Don’t Leave Me in the Rain

ตอนที่ 1: กลิ่นชาคาโมมายล์

👁️ 22 อ่าน

ฝนถล่มลงมาเหมือนโลกจะแตก…

เสียงเบรกดังเสียดเข้ามาในหัวผมอีกครั้ง

เอี๊ยด—

มือผมชาวาบ

ทั้งที่ตรงหน้ามีแค่ถนนเปียกฝนกับแสงไฟจากรถที่แล่นผ่าน

แต่ภาพกระจกแตกกลับพุ่งเข้ามาในหัวจนผมหายใจไม่ออก

กลิ่นไหม้

เสียงคนกรีดร้อง

เสียงแม่เรียกชื่อผม

“ริเวอร์!”

นี่ไม่ใช่ถนนเส้นนั้น

ผมพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ

ไม่ใช่รถคันนั้น ไม่ใช่วันนั้น ไม่มีเลือด แต่ร่างกายผมไม่เคยฟังเหตุผลทัน

ฝนกระหน่ำจนพื้นหน้าตึกพร่าไปด้วยแสงสะท้อน ผมทรุดลงใต้ทางเชื่อมอย่างหมดแรง

ผมกำสายกระเป๋าแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อโดยไม่รู้ตัว 

หายใจเข้าได้ไม่สุดสักครั้ง มือเย็นเฉียบจนแทบไม่มีความรู้สึก

คนรอบตัวขยับปากอยู่ แต่ผมเริ่มฟังไม่ออกแล้วว่าใครพูดอะไร

“น้อง! เป็นอะไร โอเคไหมวะ”

ใครบางคนถาม ผมอยากตอบว่าโอเคเหมือนที่เคยโกหกมาตลอด แต่นาทีนี้ปากผมกลับขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

“เฮ้ย ถอยก่อน”

“อย่ามุงดิ”

เสียงตวาดกร้าวสั่นประสาทจนคนรอบข้างชะงัก ชายร่างสูงในชุดช็อปเปียกฝนแหวกวงผู้คนเข้ามา

ในหัวผมที่กำลังหมุนคว้าง เสียงตวาดของเขาคล้ายกับเสียงผู้ชายในเหตุการณ์วันนั้นไม่มีผิด…

ร่างกายผมขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณทันทีด้วยความผวา

ก่อนเจ้าตัวจะนิ่งไปเองเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเผลอขึ้นเสียง

เขาสูดหายใจแรงแล้วกดโทนลง

“…ขอทางหน่อย”

“ให้อากาศมันหน่อย”

เขาคุกเข่าลงตรงหน้าผม เว้นระยะห่างไว้พอเหมาะ

“ได้ยินกูไหม”

ผมพยายามพยักหน้า แต่นิ้วมือกลับจิกลงบนอกตัวเองจนเสื้อยับย่น

ภาพรถคว่ำในอดีตสลับกับใบหน้าของคนตรงหน้า จนผมเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือปัจจุบัน

“แตะตัวไม่ได้ใช่ปะ… เออ กูไม่แตะ หายใจตามกูนะ มึงลองดู…”

“แอชตัน”

เสียงอีกเสียงดังขึ้น นิ่งกว่า เบากว่า แต่กลับชัดเจนจนลอดผ่านเข้ามาได้

“อย่าให้เขาฝืนหายใจตามมึง”

ผมเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ผู้ชายอีกคนยืนอยู่ไม่ไกล เขาใส่คาร์ดิแกนสีอ่อนในท่าทางที่ดูผ่อนคลาย ถือแฟ้มไว้ในมือ

สายตาของเขาคมนิ่ง

มีบางอย่างไหววูบในสายตาคู่นั้น ก่อนจะถูกกลบกลับไปด้วยความนิ่งเหมือนเดิม

“ริเวอร์ใช่ไหมครับ”

ผมชะงัก

เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ

“มึงรู้จักชื่อมันได้ไงวะ ไซลาส”

ไซลาสไม่ตอบเพื่อน สายตาของเขายังคงอยู่ที่ผม

ผมไม่รู้ว่าตัวเองตอนนั้นดูแย่แค่ไหน รู้แค่ว่าปอดเหมือนถูกบีบแน่น ทุกครั้งที่พยายามสูดอากาศเข้าไป มันกลับยิ่งติดขัดกว่าเดิม

เขาขยับเข้ามาใกล้ช้า ๆ แล้วหยุดในระยะที่ไม่ทำให้ผมถอยหนี

“พี่เคยเห็นชื่อริเวอร์ในรายชื่อคนเข้าร่วมโปรแกรมน่ะครับ”

“ไม่ต้องฝืนหายใจก็ได้ครับ”

เสียงนั้นเบาลงกว่าเดิม ทว่าแน่นพอจะดึงผมให้กลับมาอยู่ตรงนี้

“เอาแค่อยู่ตรงนี้ก่อน”

เขากล่าวต่อ น้ำเสียงมั่นคง

“แค่มองอะไรที่อยู่ตรงนี้ก็พอ”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย

“หรือมองพี่ก็ได้ครับ”

ผมเลือกมองเขาโดยไม่รู้ตัว ผมไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมควรกลัวคนแปลกหน้ามากกว่า

เขาไม่ได้มีท่าทีตกใจกับอาการของผมเลย ราวกับรู้ว่าเสียงในหัวผมดังแค่ไหน

“…ไม่เป็นไรนะครับ”

เขาเงียบไปนิดหนึ่ง

“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”

ผมได้ยินมันชัดกว่าเสียงฝนรอบตัว

ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง ปลายนิ้วยังสั่นอยู่เล็กน้อย

“ทีนี้ เราลองบอกพี่สิครับ ว่าเห็นอะไรตรงนี้บ้าง สักสองอย่าง”

“รองเท้า… สีขาว” ผมเค้นเสียงออกมา

“ดีมากครับ อีกอย่างหนึ่งล่ะ”

“ร่ม… ร่มครับ”

“เก่งมากครับ”

“ค่อยๆ กลับมาก็พอ”

คำชมนั้นทำให้ภาพในหัวผมค่อยๆ เบาลง

แอชตันที่ยืนลุ้นอยู่ด้านข้างได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่

เขาเสยผมแรงๆ เหมือนพยายามกดอารมณ์ตัวเองไว้

“มึงนี่แม่ง…ปลอบคนเก่งจริงว่ะ” แอชตันเอ่ยแซว แต่แววตาที่จ้องมองมากลับฉายแววเบาใจลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพึมพำเหมือนบ่นกับตัวเอง ก่อนหันมามองผม

“เดินไหวปะ”

“ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวกูแบก”

ผมเผลอมองหน้าเขานิ่ง จนเจ้าตัวรีบเบือนหน้าหนี

“เออ… จะพาไปพักที่ห้อง Recovery Room ก่อน ข้างนอกนี่แม่งคนเยอะ”

ก่อนจะพยักหน้าไปทางตึกอีกฝั่ง

“ไม่ใช่ห้องบำบัดจริงจังอะไรหรอกนะ” พี่แอชตันพูดระหว่างเดินนำผมฝ่าฝนไปใต้ทางเชื่อม

“มันเป็นห้องของศูนย์ดูแลนักศึกษา มีรุ่นพี่จิตอาสาผลัดเวรกันมาอยู่เฉยๆ ถ้าเคสหนักจริง สุดท้ายก็ต้องส่งต่ออาจารย์หมอกับนักจิตอยู่ดี”

“แต่ตอนนี้มึงควรได้พักไปก่อน”

 

❖ ❖ ❖

 

เมื่อประตู Recovery Room ปิดลง เสียงฝนข้างนอกถูกปิดกั้นไว้ เหลือเพียงเสียงอู้อี้ลอดเข้ามา

ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นชาคาโมมายล์จากแก้วเซรามิกบนโต๊ะกลาง

แอร์ส่งเสียงครืดเบาๆ เป็นระยะ แสงจากโคมไฟสีส้มมุมห้องส่องทับลงบนโซฟาผ้าเก่ามีรอยซีดตรงพนัก แต่กลับดูอบอุ่นเกินคาด

มุมหนึ่งของห้องมีตู้ปลาขนาดเล็กตั้งอยู่ใต้ชั้นหนังสือ ปลาสีเงินตัวเล็กสองสามตัวว่ายวนไปมา อยู่หลังแผ่นกระจกใส

ไม่มีเสียงเร่งรีบ ไม่มีสายตาสงสัยจากใคร ไม่มีใครถามว่าผมเป็นอะไรแล้ว

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองสั่นจนหนาว ตอนที่พี่แอชตันโยนผ้าห่มสีเทาเข้มลงบนโซฟาข้างตัว

“เอาไป” เขาพูดสั้นๆ ก่อนเดินไปพิงโต๊ะริมหน้าต่างเหมือนคนไม่รู้จะปลอบยังไง

แค่ผ้าห่มผืนนั้นตกลงมาข้างตัว ผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องฝืนแล้ว

พี่ไซลาสเลื่อนแก้วน้ำชามาทางผมช้าๆ เขาไม่ได้พูดอะไร

แต่สายตาคู่นั้นยังคงมองมาเงียบๆ รอให้ผมเป็นฝ่ายหยิบแก้วขึ้นเอง

“ผม…ขอโทษครับ” ผมก้มหน้าอย่าละอายใจ ผมไม่ชอบให้ใครต้องมาลำบากเพราะตัวเองเลย

พี่ไซลาสนั่งลงฝั่งตรงข้าม เว้นระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะ

“บางทีร่างกายมันก็รีบกลัวก่อนที่สมองจะอธิบายทันน่ะครับ”

เขาพูดเรียบๆ

“มันไม่ได้แปลว่าริเวอร์อ่อนแอหรอก”

ผมมองมือตัวเองเงียบๆ ถึงได้รู้ว่าชายเสื้อที่เคยถูกกำแน่น ตอนนี้ถูกปล่อยลงแล้ว

“พูดซะดูดีเลยว่ะ” แอชตันพึมพำ

“สรุปง่ายๆ คือ มึงไม่ได้น่ารำคาญ เข้าใจยัง? อย่าขอโทษพร่ำเพรื่อ”

ผมหัวเราะออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

และเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้ฝืนยิ้มอยู่ตลอดเวลาแล้ว

พี่แอชตันมองผมค้างไปครู่หนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะแบบนั้นจากผม

ก่อนเจ้าตัวจะรีบชี้หน้าผมทันที

“เห็นไหม! มึงขำแล้ว แปลว่าโอเคแล้วดิ”

ผมรีบเม้มปากทันทีเพราะโดนจับได้

แต่ตอนเงยหน้าขึ้น ผมกลับสบเข้ากับสายตาของพี่ไซลาสพอดี

สายตาคู่นั้นยังมองมาทางผมไม่ละไปไหน

จนผมเป็นฝ่ายหลบตาก่อนเอง

พี่ไซลาสยกแก้วชาขึ้นจิบช้าๆ แล้วมองสบตามาที่ผม

“พี่ชอบตอนที่ริเวอร์ยิ้มมากกว่านะ”

“สายตามึงแม่ง” พี่แอชตันหลุดขำ แต่มีบางอย่างวูบไหวข้างในนั้น

ผมหันไปมองอีกฝ่ายงงๆ ทันที

“อะไรนะครับ?”

“ไม่มีอะไร” พี่แอชตันโบกมือ “กูแซวเล่น”

พี่แอชตันมองผมอยู่แวบหนึ่ง ก่อนพึมพำเบาๆ

“เหมือนแมวจรเปียกฝนชิบหาย…”

 

❖ ❖ ❖

 

ก่อนที่ผมจะขอตัวกลับหอพัก พี่ไซลาสมองสบตาผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนพูดขึ้นช้าๆ

“ถ้าฝนตกอีก… ก็แวะมาที่นี่ได้นะครับ”

“พี่อยากให้ริเวอร์มาที่นี่ก่อนอย่างน้อย พี่จะได้รู้ว่าเราปลอดภัย ต่อให้ไม่ใช่วันเข้าโปรแกรมก็มาได้นะครับ"

พี่แอชตันเงียบไปพักหนึ่ง เหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูด

ผมกำแก้วน้ำชาในมือแน่น แล้วตอบเบาๆ

“ครับ…”

ระหว่างทางเดินไปหน้าลิฟท์ ตอนผมหันกลับไปอีกครั้ง พี่ไซลาสยังยืนอยู่ที่เดิม

เขาไม่ได้เรียกผมไว้ ไม่ได้เดินตามออกมา แค่ยืนมองเงียบๆ เหมือนคิดอะไรอยู่

ประตูลิฟต์กำลังจะปิด ผมเผลอ ยกมือแตะปลายจมูกตัวเองซ้ำๆ

กลิ่นชาคาโมมายล์ยังติดอยู่ตรงปลายจมูก

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองติดกลิ่นชาหรือเริ่มติดความรู้สึกตอนอยู่ในห้องนั้นกันแน่

และผมก็ไม่อยากให้มันจางหายไปเลย

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!