ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 19: สนามรบที่แท้จริง

👁️ 1 อ่าน
22px

ณ วังหลวง เมืองอินตรา บัดนี้ท้องพระโรงอันเคยสง่างาม กลายเป็นสนามรบที่โกลาหลและยับเยินไม่เป็นท่า เปลวเพลิงจากศรเพลิงของจันทร์ยังคงลุกไหม้ตามแนวเสา ทั้งผนังและผ้าม่านให้ไหม้เกรียม ควันไฟลอยอบอวลไปบนท้องฟ้า พื้นหินอ่อนแตกร้าวจากแรงปะทะของพลังเวทศาสตราที่ปะทะกัน ทุก ๆ การเคลื่อนไหวไปท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ

 

ทางฝั่งของพระยาเดโชและจันทร์กำลังปะทะกันอยู่กลางห้อง แสงของดาบหลวงคู่ที่เขาถือไว้ในมือฟาดผ่านอากาศเป็นเส้นสายของพลังเวทสีทองปะทะเข้ากับลูกศรเวทจากศรเพลิงโทสะของจันทร์ พระยาเดโช ที่เป็น นักรบขั้น 4 ซึ่งมีเกราะอาวุธอยู่สี่ส่วนและครบสามระดับ ส่วนจันทร์ ที่เป็น นักรบขั้น 2 ที่ยังไม่ได้หลอมเกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ให้ถึงสามระดับ แต่ด้วยความสามารถโจมตีได้อย่างรุนแรงและแม่นยำและทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจ

 

แต่ทว่า ต้องเผชิญหน้ากับพระยาเดโชซึ่งมีระดับพลังที่มากกว่าหลายเท่าตัว และแน่นอนว่าเขาเป็นถึงตำแหน่งเดโชของเมือง จะต้องมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้กัน

 

ในการต่อสู้ จันทร์ยกคันศรขึ้นแล้วเล็งปลายศรไปหาพระยาเดโชที่อยู่เบื้องหน้าอยู่หลายครั้ง แต่การโจมตีนั้นก็ถูกทำลายโดยง่ายดายจากการฟาดด้วยดาบหลวงคู่ให้สลายทีละดอกจนหมด พลังป้องกันของพระยาเดโชที่สมบูรณ์แบบ ก่อนที่พระยาเดโชจะโจมตีกลับด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 คมดาบเก้านภา ดาบหลวงคู่ของเขาเรืองแสง ก่อนที่เขาพุ่งเข้าไปโจมตีจันทร์ในระยะประชิดอย่างรวดเร็ว

 

จันทร์พยายามป้องกันอย่างให้ถึงที่สุดและหาทางโจมตีกลับให้ได้ แต่การโจมตีด้วยคันศรเพลิงโทสะโชติช่วงที่เป็นศาสตราวุธของเขา ทำให้จันทร์ต้องพยายามเว้นระยะห่างในการโจมตี ด้วยความห่างชั้นของระดับพลังและฟาดฟันมาใส่จันทร์อย่างไม่หยุด ขาถอยหลังเรื่อย ๆ แม้ไม่อยากยอม แพ้และพยายามฝืนสู้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าเขาจะมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจ แต่ก็ไม่อาจจะต้านทานคนที่ระดับขั้นพลังมากขนาดนี้ได้

 

ทางด้านของธีระ มีพลังถึง นักรบขั้น 2 เพียงแต่ยังไม่หลอม เกราะอาวุธส่วนหัวระดับ 3 เท่านั้น ซึ่งเขากำลังปะทะกับเจ้าอยู่อีกด้าน เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็น ทวนเทพราชัยของเจ้าแทบไม่อาจสัมผัสร่างของธีระได้เลย ด้วยความที่เจ้าที่เป็นนักรบขั้น 1 แม้จะมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้พี่ชายของเขาเลยแม้แต่น้อย

 

การที่จะรับมือกับคนที่ระดับขั้นพลังมากกว่าอีกทั้งยังโจมตีด้วยการใช้สายฟ้าฟาดใส่ได้ในระยะไม่จำกัด ซึ่งแตกต่างจากเจ้าที่โจมตีได้ในระยะของเขาที่จำกัดแค่ระยะใกล้และระยะกลาง ทำให้เขาต้องคอยหลบการโจมตีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าจะหลบได้มากแค่ไหน เขาก็ยังพลาดโดนสายฟ้าฟาดทำให้ร่างของเขากระเด็นไปหลายครั้ง จนแม้กระทั่งการยืนทรงตัวยังเป็นเรื่องยาก

 

ธีระที่เห็นแบบนั้น เขายังคงไม่แม้แต่จะหยุดโจมตี แต่ยังกระหน่ำโจมตีย่างต่อเนื่อง ภาพของหมู่บ้านที่ถูกโจมตีกับเหล่าชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา ทั้งการเผาทำลายบ้านเรือนอย่างโหดเหี้ยม ความโกรธแค้นเริ่มลุกโชนอยู่ในใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และมันทำให้เขากระหน่ำโจมตีเจ้าอย่างไร้สติ ไม่ว่าจะใช้สายฟ้าฟาดจากระยะไกลหรือแม้แต่โจมตีได้ในระยะประชิดอย่างไม่ยั้งมือ

 

ธีระ : ทหารของเจ้า! ทำร้ายคนให้หมู่บ้านทั้งเผาทำลายบ้านเรือนของข้า แบบนี้เจ้าจะชดยังไง!!

 

เจ้า : อย่างข้าต้องชดใช้ด้วยรึ ในเมื่อพวกเจ้ามันไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว ฆ่าให้ตายแล้วเอาไปทิ้งก็สิ้นเรื่อง..

 

ธีระ : ยังจะมีหน้ามาทำเป็นปากดีอีก

 

เจ้า : ข้าก็ไม่ได้พูดเกินจริงไหมล่ะ…

 

ธีระ : ชิ! เจ้านี่หนิ! งั้นก็เจ้าชดใช้ด้วยชีวิตของเจ้าซะ!!

 

สิ้นสุดคำกล่าวนั้น การโจมตีของธีระเริ่มหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามตั้งหลัก แต่ด้วยพลังที่ด้อยกว่าและความเร็วที่ตามไม่ทัน ทำให้ทุกความพยายามกลายเป็นช่องโหว่ ถูกสายฟ้าฟาดซ้ำมาเรื่อย ๆ จนร่างเขาเริ่มอ่อนแรงและหอบหายใจหนัก แขนขาเกร็งชา

 

จากนั้นธีระใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนซ้าย ระดับ 1 ค่ายกลอัสนี ฝ่ามือของเขาทาบลงกับพื้น เส้นสายฟ้าสีฟ้าเรืองแสงแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างราวเป็นรังของแมงมุมขนาดใหญ่

 

เส้นใยเหล่านั้นฝังลึกลงในพื้นกระเบื้องของท้องพระโรงและยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในระยะ เจ้าพยายามใช้ทวนตัดใยสายฟ้าออกจากร่าง แต่เขาก็ทำได้เพียงตัดสาย ธีระเดินตรงเข้าหาเจ้าช้า ๆ แววตานั้นเต็มไปด้วยไฟแค้น

 

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้านับร้อยก็ดังขึ้นตามทางเดินด้านนอกของกำแพงวังหลวง ทำให้ธีระหยุดชะงักเล็กน้อย แล้วทุกคนต่างก็มองไปยังต้นตอของเสียง ประตูไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ติดอยู่กำแพงล้อมของท้องพระโรงก็เปิดออก

 

แสงสว่างจากด้านนอกทะลักเข้ามาท่ามกลางควันไฟ ปรากฏร่างของเจ้าเมืองอินตราและทหารคนสนิทพร้อมกองกำลังชุดใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศ เหล่าทหารในชุดเกราะดำขลับเรียงแถวแน่นหนาเข้ามาล้อมรอบสถานที่แห่งนั้นไว้ เขายกมือขึ้นสูงก่อนตะโกนคำสั่งเสียงดังก้องบริเวณ

 

เจ้าเมืองอินตรา : ทหาร! ฆ่าผู้บุกรุกพวกนั้นให้หมด!!

 

สิ้นเสียงคำสั่งของเขา ทหารอินตราหลายร้อยนายก็กรูกันเข้าทันที กล้า,ทิว,เอก,รำพาและกองกำลังทหารของพระยาเดโชได้เข้าสกัดทหารเหล่านั้นเอาไว้ เสียงปะทะกันของดาบทหารดังกระหึ่ม ความวุ่นวายเริ่มปกคลุมท้องพระโรงแห่ง กล้าพยายามสู้กับทหารด้วยหมัดเหวี่ยงที่เสริมด้วยพลังจากศาสตราวุธเข้าใส่ศีรษะของทหารคนหนึ่งอย่างจัง ก่อนจะตามด้วยศอกกระแทกเบ้าตาอีกคนแล้วตวัดขาเตะก้านคอศัตรูที่พุ่งเข้ามาซ้ำร่วงไปในพริบตา

 

ทางฝั่งของทิวกำลังรับมือกับทหารสามนายที่โถมเข้าพร้อมกัน เขาพลิกร่างหลบไปมาและสวนกลับด้วยหมัดที่เสริมพลังศาสตราวุธของเขาเข้าไป ทำให้ทหารของเมืองอินตราคนนั้นกระเด็นออกไปไกล

 

ขณะเดียวกัน เอก ยืนสู้กับกองกำลังทหารอีกชุดอย่างแน่นหนา เขาใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 1 มหิสาคุ้มกัน เพื่อเป็นโล่ป้องกันการโจมตีจากศรธนูที่ถูกยิงเข้ามาจำนวนมาก เสียงศรปะทะเข้ากับโล่ดังสนั่นราวกับสายฝน แต่ก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลยแม้แต่น้อย เมื่อเสียงนั้นหยุดลง เอกได้โจมตีต่อด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทลายภูพาน พุ่งเข้าชนทหารเหล่านั้นจนกระเด็นกันออกไปคนละทาง

 

ส่วนรำพาที่หลัง เธอใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับ 2 ประกายแสงนิโลบล เคลื่อนที่พริบตาไปจัดการกับเหล่าทหารอย่างรวดเร็ว ขว้างปิ่นทองถูกขว้างออกไปปักที่ซอกคอของทหารอย่างแม่นยำ ทำให้ทหารเหล่านั้นล้มลงและสิ้นใจตายในทันที แล้วกลับเข้ามาหาเอก

 

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นกองทัพฝึกมาโดยตรง แต่การประสานกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเปิดทางให้กันและกันโจมตีโต้ตอบซ้ำรูปแบบ ทำให้ทหารของเมืองอินตราลดกำลังลงมาก ด้วยความที่ว่า ทหารเหล่านั้นก็ต่างเป็นนักรบธรรมดา ส่วนพวกเขาเป็นถึงนักรบผู้ใช้ศาสตราวุธที่มีเกราะอาวุธหมดทุกคนอยู่แล้ว พลังของศาสตราวุธคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่เหนือระดับการโจมตีธรรมดา และเกราะอาวุธที่มีความสามารถให้การใช้โจมตีต่าง ๆ ซึ่งต้องถูกโจมตีด้วยศาสตราในระดับเดียวกันถึงจะบาดเจ็บได้และนั่นคือความได้เปรียบของพวกเขาในสมรภูมินี้

 

แม้ว่า ทหารของเมืองอินตราจะมีจำนวนมาก แต่กลับถูกผู้บุกรุกเพียงไม่ถึงร้อยคนกำจัดได้ในระยะเวลาไม่นาน เจ้าเมืองอินตราที่อยู่ด้านนอกประตูทางเข้ามายังท้องพระโรง เขาอยากเข้าไปช่วยลูกชายทั้งสอง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากไม่มีศาสตราวุธก็จะเข้าไปตายเปล่า ไม่ต่างจากกองกำลังทหารของเขา

 

ทำให้เขาทำได้เพียงยืนมองลูกชายทั้งสองสู้อย่างสุดชีวิตกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า และกองทัพของเขากำลังจะพ่ายแพ้ในไม่ช้า

 

เจ้าเมืองอินตรา : (คิดในใจ) ทำไม…ถึงเป็นเช่นนี้กันได้… กองทัพของข้า พวกมันเพียงไม่กี่คนสามารถทำลายลงทหารเป็นกองทัพของข้าได้ยังไง!

 

เจ้าเมืองอินตรายืนนิ่งอยู่เบื้องหลังขอบบานประตู ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกไหม้อยู่ไกลออกไปในท้องพระโรง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหลังมือ ใบหน้าถมึนทึงและแววตาหนักอึ้งจนเหมือนมีหินก้อนมหึมากดทับ ความคิดแผ่ไหลวนหลูบอยู่ในหัวของเขาอย่างหยุดคิดไม่ได้ กับความรู้สึกที่ตอกย้ำจิตใจตัวเอง

 

เจ้าเมืองอินตรา : (คิดในใจ) ต่อให้เข้าไปตอนนี้ ก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าไปเปล่า อะไรที่ทำให้พวกเจ้าสามารถกำจัดทหารของข้าได้ขนาดนี้กัน! หรือว่า…ศาสตราวุธ

 

เมื่อคำคำนั้นผุดขึ้นในหัว ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยและได้สติกลับมา ดวงตาเขากลับมาแน่วแน่ แม้จะรู้ดีว่าตนไร้ศาสตราวุธในครอบครอง แต่เขาก็เป็นนักรบผู้ผ่านสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขาไม่อาจยืนมองลูกชายทั้งสองของตนตายต่อหน้าต่อตาได้ เขาจึงตัดสินใจวิ่งเข้ามาในท้องพระโรงที่เป็นดั่งสนามรบในตอนนี้ และเขาไม่พลาดหยิบดาบจากศพของทหารนายหนึ่งติดมือมาด้วย ก่อนจะเข้าสู้ช่วยกองกำลังทหารของเขา ดาบในมือของเจ้าเมืองอินตราฟาดฟันอย่างแม่นยำ แม้เขาจะไม่มีพลังของศาสตราวุธ

 

แต่ด้วยประสบการณ์ในสนามรบหลายสิบปี ทำให้เขาสามารถกำจัดกองกำลังทหารของพระยาเดโชได้หลายคน ในการก้าวเข้ามาในท้องพระโรงเพียงไม่นาน

 

ท่ามกลางเปลวไฟยังลุกโชนอยู่ในมุมของท้องพระโรง เงาของนักรบหลายสิบเคลื่อนไหววูบวาบท่ามกลางควันดำที่พวยพุ่งออกจากรอยแตกร้าวบนกำแพงหิน กล้ากับทิวและเอกกับรำพา ที่ยืนประจันหน้ากับทหารของเมืองอินตรา ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า เจ้าเมืองอินตราเพียงผู้เดียวกลับสามารถสังหารกองกำลังของพระยาเดโชได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทางฝั่งของจันทร์ ที่เห็นว่าผู้บุกรุกเหล่านั้นกำลังจะหันไปโจมตีพ่อของตนเอง แต่เขากลับช่วยอะไรไม่ได้ เขาหันมองไปยังเจ้าผู้เป็นน้องชาย แต่สายตาที่ทอดผ่านนั้น กลับเห็นเพียงร่างของเจ้า ที่ถูกมัดไว้ด้วยเส้นใยสายฟ้าจากความสามารถเกราะอาวุธของธีระ ในตอนนี้เจ้าแทบขยับไม่ได้และยังโดนไฟฟ้าจากใยช็อตอยู่เรื่อย ๆ จนเขาเริ่มอ่อนแรง

 

จันทร์ : เสด็จพ่อ…

 

เสียงของเขาเบา ๆ ราวกับเสียงของลมหายใจที่หลุดจากปากนั้น แต่ใจกลับยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขากัดฟันแน่นและฝืนพยุงร่างที่แทบยืนไม่ไหว สูดลมหายใจลึกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันกลับมาประจันหน้ากับพระยาเดโชอีกครั้ง

 

ทางด้านของกล้าและคนอื่น ๆ ที่มาประชันหน้ากับเจ้าเมืองอินตรา ในสนามรบที่เต็มไปด้วยกองเพลิงและศพของทหารของเมืองอินตราและเมืองศิวิลักษณ์อยู่ทั่วท้องพระโรง พวกเขาทั้งสี่คนไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าไปสู้กับเจ้าเมืองอินตราทันที

 

กล้าพุ่งตัวไปข้างหน้าแล้วเหวี่ยงหมัดขวาออกไปอย่างสุดแรง แต่เจ้าเมืองอินตราเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว เขาหมุนตัวกลับ ก่อนจะเสยปลายเท้าขึ้นถีบใส่ลำตัวกล้าอย่างแรง ร่างของกล้ากระเด็นถอยหลังไปสามก้าว

 

ยังไม่ทันที่เจ้าเมืองอินตราจะได้หายใจต่อ ทิวกับเอกกระโจนเข้าซ้ายขวา ทิวเหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้าอก เอกก้มตัวพุ่งเข้าเตะตัดขาเจ้าเมืองอินตราในจังหวะเดียวกัน แต่เจ้าเมืองอินตราต้องเบี่ยงตัวหลบหมัดของทิวไปอย่างฉิวเฉียด แล้วกระโดดยกขาหลบการเตะของเอกได้แบบหวุดหวิด

 

ทันใดนั้น แสงสีทองอันหนึ่งพุ่งตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว เสียงแหวกอากาศกรีดขึ้น เจ้าเมืองอินตรายกดาบขึ้นฟันสวน แต่ปลายปิ่นแทงทะลุดาบนั้นไปแทงเข้าหัวไหล่ซ้ายของเขา เลือดพุ่งกระเซ็นออกเป็นสาย ทำให้เขาก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด แต่มือขวายังกำดาบไว้แน่น

 

กล้าที่เห็นแบบนั้น เขารีบวิ่งเข้าไปแล้วเหวี่ยงหมัดสลับซ้ายขวาซ้ำเข้าไป ถึงแม้ว่าเจ้าเมืองอินตรายกแขนขึ้นรับ แต่กล้าหมุนตัวเตะเข้าเต็มแรงที่บริเวณก้านคอ จนเขาเดินเซไปข้างหนึ่งและก้าวถอยหลังออกไปมาก เอกจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทลายภูพาน ร่างของมหิงสาและตัวเขาพุ่งไปด้านหน้าพร้อมกัน ก่อนจะชนเข้าที่เจ้าเมืองอินตราอย่างจังจนร่างเขากระเด็นออกไป ตามมาด้วยที่รำพาจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 ประกายแสงนิโลบล ปิ่นทองปักเข้ากลางลำตัวของเจ้าเมืองอินตราอย่างแม่นยำ เขาสะดุ้งเฮือกขึ้นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเคลื่อนที่พลิบตาไปยังตำแหน่งของปิ่นทอง แล้วเธอถีบส่งเต็มแรง ทำให้เขากระเด็นลอยขึ้นฟ้า เธอพลิ้วตัวลงมาที่พื้นอย่างแม่นยำ ยืนรอที่ตำแหน่งด้านล่างที่อีกฝ่ายกำลังจะตกลงมาและในจังหวะนั้นเอง รำพาเงยหน้าขึ้นแล้วพุ่งตัวขึ้นโจมตีสวน

 

รำพา : เจ้าคนชั่ว ตายไปซะ!!

 

เสียงของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขาโจมตีด้วยทุกกระบวนท่า ทั้ง หมัด ศอก เข่า เท้า ระดมใส่ร่างของเจ้าเมืองอินตราอย่างบ้าคลั่ง ทุกจังหวะต่อเนื่องไม่มีช่องว่างให้แม้แต่จะหายใจ ร่างของเขาถูกอัดลอยอยู่กลางอากาศ และสุดท้ายรำพาเคลื่อนที่ขึ้นไปเหนือร่างเขา แล้วถีบลงมาเต็มแรง ร่างของเจ้าเมืองอินตราล่วงลงมายังพื้นของท้องพระโรงอย่างรุนแรง จนฝุ่นควันฟุ้งไปทั่ว

 

จากนั้น ทิววิ่งเข้าไปแล้วกำหมัดแน่ก่อนจะง้างหมัดขึ้นเหนือศีรษะ แล้วแสงสีเงินก็เปล่งออกมาจากข้อของเขา ก่อจะปรากฏเป็นร่างของช้างเอราวัณขนาดยืนอยู่ด้านหลัง ดวงตาทั้งหกของมันเปล่งประกายอย่างน่าเกรงขามมันยกขาหน้าข้างหนึ่งขึ้นสูง ทิวมองไปยังร่างของเจ้าเมืองอินตราที่อยู่เบื้องหน้า ด้วยแววตาของเดือดดาลราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชนในจิตใจ ก่อนตะโกนออกไป

 

ทิว : นี่สำหรับที่พวกเจ้าเผาทำลายหมู่บ้านของข้า!!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น เขาเหวี่ยงหมัดลงเป้าหมายตรงหน้าของเขาคือหน้าอกของเจ้าเมืองอินตรา หมัดของเขากระแทกลงอย่างแรง ในวินาทีเดียวกัน เท้าหน้าของช้างเอราวัณก็กระแทกซ้ำลงมายังร่างของเจ้าเมืองอินตราจนหยาดเลือดกระเซ็นติดพื้นเป็นวงกว้าง เศษกระเบื้องปลิวกระจาย แรงกระแทกทำให้ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว

 

เมื่อหมอกควันจางลง ร่างของเจ้าเมืองอินตรานอนนิ่งอยู่กลางพื้นแตกร้าว ไร้ซึ่งแรงตอบสนอง ทิวที่ยืนหอบอยู่เหนือร่างนั้น มือของเขายังคงกำแน่น เหงื่อและฝุ่นเกาะตามใบหน้า แต่ในแววตามีทั้งความโกรธแค้นและน้ำตาที่เขากลั้นเอาไว้ นักรบที่อยู่ในท้องพระโรงต่างก็หยุดชะงักไปตาม ๆ กัน สายตาทุกคู่ต่างก็มองมาที่ร่างของเจ้าเมืองอินตราที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นอย่างไร้ลมหายใจ

 

จันทร์,เจ้า : เสด็จพ่อ!!

 

เสียงตะโกนขององค์ชายทั้งสองดังก้องไปทั่วท้องพระโรงแหน่งนั้น ในตาของเหล่าทหารเมืองอินตราหลายร้อยคนเบิกกว้าง แทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ตาเห็น ว่าเจ้าเมืองของตนถูกสังหารลงแล้ว ความโกรธแค้นที่ลุกเป็นไฟเริ่มเข้ากัดกินจิตใจ ดวงตาของเขาแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น จนความรู้สึกทั้งหมดได้ระเบิดออกมา ทำให้เจ้าดิ้นหลุดออกจากเส้นใยอัสนีของธีระ แล้วโจมตีด้วยทวนเทพราชัยอย่างบ้าคลั่ง

 

เจ้า : พวกเจ้าบังอาจฆ่าพ่อของข้า!! ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมดทุกคน!!

 

ปลายทวนแหลมฟันแทงไปมาอย่างไรทิศทาง ธีระเบิกตากว้างเขากล้าถอยหลังไปเล็กน้อยและพยายามหลบต่อก็พลาดไปโดนทวนของเจ้าแทงเข้าไป แต่เขายังสามารถใช้แขนเข้ามาบังเอาไว้ได้ทันท่วงที แล้วขาหกข้างของแมงมุมถึงหกขาก็ได้ปรากฏขึ้นจากแผ่นหลัง แล้วขาทั้งหมดพับโค้งเข้ามาด้านหน้า ก่อนะพับเข้ามาด้านหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ทวนแหลมแทงเข้าไปได้ ทว่า..เจ้าไม่ยอมหยุด เขาแทงทวนรัว ๆ เข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง จนธีระต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ

 

พระยาเดโชที่กำลังสู้กับจันทร์ เหลือบตามาเห็นธีระที่กำลังถูกเจ้ากระหน่ำโจมตีใส่ เขาจำต้องไปหยุดสู้กับจันทร์แล้วหันไปช่วยธีระ กล้าและคนอื่น ๆ ก็ได้ไปสมทบอีกเช่นกัน

 

ตอนนี้ เจ้า กลายเป็นเป้าหมายของศัตรูถึงหกคน ทันใดนั้นพระยาเดโชพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก ดาบหลงคู่ในมือแผดเสียงฟาดลงตรงหน้า พระยาเดโชกระโจนเข้ามาแล้วฟาดดาบหลงคู่ของไปที่เจ้า แต่เจ้ายกทวนขึ้นรับไว้ทัน ทำให้เกิดคลื่นพลังเวทศาสตราแผ่กระจายรอบจุดปะทะ แรงปะทะมหาศาลของดาบคู่กระแทกจนร่างของเจ้าไถลถอยหลังออกไปหลายก้าว

 

ในขณะที่เจ้าสู้กับศัตรูอยู่ จันทร์ก็ไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด เขายกคันศรขึ้นแล้วเล็งปลายศรตรงเข้าหาพระยาเดโช แววตาเขาแน่วแน่ แต่…ก็มีรอยลังเล พระยาเดโชเคลื่อนไหวไม่หยุด ซึ่งอาจจะทำให้เขาพลาดโจมตีไปโดนน้องชายของเขาก็เป็นได้

 

จันทร์ : (คิดในใจ) เจ้าพวกบ้านี่ อยู่นิ่ง ๆ บ้างสิวะ!

 

จันทร์จ้องมองไปยังศัตรูที่อยู่เบื้องหน้ามือที่จับสายศรเริ่มสั่น เขาเริ่มลังเลที่จะปล่อยศรในมือ แต่เขาไม่ทันสังเกตรอบตัว ว่ากองทหารของเมืองอินตราถูกกองกำลังของพระยาเดโชกำจัดเกือบจะหมดแล้ว ก่อนที่เขารู้สึกตัว จันทร์ก็ถูกกองกำลังของพระยาเดโชก็ได้ล้อมตัวเอาไว้แล้ว

 

จันทร์ : พวกเจ้า คิดว่าแค่นี้จะทำอะไรข้าได้รึ…

 

กองกำลังของพระยาเดโชก็เป็นเพียงนักรบผู้ใช้ศาสตราวุธขั้นเริ่มต้นและมีเกราะอาวุธส่วน 1 ระดับเท่านั้น จึงไม่ใช่คู่มือของเขา จันทร์เล็งศรไปด้านหน้าโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขน ศรเพลิงโทสะทำลายล้าง ศรเพลิงพุ่งตรงไปข้างหน้า

 

ทว่าเหล่ากองกำลังทหารหลายสิบคนยืนเรียงรายเป็นกำแพง แล้วแสดงศาสตราวุธออกมาแล้วใช้ศาสตราวุธของตนเองสกัดการโจมตีไว้ ศรเพลิงกระแทกเข้ากับแนวป้องกันอย่างจัง เกิดเป็นคลื่นระเบิดเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทหารเหล่านั้นกระเด็นกันออกไปคนละทาง แล้วเขาก็ได้วิ่งไปหาช่วยน้องชายของเขาทันที

 

แต่ในขณะที่เขากำลังวิ่งไป ก็มีบางสิ่งที่ยาวและหนัก กระแทกเข้าเต็มแผ่นหลังของเขา จันทร์เซไปด้านข้างเล็กน้อย เหงื่อไหลผสมเลือดที่ซึมจากมุมปาก เขากัดฟันแล้วลุกขึ้นช้า ๆ พร้อมกับหันกลับไปมองยังเสียงเลื้อยลากพื้นหินดังเป็นจังหวะนั่นคือยุพินในร่างอสูรศาสตรา นาคามรกรตที่เลื้อยมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ในตาสีเขียวเข้มวาววับจ้องเขม็งมาด้วยแววตาที่เฉี่ยวคม

 

แต่จันทร์ก็ไม่ได้หวาดกลัวอสูรศาสตราที่อยู่เบื้องหน้าเขาแม้แต่น้อย เขากระชับคันศรแน่นแล้วเริ่มยิงศรเพลิงออกไปอย่างต่อเนื่อง แต่เธอก็สามารถเบี่ยงตัวหลบได้ ศรทุกดอกเฉียดแค่เพียงเส้นเกล็ด ก่อนจะพุ่งไปปะทะเข้ากับเพดานของท้องพระโรง เปลวไฟก็ยิ่งลุกไหม้สถานที่แห่งนั่นมากยิ่งขึ้น

 

ทันใดนั้น ยุพินพุ่งตัวเข้าคาบตัวของจันทร์แล้วเหวี่ยงออกไปกลางอากาศ ทำให้ทุกคนที่เห็นต่างพากันอึ้งไปตาม ๆ กัน

 

ธีระ : นั่นอสูรศาสตรา! มัน..ทำอะไรของมันน่ะ

 

ทิว : ครูไม่ต้องห่วงหรอกครับ อสูรศาสตราตัวนั้นเป็นพวกเรา

 

ธีระ : ห๊า…

 

พระยาเดโช : นี่พวกเจ้า พาอสูรศาสตราตัวนั้นมาด้วยหรอ

 

กล้า : จริง ๆ แล้ว อสูรศาสตราตัวนั้นคือยุพิน ผู้หญิงคนที่เดินทางมากับพวกเรา จริง ๆ เธอเป็นอมนุษย์ เรื่องนี้พวกเรารู้กันมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้บอกท่าน… ต้องขอโทษด้วยจริงนะครับ

 

พระยาเดโช : อืม ไม่เป็นไร

 

จากนั้น ร่างของจันทร์ที่ถูกเหวี่ยงจนลอยไปฟาดกับเสาของท้องพระโรงจนเสาหักไปสองต้น ทำให้ท้องพระโรงเริ่มสั่นไหว เพดานแตกร้าวและโครงสร้างด้านบนโยกคลอน หลังคาเริ่มเอียงจากการที่เสาหักไปหลายต้นเหมือนพร้อมจะถล่มลงมา

 

เจ้าที่เห็นร่างพี่ชายปลิวไปกระแทกเสา เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แล้วรีบพุ่งตัวฝ่าควันไฟเข้าไปหา เขาคุกเข่าลง ประคองร่างจันทร์ขึ้นจากพื้น มือเขาสั่นระริก ก่อจะปัดฝุ่นละอองฟุ้งกระจายรอบตัวพี่ชายของเขาออก แล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง

 

เจ้า : ท่านพี่!! ท่านพี่เป็นอะไรไหม อย่าพึ่งตายนะท่านพี่

 

จันทร์ : ข้า.. ยังไม่ตาย เจ้าน้องโง่

 

จันทร์ ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นช้า ๆ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำ เขายังไม่ทันได้โต้ตอบกับน้องชาย เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากเบื้องหน้า ธีระเดินตรงเข้ามาอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับแมงมุมแม่ม่ายอัสนีขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง ไฟฟ้าสถิตแตกประกายอยู่ตามขาและลำตัวของมันแสงสีฟ้าแลบวาบเป็นระยะ ดวงตาทุกคู่จ้องมองมาที่องค์ชายทั้งสองตรงหน้าอย่างเงียบงัน

 

ท้องฟ้าด้านบนเริ่มแปรปรวน เมฆมากหมุนเคลื่อนตัวเข้าหากันเหนือปลายยอดของวังหลวงแหน่งนั้น ทำให้เกิดลมพัดแรง ก่อนที่ธีระจะเดินมาหยุดที่กลางท้องพระโรงแห่งนั้น ธีระจ้องมองพวกเขาทั้งสองนิ่ง ๆ ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แล้วกล่าวขึ้นสั้น ๆ

 

ธีระ : เอาล่ะ ได้เวลาจบเรื่องนี้แล้ว..

 

สิ้นสุดคำกล่าวนั้น เขายกแขนซ้ายขึ้นสูงเหนือศีรษะ เมฆหมุนวนเหนือยอดวังหลวงเกิดการกระเพื่อมตัวรุนแรง สายฟ้าฟาดลงมาต่อเนื่องทั่วบริเวณจนสะเทือนถึงพื้นดินและสายลมพัดเปลวไฟที่รุกโชยอยู่ในบริเวณนั้นสั่นไหว

 

ธีระ : ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้ชดใช้กับสิ่งที่พวกเจ้าทำกับหมู่บ้านของข้าและหมู่บ้านอื่น ๆ ด้วยความสามารถเกราะอาวุธระดับสามส่วนนี้ ที่หลอมด้วยลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของจักพรรคแมงมุงโลกาวินาศ ให้พวกเจ้าทั้งสองตายไปซะ!

 

จากนั้น ธีระใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับ 3 อัสนีโลกาวินาศ สายฟ้าผ่าลงมาที่ตัวของเขาโดยตรงทำให้ตัวเขาลอยขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย สายฟ้าที่ผ่าลงมาราวกับเป็นการชาร์จพลังงานให้กับเขา สายฟ้าได้ก่อตัวขึ้นเป็นวงแหวนรอบแขนซ้ายของเขา ก่อนที่เขาจะปล่อยพลังสายฟ้าไปยังจันทร์กับเจ้าที่อยู่ด้านหน้า

 

เมื่อเห็นแบบนั้น จันทร์ได้สกัดการโจมตีด้วยการใช้ความสามารถของ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 ศรเพลิงปักษาทรราช เปลวเพลิงสีแดงเข้มบิดหมุนรอบแขนขวาของเขา ก่อนจะลามขึ้นทั่วทั้งร่าง ศรในมือของเขาแผ่เปลวเพลิงออกทุกทิศ เสียงร้องของนกไฟคำรามกึกก้อง ก่อนเขาจะปล่อยมันออกไป ศรเพลิงพุ่งด้วยความเร็ว ก่อนจะกลายร่างเป็น นกเพลิงขนาดมหึมากางปีกออกแผ่ความร้อนฉานไปทั่ว

 

พลังสายฟ้าของธีระกับเพลิงแห่งศรปักษาทรราชของจันทร์ปะทะกันกลางอากาศ เสียงระเบิดที่เกิดจากพลังทั้งสองปะทะกันดังสนั่นจนพื้นสะเทือน รัศมีแรงระเบิดแผ่กระจายออกเป็นวงกว้างจนเสาและผนังของท้องพระโรงแตกร้าวมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นพลังที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรงชัดในทุกคนเริ่มจะไถลไปด้านหลัง

 

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เอกจึงใช้ความสามาสาร เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน ตั้งรับแรงของคลื่นพลังเอาไว้ แต่หลังจากที่จันทร์ใช้ความสามารถของเกราะอาวุธไปแล้ว เข้าก็ยังยิ่งศรเพลิงเข้ามาซ้ำอีกหลายครั้ง ก่อนจะเกิดระเบิดเป็นคลื่อนพลังแอแกไป แล้วการต่อสู้ก็ได้พลังนั้นจะหยุดลงชั่วคราว

 

ถึงแม้จะเป็นการปะทะด้วยพลังที่รุนแรง การปะทะกันไม่ได้ทำให้ผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้จันทร์เสียพลังไปมากจนเขาแทบยืนไม่ไหว ร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น มือหนึ่งยังฝืนยกคันศรขึ้นค้ำไว้กับพื้นท้องพระโรงที่แตกร้าว หลังของเขาเอียงพิงร่างของน้องชายผู้เข้ามาประคองไว้ จันทร์หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่สายตาของเขายังแน่วแน่ จ้องมองที่ไปยังศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ยอมแพ้

 

ทันใดนั้น เมฆดำบนฟากฟ้าเหนือยอดวังหลวงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ท้องฟ้ากลายเป็นสีม่วงอมเทาเข้มและมีสายฟ้าที่แลบไปมาเป็นระยะ ธีระที่ยืนอยู่อีกฝั่งเขาค่อย ๆ เงยหน้ามองสองพี่น้องแห่งเมืองอินตรา สานตาทั้งสองสบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนธีระจะก้าวเข้าไป ทันใดนั้นพระยาเดโช คว้าไหล่ของเขาเอาไว้ ก่อนจะกล่าวขึ้น

 

พระยาเดโช : ช้าก่อน…

 

ธีระหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาที่ยังวาวแสงสายฟ้าจ้องมองมาก่อนจะกล่าวตอบด้วยความแปลกใจ

 

ธีระ : ท่าน..มีอะไรรึ

 

พระยาเดโช : พวกเจ้าฆ่าเจ้าเมืองอินตราไปแล้ว แค่นี้ก็เกินพอสำหรับเป็นบทเรียนให้องค์ชายทั้งสองแล้วล่ะ.. ข้าไม่อยากให้ภารกิจนี้เป็นการลอบสังหารหรอกนะ

 

ทหารนายหนึ่ง : ท่านพระยาพูดถูก ภารกิจนี้เดิมทีเป็นเพียงการมาช่วยชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาเท่านั้น แต่การที่เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว…

 

ธีระ : แล้ว…ท่านจะให้ข้าทำยังไงต่อล่ะ

 

พระยาเดโช : ทหารของเมืองอินตราจับตัวคนชาวบ้านมาจากหลาย ๆ หมู่บ้าน แต่ยังไม่มีชาวบ้านคนไหนเสียชีวิตถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บบ้างและการทำลายหมู่บ้าน และแผนการนี้น่าจะไม่ใช่องค์ชายทั้งสองที่เป็นคนต้นคิด แต่น่าจะเป็นเจ้าเมืองที่สั่งการมามากกว่า

 

พระยาเดโช : ส่วนเจ้าเมืองอินตรา พวกเขาก็ฆ่าเขาไปแล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลที่ต้องฆ่าองค์ชายทั้งสองหรอก…

 

พระยาเดโชกล่าวด้วยน้ำเสียงของพระยาเดโชหนักแน่น ธีระทำให้ยืนนิ่งไปชั่วขณะ ลมพายุที่เคยหมุนวนรอบตัวราวกับหยุดชะงักลงชั่วขณะ ก่อนเขาจะคิดทบทวนกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป

 

ธีระ : สิ่งที่ท่านพูดมาก็ถูก… พวกเราสังหารเจ้าเมืองไปแล้ว ฉะนั้นคงไม่มีเหตุผลที่ต้องสังหารองค์ชายทั้งสอง

 

เมื่อกล่าวจบ เขาค่อย ๆ ลดมือลงสายฟ้าที่เคยล้อมรอบแขนซ้ายเริ่มจางหาย เสียงฟ้าร้องเหนือวังค่อย ๆ เงียบลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันไปหาองค์ชายทั้งสอง แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

ธีระ : ถ้าอย่างนั้น… ข้าจะนี่เป็นบทเรียนขององค์ชายทั้งสองก็แล้วกัน เพื่อให้พวกท่านได้จำเอาไว้ ในทุก ๆ ครั้งที่พวกท่านกำลังจะสร้างสงคราม ว่าสงครามทำให้เกิดการสูญเสีย..ไม่ว่าจะเป็นเราหรือเขา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็สะบัดหน้าขึ้นทันที ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้น เพียงแค่พ่อของเขาสั่งให้ทหารไปจับตัวคนในหมู่บ้านมาก็ถึงกับต้องมาฆ่าพ่อของเขา เจ้าหันหน้าไปแล้วตะโกนกลับด้วยความแค้น

 

เจ้า : หึ! บทเรียนหรอ บทเรียนบ้าอะไรกัน พวกเจ้าทำแบบนี้มันมากเกินไปด้วยซ้ำ ไปตายกันให้หมดเลยไป!!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น เจ้าจะพุ่งตัวไปข้างหน้า ร่างของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านแต่ธีระก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด เขายืนมองนิ่งเฉยราวกับยืนอยู่เหนือคลื่นอารมณ์ของอีกฝ่าย

 

แต่ก่อนที่เจ้าจะถึงตัว ธีระขยับมือเพียงเล็กน้อย สายฟ้าก็ผ่าลงมาต่อหน้าเจ้าเสียงดังสนั่นทำให้เขากระเด็นกลับไปด้านหลัง สายฟ้าที่ตกลงมาไม่เพียงหยุดการโจมตี แต่ยังทำให้หลังคาสูงที่ถูกฟาดกลวงเป็นโพรงขนาดใหญ่เริ่มส่งเสียงครืนคล้ายจะถล่มลงมา เสาต้นที่เหลือซึ่งรับน้ำหนักมาอย่างมาก็เริ่มแตกร้าวและหักพังลงอย่างต่อเนื่อง

 

ทหารนายหนึ่ง : แย่ล่ะ! หลังคาของท้องพระโรงกำลังจะถล่มลงมาแล้ว!! ทุกท่านรีบออกไปเร็วเข้า

 

เสียงของทหารนายหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างตกใจ ก่อนทุกคนจะเริ่มรีบเร่งพากันวิ่งออกไปจากท้องพระโรงอย่างโกลาหล ฝุ่นควันฟุ้งกระจายขี้เถ้าและเศษไม้ปลิวว่อน ก่อนหลังคาของท้องพระโรง ก็ได้พังทลายลงมาทั้งแถบ ทำให้แผ่นดินแตกสะเทือนเลือนลั่นไปทั่ว

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!