ความเงียบของคนบางคน… มีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของคนทั้งห้อง
ผมไม่ได้ตั้งใจจะหนีหายจาก Recovery Room
จนกระทั้งวันนี้
โทรศัพท์ผมมี missed calls จากมีนาเจ็ดสาย
และสุดท้าย เธอก็ส่งข้อความมาเพียงประโยคเดียว
ริเวอร์ เรายังเป็นเพื่อนนายอยู่ไหม
ผมนั่งมองประโยคนั้นอยู่นาน
ก่อนจะเริ่มเก็บของใส่กระเป๋า
ทันทีที่ผมขยับ พี่แอชตันที่นั่งชันเข่าเล่นมือถืออยู่บนพนักโซฟาก็โพล่งขึ้นมาโดยไม่เงยหน้ามอง
“ไปบ้างก็ดี อยู่แต่ในนี้เดี๋ยวมึงจะลืมว่าโลกข้างนอกยังมีคนอื่นอยู่”
ผมชะงัก เผลอหันไปมองพี่ไซลาสที่กำลังจัดแฟ้มเอกสารอยู่หลังเคาน์เตอร์
พอรู้ว่าถูกมอง เขาจึงเงยหน้าขึ้น
สายตาคู่นั้นนิ่งจนผมเริ่มรู้สึกผิด ทั้งที่ยังไม่ได้ออกจากห้องเลยด้วยซ้ำ
“อยากไปก็ไปได้ครับ”
น้ำเสียงเขายังคงอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง แต่จังหวะที่เงียบไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบ กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงทันที
“พี่… โอเคไหมครับ?”
ผมถามออกไปด้วยความกังวล
พี่ไซลาสระบายยิ้มสุภาพ ดวงตานิ่งจนผมรู้สึกชา
“ทำไมพี่ต้องไม่โอเคล่ะครับ”
เขามองผมอยู่ครู่หนึ่ง
“ริเวอร์ก็มีชีวิตของตัวเองนี่ครับ… ไปเถอะครับ”
เขาอนุญาตให้ผมไป
แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำผิด
❖ ❖ ❖
ร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยช่วงเย็นนั้นเสียงดังเกินไปสำหรับผม เสียงหัวเราะรอบข้าง เสียงช้อนกระทบจานกระเบื้อง หรือแม้แต่ควันร้อนจากหม้อไฟ ทุกอย่างดูวุ่นวายจนผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
ผมนั่งมองนาฬิกาเป็นรอบที่สาม
แทบไม่ได้ฟังบทสนทนาตรงหน้าเลย
“เหม่ออีกแล้วนะริเวอร์” มีนามองผมพลางเลื่อนแก้วน้ำมาให้ สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความสงสัย “รอข้อความใครอยู่หรือเปล่า?”
ผมไม่ได้ตอบ แต่สายตากลับเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมส่งข้อความไปบอกเขาว่ามาทานข้าวกับมีนาที่ร้านข้าวไม่ไกลจากมหาลัย
พี่ไซลาสไม่ได้ตอบกลับมาในทันที
และช่วงว่างสั้นๆ นั้นกลับทำให้ผมเริ่มคิดไปเองว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า
ครืด—
แรงสั่นเพียงครั้งเดียวทำให้ผมรีบตะปบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทันที
พี่ไซลาส:
ดีแล้วครับ ได้ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง...
พี่รอที่เดิมนะ
เพียงประโยคสั้นๆ แต่แรงตึงเครียดในอกกลับคลายลงอย่างง่ายดาย ผมเผลอยิ้มออกมาจนมีนาสังเกตเห็น มีนามองหน้าผมอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆ วางช้อนลงในชามดังแกร๊ก
“ริเวอร์… ช่วงนี้นายหายไปจริงๆ นะ”
ผมชะงัก
“ก็แค่ยุ่งๆ น่ะ”
“ยุ่งจนไม่ตอบแชตใครเลยเหรอ?”
คำถามนั้นทำให้ผมก้มมองโทรศัพท์ตัวเอง
หน้าจอกลุ่มเรียนมีแจ้งเตือนค้างอยู่เกือบสามสิบข้อความ
ข้อความของมีนาหลายอันถูกผมเปิดอ่านแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตอบ แม้แต่สายที่ไม่ได้รับจากเพื่อนร่วมห้องเมื่อคืน ผมก็เพิ่งเห็นตอนเช้า
ผมเม้มปากแน่น เพราะอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
เสียงแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาอีกครั้งจากกลุ่มงาน
คิน :
ถ้าริเวอร์ไม่ว่าง เดี๋ยวพวกเราหารกันทำเองก็ได้
ผมอ่านข้อความพวกนั้น โดยไม่มีแรงพอจะพิมพ์ตอบ
ทั้งที่เมื่อก่อน แค่เห็นคนไม่พอใจนิดเดียว ผมก็รีบขอโทษไปแล้วแท้ๆ
แต่วินาทีนี้ สิ่งเดียวที่ผมคิดถึงกลับเป็น…
Recovery Room เปิดไฟอยู่ไหมนะ
แล้วพี่ไซลาส… จะยังรอผมกลับไปไหม
“ริเวอร์… ใจลอยไปถึงไหนแล้วเนี่ย?”
❖ ❖ ❖
เสียงฝนยังตกกระทบกระจกเบาๆ ตอนที่ผมเดินกลับเข้ามาใน Recovery Room อีกครั้งหลังเลิกคลาสเย็น
แต่วันนี้บรรยากาศในห้องแปลกไปนิดหน่อย
กล่องกระดาษหลายใบถูกวางกระจัดกระจายอยู่บนพื้น สายไฟสีดำพาดอยู่ข้างตู้ปลามุมห้องที่ปกติเปิดไฟสลัวไว้เฉยๆ
พี่แอชตันกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าตู้ปลา มือหนึ่งถือไขควง อีกมือกำลังพยายามดันสายไฟเข้าอะไรสักอย่างด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“มาพอดีเลย กูจะโดนไฟดูดตายอยู่ละ”
“เพราะมึงเสียบปลั๊กทั้งที่มือเปียกไง”
เสียงพี่ไซลาสดังขึ้นจากหลังเคาน์เตอร์ เขาเดินออกมาพร้อมกล่องยาวสีขาวในมือ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนแขนพับถึงข้อศอกทำให้ดูต่างจากตอนอยู่ในมหาลัยนิดหน่อย
ดูสบายกว่าเดิม
“อะไรเหรอครับ?”
ผมถามพลางวางกระเป๋าลงข้างโซฟา
“ไฟตู้ปลาอันใหม่ครับ” พี่ไซลาสตอบ “ของเก่าน่าจะเริ่มเสียแล้ว แสงไม่พอสำหรับต้นไม้น้ำ”
เขาแกะกล่องออกช้าๆ ด้านในเป็นแท่งไฟ LED สีดำเงา
“ต้นไม้ในน้ำก็ต้องใช้ไฟเฉพาะด้วยเหรอครับ?”
“ใช่ครับ”
เขาพยักหน้า สายตาอ่อนลงนิดหน่อย พลางยกไฟขึ้นดู
“ถ้าแสงไม่พอ มันจะค่อยๆ ตาย ถึงภายนอกยังดูปกติดีก็เถอะ”
ผมเผลอมองต้นไม้น้ำที่พลิ้วไหวอยู่หลังกระจกใสเงียบๆ
พี่แอชตันหัวเราะในลำคอ
“ฟังมันพูดดิ เหมือนกำลังสอนปรัชญาชีวิต”
“มึงก็ช่วยถือสายไฟดีๆ ก่อนเถอะ”
“ครับพ่อ”
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั่งลงข้างๆ พวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
สุดท้ายกลายเป็นว่าผมช่วยจับขาตั้งไฟให้ พี่แอชตันต่อสาย ส่วนพี่ไซลาสคอยปรับระดับแสง
“ริเวอร์ ลองปิดไฟห้องให้หน่อยครับ”
ผมลุกไปกดสวิตช์ตามที่เขาบอก
พรึ่บ—
ทั้งห้องมืดลงทันที เหลือเพียงแสงสีฟ้านุ่มๆ จากในตู้ปลาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำและกำแพงรอบห้อง
“โห…”
พี่แอชตันหลุดหัวเราะเบาๆ
“เหมือนคาเฟ่คนอกหัก”
ผมเผลอยิ้มออกมาเหมือนกัน
แสงสีฟ้าสะท้อนอยู่บนใบหน้าพี่ไซลาส เขากำลังมองตู้ปลาเงียบๆ เหมือนกำลังเช็กอะไรบางอย่างมากกว่าชื่นชมความสวยงามของมัน
“เปิดวันละหกถึงแปดชั่วโมงก็พอครับ” เขาพูดขึ้นเบาๆ “ถ้านานกว่านั้น น้ำจะเสีย”
“มึงนี่จริงจังกับทุกอย่างชิบหาย”
“ก็ต้องดูแลมันดีๆ สิ”
พี่ไซลาสพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้น
“กว่าจะทำให้ระบบมันนิ่งได้ ใช้เวลาตั้งนานนะ”
ห้องทั้งห้องเงียบลงไปชั่วครู่
ฝนยังตกอยู่ข้างนอก
แต่ตรงนี้กลับอบอุ่นจนเหมือนเวลาเดินช้าลง
โทรศัพท์ในกระเป๋าผมสั่นขึ้นอีกครั้ง
มีนา:
คืนนี้กลับหอไหม
ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนคว่ำหน้าจอลงตามเดิม
“ริเวอร์ ช่วยจับตรงนี้หน่อยครับ”
เสียงพี่ไซลาสเรียกขึ้นพอดี
ผมจึงขยับเข้าไปใกล้ตู้ปลาอีกนิดโดยแทบไม่ต้องคิด
❖ ❖ ❖
เวลาผ่านไปจนฝนด้านนอกเริ่มตกหนักกว่าเดิม
แสงสีฟ้าจากตู้ปลายังคงสะท้อนอยู่บนกำแพง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไหล่ผมเริ่มคลายลง
“ริเวอร์ ระวังครับ—”
เพล้ง!
แก้วชาหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง ผมสะดุ้งรีบก้มลงเก็บทันที น้ำชาหกเลอะพื้น ขอบแก้วบิ่นไปมุมหนึ่ง
“ขอโทษครับ…” ผมพึมพำเบาๆ “เดี๋ยวผมเอาไปทิ้ง”
“ไม่เป็นไรครับ”
พี่ไซลาสตอบเร็วเกินไปนิดหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงช่วยเก็บเศษแก้วเงียบๆ
ผมมองรอยบิ่นบนแก้วแล้วขมวดคิ้ว
“มันแตกแล้วนะครับ”
“แค่บิ่นนิดเดียวเอง” เขาพูดเรียบๆ พลางรับแก้วใบนั้นไปจากมือผม
“ยังใช้ได้อยู่ครับ”
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร
แต่พอเงยหน้าขึ้น ผมกลับเห็นพี่แอชตันยืนพิงกรอบประตูอยู่ก่อนแล้ว
เขามองแก้วใบนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะเบาๆ เหมือนคิดอะไรบางอย่างในหัว
“มึงนี่เสียดายของชิบหายเลยนะ ไซลาส”
พี่ไซลาสเพียงยกมุมปากนิดหนึ่ง แล้ววางแก้วใบนั้นแยกไว้ข้างตัวเองเหมือนไม่มีอะไรสำคัญเกิดขึ้น
ก่อนบรรยากาศจะเงียบค้างไปมากกว่านั้น เขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที
“หิวไหมครับ เดี๋ยวพี่หาอะไรให้ทาน”
“ไม่เป็นไรครับ ผม—”
เสียงท้องผมร้องขึ้น จนพี่แอชตันหลุดขำ
“แม่งเอ๊ย กูบอกแล้วว่าแดกมาน้อย”
ผมเม้มปากนิดหนึ่งอย่างเสียฟอร์ม ส่วนพี่ไซลาสเพียงหัวเราะเบาๆ ก่อนลุกไปทางหลังเคาน์เตอร์
กลิ่นซุปอุ่นๆ ลอยออกมาพร้อมเสียงฝนด้านนอกที่เริ่มตกหนักกว่าเดิม
“ไปกินข้าวกับเพื่อนมา อาหารไม่อร่อยเหรอครับ?”
เขาถามขึ้นเรียบๆ ระหว่างยืนอุ่นซุป
“ไม่ค่อยครับ… มันวุ่นวายไปหน่อย”
พี่ไซลาสพยักหน้าช้าๆ สายตาที่มองมายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม
เขาลดไฟหน้าเตาลงนิดหนึ่ง ก่อนคนซุปในหม้อช้าๆ
“ร้านข้างนอกเสียงดังใช่ไหมครับ”
ผมชะงัก
“ครับ… นิดหน่อย”
“พี่นึกอยู่แล้ว”
เขาพูดเบาๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดามาก
“ริเวอร์ไม่ค่อยชอบที่คนเยอะๆ นานเกินไป”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มลง
“งั้นคราวหน้าถ้าเหนื่อย ก็ไม่ต้องฝืนออกไปนะครับ”
ผมเผลอกำชายเสื้อตัวเองแน่นขึ้นนิดหนึ่ง
“ไซลาส”
เสียงพี่แอชตันดังขึ้นจากด้านหลัง
เขายืนพิงกรอบประตูอยู่เงียบๆ แก้วกาแฟยังอยู่ในมือ
“มึงพูดแบบนี้ มันใช่เหรอวะ”
พี่ไซลาสเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนตัวเองช้าๆ
“พูดอะไร?”
แอชตันหัวเราะในลำคอ แต่แววตาไม่ได้ขำตาม
“บางที กูก็เริ่มแยกไม่ออกว่ามึงกำลังดูแลเขา… หรือกำลังทำให้เขาไม่อยากไปไหนกันแน่”
ผมนั่งนิ่ง ไม่รู้จะมองใครก่อน
พี่แอชตันหันมาทางผม
“ริเวอร์…”
เขาถอนหายใจ
“มึงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ทุกครั้งที่รู้สึกแย่ก็ได้นะ”
พี่ไซลาสมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตานิ่ง ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน
“มึงพูดเหมือนกูขังเขาไว้”
เสียงของเขายังคงเรียบ
“ทั้งที่จริงๆ ริเวอร์เป็นคนเลือกเดินกลับมาเองนะ แอชตัน”
“แต่กูกลัวว่า สักวันนึง…”
แอชตันมองผมแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปสบตาเพื่อนตัวเอง
“น้องมันจะอยู่ที่อื่นไม่ได้น่ะสิ ไซลาส”
เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินออกไป
เสียงปิดประตูหนักแน่นกว่าที่ควรจะเป็น
ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนกับเสียงน้ำจากตู้ปลาที่ดังคลอเบาๆ
ผมนั่งนิ่ง มองแสงสีฟ้าที่สะท้อนอยู่บนพื้นโดยไม่รู้จะพูดอะไร
ไม่รู้ทำไม… คำพูดของพี่แอชตันถึงยังติดอยู่ในหัวมากกว่าที่ควร
“ริเวอร์อยากกลับหอไหมครับ?”
พี่ไซลาสถาม แต่เขากลับขยับลงมานั่งข้างผมบนโซฟา ระยะห่างที่ลดลงทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
ผมไม่ได้ตอบ
แต่สุดท้าย ไหล่ผมกลับเผลอขยับไปแตะต้นแขนเขาเบาๆ
ผมไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่… ที่การนั่งอยู่ข้างๆ เขาเริ่มรู้สึก “ง่ายกว่า” การกลับออกไปข้างนอก
❖ ❖ ❖
ผมยืนอยู่หน้าหอพักอยู่พักหนึ่ง
ข้อความของมีนายังค้างอยู่ด้านบน
ริเวอร์ เรายังเป็นเพื่อนนายอยู่ไหม
ผมควรตอบมีนา
ควรโทรกลับ
ควรอธิบายอะไรสักอย่าง
แต่สุดท้าย ผมกลับกด mute กลุ่มเพื่อนทั้งกลุ่ม
ทั้งที่พี่ไซลาสยังไม่ได้ส่งข้อความมา
นิ้วของผมกลับเลื่อนลงไปพิมพ์หาเขาก่อน
ถึงหอแล้วครับ