1
“นังดารา เอ็งจะนั่งผัดหน้าทาแป้งอีกนานไหมหา มาช่วยกันเตรียมของพระท่านกำลังมาแล้ว”
เพราะวันนี้เป็นวันแต่งงานของจันทรากับหนุ่มหล่อตระกูลผู้ดีกลางตลาด
นึกอิจฉาคนเป็นพี่สาวครามครัน ที่นับตั้งแต่ทั้งคู่เริ่มคบหากันจรกระทั่งถึงวันนี้ ทั้งคู่กำลังจะแต่งงาน
ดาราเองเป็นหนึ่งในหญิงสาวอีกหลายสิบคนที่หลงใหลได้ปลื้มกฤษติ เจ้าบ่าวของวันนี้ที่ทั้งหล่อเหลา หน้าที่การงานหรือก็กำลังรุ่งโรจน์ ที่สำคัญตระกูลเขายังเป็นตระกูลเก่าแก่อีกด้วย
ว่าแต่… หล่อนสวยน้อยกว่าจันทราตรงไหน เหตุใดกฤษติถึงไม่ชอบหล่อนกัน
ดูสิ ดวงตาหรือก็กลมโตวาวใส ไม่เรียวเล็กเหมือนจันทรา ไม่เห็นจะมีเสน่ห์ตรงไหนเลย
หน้าอกหน้าใจก็ไม่ได้เล็กเสียจนมองไม่ออกว่าส่วนไหนหน้าส่วนไหนหลัง เอวคอดพอดีรับกับสะโพก ส่วนสูงหรือก็พอกันกับจันทรา จะมีก็แต่ผิวเท่านั้นที่ดาราคล้ำกว่าคนเป็นพี่สาวเล็กน้อย หากก็เพราะหล่อนน่ะแข็งแรงออกไปไหนมาไหนโดยไม่กลัวว่าโดนแดดแล้วจะกลับมาป่วยไข้เหมือนที่จันทรามักเป็น
“แม่ทำไมไม่เรียกพี่สายหยุดกับป้าละไมไปทำเล่า” เสียงหวานตะโกนกลับไป คิ้วสวยขมวดมุ่นขัดใจที่ถูกขัดจังหวะการประทินโฉม
“แม่สายหยุดกำลังช่วยจัดโต๊ะอยู่ข้างนอก นังละไมช่วยพี่เอ็งแต่งหน้าแต่งตัว เอ็งจะแต่งสวยไปทำไมหะนังดารา วันนี้พี่สาวเอ็งแต่งงานนะไม่ใช่เอ็ง” คนเป็นมารดายืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้าประตูมองบุตรสาวคนรองตาวาว
“โธ่แม่ เพราะดารายังโสดดาราก็เลยต้องสวยไงเล่า”
“คุณเดือน คุณเดือนขา คุณจันทราไม่รู้หายไปไหนค่ะ” ร่างท้วมของละไมแม่บ้านวัยกลางคนเดินแกมวิ่งมายังหน้าห้องนอนของดาราด้วยหน้าตาตื่น
สองแม่ลูกหันควับไปยังป้าละไมที่ยืนหอบหายใจอยู่ด้านหลังดวงเดือน
“จะหายไปไหนกันหือแม่ละไม ก็ยังแต่งหน้าอยู่ในห้องไม่ใช่หรือ”
“อิฉันออกมาหยิบเครื่องหอมค่ะคุณเดือน ช่างแต่งหน้าลงไปหยิบของในรถกลับมาก็ไม่เห็นคุณจันทราแล้ว เด็กๆช่วยกันหาทั่วบ้าน นอกบ้านก็แล้วทุกซอกทุกมุมแต่ไม่เห็นเลยค่ะ”
“ไป ไปช่วยกันหาอีกรอบ คนทั้งคนจะหายไปไหนได้กัน” แม้จะกล่าวราวกับรำคาญเสียเต็มประดา หากแต่ในใจของดวงเดือนกลับเริ่มวิตกกังวล
ดารายืนนิ่งไม่ได้ขยับขาก้าวตามคนอื่น กลับกันหญิงสาวร่างเพรียวสมส่วนหันกลับมานั่งหน้ากระจกแล้วยกตลับแป้งในมือขึ้นแต่งแต้มไปบนใบหน้าของตนต่อ
ในใจคิดอะไรบางอย่างที่ไม่อาจมีใครคาดคิดได้
ดาราลุกขึ้นแล้วยืนมองตัวเองในกระจก ปากอิ่มสีแดงสดยิ้มออกมาอย่างพอใจ การชื่นชมตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลยสักนิด แต่การที่คนอื่นมองไม่เห็นภาพที่เห็นนี่สิ เพราะอะไรกัน
หญิงสาวไหวไหล่เบาๆแล้วเยื้องย่างออกจากห้องนอนของตัวเองไป ใจหมายมั่นถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยใจจดจ่อ
เสียงร่ำไห้ระงมดังขึ้น มองเห็นผู้เป็นมารดาร่ำไห้ปานจะขาดใจ รายล้อมไปด้วยเด็กในบ้านและคนสวน
รวมถึง... เจ้าบ่าวและมารดาของเขา คุณหญิงอมร
ดาราย่างก้าวเข้าไปอย่างมั่นคงและมั่นใจ ได้ยินเพียงเสียงของมารดากำลังคร่ำครวญ
“โธ่แม่จันทราหายไปไหนหนอลูก ทำไมถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้”
“คุณเดือน คุณเดือนขา ไอ้เส็งมันบอกมันเห็นคุณจันทราทางท้ายสวนริมแม่น้ำค่ะ ไอ้เส็งเอ็งเล่าให้คุณเดือนฟังว่าเอ็งเห็นอะไรมาบ้าง”
ดาราเอียงหูฟัง ไม่ได้เดินเข้าไปใกล้คนกลุ่มใหญ่มากนัก จากตรงนี้หล่อนมองเห็นเพียงร่างสูงสง่าของกฤษติ เขาอยู่ในชุดสูทสีขาว หล่อเหลาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วได้แต่คร่ำครวญอย่างเสียดายซ้ำๆในใจ
ทำไมหนอ ทำไมเขาถึงไม่เป็นของหล่อน
“กระผม กระผมเห็นคุณจันทราเดินออกไปลงเรือไปกับผู้ชายตัวสูงแล้วก็ผู้หญิงผมสั้นๆคนหนึ่งขอรับ เรือไปทางโน้นขอรับ” เส็งแสดงท่าทางอธิบายรูปลักษณ์ตาม แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครนึกภาพออกว่าคนที่จันทราลงเรือไปด้วยนั้นเป็นใคร
“คุณจันทราถูกบังคับไปหรือไม่ แล้วถืออะไรไปด้วยบ้าง” ดวงเดือนถามอย่างร้อนรน
เพราะข้าวของในบ้างยังอยู่เช่นเดิม หากเกิดเรื่องการหนีขึ้นมา มีหรือที่จันทราจะไม่หยิบจับอะไรออกไปด้วย แล้วถ้าหากหนี จะหนีทำไม หนีเพราะอะไร
“กระผมมองไม่เห็นสีหน้าขอรับ แต่ท่าทีดูรีบร้อนแล้วก็ไม่เห็นถืออะไร”
“คนพวกนั้นมีอาวุธมาด้วยหรือไม่” เสียงทุ้มกล่าวถาม เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากนับตั้งแต่มาถึงเรือนเจ้าสาวแล้วเกิดเรื่องไม่คาดคิดนี้ขึ้น
“ไม่... ไม่ขอรับ เพราะไม่เห็นอะไรแปลกเลยไม่ทันเอะใจตอนแรก”
“เอ็งเห็นแม่จันทรานั่งเรือไปทางนั้นใช่หรือไม่” นิ้วเรียวชี้ไปฝั่งที่เส็งบอก หากพลันชะงัก เมื่อหางตาปะทะเข้ากับร่างเพรียวในชุดเดรสหลากสีสดใส
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนมองเมินไปโดยไม่กล่าวอะไรหรือแม้กระทั่งมองมาตรงๆ
“ขอรับ”
“มีอะไรที่น่าผิดปกติอีกหรือไม่ไอ้เส็ง” แม่สายหยุดเอ่ยถามต่อ
เส็งทำหน้าครุ่นคิดแล้วเบิกตากว้าง เขาหันรีหันขวาจะปะทะเข้ากับร่างเพรียวสมส่วนที่สวมชุดหลากสีสันงดงาม ทว่า...
“คือ คือว่า...”
“มีอะไรไอ้เส็ง เอ็งพูดมาให้ไว” ดวงเดือนถามน้ำเสียงเข้ม
เส็งก้มหน้าลงคล้ายกำลังหลบสายตาใครบางคน มีเพียงกฤษติเท่านั้นที่ขมวดคิ้วแปลกใจ สายตาของเขาเหลือบมองตามเส้นทางที่เส็งมองสบไปเมื่อครู่
ใบหน้านวลแต่งแต้มไว้ด้วยเครื่องสำอางจนมองแทบไม่เห็นใบหน้าเดิม แม้งดงามสะสวยแต่กฤษติก็บอกในใจว่า ไม่ใช่แบบที่เขาชื่นชม
ไม่ใช่ทั้งใบหน้านั้นและการกระทำ
ทุกๆอย่างที่รวมเป็นดารา กฤษติบอกตัวเองว่าเขาไม่ชอบเลยสักนิด ผู้หญิงอะไรร้ายกาจ ก๋ากั่นไม่กริ่งเกรงสิ่งใดเสียจนน่ากลัว
‘พี่ติยังไม่ลองเลยแล้วจะบอกว่าไม่ชอบได้อย่างไรคะ’ เสียงหวานที่มักประดิดประดอยเสียจนเขานึกสะอิดสะเอียน
‘จะชอบหรือไม่ชอบ ฉันก็ไม่อยากลองอะไรทั้งนั้น เอามือออกจากคอฉันเสียก่อนที่ใครจะมาเห็นการกระทำของหล่อน’ เขาว่าเสียงเยียบเย็นพอๆกับแววตา
หากคนที่ยังเกาะกอดคอเขา บดเบียดทรวงอกนุ่มหยุ่นของตัวเองเข้าหาอกแกร่งหัวเราะคิก
‘พี่ติลองก่อนสิคะ ยังไม่ตบแต่งกันเสียหน่อยจะกลัวอะไร’
‘นั่นยิ่งต้องสงวนท่าทีเพื่อเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย หรือหล่อนไม่รู้จักคำนี้’
ดาราหัวเราะร่า ตากลมวาวใสหยอกเย้าเขา
‘ดาราไม่พูด พี่ติไม่พูดแล้วใครจะรู้ แถมในนี้ก็มืดเสียจนไม่มีใครมองเราสองคนออกหรอก’ ดาราเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ใบหูของเขา ตั้งใจกล่าวแล้วให้ลมหายใจร้อนปะทะผิวเขา หวังให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ไปด้วย แต่เหมือนกฤษติจะไม่ยอมเล่นด้วย
เขากระชากแขนหล่อนออกจากคอแล้วออกแรงผลักให้ร่างบอบบางซวนเซออกไปห่างตัว นัยน์ตาคู่คมมองมาด้วยแววตาแห่งความรังเกียจเดียดฉันชัดเจน
แผ่นหลังดารากระแทกเข้ากับผนังปูนเปลือยอย่างแรง หากเจ้าตัวกลับไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บเลยสักนิด กลับกันหล่อนกำลังหัวเราะเสียงใสคล้ายคนบ้าที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาต่อความเจ็บนั้น
‘ฉันขอเตือนหล่อนด้วยความหวังดีแม่ดารา อย่าทำอะไรแบบนี้อีก ไม่อย่างนั้นหล่อนจะหาว่าฉันใจร้ายไม่ได้’ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าเป็นสิ่งที่กฤษติไม่ได้ตั้งใจแสดงออก เขามักสงวนท่าทีให้สุภาพเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน แต่กับดาราแล้วเขาไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกด้านลบได้เลย
“กล่าวออกมาเถอะ ฉันจะรับผิดชอบความปลอดภัยของเส็งเอง” แม้จะกล่าวกับเส็ง ทว่าดวงตาคู่คมสีเข้มจับจ้องดวงหน้างามด้วยแววตาเคลือบแคลงไม่ปิดบัง
“กระผมเคยเห็นผู้หญิงผมสั้นเมื่อวาน น่า… น่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่มาหาคุณจันทรา ยืนอยู่ตรงเรือนแพตรงโน้นแล้ว...แล้วก็มีคุณดารายืนคุยอยู่ด้วยขอรับ”
“พูดอะไรของมึงไอ้เส็ง! กำลังกล่าวหาฉันอยู่หรือไร” เสียงตวาดกร้าวพร้อมกับร่างเพรียวในชุดสีสันแสบตาปรากฎขึ้น เส็งสะดุ้งสุดตัวก่อนจะลนลานหลบหลังร่างสูงของกฤษติแล้วเกาะขาเขาไว้แน่น
“หะ เอ็งพูดอะไรของเอ็ง เอ็งกำลังหาว่าฉันสมรู้ร่วมคิดกับการหนีไปของจันทรารึ”
“ไม่มีใครกล่าวหาเอ็งทั้งนั้นนังดารา มีแต่เอ็งที่กำลังทำท่าร้อนรนยอมรับออกมาเอง” ดวงเดือนตวาดแหว ยกมือชี้นิ้วมาตรงหน้าคนเป็นบุตรสาวคนรองอย่างเอาเรื่อง
“ดาราเปล่านะแม่ ก็ไอ้เส็งมันมากล่าวหาดารา แม่ก็เห็น”
“แล้วเอ็งไปคุยกับใครเล่าเมื่อวาน” ดวงเดือนคาดคั้น
คุณหญิงอมรเกาะแขนบุตรชาย สองแม่ลูกสบตากันแล้วไม่กล่าวอะไร
“ดาราไม่ได้คุยกับใคร ไอ้เส็งเอ็งแก่แล้วสายตาฝ้าฟางกล่าวหาคนอื่นเช่นนี้ได้อย่างไร” ดาราหันมาตวาดเสียงกร้าวใส่เส็งอีกครั้ง ไม่สนใจว่าตรงนั้นจะมีผู้ใหญ่คนไหนอยู่บ้าง
ไอ้เส็งกำลังทำให้เธอตกกับดัก
“เอาล่ะ เอาล่ะ พอก่อนเถอะแม่เดือน ตอนนี้มาคิดหาทางกันก่อนว่าจะทำอย่างไรทั้งพระทั้งแขกเหรื่อผู้ใหญ่กำลังจะมาแล้ว” คุณหญิงอมรเอ่ยปรามเมื่อเห็นว่าเรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ
แล้วในอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงฤกษ์ตักบาตรแล้ว
“ไม่มีเจ้าสาวแล้วจะให้ทำอย่างไรดีคะคุณหญิง ฉันต้องขออภัยเหลือเกินที่เรื่องพวกนี้เกิดขึ้น”
ดาราอยากกลอกตาหลายตลบ เมินหน้าไปทางอื่นอย่างไม่ใยดีต่อสถานการณ์ตรงหน้าเท่าไหร่ ออกจะดีใจด้วยซ้ำที่งานแต่งงานจะไม่เกิดขึ้น
“แต่แขกผู้ใหญ่กำลังจะมา แม่เดือนจะให้ลูกชายฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหนอีกอย่าง...”
เพราะเดือนหน้ากฤษติกำลังจะเข้ารับตำแหน่งใหญ่ในกรม หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมีแต่ขายหน้าและคำติฉินนินทาไปอีกนาน
คุณดวงเดือนยกมือขึ้นบีบขมับ คิดหาหนทางแทบไม่ออกว่าจะชดใช้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ถ้าแค่ใช้เงินจ่ายแล้วจบก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ชื่อเสียงเกียรติยศของวงตระกูลทั้งสองนี่สิ นางจะทำอย่างไร
ขุ่นเคืองใจจันทราที่แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่นางเชื่อหมดใจว่าเรื่องทั้งหมดต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของบุตรสาวคนรองที่ยืนลอยหน้าลอยตาไม่สำนึกผิด มันน่าลงโทษเสียให้เข็ดหลาบ
มองใบหน้าที่แต่งแต้มเสียจนมองหน้าเดิมแทบไม่ออกแล้วคุณดวงเดือนก็ตาวาว
“ให้นังดาราเข้าพิธีแทนไปก่อนได้หรือไม่คะคุณหญิง”