5
‘คุณเล็กคะ ตีพิมพ์เรื่องการกลับมาของคุณประพัฒน์แล้วก็เรื่องตำแหน่งหัวหน้าเจ้ากรมที่ดาราวางไว้บนโต๊ะได้เลยค่ะ’
การกลับมาของคุณประพัฒน์ นามวงศ์ กำลังจะทำให้ผู้ที่ถูกวางไว้ให้นั่งเก้าอี้หัวหน้าเจ้ากรมคนใหม่สั่นคลอนหรือไม่
หากใครยังจำกันได้ คุณประพัฒน์ นามวงศ์ ถูกวางตัวให้นั่งตำแหน่งหัวหน้าเจ้ากรมเมื่อปีสามที่แล้ว แต่เพราะภารกิจบางอย่างทำให้ไม่อาจกลับมารับตำแหน่งได้ มาลุ้นกันค่ะว่าอีกสองอาทิตย์หลังจากคุณประพัฒน์ถึงไทย เราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าเจ้ากรมคนใหม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน คุณกฤษติ เดชวรรักษ์ว่าที่หัวหน้าเจ้ากรมคนใหม่จะถูกเขี่ยทิ้งหรือไม่ แต่ได้ยินมาว่างานนี้ผู้ใหญ่กำลังหารือกันอยู่นะคะ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะไอ้ติ”
หนังสือพิมพ์สำหรับเช้านี้ถูกกางลงบนโต๊ะ กฤษติอ่านแล้วขมวดคิ้วมุ่น เขารู้เรื่องที่ประพัฒน์ นามวงศ์เคยถูกทาบทามให้นั่งตำแหน่งหัวหน้าเจ้ากรมมาก่อน แต่ตามกฎแล้วหากสละสิทธิ์ไปแล้วก็ย่อมไม่มีสิทธ์มาทวงคืนเว้นเสียแต่ว่าจะต้องมีการทำข้อสอบแข่งขันกัน
“ยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนมาคุยเรื่องนี้กับฉัน”
“แต่ข่าวหลุดออกมาแบบนี้หมายความว่ามันต้องมีมูล ทำไมแกไม่ลองถามคุณดาราดูวะ เมียแกเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่เล่นข่าวนี้”
สำนักพิมพ์ของดาราเป็นคนตีพิมพ์ข่าวนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ดาราต้องรู้อะไรมาบ้าง แต่เพราะความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของคนทั้งคู่กฤษติจึงได้แต่ถอนหายใจ
“ฉันว่าแกต้องทำใจเรื่องภรรยาของแกได้แล้วนะไอ้ติ เพราะไม่ว่ายังไงคุณดาราก็ต้องเป็นภรรยาของแกจนกว่าจะตายจากกัน”
กฤษติเลิกคิ้ว เขาไม่คิดเช่นนั้นเลย ในใจเขายังหวังว่าจะมีการเลิกรากันสักวัน รอให้ช่วงเวลาการรับตำแหน่งผ่านพ้นไปก่อนเถิด
“ฉันรอแค่การรับตำแหน่งผ่านไปก็จะขอหย่าจากกันให้หมดเรื่องหมดราวเสียที”
น่านนทีมองคนเป็นเพื่อนอย่างไม่อยาเชื่อว่ากฤษติจะมีความคิดพวกนี้อยู่ในหัว
“ท่าจะรักคุณจันทรามากเลยสินะเอ็ง ว่าแต่ได้ข่าวคราวอะไรมาบ้างหรือยัง”
“ยังเลย มีชาวบ้านริมน้ำเห็นผ่านๆแต่ไม่แน่ใจ ผ่านไปทางท้ายเมือง”
“หากมุ่งหน้าไปทางนั้นก็คงไปขึ้นรถที่ท่าท้ายเมือง ฉันว่าเห็นทีจะไปทางเมืองเหนือแล้ว” น่านนทีเปรย
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว
“แต่ฉันก็ยังอยากให้เอ็งหันหน้าคุยปรับความเข้าใจกับคุณดาราเสียจะดีกว่า ถึงตอนนั้นจะเลิกรากันอย่างน้อยก็ให้จากกันด้วยความเข้าใจ”
กฤษติทำเสียงหึในลำคอ ความรู้สึกที่เขามีต่อดาราคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ยิ่งการที่อีกฝ่ายตีพิมพ์ข่าวเรื่องนี้แต่ไม่เคยเอ่ยบอกเรื่องนี้กับเขาเลยยิ่งน่าโมโหกว่าเดิม
“ความรู้สึกคนเราไม่ใช่จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆหรอกนะไอ้น่าน”
“ฉันจะคอยดูก็แล้วกัน” น่านนทีทำหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แม้ไม่ได้ชื่นชมอะไรดารานักแต่ก็ใช่ว่าจะรังเกียจหญิงสาวผู้นั้น
“สองหนุ่มสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่คะหน้าตาเคร่งเครียดเชียว” สาวสวยเสมียรจากชั้นล่างเดินเข้ามายื่นเอกสารวางบนโต๊ะของกฤษติ
“ก็เรื่องตำแหน่งใหม่ของเจ้านายคุณไหมยังไงเล่าครับไม่ได้อ่านข่าวกับเขาหรือไง” น่านนทีเอ่ยเย้า
“อ่านแล้วคะ แต่มีอะไรน่ากังวล คุณติเสียอย่าง”
น่านนทีหัวเราะ ส่ายศีรษะเบาๆ
“กับตระกูลนามวงศ์ก็ต้องมีหวั่นกันบ้างละครับ”
ร้อยไหมส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนขยับเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา
“ลืมไปหรือคะว่าภรรยาของคุณติเป็นใคร นั่นคุณดาราเชียวนะคะ”
กฤษติกับน่านนทีหันสบตากันอย่างไม่เข้าใจ
หญิงสาวคนเดียวตรงนั้นถอนหายใจแล้วเอ่ยต่อ
“นี่ไม่ทราบกันจริงๆหรือแกล้งไม่ทราบคะว่าคุณดาราแกเพื่อนกับคุณเมืองมาศบุตรชายคนรองของท่านสีหราช วันก่อนเพื่อนของไหมยังเห็นคุณดาราไปทานข้าวกับคุณเมืองมาศตรงย่านกรุงเก่าอยู่เลยนะคะ”
กฤษติขมวดคิ้วจนหัวคิ้วเกือบชนกัน ดาราน่ะหรือเป็นเพื่อนกับเมืองมาศ แต่ก็อาจจะไม่น่าแปลกเพราะคนทั้งคู่คงเคยทำงานร่วมกันมาบ้างคนหนึ่งเจ้าของสำนักพิมพ์ อีกคนเจ้าของบริษัทใหญ่โตของเมือง
แต่การไปทานข้าวกันสองต่อสองทั้งที่คนทั้งคู่ต่างมีพันธะแล้วนี่สิ เป็นเรื่องสมควรหรือ
ดาราเก็บหนังสือพิมพ์ในมือลงในกระเป๋าถือพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ข่าวพวกนี้จะต้องทำให้กฤษติหันหน้ามาคุยกับหล่อน
ร่างเพรียวเดินเข้ามาในเรือนใหญ่ในตอนเย็น มองเห็นสองแม่ลูกนั่งคุยกันอยู่กลางชานเรือนหล่อนจึงเดินเข้าไปสมทบ
“แม่ดารามาก็ดีแล้ว มานั่งนี่มา ฉันอยากรู้ข่าวที่หล่อนลงไว้ในหนังสือพิมพ์” อมรเอ่ยขึ้นทันทีที่สะใภ้ย่างก้าวเข้ามา
ดาราทรุดตัวลงนั่งข้างคุณหญิงอมรไม่ไกล หล่อนเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาของสามีที่มองเลยไปทางอื่นไม่แม้แต่จะหันมาสบตากัน
“หล่อนรู้เรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหนกันหือแม่ดารา” คุณหญิงอมรเอ่ยถาม ยื่นหนังสือพิมพ์ในมือให้คนเป็นสะใภ้
“พนักงานที่สำนักพิมพ์เป็นคนได้ข่าวนี้มาค่ะคุณหญิง” ดาราไม่ได้กล่าวเท็จเลย แต่ไหงสายตาคมของกฤษติถึงได้ตวัดมองหล่อนเช่นนั้นกัน
“แล้วหล่อนไม่รู้รายละเอียดเลยหรือ ทางผู้ใหญ่ก็ไม่เห็นมีใครกล่าวกระไรไม่ใช่หรือพ่อติ” ปลายประโยคคุณหญิงอมรหันมาถามผู้เป็นบุตรชาย
“ครับคุณแม่ ยังไม่มีการเรียกคุยหารือเรื่องนี้” เขายังไม่ได้เล่าให้มารดาฟังเรื่องที่ดารารู้จักสนิทสนมกับเมืองมาศบุตรชายคนรองของท่านสีหราช บุคคลที่มีอำนาจโยกย้ายใครต่อใครในกรม
“ไว้ดิฉันจะลองถามพนักงานให้นะคะ” หญิงสาวยิ้มพรายเก็บความลับไว้ในใจมิดชิด ใครเลยจะรู้ดีเท่าหล่อนกัน แต่เรื่องอะไรจะเผยให้พ่อคุณผู้แสนเย่อหยิ่งคนนี้รู้ได้ง่ายๆ เสียแผนที่วางมาหมดปะไร
หลังจากอาหารเย็นผ่านพ้นไป คุณหญิงอมรแยกตัวไปพักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำ
ดารากลับไปนั่งทำงานของหล่อนอยู่ครู่หนึ่งในห้องนอนที่กลายเป็นของหล่อนได้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวโดยปริยาย
กะว่าอ่านงานอีกนิดหน่อยหล่อนจะออกไปตามหาสามีเสียหน่อย กลับกลายเป็นว่าคนที่เคาะประตูแล้วหล่อนเปิดออกมาเจอเป็นร่างสูงที่อยู่ในชุดพร้อมนอนแล้วยื่กอดอกนิ่งใบหน้าคร้ามคมยังเคร่งขรึม
หญิงสาวยิ้มพราย ตากลมวาวระยับถูกใจมองเขาตั้งแต่หัวลงมาตรงอกผายที่โผล่พ้นกระดุมเสื้อมองเห็นขนอกรำไร เพราะสายตาซุกซนหยุดมองตรงนั้นเนิ่นนาน คนที่ยืนนิ่งเมื่อครู่ลดแขนลงแล้วกระแอมคล้ายเตือนสติอีกฝ่าย
ดาราสบตาคมแล้วยิ้มร่า
“แม้คืนนี้ดาราจะเหนื่อยไปหน่อย แต่ถ้าพี่ติต้องการละก็...ทั้งคืนดาราก็ไหวนะคะ”
“เลิกกล่าวอะไรไม่งามเสียทีเถอะแม่ดารา ฉันไม่เคยคิดเรื่องอย่างว่ากับหล่อน” เสียงขรึมกล่าวอย่างไร้เยื่อใย
คงฟังหน้าม้านไปนิดหนึ่งก่อนจะปรับให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม
หญิงสาวก้าวเท้าออกมาแล้วเอื้อมมือดึงชายเสื้อของเขาไว้
“ไม่ลองคิดสักหน่อยหรือคะ ดาราพร้อมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคะสำหรับพี่ติ”
“หยุดเสียทีเถิดแม่ดารา ยิ่งหล่อนพูดและแสดงกิริยาเช่นนี้ ฉันรู้ว่าหล่อนอาจจะเคยชิน แต่สำหรับฉันนอกจากไม่ชินฉันยังเห็นว่ายิ่งทำให้หล่อนดูไร้ค่าไปเสียก็เท่านั้น”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะพี่ติ!” มือบางผลักตัวเขา แล้วถอยหลังกลับเข้ามาในห้อง รู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างเมื่อถูกว่าเอาว่าเอา
“งั้นก็หยุดทำตัวแบบนี้สักที ฉันต้องการมาคุยธุระกับหล่อนเท่านั้น”
“กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ หากไม่ใช่ธุระบนเตียงดาราขอตัวนะคะ”
“เดี๋ยว!” มือหนาเอื้อมมาคว้าประตูไว้ก่อนจะปิดลง
ชายหนุ่มมองใบหน้าเรียวเล็กที่บูดบึ้งแล้วหรี่ตาลงอย่างไม่วางใจ
“ดาราง่วง จะนอนแล้วค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง มองเขาด้วยแววตาโกรธขึ้ง
“ฉันอยากรู้เรื่องที่หล่อนตีพิมพ์หล่อนรู้เรื่องนี้มาจากคุณเมืองมาศใช่หรือไม่”
ดาราสบตาเขาอย่างช่างใจ เดาว่ากฤษติคงพอรู้เรื่องที่หล่อนรู้จักกับเมืองมาศมาบ้าง
“คุณเมืองเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ตีพิมพ์เล่าคะ”
“งั้นหล่อนจะไปหาคุณเมืองมาศไปนั่งกินข้าวด้วยกันทำไม แล้ววันถัดมาข่าวเรื่องนี้ก็ถูกตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ของหล่อน”
หญิงสาวขมวดคิ้ว พยายามทบทวนคำถามของเขาว่าอีกฝ่ายกำลังเน้นเรื่องอะไรกันแน่
“ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับคุณเมืองอยู่ดี”
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้คนตัวเล็กพลางเอียงคอมองอย่างพิจารณาอีกฝ่าย
“หล่อนจะบอกว่าไม่เกี่ยวหรือ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
หญิงสาวเลิกคิ้วพลางไหวไหลเล็กน้อย
“ก็ไม่เกี่ยวนะสิคะ ดาราไปทานข้าวกับคุณเมืองเป็นเรื่องปกติ” หญิงสาวกล่าวหน้าตาย
“ทั้งที่หล่อนมีสามีทนโท่อยู่ที่บ้านแล้ว หล่อนจะบอกว่าไปทานข้าวกับหนุ่มที่ไหนสักคนเป็นเรื่องปกติหรือ!” กฤษติจะรู้ตัวหรือไม่ว่าเหตุใดบทสนทนาถึงได้วกมาเรื่องการทานอาหารของดารากับเมืองมาศได้