หลังเลิกคลาส แค่ฟ้ามืดลงนิดเดียว มือผมก็เริ่มสั่นแล้ว
ผมนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
มือเย็นเฉียบจนจับปากกาแทบไม่อยู่ สายตาจ้องออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟจากรถบนถนนด้านล่างสะท้อนกับพื้นเปียกฝนวาบขึ้นมาเป็นระยะ จังหวะแสงที่วาบขึ้นแล้วดับลงทำให้หัวผมหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
หายใจไม่เต็มปอดอีกแล้ว
“ริเวอร์?”
เสียงมีนาดังมาจากข้างๆ แต่ฟังดูไกลเหมือนลอดผ่านน้ำมาอีกที
ผมพยายามประคองมือที่สั่นอยู่ให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาได้ แต่ปลายนิ้วกลับกดหน้าจอพลาดซ้ำๆ จนเครื่องเกือบหลุดมือ
หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมแจ้งเตือนจากพี่แอชตัน
พี่แอชตัน :
ถึงคลาสยัง
ผมมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ช่วงที่อาการผมเริ่มหนัก พี่แอชตันชอบส่งข้อความมาถามแบบนี้เรื่อยๆ เขาเคยบ่นว่าผมหายเก่งจนคนอื่นปวดหัว ก่อนจะขอให้ผมเปิดแชร์ Find My ไว้ให้
“เผื่อมึงแพนิกแล้วหายอีก”
ตอนนั้นผมยังหัวเราะใส่เขาอยู่เลย
แต่หลังจากเปิดไว้ พี่แอชตันก็ไม่เคยพูดถึงมันอีก เหมือนแค่ขอไว้เผื่อฉุกเฉินจริงๆ
ผมเลื่อนผ่านแชตนั้นไป
ก่อนกดเข้าอีกหน้าต่างแทน
แชตของพี่ไซลาสยังค้างอยู่บนสุด
เหมือนผมเผลอเปิดมันทิ้งไว้ตลอด
ผมพิมพ์ข้อความส่งไปช้าๆ
พี่ครับ
อีกฝ่ายตอบกลับแทบจะทันที
อยู่ไหนครับ
ผมพยายามพิมพ์ตอบ
หายใจไม่ค่อยออก
พี่ไซลาส :
ฝั่งห้องเดิมใช่ไหมครับ พี่กำลังไป
ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยบอกเขาไว้ตอนไหน
แค่เห็นชื่อเขาบนหน้าจอ
หน้าอกที่บีบรัดค่อยๆคลายลงนิดหนึ่ง
มีนาพยายามจะพาผมไปห้องพยาบาล แต่ผมปฏิเสธ
ประมาณห้านาทีต่อมา พี่ไซลาสก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องเรียน
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ว่าจากตึกชมรมมาที่นี่ภายในห้านาทีทันได้ยังไงตอนฝนตกหนักแบบนี้ แต่ตอนนั้นผมไม่มีแรงคิดอะไรแล้ว
เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกฝนเป็นรอยด่างบางจุด เขาเดินตรงเข้ามาหาผม ก่อนย่อตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกัน
“มือเกร็งอีกแล้ว ไม่ต้องฝืนหายใจนะครับ” เขาพูดช้าๆ “ริเวอร์แค่มองหน้าพี่ไว้ก่อน… เดี๋ยวเราไปห้องชมรมกัน”
ผมพยักหน้าโดยแทบไม่ทันต้องคิดอะไรต่อเลย
❖ ❖ ❖
ฝนตกแรงขึ้นกว่าเดิมตอนเรามาถึง Recovery Room เสียงฝนกระทบกระจกดังสม่ำเสมอปนกับเสียงเครื่องปรับอากาศ
พี่แอชตันเงยหน้าจากมือถือทันทีที่เห็นผม
“เป็นอีกแล้วเหรอวะมึง”
เขาถอนหายใจ ก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวจากโซฟาโยนมาโปะหัวผม
“เช็ดซะ เดี๋ยวไม่สบายไปจะวุ่นกันหมด”
พี่ไซลาสเดินอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์เงียบๆ ไม่นานก็ยกแก้วชาอุ่นมาวางตรงหน้าผม
“ระวังนะครับ ชายังร้อนอยู่”
ผมยื่นมือไปรับแก้วช้าๆ
แค่เห็นพี่ไซลาสนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ลมหายใจของผมก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นจังหวะอีกครั้ง
“วันนี้กินข้าวหรือยังครับ”
พี่ไซลาสถามขึ้น หลังจากปล่อยให้ผมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง
ผมอ้าปากจะตอบ แต่เสียงพี่แอชตันก็ดังแทรกมาจากโซฟาอีกฝั่งก่อน
“ดูหน้าก็รู้แล้วว่าไม่มีอะไรตกถึงท้อง”
เขาสบถเบา ๆ ก่อนโยนห่อขนมปังมาให้ผม
“แดกเข้าไปก่อนที่มึงจะวูบ”
ผมรับไว้ด้วยสองมือ ขนมปังในซองยังอุ่นนิด ๆ แต่ฝ่ามือผมกลับเย็นจนรู้สึกได้
“มึงจะปล่อยให้ตัวเองพังทุกครั้งที่ฝนตกแบบนี้ไม่ได้นะริเวอร์”
ผมก้มมองห่อขนมปังในมือ
“พี่ก็รู้ว่าผมคุมมันไม่ได้…”
“กูรู้ว่าคุมไม่ได้”
แอชตันตอบทันที น้ำเสียงยังห้วนเหมือนเดิม แต่ไม่ได้แข็งเท่าคำพูด
“แต่ไม่ได้แปลว่ามึงต้องรอให้ใครมาช่วยทุกครั้ง”
ผมนิ่งไป
ประโยคนั้นไม่ได้แรงมาก แต่กลับทำให้ผมเงียบกว่าตอนถูกดุเสียอีก
เพราะผมรู้ว่าเขาพูดถูก
ในห้องเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่เคาะกระจกอยู่ข้างนอก
พี่ไซลาสยังไม่ได้พูดทันที
เขาเพียงมองผมอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนรอให้คำพูดของพี่แอชตันตกลงมาถึงที่ของมันก่อน
แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“ช่วงนี้…เริ่มเป็นบ่อยขึ้นใช่ไหมครับ”
ผมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ครับ”
เสียงตัวเองเบากว่าที่คิด
“แค่ฟ้ามืด ผมก็เริ่มเหนื่อยแล้ว”
พี่ไซลาสพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้ทำหน้าแปลกใจ ไม่ได้รีบบอกให้ผมใจเย็น
แค่รับฟังเหมือนสิ่งที่ผมพูดออกไปมีน้ำหนักพอ
“แล้วตอนที่เริ่มรู้สึกไม่ดี” เขาถามต่อ “ริเวอร์ทำอะไรเป็นอย่างแรกครับ”
ผมชะงัก
คำถามนั้นไม่ได้กดดัน
แต่เหมือนมันค่อย ๆ พาผมกลับไปมองพฤติกรรมของตัวเองทีละขั้น
ผมกำห่อขนมปังในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
คำตอบมันชัดเสียจนผมเพิ่งรู้ตัวในวินาทีนั้นเอง
“…ผมทักหาพี่ครับ”
แววตาของพี่ไซลาสนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
สั้นมาก
แต่เหมือนอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้นอ่อนลงทันที
ราวกับเขาเพิ่งได้ยินคำตอบที่เฝ้ารอมานาน
“แม่ง…”
พี่แอชตันยกมือลูบหน้าตัวเองแรงๆ ก่อนเอนหัวพิงพนักโซฟา
“กูเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่านี่ช่วยมึงดีขึ้น…”
เขาพึมพำเบากว่าเดิม
“หรือกำลังทำให้มึงติดที่นี่กันแน่วะ”
ผมหันไปมองอีกฝ่ายงงๆ แต่พี่แอชตันกลับเงียบไปแล้ว
มีเพียงสายตาของเขาที่มองเพื่อนนิ่งๆ ราวกับรู้ว่าคำพูดนั้นหมายถึงอะไร
พี่ไซลาสเองก็ไม่ได้พูดอะไร
เขาเพียงเอื้อมมือมาลูบหัวผมช้าๆ
ฝ่ามืออุ่นลูบผ่านเส้นผม ที่ยังชื้นฝนอยู่เล็กน้อย
“ถ้าหายใจไม่ออก…”
เสียงของเขานุ่มจนแทบกลืนไปกับเสียงฝนด้านนอก
“ริเวอร์ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวก็ได้ครับ”
ฝั่งโซฟาอีกด้าน พี่แอชตันไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาแค่เลื่อนสายตาจากผมไปหยุดที่มือของพี่ไซลาส
นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะค่อย ๆ เบือนหน้าออกไปทางหน้าต่าง
❖ ❖ ❖
ดึกมากแล้วตอนที่พี่แอชตันลุกขึ้นคว้ากุญแจรถ
“เดี๋ยวพี่ไปส่งหอ มึงเก็บของเลยริเวอร์”
คำว่า พี่ ที่หลุดออกมาจากปากเขาทำให้ผมชะงักไปนิดหนึ่ง
ปกติพี่แอชตันไม่ค่อยใช้คำแบบนั้นกับผม
และเพราะไม่ค่อยใช้ มันเลยฟังชัดกว่าประโยคไหน ๆ
ผมหันไปมองฝนด้านนอกหน้าต่าง
เม็ดฝนเกาะพราวอยู่บนกระจก เสียงมันดังสม่ำเสมอเหมือนกำลังเคาะอะไรบางอย่างอยู่ในอก
แค่คิดว่าต้องออกไปจากห้องนี้ตอนนี้
มือผมก็เผลอกำชายเสื้อตัวเองแน่นขึ้น
“…ผมขออยู่ต่ออีกแป๊บได้ไหมครับ”
พี่แอชตันนิ่งไป
ขนมปังอีกห่อที่เขาถืออยู่ในมือถูกบีบจนซองยับเบา ๆ
เขาไม่ได้มองผมทันที
สายตาเขาเลื่อนไปหยุดที่พี่ไซลาสก่อน
พี่ไซลาสยังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แก้วกาแฟวางอยู่ใกล้มือ เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ขยับเข้ามาแทรก
เพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนนิ่ง ๆ
พี่แอชตันหัวเราะในลำคอเบามาก
ผมก้มหน้าลง มองปลายนิ้วตัวเองที่ยังจับชายเสื้ออยู่
“บางทีมึงก็…”
เสียงเขาหยุดอยู่ตรงนั้นเหมือนมีอีกหลายคำตามหลังมา แต่ไม่มีคำไหนถูกพูดออกมา
พี่แอชตันยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแรงๆ
“ช่างมันเถอะ”
น้ำเสียงเขาเบาลงกว่าเดิม
ผมเงยหน้าขึ้น แต่เขาไม่มองกลับมาแล้ว
“เออ ตามใจมึงละกัน”
เขาหันไปหยิบแจ็กเก็ตจากพนักโซฟา แล้วเดินผ่านผมไปโดยไม่มองหน้าอีก
แค่ตอนมือแตะลูกบิดประตู เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนยังลังเลว่าจะหันกลับมาพูดอะไรอีกดีไหม
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่พูด
ประตูปิดลงเบาๆ แทบไม่มีเสียง
แต่มันทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงอย่างประหลาด
เหลือเพียงเสียงฝน กลิ่นกาแฟจางๆ และพี่ไซลาสที่ยังนั่งอยู่ตรงข้ามผมเหมือนเดิม
พี่ไซลาสวางแก้วกาแฟลง ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้าโซฟาที่ผมนั่งอยู่ ฝ่ามืออุ่น แตะลงบนไหล่ผมเบาๆ
“คืนนี้… ไปพักที่คอนโดพี่นะครับ”
เขาพูดเบา ๆ เหมือนเป็นข้อเสนอ
แต่ฝ่ามือที่แตะอยู่บนไหล่ผมไม่ได้ขยับออก
“ฝนยังไม่หยุด ถ้ากลางดึกเป็นอีก ริเวอร์จะลำบาก”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“อยู่ใกล้พี่ไว้ก่อนดีกว่าครับ”
ผมเงียบไปพักหนึ่ง
จริงๆ แล้ว ผมควรกลับหอ
ควรอยู่คนเดียวให้ได้
ควรจัดการตัวเองเหมือนคนปกติทั่วไป
แต่แค่คิดถึงห้องมืดๆ กับเสียงฝนที่อาจดังไปทั้งคืน หน้าอกผมก็เริ่มแน่นขึ้นมาอีกแล้ว
“ผม… ไม่รบกวนพี่เกินไปใช่ไหมครับ”
พี่ไซลาสยิ้มบางๆ
“ไม่รบกวนหรอกครับ”
“อีกอย่าง… ริเวอร์ก็เคยอยู่กับพี่ตอนอาการหนักกว่านี้มาแล้วนี่ครับ”
เขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา จนผมเผลอรู้สึกโล่งใจขึ้นมามาก
“เดี๋ยวคืนนี้พี่ทำของอุ่นๆ ให้กินดีไหมครับ”
ผมเงยหน้ามองเขา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกัน ที่แค่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนี้ โลกทั้งใบก็ดูน่ากลัวน้อยลง
สุดท้ายผมจึงพยักหน้าช้าๆ
“…ขอบคุณครับ พี่ไซลาส”
เขาไม่ได้ตอบอะไร
เพียงยื่นมือมาหยิบโทรศัพท์ออกจากมือผม
ผมกะพริบตามองเขากดปิดหน้าจอ ก่อนกดปิดเครื่องสนิท
“วันนี้ริเวอร์เจอมาหนักแล้ว” น้ำเสียงเขายังนุ่มและสม่ำเสมอ “พักผ่อนเถอะครับ”
ผมมองมือเขาอยู่ครู่หนึ่ง
นิ้วตัวเองขยับเหมือนจะตามไป
แต่สุดท้ายก็วางลงบนตักเหมือนเดิม
พี่ไซลาสเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อโค้ตตัวเอง ก่อนเอื้อมมือมาหยิบกระเป๋าของผมไปถือไว้อีกอย่างเป็นธรรมชาติ
ราวกับรู้อยู่แล้วตั้งแต่แรกว่า คืนนี้ผมจะไม่ได้กลับไปเผชิญความมืดพวกนั้นคนเดียวอีก