไปเอง ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แล้วพูดกรอกลงไปในสายด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น

แอชเหรอครับ… ฝากบอกมันด้วยนะ ว่าพี่ดูแลริเวอร์อยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง

เขาพูดให้เสียงดังพอที่ปลายสายจะได้ยิน แต่ก่อนสายจะตัด ผมได้ยินเสียงพี่แอชตันในสาย พูดเบามาก

เอ่อ…ถ้ามีอะไร โทรหากูทันทีนะ

หน้าจอดับลง พี่ไซลาสส่งโทรศัพท์คืนให้ผม

“พี่เขาดูเหมือนไม่ค่อยพอใจผมเลยนะครับ”

“มันแค่ขี้กังวลน่ะครับ” พี่ไซลาสตอบเรียบๆ

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อ

โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นอีกครั้ง

[พี่แอชตัน]

ผมชะงัก

พี่ไซลาสมองชื่อบนหน้าจออยู่เงียบๆ

“…ไม่รับเหรอครับ?”

“เอ่อ… เดี๋ยวค่อยโทรกลับก็ได้ครับ” ผมเผลอมองโทรศัพท์ที่ยังค้างชื่อพี่แอชตันอยู่บนหน้าจอก่อนจะคว่ำมันลง

“อือ”

“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว… อย่าคิดถึงคนอื่นได้ไหมครับ”

พี่ไซลาสยิ้มบางๆ พลางใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของผมเบาๆ สัมผัสนั้นนุ่มนวลจนผมเผลอคลายแรงเกร็งในไหล่ลงโดยไม่รู้ตัว

“บางทีคนเราก็แค่ไม่ชอบเวลาคนสำคัญคลาดสายตาไป…” เขาพูดเสียงแผ่ว

“พี่เองก็เป็น”

คำว่า ‘คนสำคัญ’ ทำให้ผมเผลอกำชายเสื้อแน่นขึ้นนิดหนึ่ง

 

❖ ❖ ❖

 

ดึกมากแล้ว แต่ผมกลับนอนไม่หลับ

เสียงฝนยังดังแผ่วอยู่ด้านนอก ผมนอนตะแคงอยู่บนเตียงในเสื้อยืดตัวใหญ่ของพี่ไซลาส กลิ่นสะอาดจากเนื้อผ้าทำให้หัวที่หนักมาตลอดทั้งวันค่อยๆ เบาลงทีละนิด

ประตูห้องเปิดออก

พี่ไซลาสเดินเข้ามาพร้อมแก้วนมอุ่นในมือ

“ยังไม่ง่วงอีกเหรอครับ”

ผมส่ายหน้าเบาๆ

เขาวางแก้วนมลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนนั่งลงตรงขอบเตียงเงียบๆ แสงไฟสีส้มสลัวตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา

ห้องดูสงบจนผมเริ่มไม่อยากคิดถึงโลกข้างนอกอีก

“ช่วงนี้ริเวอร์ฝืนตัวเองเยอะนะครับ”

ผมหัวเราะแห้งๆ

“ผมก็เป็นแบบนี้มาตลอดนี่ครับ”

พี่ไซลาสเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเอื้อมมือมาแตะหน้าผากผม

สัมผัสนั้นอุ่นจนผมเผลอหลับตาลงเอง

“คนที่ชินกับการอยู่คนเดียว…” เขาพูดทอดช้าๆ “มักคิดว่าตัวเองต้องไหวตลอดเวลา”

ผมเม้มปากแน่น

ไม่รู้ทำไม เวลาผู้ชายคนนี้พูด ผมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองเห็นหมดทุกอย่าง

ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผมเองยังอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

พี่ไซลาสขยับมือออก แต่ปลายนิ้วยังค้างอยู่ตรงข้อมือผม

ไม่ได้จับไว้แน่น

แค่แตะอยู่ตรงนั้นเฉยๆ

แต่ผมกลับไม่อยากขยับหนี

“ริเวอร์ครับ”

“ครับ…?”

“คืนนี้ไม่ต้องคิดอะไรแล้วได้ไหม”

เสียงฝนยังตกสม่ำเสมออยู่ด้านนอก

ผมหันไปมองโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ข้างหมอน แจ้งเตือนจากแชตกลุ่มยังค้างอยู่ มีนาส่งข้อความมาอีกแล้ว

ผมควรตอบ

แต่แค่คิดถึงบทสนทนาพวกนั้น หน้าอกผมก็เริ่มแน่นขึ้นมาอีก

พี่ไซลาสมองตามสายตาผม ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

เขาไม่ได้ปิดเครื่อง

ไม่ได้เปิดดูอะไร

เพียงคว่ำหน้าจอลง แล้ววางไว้ไกลออกไปอีกนิด

“พักก่อนก็ได้ครับ”

เขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา

ก่อนขยับขึ้นมานอนข้างๆ ผมบนเตียง

ไม่ได้กอด

ไม่ได้ดึงผมเข้าไปหา

มีเพียงไออุ่นจากตัวเขา และจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมออยู่ข้างกัน

ผมนอนนิ่งอยู่แบบนั้นพักใหญ่

ก่อนเริ่มรู้ตัวว่า ลมหายใจของตัวเองค่อยๆ ปรับตามอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

ช้าลง

เบาลง

สงบลง

พี่ไซลาสเอื้อมมือมาจับมือผมไว้หลวมๆ ใต้ผ้าห่ม

“หายใจดีขึ้นไหมครับ”

ผมพยักหน้า

เขายิ้มบางๆ โดยไม่พูดอะไรต่อ

แต่ความเงียบครั้งนี้กลับไม่ได้น่าอึดอัดเลย

ตรงกันข้าม…

ผมไม่อยากให้มันจบลงด้วยซ้ำ

เปลือกตาผมเริ่มหนักขึ้นทีละน้อย

ก่อนจะได้ยินเสียงเขาดังขึ้นแผ่วๆ ในความมืด

“ถ้าริเวอร์เหนื่อยเมื่อไหร่… ก็กลับมาหาพี่ได้เสมอนะครับ”

ผมไม่ได้ตอบ

แต่ปลายนิ้วกลับเผลอกำมือเขาแน่นขึ้น

และก่อนหลับไป ความคิดสุดท้ายที่แวบเข้ามาในหัวก็คือ

ช่วงหลังมานี้…เสียงฝนไม่ได้ทำให้ผมกลัวเท่าเดิมอีกแล้ว

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!