Don’t Leave Me in the Rain

ตอนที่ 2: แมวจร

👁️ 4 อ่าน

การถูกใส่ใจ… อาจเสพติดได้ง่ายกว่าที่คิด

ผมกลับไปที่ Recovery Room อีกครั้งในวันถัดมา

ไม่ได้มีใครบังคับ อาจารย์ที่ปรึกษาส่งข้อความมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง ผมพิมพ์ตอบไปตามนิสัยว่า ‘โอเคครับ’ แล้วทั้งที่ตั้งใจจะกลับหอ

แต่สุดท้ายผมก็เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องนี้อีกครั้ง

ป้ายสีขาวเล็กๆ หน้าประตูเขียนว่า Student Support Program

มันดูเป็นห้องทางการจนน่าอึดอัด

ผมเหมือนคนยืนอยู่หน้าร้านกาแฟ ทั้งที่ไม่ได้อยากดื่มกาแฟ

แค่อยากเข้าไปหลบฝน…

ทั้งที่วันนี้แดดจัด และไม่มีฝนตกสักหยด

ผมเกือบจะหันหลังกลับแล้ว แต่ประตูก็เปิดออกก่อน

“ริเวอร์?”

พี่ไซลาสยืนอยู่ตรงนั้น วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน แขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอกดูผ่อนคลาย ในมือถือแก้วเซรามิกสองใบ กลิ่นชาร้อนจางๆ ลอยออกมาทักทายผม

เขาดูไม่แปลกใจเลยที่เห็นผม

“มาได้พอดีเลยครับ พี่ชงชาเพิ่งเสร็จเลย”

ผมเม้มปาก “ผม… วันนี้ผมไม่ได้มีอาการนะครับ แค่เดินผ่านมา”

“ดีแล้วครับ ห้องนี้ไม่ได้เปิดไว้ต้อนรับเฉพาะตอนที่เรา ‘พัง’ อย่างเดียวนะ เข้ามาเถอะครับ”

คำพูดของเขาทำให้ข้อแก้ตัวในหัวของผมหายไปหมด ผมเดินตามเข้าไปข้างใน บรรยากาศยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไฟสีส้มอุ่น โซฟาสีเทาตัวเดิม และผ้าห่มผืนเดิมที่พับเรียบร้อยอยู่มุมห้อง

พี่ไซลาสวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างตัวผม “ชาคาโมมายล์อุ่นครับ ไม่ใส่น้ำตาล”

ผมชะงัก “พี่พูดเหมือนรู้เลย ว่าผมไม่กินหวาน”

เขายิ้มบางๆ ขณะนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“เมื่อวานริเวอร์จิบน้ำชาจนหมด แต่ไม่แตะโกโก้ที่แอชตันชงไว้ให้เลย พี่เลยเดาเอาว่าริเวอร์น่าจะชอบแบบนี้มากกว่า… ถูกไหมครับ?”

“ครับ…” ผมพยักหน้า พยายามซ่อนความรู้สึกแปลกๆ ในอก ก้มมองแก้วชาในมือเงียบๆ

ผมเกลียดที่ตัวเองรู้สึกดีกับเรื่องเล็กแค่นี้

“เมื่อคืนนอนหลับไหมครับ” ไซลาสถาม

“หลับครับ” ผมโกหก

เขามองผมอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้มีท่าทีจับผิด แต่แววตาคู่นั้นนิ่งจนผมเริ่มรู้สึกว่าปิดเขาไม่มิด

“หลับไปกี่ชั่วโมงครับ”

ผมเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“สามชั่วโมง… มั้งครับ”

“ฝันไหม”

มือผมกำแก้วน้ำแน่นขึ้น “นิดหน่อยครับ”

“ฝันเรื่องเดิม หรือว่าฝันเรื่องใหม่ครับ”

ผมเงยหน้ามองเขา “พี่ถามแบบนี้กับทุกคนที่เข้ามาที่นี่เลยเหรอครับ”

ไซลาสนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบ “พี่ถาม… เท่าที่เจ้าของเรื่องเขาพร้อมจะให้พี่ถามครับ”

มันเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เขาแค่รออยู่เงียบๆ เหมือนรู้ว่าถ้าผมอยากพูด เดี๋ยวผมจะพูดเอง

“ฝันเรื่องเดิมครับ” ผมตอบเสียงเบา “แต่ไม่ชัดเท่าเมื่อก่อน”

“ดีครับ”

“ดีเหรอครับ?”

“ดีที่ริเวอร์ยังรู้ว่ามันเป็นแค่ฝัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบช้าเหมือนกำลังค่อยๆ ดึงผมกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“มันอาจจะน่ากลัว แต่ริเวอร์ก็ยังแยกออกว่าอะไรคืออดีต อะไรคือเรื่องจริง แค่นั้นก็เก่งมากแล้วครับ”

ผมนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เกร็งไหล่มาสักพักแล้ว

 

❖ ❖ ❖

 

เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมร่างสูงโปร่งของผู้ชายอีกคนที่เดินเข้ามาในห้องแบบไม่เคาะ

“โอ๊ย มาก่อนกูอีกเหรอเนี่ย”

พี่แอชตันเดินเข้ามาพร้อมถุงขนม เขาดูหงุดหงิดเหมือนไปมีเรื่องกับใครมาสักอย่าง ก่อนสายตาจะเหลือบมาทางผมแวบหนึ่ง

แล้วก็หลุดหัวเราะเบาๆ

“อะไรวะ”

ผมชะงัก “ครับ?”

เขาพยักหน้าไปทางกระเป๋าเป้ข้างตัวผม พวงกุญแจแมวยิ้มอ้อนๆ กำลังแกว่งเบาๆ ตามจังหวะที่ผมเผลอขยับ

“เหมือนมึงชิบหาย”

“…?”

แอชตันโยนถุงขนมลงบนโต๊ะตรงหน้าผม

“กินซะ”

ผมมองเขาอย่างงงๆ “อะไรครับ”

“ขนมดิ มึงจะถามทุกอย่างเลยหรือไง”

ไซลาสถอนหายใจเบาๆ “พูดดีๆ กับน้องหน่อยมึง”

“กูนี่สุภาพสุดในคณะละ”

แอชตันตอบทันควัน ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนพนักโซฟา แล้วดันถุงขนมมาทางผมอีกที

“กินๆ ไป ไอ้แมวจร”

พี่แอชตันดันถุงขนมมาใกล้อีกนิด 

“เดี๋ยวผอมตายคาห้องก่อนพอดี”

ผมขมวดคิ้วทันที “แมวจร?”

“เออ” เขายักไหล่ “หน้าเหมือนแมวเปียกฝนที่พร้อมหนีคนตลอดเวลา”

“นั่นใช่คำชมหรืออะไรครับ”

“แล้วแต่จะคิด”

เขาตอบกลับลอยๆ แต่ตอนนั้นเอง ผมก็เพิ่งสังเกตว่าปลายหูของเขาแดงขึ้นมานิดหน่อย

ก่อนเจ้าตัวจะรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง

“แล้วเมื่อคืนมึงได้นอนไหมเนี่ย”

เขาหรี่ตามองผม

“ตาโหลฉิบหาย”

“แอช… กูเพิ่งถามไปเอง” พี่ไซลาสขัด

“แล้วมึงตอบว่าไง” พี่แอชตันหันมาคาดคั้นผม

“สามชั่วโมงครับ”

“สามชั่วโมงเรียกหลับที่ไหนวะ!”

พี่แอชตันขึ้นเสียงทันทีจนผมเผลอหดคอลง เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนลดโทนเสียงลงอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

“เออ… กูไม่ได้ดุ กูแค่เสียงดังไปหน่อย”

พี่ไซลาสส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ

“มึงก็นะ เดี๋ยวน้องตกใจหมดพอดี”

“เออๆ กูขอโทษ… อ๊ะ กินนี่แก้หิว พี่ซื้อมาฝาก”

เขาหลุดแทนตัวเองว่า ‘พี่’ ออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบกลับไปทำหน้าแบบกวนประสาทเหมือนเดิม

ผมเผลอยิ้มออกมานิดหน่อยจริงๆ คราวนี้

“เห็นไหม! ขำแล้ว แปลว่ามุกของกูได้ผลกว่าไอ้ไซลาส”

“ได้ผลคนละแบบน่ะมึง” พี่ไซลาสตอบเรียบๆ

บทสนทนาของพวกเขาทำให้ห้องนี้ดูผ่อนคลายขึ้นมา มันไม่ใช่สถานที่บำบัดทางการแพทย์ แต่มันเหมือนที่พักพิงที่ผมไม่ต้องนั่งหลังตรงเพื่อตอบคำถามให้ดูดี

ผมกินขนมปังรสเกลือไปหนึ่งชิ้น “อร่อยครับ ไม่หวานดี”

“พี่เคยเห็นริเวอร์ซื้อขนมปังแบบนี้ที่ร้านใต้ตึกเรียนนะ” พี่ไซลาสพูดขึ้น

ผมหยุดเคี้ยว “จริงเหรอครับ?”

ไซลาสพยักหน้า “น่าจะอาทิตย์ก่อน"

ผมพยายามนึกย้อนกลับไป ร้านใต้ตึกช่วงพักเที่ยงคนเยอะมากจนผมจำหน้าใครไม่ได้เลย แต่เขากลับจำผมได้… จำได้กระทั่งว่าผมยืนเลือกนานแค่ไหน

ผมจำได้แค่ว่าวันนั้นยืนเลือกขนมปังอยู่นาน

รสเกลือที่ชอบเหลืออยู่ชิ้นสุดท้ายพอดี

ตอนกำลังจะหยิบ มีมืออีกคนเอื้อมมาพร้อมกัน

ผมเลยชักมือกลับ

"เอาเลยครับ"

อีกฝ่ายดูตกใจนิดหน่อย ก่อนจะขอบคุณแล้วหยิบไป

สุดท้ายผมเลยหยิบรสอื่นแทน 

ผมคิดแค่ว่า... ไม่เป็นไรหรอก

“ผมไม่รู้ตัวเลย ว่าพี่เห็นผมด้วย”

คำพูดนั้นทำให้ผมเงียบไปพักหนึ่ง

เพราะตั้งแต่เด็กมา ผมไม่ค่อยชินกับการถูก “มองเห็น” เท่าไหร่

ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีสาเหตุ

แสงไฟสีขาวเย็นจัดหน้าห้องฉุกเฉิน

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ

เสียงรองเท้าที่เดินผ่านไปมา

แล้วก็เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีฟ้า

ทั้งที่น้ำตายังไหลอยู่…แต่กลับไร้เสียง

ตอนนั้นญาติหลายคนยืนคุยกันอยู่ไม่ไกล

ค่าใช้จ่าย

งานศพ

ใครจะรับผมไปอยู่ด้วย

สุดท้ายผมก็ถูกส่งไปอยู่ที่อื่นเงียบๆ

ไม่มีใครใจร้ายกับผมหรอกครับ

ทุกคนดูแลผมดีมาก

ดีจนผมไม่กล้าเรียกร้องอะไรเพิ่มด้วยซ้ำ

แค่บางครั้ง… ผมก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น “คนที่เหลืออยู่” มากกว่าเป็นคนที่ถูกเลือก

“ริเวอร์?”

เสียงพี่ไซลาสดึงผมกลับมา

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเหม่อไปพักใหญ่แล้ว

“ขอโทษครับ…” ผมรีบก้มหน้าลงทันที

แต่พี่ไซลาสไม่ได้ถามว่าผมนึกถึงอะไร

เขาเพียงเลื่อนแก้วชามาใกล้ผมอีกนิด

“ไม่เป็นไรครับ” เขาพูดเสียงเบา “อยู่ตรงนี้ก่อนก็ได้”

“คนเราบางทีก็ไม่ทันสังเกตหรอกครับ ว่าตัวเองเคยเดินผ่านสายตาใครบ้าง”

ผมเงียบไปพักหนึ่ง

ผมก้มมองแก้วชาในมือ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาอีก รู้สึกร้อนวูบที่ขอบตาอย่างห้ามไม่ได้

พี่แอชตันทำเสียงจิ๊ในคอ

“มึงนี่นะ…พูดทีไรเหมือนจะมีเพลงประกอบละครขึ้นทุกที เลี่ยนชิบหายว่ะไซลาส”

“อิจฉาเหรอมึง?” พี่ไซลาสเย้ากลับ

“อิจฉาทำไม! กูพูดทีคนก็จำได้เหมือนกันแหละ”

“จำเพราะมึงไปตะคอกเขาไง”

เสียงหัวเราะหลุดออกจากปากผมจนได้ครั้งนี้

พี่ไซลาสมองมานิ่งๆ แววตาคู่นั้นสงบเกินไปจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองทะลุ สุดท้ายเลยได้แต่ก้มหลบสายตาลงไปมองแก้วน้ำในมือแทน

 

❖ ❖ ❖

 

ก่อนผมจะกลับหอพัก พี่ไซลาสยื่นกระดาษโน้ตใบเล็กให้ผม บนนั้นมีตัวเลข 5 ข้อเขียนด้วยลายมือบรรจง

Grounding Technique:

5 สิ่งที่มองเห็น

4 สิ่งที่สัมผัสได้

3 เสียงที่ได้ยิน

2 สิ่งที่ได้กลิ่น

1 สิ่งที่บอกตัวเองได้ว่า… ตอนนี้ปลอดภัย

“ไว้ใช้ตอนที่รู้สึกว่าความจริงมันเริ่มพร่าเลือนครับ” เขาบอก

“ไม่ต้องรอให้มันหนัก พี่อยากให้ริเวอร์ลองใช้ดูนะ”

ผมรับกระดาษแผ่นนั้นมา ปลายนิ้วของเราเกือบจะสัมผัสกันเพียงนิดเดียว… แต่หัวใจผมกลับเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

“ขอบคุณครับพี่ไซลาส… พี่แอชตันด้วย”

“เออ ไปเหอะ เดินกลับดีๆ อย่าเดินเหม่อล่ะ ระวังรถด้วย” พี่แอชตันพูดพลางโบกมือไล่

ก่อนกลับ ผมเห็นแก้วชาของพี่ไซลาสยังวางอยู่ตรงโต๊ะและน้ำชาเย็นไปหมดแล้ว

“พี่ไซลาสครับ… ลืมดื่มชาหรือเปล่าครับ มันเริ่มเย็นแล้ว”

เขาชะงักเหมือนไม่คิดว่าผมจะสังเกต

“พี่ลืมน่ะครับ”

พี่ไซลาสโน้มตัวลงมามองสบตาผม ก่อนยกยิ้มมุมปากนิดเดียว

“ช่างสังเกตนะเรา”

ผมชะงักไปนิด “เอ๊ะ?”

“ทั้งที่ตัวเองยังเหนื่อยอยู่แท้ ๆ” เขาพูดเรียบ ๆ ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้ใช้น้ำเสียงพิเศษอะไร

แต่แปลกที่คำธรรมดาแบบนั้นกลับทำให้ผมไม่รู้ควรวางสายตาไว้ตรงไหน

ผมเดินก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มออกมาจนพ้นหน้าตึก พอหยิบกระดาษโน้ตใบนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวก็พองโตขึ้นมา

 

❖ ❖ ❖

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ตอนที่ผมกำลังนั่งเหม่ออยู่ในห้องพัก เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

พี่ไซลาส:

ถึงหอหรือยังครับริเวอร์?

ผมจ้องข้อความนั้นอยู่นาน

ทั้งที่มันก็เป็นแค่ประโยคสั้นๆ ธรรมดา แต่ผมกลับอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ

ผมพิมพ์คำว่า “ถึงแล้วครับ” แล้วลบไปสองรอบ

สุดท้ายก็เติมอีโมจิแมวตัวเล็กต่อท้ายแบบที่ไม่เคยส่งให้ใครมาก่อน

ริเวอร์ :

ถึงแล้วครับ🐈

พอกดส่งไปแล้ว ผมกลับรู้สึกเขินขึ้นมาเองจนต้องรีบคว่ำโทรศัพท์ลง

ไม่ถึงนาที เขาก็ตอบกลับมา

พี่ไซลาส:

ดีแล้วครับ คืนนี้ไม่ต้องพยายามมากก็ได้นะ พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

ผมเผลอยิ้มกับหน้าจอโทรศัพท์อยู่คนเดียว

ก่อนจะรีบเอาหมอนมากดทับหน้าตัวเองไว้เงียบๆ …เหมือนคนกำลังเขินอะไรสักอย่าง

คืนนั้นผมวางกระดาษโน้ตไว้ข้างหมอน แล้วปิดไฟ

แต่มือผมยังจับขอบกระดาษอยู่อีกสักพักในความมืด

ทั้งที่รู้ว่าควรนอนได้แล้ว แต่ผมกลับเผลอรอ…ว่าเขาจะส่งอะไรมาอีกไหม

ผมเผลอหันไปมองหน้าจอโทรศัพท์ทุกครั้งที่มันสว่างขึ้น

ทั้งที่ก็รู้ดี…ว่าไม่ใช่ทุกการแจ้งเตือนจะเป็นเขา

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!