Don’t Leave Me in the Rain

ตอนที่ 3: คืนนี้... ไม่ต้องกลับ

👁️ 3 อ่าน

คืนฝนตกหนักคืนนั้น ผ่านมาเกือบสี่เดือนแล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองเริ่มคุ้นกับ Recovery Room ตั้งแต่เมื่อไหร่

รู้ตัวอีกที ห้องเล็กๆ บนชั้นแปดของตึกกิจกรรมก็กลายเป็นที่ที่ผมแวะมาหลังเลิกเรียนแทบทุกวันไปแล้ว

ทั้งที่ตอนแรกผมแค่ “แวะพัก”

แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นที่ที่ผมใช้เวลาอยู่มากกว่าห้องตัวเองเสียอีก

 

❖ ❖ ❖

 

“ริเวอร์! เร็วดิ ฝนจะตกแล้ว!”

เสียงซันนี่ตะโกนดังมาจากหน้าตึกศิลปกรรม ขณะที่ผมกำลังเก็บสเก็ตช์บุ๊กลงกระเป๋าอย่างลวกๆ

เมฆสีเทาเข้มปกคลุมทั่วฟ้า ลมแรงจนป้ายผ้าใต้ตึกปลิวสะบัด

“วันนี้มึงจะกลับหอเลยไหม” มีนาถามพลางสะพายกระเป๋าผ้าเข้าบ่า

ผมกำลังจะตอบ

แต่เสียงแตรรถสั้นๆ ก็ดังขึ้นจากริมฟุตบาทก่อน

ปี๊บ—

รถซีดานสีดำคุ้นตาจอดอยู่ใต้ตึก

กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้าๆ พร้อมใบหน้ากวนประสาทของพี่แอชตัน

“ชักช้าว่ะ ขึ้นรถได้ละ”

ซันนี่หรี่ตามองผมทันที

“อ๋อออออ มีคนมารับอีกแล้ว”

“ไม่ใช่แบบนั้น”

“งั้นแบบไหน” มีนาเสริมทันที

พี่แอชตันถอนหายใจแรง

“กูโดนใช้มา”

“ใครใช้อะพี่” ซันนี่ถามทั้งที่สีหน้ารู้คำตอบอยู่แล้ว

“ไอ้ไซลาสดิ”

ซันนี่มองหน้าผมสลับกับรถอยู่พักหนึ่ง ก่อนพึมพำ

“มึงนี่อยู่ Recovery Room มากกว่าคณะอีกนะ”

ผมหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบ

“ก็… อยู่แล้วสบายใจดี”

มีนากับซันนี่มองหน้ากันแวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร

ลมพัดแรงขึ้นอีกระลอกจนชายเสื้อปลิว

หยดฝนเม็ดแรกตกลงบนพื้นคอนกรีตดังแปะ

“เฮ้ย ตกจริงด้วย” ซันนี่เงยหน้ามองฟ้า

มีนาทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก ก่อนก้มค้นกระเป๋าตัวเองลนๆ

“แย่ละ…”

“อะไร?” ผมหันไปถาม

“ลืมร่ม”

ซันนี่หัวเราะทันที

“สมควร”

“หยุดเลยนะ”

ผมมองร่มในมือของตัวเอง ก่อนยื่นให้เธอ

“งั้นเอาอันนี้ไปก่อน”

มีนาชะงัก

“ไม่เอา เดี๋ยวมึงเปียก”

“ไม่เป็นไรครับ ผมมีรถกลับ”

“แต่—”

“เอาไปเถอะ”

ผมยัดด้ามร่มใส่มือเธอ

มีนามองหน้าผมเหมือนอยากเถียงต่อ แต่สุดท้ายก็ยอมรับไว้

“งั้นพรุ่งนี้เราคืนให้นะ”

ผมพยักหน้า

“มึงนี่นะ... รีบขึ้นมาได้แล้ว”

พี่แอชตันพูดเหมือนรำคาญ แต่ก็เอื้อมมือไปปลดล็อกประตูฝั่งข้างคนขับให้ผมทันที

 

❖ ❖ ❖

 

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Recovery Room เปลี่ยนไปเยอะ

หรือบางที…

อาจเป็นผมเองที่เปลี่ยนไป

บนโต๊ะกลางมีแก้วชาเซรามิกสีขาวที่กลายเป็นแก้วประจำของผมไปแล้ว

ในลิ้นชักใต้โต๊ะมีขนมปังรสเกลือที่พี่แอชตันชอบซื้อโยนทิ้งไว้ให้

มุมโซฟามีผ้าห่มสีเทาที่พี่ไซลาสพับวางไว้ทุกครั้งก่อนผมมา

บางวันซันนี่กับมีนาก็ขึ้นมานั่งเล่นด้วย เอางานมาปั่น เอากาแฟมานั่งกิน แล้วบ่นเรื่องอาจารย์ไปเรื่อยเปื่อยจนดึก

พี่แอชตันชอบบ่นว่าพวกเด็กศิลปกรรมเสียงดัง

แต่สุดท้ายก็ยังขับรถไปส่งทุกคนอยู่ดี

แม้แต่ตู้ปลามุมห้อง ผมก็เริ่มจำได้แล้วว่าตัวไหนชอบหลบอยู่หลังหิน ตัวไหนชอบว่ายวนตรงแสงไฟ

บางครั้งผมเผลอหลับบนโซฟาไปเลยด้วยซ้ำ

แล้วพอตื่นขึ้นมา ไฟในห้องก็มักถูกหรี่ลงเรียบร้อยแล้วเสมอ

 

❖ ❖ ❖

 

วันนี้พี่แอชตันอยู่ด้วยจนดึกกว่าปกติ เขานั่งเอกเขนกบนโซฟา มือถือชีตเรียนเอาไว้ แต่ดูจากหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นนั่นแล้ว ไม่น่าจะอ่านรู้เรื่องเท่าไหร่

“มึงอ่านค้างหน้าเดิมมาสิบนาทีแล้วนะ แอช” พี่ไซลาสพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากแฟ้มในมือ

พี่แอชตันเหลือบมองเขาอย่างหัวเสีย “กูกำลังทำความเข้าใจเชิงลึกอยู่ มึงอย่าขัดดิ”

“เชิงหลับมากกว่ามั้ง”

“มึงนี่ไม่ให้เกียรติความพยายามกูเลยนะไซลาส”

ผมเผลอยิ้มออกมา อยู่กับสองคนนี้แล้วห้องที่เคยดูอ้างว้างกลับไม่เงียบเหงาจนเกินไป

ผมเคยคิดว่าความเงียบคือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมันไม่เคยถาม ไม่เรียกร้อง และไม่คาดหวังอะไรจากผม แต่พักหลัง…ความเงียบในห้องพักตัวเองกลับดังเกินไป ดังจนผมได้ยินเสียงฝนในความทรงจำชัดเจนขึ้นทุกคืน

“ริเวอร์”

เสียงนุ่มของพี่ไซลาสทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย เขามองผมอยู่ก่อนแล้ว “มือเย็นไหมครับ?”

ผมยังไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตัวเองกำปากกาแน่นอยู่

“นิดหน่อยครับ”

พี่ไซลาสไม่ได้บอกให้ผมปล่อยมือทันที เขาแค่เลื่อนแก้วน้ำชาอุ่นเข้ามาให้ใกล้ขึ้น

“ถือไว้เฉยๆ ก็ได้ครับ ไม่ต้องดื่มก็ได้… ให้ความร้อนมันช่วย”

ผมทำตาม ความร้อนจากเซรามิกค่อยๆ ซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ช่วยให้จังหวะหัวใจที่เต้นรัวเริ่มผ่อนลง

พี่แอชตันมองอยู่พักหนึ่งก่อนจะโยนลูกอมเม็ดหนึ่งมาทางผม มันกลิ้งมาหยุดข้างสมุดรายงานพอดี

“น้ำตาลตกเปล่ามึง หน้าเหมือนแมวจรโดนฝนสาดอีกแล้วนะ”

“ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ผมตอบ

“คนเป็นอะไรมักพูดแบบนี้แหละ” เขาสวนทันควันจนผมคำแก้ตัวไม่ออก

พี่ไซลาสเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง “แอช มึงกลับได้แล้ว ฝนเริ่มหนักกว่าเดิมแล้วนะ”

“นี่มึงไล่กู?”

“เตือนด้วยความหวังดี ถ้ามึงไม่กลับตอนนี้ อีกครึ่งชั่วโมงถนนหน้า ม. น้ำท่วมแน่”

พี่แอชตันสบถเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเก็บของ เขาดูลังเลอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองผม

“มึงกลับหอไหวไหมริเวอร์? ฝนตกบ่อยด้วยช่วงนี้”

“ไหวครับ หออยู่ตรงข้าม ม.นี่เองครับ"

เขาหรี่ตาเหมือนไม่เชื่อ “แน่นะ?”

“ครับ”

เขายืนกำสายกระเป๋าเป้แน่นขึ้น “เออ… ถ้าไม่ไหวก็โทรมาแล้วกัน”

ผมกะพริบตาปริบๆ “โทรหาใครครับ?”

“ก็โทรหากูนี่ไง!” พี่แอชตันขึ้นเสียงเหมือนหงุดหงิดที่ต้องอธิบายเรื่องง่ายๆ แต่ผมสังเกตเห็นว่าใบหูเขาขึ้นสีแดงจางๆ “หรือโทรหาไอ้ไซลาสก็ได้ มันรับเร็วกว่ากูอยู่แล้ว”

พี่ไซลาสเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม
“มึงพูดเหมือนกูว่างตลอดเวลาเลยนะ”

แอชตันมองเขานิ่งๆ แวบหนึ่ง “ก็เห็นมึงว่างให้ริเวอร์ตลอด”

ห้องเงียบไปเสี้ยววินาที ไซลาสยิ้มบางๆ “น้องต้องการคนอยู่ด้วยตอนนี้”

“เออ” แอชตันคว้ากระเป๋าขึ้นสะพาย “กูก็ไม่ได้ว่าอะไร” เขาหันมามองผมอีกครั้ง “แต่ถ้ามึงไม่โอเค โทรหากูได้เหมือนกัน เข้าใจไหม”

พี่ไซลาสเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มในมือ ก่อนมองพี่แอชตันนิ่งๆ อยู่แวบหนึ่ง “ก็ดีนะ” เขาพูดเรียบๆ “จะได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่พี่คนเดียวที่อยู่ข้างริเวอร์”

ผมหันไปมองเขาทันที ไม่รู้ทำไม… ทั้งที่มันควรเป็นคำพูดธรรมดาแท้ๆ แต่ผมกลับเผลอรู้สึกผิดขึ้นมาแปลกๆ

“มึงจะกลับไหม?”

“กลับแล้วครับคุณพ่อ! ไปละ” พี่แอชตันชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนกัน ก่อนหัวเราะออกมา

 

❖ ❖ ❖

 

เสียงประตูเปิดออกและปิดลงพร้อมเสียงฝนที่ดังวูบหนึ่ง ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง…

ผมนั่งจดรายงานต่อได้ไม่ถึงห้านาที เสียงฟ้าร้องก็คำรามลั่น มันมาพร้อมแสงแปลบปลาบที่วาบผ่านกระจกเข้ามา ทุกอย่างในตัวผมพังทลายลงในวินาทีนั้น

มือแม่… เสียงเบรก… ไฟหน้ารถ… กลิ่นน้ำมันไหม้…และกระจกที่แตกกระจาย

ปากกาหลุดจากมือ ผมรู้ตัวว่ากำลังหายใจแรงเกินไป พี่ไซลาสลุกจากโต๊ะทันที เขาไม่ได้พุ่งเข้ามาจนผมตกใจ เขาหยุดตรงหน้าผมในระยะที่พอดี

“ริเวอร์ มองพี่ครับ”

ผมพยายามจะโฟกัส แต่ภาพตรงหน้าสั่นพร่าไปหมด

“ไม่ต้องหายใจให้ดีก็ได้ครับ แค่รู้ว่าตอนนี้ริเวอร์อยู่ที่ไหนก็พอ”

ผมจับขอบโต๊ะจนเล็บจิกเนื้อไม้ “ผม… ผมไม่อยากออกไปตอนนี้” เสียงของผมแตกพร่าและสั่นเครือจนน่าอาย

พี่ไซลาสไม่แสดงท่าทีแปลกใจหรือรำคาญใจเลยแม้แต่นิดเดียว “โอเคครับ งั้นคืนนี้ให้พี่อยู่เป็นเพื่อนนะ ยังไม่ต้องกลับหอหรอก”

ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา “ไม่ได้ครับ ผม… ไม่อยากให้พี่เดือดร้อน”

“พี่ไม่เดือดร้อนเลยครับ” เขาพูดช้าๆ ชัดเจน “ตอนนี้ร่างกายริเวอร์ยังไม่เชื่อว่าข้างนอกปลอดภัยน่ะครับ ถ้าฝืนกลับไปอยู่หอคนเดียว ถ้าอาการหนักกว่าเดิมจะทำยังไงล่ะ”

คำว่า ‘ฝืน’ กระแทกใจผมอย่างจัง เพราะทั้งชีวิตผมชินกับการฝืนมาตลอด

“ไปเถอะนะครับ คอนโดพี่อยู่ตรงนี้เอง ไม่ไกล” ไซลาสเสนอ “ใกล้กว่าหอริเวอร์มาก เดินจากตรงนี้ไปไม่ถึงห้านาทีหรอก”

“คอนโด…พี่เหรอครับ?”

“ครับ พี่จะดูแลเราเองคืนนี้ ไม่ต้องกลัว พี่จะอยู่ห้องทำงาน ไม่เข้าไปใกล้ถ้าริเวอร์ไม่อนุญาต”

เขาไม่ได้บังคับ ไม่เร่งรัด และไม่ทำให้ผมรู้สึกผิดถ้าจะปฏิเสธ

แต่ยิ่งเขาอ่อนโยน ผมยิ่งหาทางปฏิเสธไม่เจอ เพราะความจริงคือผมเหนื่อยเหลือเกิน… เหนื่อยกับการต้องกลับไปอยู่กับความเงียบในห้องคนเดียวท่ามกลางเสียงฝนที่ไม่ปราณีต่อใจผมเลย

ผมพยักหน้าในที่สุด

ระหว่างทางเขากางร่มให้ผมโดยเว้นระยะห่างไว้อย่างสุภาพ ฝนสาดเข้ามาบ้างแต่ผมกลับไม่ได้สนใจความเปียกปอนที่ปลายขากางเกง

ผมสนใจเพียงจังหวะเดินของเขา… ที่ช้าลงจนเท่ากับผมพอดี

 

❖ ❖ ❖

 

คอนโดของพี่ไซลาสอยู่ไม่ไกลมาก บนชั้นสิบสองเป็นสถานที่ที่ ‘สงบ’ จนน่าเหลือเชื่อ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามา เสียงฝนข้างนอกก็ถูกตัดหายไปเหมือนเราหลุดเข้ามาอยู่อีกมิติหนึ่ง

ห้องกว้างขวางถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบจนไร้ที่ติ ผนังห้องโทนสีเทาควันบุหรี่รับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม แสงไฟสีอุ่นในห้องทำให้ทุกอย่างดูผ่อนคลาย

กลิ่นผ้าซักใหม่ลอยอบอวลอยู่รอบตัว ผมเผลอสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกเหมือนปอดที่เคยบีบคั้นได้ขยายตัวออกอย่างเต็มที่

“ห้องน้ำอยู่ซ้ายมือครับ เดี๋ยวพี่ไปหยิบเสื้อยืดตัวใหม่ให้”

พี่ไซลาสหายไปไม่ถึงสามนาที เขากลับออกมาพร้อมยื่น เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงนอนขายาวมาให้ รอยยิ้มของเขาดูใจดีเหมือนเคย “ตัวนี้น่าจะพอดีริเวอร์ที่สุด”

ผมชะงักนิดหนึ่ง “พี่รู้ไซซ์ผมเหรอครับ?”

ไซลาสหยุดมือไปแค่เสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มเหมือนเดิม “เดาเอาครับ” เขาวางเสื้อไว้บนที่พักแขนโซฟาอย่างเป็นระเบียบ

แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนเราจะเดาไซซ์ได้พอดีขนาดนี้จริงไหม

ความรู้สึกแปลกๆ แวบผ่านเข้ามา

แต่สุดท้ายผมก็เลือกจะไม่คิดต่อ

ผมรับมาแล้วรีบเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ เสื้อพอดีตัวอย่างน่าประหลาด กลิ่นน้ำหอมจางๆ บนเนื้อผ้าทำให้ผมเผลอหลับตาลงแวบหนึ่ง

กลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่ใน Recovery Room กลิ่นเดียวกับตอนที่พี่ไซลาสย่อตัวลงคุยกับผมในวันแรกที่เราเจอกัน

และน่าหงุดหงิดชะมัด…

ที่แค่กลิ่นแบบนี้ กลับทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาจริงๆ

เมื่อผมเดินออกมา พี่ไซลาสก็วางแก้วนมอุ่นๆ ไว้บนโต๊ะกลางโซฟาอย่างรู้ใจ

“ไม่หวานมากครับ ถ้าดื่มไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนนะ” เขาให้ทางเลือกกับผมเสมอ ไม่เคยบีบคั้น ไม่เคยรีบเร่ง

ผมนั่งลงบนโซฟาตัวนุ่ม กุมแก้วนมอุ่นไว้ในมือ รสชาติของมันนุ่มละมุน… เหมือนทุกอย่างที่เขาหยิบยื่นให้ผมเสมอมา

“ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ พี่จะนั่งทำงานตรงโต๊ะนู้น” เขาบุ้ยปากไปทางโต๊ะทำงานริมหน้าต่างที่มีกองเอกสารวางเรียบร้อย

“พี่ไม่ง่วงเหรอครับ? นี่มันดึกมากแล้วนะ”

เขายิ้มบางๆ ขณะที่กำลังแกะกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตออก “พี่นอนดึกเป็นปกติอยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง”

“ไม่ดีนะครับ… นอนดึกมันทำร้ายสุขภาพนะ” ผมหลุดปากบ่นออกไปเหมือนเด็กที่พยายามจะดุผู้ใหญ่

พี่ไซลาสชะงักไปนิด ก่อนจะส่งยิ้มผ่านทางสายตามาให้ผม แววตาคู่นั้นดูอบอุ่น นุ่มนวลและเป็นประกายจนผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ…

“นี่…ริเวอร์กำลังเป็นห่วงพี่เหรอครับ?”

หน้าผมร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีจนต้องก้มหน้าหลบสายตาลงไปมองแก้วนมในมือ

“ปะ..เปล่าครับ! ผมแค่… พูดตามหลักสุขภาพ ใครเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละครับ”

พี่ไซลาสยิ้มบางๆ ก่อนเสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะหลุดออกมา

รอยยิ้มนั้นดูอ่อนโยนเกินไปจนผมเผลอมองค้างอยู่หลายวินาที มุมปากที่ยกขึ้นนิดเดียวกลับทำให้ใบหน้าของเขาดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด

ตอนที่เขาขยับเข้ามาใกล้ ผมถึงได้กลิ่นหอมจาง จากตัวเขาชัดขึ้น พร้อมกับหัวใจตัวเองที่เต้นแรงแบบไม่มีเหตุผล

“ครับ ตามหลักสุขภาพเนอะ… ขอบคุณนะครับที่ช่วยเตือน แต่ถ้าพี่นอนไม่หลับขึ้นมา ริเวอร์จะรับผิดชอบยังไงดีล่ะครับ?”

“ผม… ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะครับ” ผมพึมพำตอบ กลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย

“แปลกดีนะครับ… ทั้งที่วันนี้เหนื่อยมากแท้ๆ แต่พอริเวอร์อยู่ตรงนี้ พี่กลับไม่ค่อยอยากพักแล้ว”

ประโยคหยอกล้อนั้นทำเอาผมไปไม่เป็น ผมรีบยกแก้วนมอุ่นขึ้นมาจิบปิดบังใบหน้าที่แดงจัดของตัวเอง

พี่ไซลาสไม่ได้กดดันเอาคำตอบ เขาเพียงแค่เอื้อมมือมาลูบกลุ่มผมที่ยังชื้นเล็กน้อยของผมแผ่วเบา อย่างทะนุถนอม

“ฝันดีนะครับ… ริเวอร์”

ผมมองตามแผ่นหลังของเขาที่เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน แสงไฟจากโคมไฟดวงเล็กสาดส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าคมกริบที่ดูสุขุมและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ในใจแอบสงสัยว่าทำไมพี่ชายที่แสนดีคนนี้ถึงดู ‘สมบูรณ์แบบ’ นัก แต่สุดท้ายความง่วงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งตัวก็ทำให้ผมเลือกที่จะปัดความสงสัยทิ้งไป

ผมนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มได้ไม่นาน ก็อดเหลือบมองพี่ไซลาสไม่ได้

เขายังนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานเหมือนเดิม ไหล่กว้างโน้มลงเหนือกองเอกสาร แก้วกาแฟข้างมือเย็นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ผมลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนค่อยๆ ลุกไปหยิบผ้าห่มอีกผืนจากปลายโซฟา แล้วเดินไปวางไว้บนพนักเก้าอี้ข้างเขา

“พี่ก็ควรพักเหมือนกันนะครับ”

พี่ไซลาสเงยหน้าขึ้นมองผม ราวกับไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนั้น

“เป็นห่วงพี่อีกแล้วเหรอครับ”

“เปล่าครับ… ผมแค่กลัวพี่ไม่สบาย แล้วพรุ่งนี้จะไม่มีคนชงนมอุ่นให้”

พอพูดจบ ผมถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป

พี่ไซลาสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบางๆ

“แบบนี้เขาเรียกอ้อนนะครับ ริเวอร์”

“ไม่ใช่นะครับ” ผมรีบปฏิเสธ แล้วเดินกลับไปซุกผ้าห่มทันที

แต่หูผมร้อนจนรู้ตัวเองว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์

ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกที ตอนที่สะดุ้งตื่นขึ้นมากกลางดึกเพราะฝันร้าย

ไฟในห้องถูกหรี่จนเกือบมืด พี่ไซลาสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขาหันมาทันทีที่ผมขยับตัว

“ฝันเหรอครับ?” เขาเดินมาหยุดห่างจากโซฟา “อยากให้พี่อยู่ตรงนี้ หรืออยากให้พี่กลับไปนั่งที่เดิม?”

คำถามที่ให้เกียรติกันเสมอของเขาทำให้ลำคอผมตีบตัน “ตรงนี้… ก็ได้ครับ”

พี่ไซลาสนั่งลงบนพื้นข้างโซฟา เว้นระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะ

“ตอนนี้ริเวอร์อยู่ที่ห้องพี่นะ ชั้นสิบสอง ริเวอร์ไม่ได้อยู่คนเดียว มีพี่อยู่ตรงนี้แล้วครับ”

น้ำตาผมรื้นขึ้นมาจนต้องหันหน้าเข้าหาพนักโซฟาเพื่อซ่อนมันไว้ คำพูดของเขาไม่ได้สัญญาอะไรยิ่งใหญ่ แต่คำว่า พี่อยู่ตรงนี้ มันกลับมีพลังพอที่จะทำให้ร่างกายของผมยอมผ่อนคลายลง

ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง ผมเห็นแสงสว่างจากหน้าจอมือถือของพี่ไซลาสบนโต๊ะ มีชื่อ ‘แอชตัน’ ปรากฏอยู่ เขาหยิบขึ้นมาพิมพ์ตอบสั้นๆ ก่อนจะวางมันลงอย่างเงียบเชียบ

ผมไม่ได้ถามว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพราะความง่วงและความรู้สึกปลอดภัยมันมีมากกว่าความสงสัย

ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงฝนอยู่ไกลมาก ทั้งที่เมื่อก่อน… มันเคยดังจนกลบทุกอย่างในหัวผมแท้ๆ

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!