หลังจากที่พวกเขาเดินทางกลับมาจากการระดมกองกำลังไปช่วยหมู่บ้านลี้ภัยที่ถูกโจมตี พระยาเดโชได้ให้กล้าและคนอื่น ๆ ไปพักที่ ฐานทัพทหาร ส่วนตัวเขาเมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของขบวนและกองกำลังที่กลับมาแล้วเสร็จ ก็มุ่งตรงไปยังพระราชวังเพื่อรายงานสถานการณ์ให้เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ทราบ
ณ วังหลวง เมืองศิวิลักษณ์ เมื่อเขาเข้าพบเจ้า เขาเริ่มต้นรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง และเริ่มรายงานสถานการณ์ให้เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ทราบ
พระยาเดโช : กราบทูลท่านเจ้าเมือง กระหม่อมขอรายงานสถานการณ์ จากการเดินทางครั้งนี้พบว่าหมู่บ้านลี้ภัยหลายแห่งนั้นถูกโจมตีจริง กระหม่อมได้นำกองกำลังเดินทางไปตามที่พระองค์บัญชา แต่นั่นก็สายเกินไป…
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงซุบซิบและการพูดคุยของเหล่าขุนนางก็เริ่มดังขึ้น บ้างแสดงความวิตกกังวล บ้างตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของเมืองศิวิลักษณ์ เสียงเหล่านั้นค่อย ๆ ดังจนกลบเสียงของพระยาเดโช ทำให้อัครมหาเสนาบดีต้องกล่าวขึ้น
อัครมหาเสนาบดี : เงียบก่อนทุกท่าน! หากปราศจากความสงบเรียบร้อย เราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนกลับมาสงบอีกครั้ง แม้กระทั่งเสียงลมหายใจก็แทบจะไม่ได้ยิน พระยาเดโชจึงใช้โอกาสนี้รายงานสถานการณ์ต่อ เจ้าเมืองเองฟังอย่างเคร่งขรึม
พระยาเดโช : บ้านเรือนส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ชาวบ้านทุกคนได้ถูกจับตัวไป แต่เท่านั้นยังไม่พอ พวกมันยังบุกโจมตีหมู่บ้านลี้ภัยอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อกวาดต้อนชาวบ้านไปอีกจำนวนมาก
บรรยากาศในท้องพระโรงอึดอัดขึ้นทันทีหลังจากคำพูดของพระยาเดโช เจ้าเมืองศิวิลักษณ์เลิกคิ้วเล็กน้อย ความเคร่งเครียดเริ่มฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างเห็นได้ชัด เจ้าเมืองศิวิลักษณ์เงียบไปครู่นึงราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์ถึงขอบเขตของภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ข้าเชื่อว่า พวกมันอาจจะไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่…
คำพูดของเจ้าเมืองทิ้งความรู้สึกหนักอึ้งลงในใจของทุกคน ทุกคนในห้องต่างรู้สึกถึงความกดดันที่มากขึ้น ท่ามกลางการเงียบสงัดนี้ ความวิตกกังวลเริ่มส่งผ่านไปถึงทุกคน
ทันใดนั้น พระยาเดโชจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงกลับมาเงียบสงัดราวกับทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่เขาจะพูด
พระยาเดโช : กระหม่อมเห็นว่า ควรส่งทหารเพื่อไปสืบหาว่าทหารที่โจมตีหมู่บ้านลี้ภัยเหล่านั้น มาจากเมืองใด
พระยาเดโชกล่าวขึ้น ทำให้ขุนนางคนหนึ่งในที่ประชุมรู้สึกว่าความคิดของพระยาเดโชมีเหตุผลมากขึ้น สมุหกลาโหมซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยิ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอของพระยาเดโช และรีบลุกขึ้นมากราบทูล
สมุหกลาโหม : กราบทูลท่านเจ้าเมือง กระหม่อมเองก็เห็นด้วยกับพระยาเดโช ไม่แน่.. ถ้าพวกมันกวาดต้อนเอาชาวบ้านไปได้มาก พวกมันอาจมีกองกำลังมากขึ้นและอาจเป็นอันตรายกับเมืองศิวิลักษณ์ของเราพะย่ะค่ะ
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ยังคงนิ่งคิด สายตาของเขาจ้องไปข้างหน้า ท่าทางเขาแสดงถึงความหนักใจ แต่ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : หากเป็นเช่นนั้น ให้จัดส่งทหารชุดสืบสวนทันทีและจัดเตรียมทหารสำหรับป้องกันให้แน่นหนามากที่สุด ตามแนวเขตกำแพงเมืองทุกทิศทาง
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์กล่าวขึ้น ทำให้เหล่าขุนนางและนายทหารในท้องพระโรงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ถึงแม้สีหน้าของพวกเขาจะยังแฝงความกังวลเล็กน้อย ทันใดนั้นพระยาเดโชกล่าวแทรกขึ้นอย่างกะทันหัน เหล่าขุนนางที่ได้ยินจึงหันไปมองเขาทันที
พระยาเดโช : กราบทูลท่านเจ้าเมือง หากกระหม่อมได้รับอนุญาต กระหม่อมขอเป็นผู้นำกองทหารสืบสวนด้วยตนเองพะย่ะค่ะ
สิ้นสุดคำกล่าวของพระยาเดโช ก็มีเสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้งในหมู่ขุนนาง บางคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ในขณะที่บางคนยังคงมีสีหน้าไม่พอใจ ทันใดนั้นขุนนางท่านหนึ่งก็กล่าวขึ้น
ขุนนาง : ไม่ได้เด็ดขาด! กราบทูลท่านเจ้าเมือง กระหม่อมขอคัดค้าน เนื่องด้วยกระหม่อมไม่เห็นควรให้พระยาเดโชออกสืบสวนเรื่องนี้ด้วยตนเอง หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น พวกเราอาจจะเสียกำลังพลไปอีกได้ ดังนั้นเรื่องนี้ควรส่งทหารออกไปสืบเสียแทบจะดีกว่าพะย่ะค่ะ
ขุนนางลุกขึ้นกล่าวอย่างเร่งรีบ ทำให้ผู้คนในท้องพระโรงต่างหันไปมอง เจ้าเมืองศิวิลักษณ์นั่งฟังคำกล่าวนั้น พลางลูบคางครุ่นคิด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ข้าเอง.. ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ขุนนางพูด ข้าว่ามันเสี่ยงเกินไป ท่านควรส่งทหารออกไปสืบเรื่องนี้แทน
พระยาเดโช : กระหม่อมขอทูลว่า หากกระหม่อมได้ออกสืบสวนด้วยตนเอง กระหม่อมจะรวบรวมข้อมูลได้รวดเร็วกว่า และสามารถเตรียมกองกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับกุมไปตามที่เด็กเหล่านั้นมาขอร้อง
ขุนนาง : เรื่องที่เด็กพวกนั้นมาขอความช่วยเหลือก็ช่างมันประไร!!
คำกล่าวของขุนนางทำให้สถานการณ์เริ่มเดือดขึ้นอีกครั้ง เสียงพูดคุยของผู้คนที่อยู่ในท้องพระโรงเริ่มดังสวนเสียงขึ้นอีกครั้ง แต่พระยาเดโชยังคงมีใบหน้าที่แน่นิ่ง ราวกับว่าเขาไม่ได้ต้องการคำตอบหรือคำแนะนำใด ๆ จากขุนนางผู้นั้น นั่นทำให้ขุนนางเริ่มโมโหจากการไม่ตอบรับใด ๆ ของพระยาเดโช
ขุนนาง : หากท่านคิดจะนำกองกำลังไปบุกเพื่อแค่ช่วยคนออกมา นั่นก็ไม่ต่างจากการแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัด ๆ ข้าเข้าใจในความสงสารของท่าน แต่..โปรดเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านของเราด้วยเถิด!
อัครมหาเสนาบดี : พอได้แล้ว! ข้าเข้าใจในเจตนาของทั้งสองฝ่าย
อัครมหาเสนาบดีกล่าวขึ้น ทำให้ขุนนางผู้นั้นหยุดชะงักไปทันที ก่อนที่เขาจะหันมองไปยังเจ้าเมืองที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ขุนนางเองก็รู้ดีว่าเขากำลังหมายถึงอะไร ก่อนจะทำให้ท้องพระโรงกลับมาสงบอีกครั้ง ต่อมาไม่นานเจ้าเมืองจึงกล่าวขึ้น
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : พระยาเดโช…ข้ารับรู้ถึงความมุ่งมั่นของท่าน แต่คำพูดของขุนนางก็มีเหตุผล หากท่านต้องการออกไปด้วยตัวเองจริง ข้าจะอนุญาต แต่..ท่านต้องนำคนที่มีฝีมือที่สุดไปด้วย เพื่อให้ภารกิจนี้ปลอดภัยที่สุด
พระยาเดโช : กระหม่อมขอบพระทัยในพระเมตตา กระหม่อมขอสาบานว่าจะทำหน้าที่ให้ลุล่วงโดยไม่ให้เกิดความสูญเสีย
ขุนนาง : ท่านเจ้าเมือง หากตัดสินใจเช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่าความปลอดภัยของพระยาเดโชอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการจัดการในภายหลัง
เจ้าเมืองหันไปสบตาขุนนางผู้กล่าวด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่แฝงความน่าเกรงขาม ขุนนางนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อเจ้าเมืองเอ่ยขึ้น
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ข้าไม่ได้ส่งพระยาเดโชไปโดยลำพัง ข้ายังเชื่อในความสามารถของเขา และที่สำคัญ… ข้าต้องการผลลัพธ์ ไม่ใช่คำคัดค้านที่ไร้แผนการรองรับ หากพวกท่านมีข้อเสนอที่ดีกว่านี้ ข้าพร้อมฟัง
เจ้าเมืองกล่าวขึ้นด้วยเสียงแข็ง ทำให้ห้องโถงเงียบลงอีกครั้ง ขุนนางผู้คัดค้านกลืนน้ำลาย ยอมถอยกลับไปนั่งโดยไม่กล่าวอะไรอีก
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : เรื่องนี้จบลงเท่านี้ พระยาเดโชท่านจงเตรียมการและออกเดินทางในวันพรุ่งนี้พร้อมหน่วยที่ดีที่สุด ข้าให้เวลาท่านไม่เกินเจ็ดวันสำหรับภารกิจนี้ แล้วหลังจากนั้น ให้ท่านนำกองกำลังที่จัดเตรียมไว้เข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับตัวไป ตามที่เด็กพวกนั้นเดินทางมาร้องขอ
พระยาเดโช : พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำภารกิจนี้อย่างรอบคอบให้ได้มากที่สุด
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ดี.. หากว่ามีอะไรเกิดขึ้น ให้ท่านถอนกำลังและกลับมาโดยเร็วที่สุด
พระยาเดโช : พะย่ะค่ะ!
สิ้นสุดคำกล่าวนั้น พระยาเดโชก็เดินออกจากท้องพระโรงทันที ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางที่จับจ้องมาที่เขาด้วยแววตาที่ไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจและมุ่งหน้าไปที่ฐานทัพทหารเพื่อจัดกองกำลังชุดสืบสวนและออกเดินทางในค่ำคืนนั้นทันที
ณ ฐานทัพทหาร ทางฝั่งของกล้าและคนอื่น ๆ ที่ถูกพามาที่ฐานทัพทหารแห่งนี้ ก่อนที่เหล่าทหารกลุ่มหนึ่งจะได้พาตัวพวกเขาไปยังที่พักที่จัดเตรียมไว้ให้ มีลักษณะเป็นโรงนอนที่ทำจากไม้หลังเล็ก ๆ และมีเสื่อปูพื้นเรียงรายให้คนละผืน พร้อมตะเกียงเทียนดวงเล็กที่วางอยู่มุมห้อง แสงสลัวจากตะเกียงนั้นวาดเงาสลัว ๆ ไปบนผนังไม้ พวกเขาจึงเดินเข้าไปและนั่งลงตามที่นอนที่ถูกเตรียมไว้ให้
ในโรงนอนที่เงียบกริบ เสียงจิ้งหรีดร้องเป็นจังหวะประสานกับเสียงลมพัดผ่านอย่างเบาบาง กล้าได้แต่นั่งมองด้วยความคิดที่ยังตีกันไปมา ทิวเองก็นอนหนุนแขนเงียบงัน แต่แฝงได้ด้วยความเป็นห่วงพ่อกับแม่ของเขาที่วนเวียนอยู่ในหัว ส่วนเอกและรำพาที่นอนอยู่ข้าง ๆ ตัวเขาก็คิดวกไปวนมาไม่ต่างจากทิว พวกเขาได้แต่กอดเข่าแน่นราวกับหาที่พึ่งพิงในใจ
ทิศใต้ก็เข้าใจในความเป็นห่วงของทุกคนดี ในตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงพร่ำภาวนาให้คนที่ถูกจับตัวไปปลอดภัยเท่านั้น
แต่กล้าทนไม่ไหวจึงลุกขึ้นมาชำเลืองมองออกไปยังด้านนอกของหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงครึ่งหนึ่ง ลมหนาวโชยมาอีกครั้งพร้อมกับแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ก่อนจะพึมพำกับตนเอง
กล้า : ข้า..จะช่วยท่านพ่อกับท่านแม่ยังไง ไม่สิ ตอนนี้ข้าทำอะไรได้บ้าง…
เขานั่งพึมพำอยู่แบบนั้น ความรู้สึกเศร้าหมองที่ปนมากับความเป็นห่วง แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนบนใบหน้าของกล้า ทิวรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพี่ชายของตนแต่เขาก็ทำได้แต่เพียงข่มตาให้หลับและหวังว่าเรื่องที่เลวร้ายนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี ทิศใต้ที่เห็นเพื่อนของเขามีท่าทีที่ไม่สบายใจ เขาจึงพยายามพูดปลอบใจกล้า
ทิศใต้ : เอ็งไม่ต้องห่วงหรอกน่าไอ้กล้า…
กล้า : เอ็งจะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไงล่ะ.. จนป่านนี้แล้วไม่รู้พวกเขาจะเป็นยังไงบ้าง ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้า จะอยู่ยังไง…
เอก : พี่กล้าพูดถูกนะ ข้าเองก็เป็นห่วงลุงกับป้าเหมือนกัน
เอกกล่าวแทรกขึ้นด้วยความกังวล ทำให้ทุกคนต่างก็เป็นห่วงครอบครัวของตนเองกันทั้งนั้น ทิวเองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น จึงกล่าวขึ้นเพื่อปลอบใจทุกคน
ทิว : ข้าคิดว่าทุกคนต้องปลอดภัยแน่
เอก : อืม…
กล้า : ก็ขอให้เป็นแบบนั้น
ทิศใต้ : ข้าก็หวังให้เป็นแบบนั้น
คำกล่าวของทิศใต้ ทำให้กล้าคลายความกังวลลงได้บ้าง หลังจากนั้นเขาค่อย ๆ นอนลงและพยายามข่มตาให้หลับ แม้ว่ายังมีความกังวลในจิตใจของเขาภายใต้ค่ำคืนที่แสนโหดร้าย ในเวลานั้นมีเพียง ยุพินที่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้คิดอะไร เธอนอนคุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มบาง ๆ และหลับไป พระจันทร์และเมฆบางค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารที่เดินสวนกันไปมาภายนอกโรงนอนปลุกให้ทุกคนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อเขามองไปที่หน้าต่างบานเดิม แสงรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาเป็นสัญลักษณ์ของเช้าวันใหม่ แม้จะดูสงบ แต่ในใจของพวกเขายังเต็มความกังวลอยู่
ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นดึงความสนใจของทุกคนในห้อง พระยาเดโชก้าวเข้ามาพร้อมสีหน้าครุ่นคิด กล้าและคนอื่น ๆ สะดุ้งขึ้นเมื่อมองไปก็เห็นว่าเป็นพระยาเดโชยืนอยู่หน้าประตู พวกเขารีบลุกขึ้นยืนทันที มีเพียงยุพินที่ยังคงนอนคุมโปงหลับไม่รู้เรื่อง
เอก : ท่านกลับมาแล้ว เป็นยังไงบ้างครับ…
กล้า : ได้เรื่องว่ายังไงบ้างล่ะครับ
พระยาเดโชมองหน้าพวกเขาก่อนพยักหน้าช้า ๆ ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่น
พระยาเดโช : ได้เรื่องมาบ้างแล้วล่ะ
เอก : จริงหรอครับ!!
พระยาเดโช : จากที่ข้ากับทหารหน่วยสืบสวนได้ลงพื้นที่สืบมา ก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าทหารที่ลอบโจมตีหมู่บ้านของพวกเจ้าน่ะ มาจากเมืองอินทรา และเมื่อคืนนี้พวกมันยังบุกโจมตีหมู่บ้านลี้ภัยที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไปอีกสองหมู่บ้านได้
ในห้องเต็มไปด้วยความเงียบงันหลังคำพูดของพระยาเดโช ทันใดนั้นรำพาที่ยืนอยู่ข้างเอกกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
รำพา : แย่ล่ะสิ! พวกมันไม่หยุดแค่เท่านี้และไม่แน่คืนนี้พวกมันอาจจะบุกโจมตีหมู่บ้านอื่นอีกแน่
ทิว : แล้ว.. พวกเราต้องทำยังไงล่ะครับ
พระยาเดโชส่ายหน้าเล็กน้อย ข้อมูลที่เขาได้รับมาทำให้ต้องคิดหนักว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร การโจมตีของศัตรูเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาด เขาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวตอบ
พระยาเดโช : ข้าเอง ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เท่าที่รู้คือชาวบ้านของพวกเจ้าที่ถูกจับตัวไป พวกมันไม่ได้ถูกนำตัวเข้าไปในเมือง แต่ถูกขังไว้ที่ป้อมปราการทหาร บางทีข้าอาจจะนำกำลังพลบุกเข้าช่วยชาวบ้านออกมาได้
กล้า : ได้จริงหรอครับ!
พระยาเดโช : น่าจะได้.. แต่เรื่องนี้ข้าคงต้องร้องขอกับท่านเจ้าเมืองก่อน แต่ก็น่าจะได้ ถ้าได้ยังไงข้าจะมาบอกพวกเจ้าอีกที
กล้า,ทิศใต้ : ขอบคุณท่านมาก
พระยาเดโชพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป เสียงฝีเท้าของเขาเบาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายไปในระยะไกล ทำให้บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดของตนเอง กล้ามองตามหลังพระยาเดโชด้วยความหวังที่ริบหรี่ ทิวลอบมองพี่ชายของตนอย่างเข้าใจ ขณะที่รำพานั่งลงข้างหน้าต่าง มองแสงอาทิตย์ที่กำลังส่องผ่านใบไม้ที่ปลิวผ่านด้านนอกหน้าต่าง
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงพลิกตัวของใครบางคนดังขึ้นในโรงนอนที่เงียบงัน ยุพิน ลุกขึ้นจากที่นอนด้วยท่าทางงัวเงีย มือเรียวขยี้ตาเบา ๆ พลางมองรอบ ๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยความงัวเงีย
ยุพิน : พวกเอ็ง.. ตื่นกันหมดแล้วหรอ แหม ๆ… ตื่นเช้ากันจังนะ
ทิศใต้ที่นั่งพิงผนังอยู่ใกล้หน้าต่าง หันมาพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งติดตลกเล็กน้อย
ทิศใต้ : นี่ก็เกือบเที่ยงแล้วนะ ถ้าเอ็งจะตื่นสายขนาดนี้ ไม่เก็บไว้ตื่นอีกทีชาติหน้าไปเลยล่ะยุพิน
ยุพิน : อ้าวหรอ..แย่จัง นี่ข้าพลาดอะไรหรือเปล่าล่ะเนี่ย
กล้าที่ยืนกอดอกอยู่ใกล้มุมห้อง หันมามองยุพิน ก่อนจะถอนหายใจก่อนและตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง
กล้า : เมื่อครู่ พระยาเดโชเข้ามา บอกว่าเป็นทหารที่โจมตีหมู่บ้านของพวกเรามาจากเมืองอินทรา ส่วนคนในหมู่บ้านถูกจับตัวไปไว้ที่ป้อมปราการทหารของพวกมัน
ยุพิน : อืม… ได้เรื่องมาดีเลยนิ เอ็งรู้แบบนี้แล้ว…จะทำยังไงต่อล่ะ
กล้า : พระยาเดโชบอกว่าจะไปขออนุญาตจากท่านเจ้าเมืองก่อน ว่าจะสามารถนำกำลังเข้าโจมตีป้อมปราการเพื่อช่วยชาวบ้านได้ไหม แต่เขาเอง ก็บอกว่าไม่รู้จะได้รับอนุญาตหรือเปล่า…
ยุพิน : ก็ให้ได้ก็แล้วกัน
กล้าพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ แต่ใบหน้าของเขายังคงแฝงความกังวลอยู่เล็กน้อย จากนั้นยุพินเดินมานั่งลงข้าง ๆ ทิศใต้ เธอหาวหวอดหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อน เธอเพื่อลดความตึงเครียดของทุกคนลง
ยุพิน : เอาเถอะ ๆ ยังไงซะเอ็งก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อน เพื่อจะได้ช่วยกันได้บ้าง
ทิศใต้ : มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ คนในหมู่บ้านข้ายังไม่ได้ทำอะไรให้ แล้วอยู่ ๆ ก็จะมาเผาบ้านเรือนของข้าแบบนี้ ถ้าข้ารู้ว่ามันเป็นใครนะ ข้าจะตะปบหน้ามันเข้าให้!
กล้า : ถ้าเรื่องช่วยพ่อกับแม่และชาวบ้านคนอื่น ๆ ข้าพร้อมเสมอ
กล้ากล่าวอย่างมุ่งมั่น ทางด้านของ ทิว, เอก, และ รำพา พยักหน้ารับคำของกล้าอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งคลายลงเล็กน้อย ความกังวลเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวังเล็ก ๆ
ในขณะเดียวกัน พระยาเดโช เดินทางมุ่งหน้าสู่วังหลวงไปพร้อมกับทหารที่ออกสืบสวนในค่ำคืนที่ผ่านมา ให้เจ้าเมืองได้ทราบ
ณ วังหลวง เมืองศิวิลักษณ์ เมื่อมาถึงท้องพระโรง เขาก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะถวายบังคมท่านเจ้าเมืองและกล่าวรายงาน
พระยาเดโช : กราบทูลท่านเจ้าเมือง กระหม่อมขอรายงานสถานการณ์จากการที่กระหม่อมพร้อมกับทหารอีกหกนาย ออกสืบสวนเรื่องกองกำลังที่บุกโจมตีหมู่บ้านลี้ภัย พบว่า กองกำลังเหล่านั้นมาจากเมืองอินทรา ปัจจุบันชาวบ้านที่ถูกจับตัวไป ถูกนำตัวไปขังไว้ที่ป้อมปราการทหาร และบางส่วนถูกนำไปใช้แรงงานทาสพะย่ะค่ะ
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ นั่งอยู่บนบัลลังก์ ดวงตาคมจับจ้องไปยัง พระยาเดโชที่คุกเข่ากล่าวรายงานอยู่กลางท้องพระโรง ก่อนกล่าวขึ้น
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ท่านแน่ใจจริง ๆ หรือ ว่าเป็นทหารจากเมืองอินทรา…
พระยาเดโช : กระหม่อมมั่นใจพะย่ะค่ะ หลักฐานจากชุดเกราะและอาวุธที่ถูกทิ้งไว้ บ่งชัดว่าเป็นของกองกำลังอินทรา อีกทั้งยังมีข่าวมากจากเมืองเล็ก ๆ ที่ยังถูกโจมตีโดยเมืองอินทราอีกพะย่ะค่ะ
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : แต่ถ้าหากเป็นอย่างที่ท่านกล่าวมาจริง เหตุใดเมืองอินทราจึงทำเช่นนั้นกัน
พระยาเดโช : กระหม่อมไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด แต่ถ้าหากปล่อยไว้เมืองอินทราอาจจะกวาดต้อนชาวบ้านจากหมู่บ้านลี้ภัยเหล่านั้นไปเป็นกองกำลังในการทำสงคราม กระหม่อมเกรงว่านานวันเข้า เมืองอินทราอาจจะมีกองกำลังจำนวนมาก และอาจเป็นภัยต่อเมืองศิวิลักษณ์ของเราพะย่ะค่ะ
คำกล่าวของพระยาเดโชทำให้เสียงคุยกันของเหล่าขุนนางเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าเมืองเมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาไปยังเหล่าขุนนางที่อยู่รอบ ๆ แต่ไม่มีขุนนางผู้ใดแย้งขึ้น ก่อนกล่าวถามกลับไปยังพระยาเดโช
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : แล้วท่านคิดว่าควรทำเช่นไรต่อ
พระยาเดโช : กระหม่อมเห็นควรว่า ควรนำกองกำลังเข้าไปที่ป้อมปราการทหารของเมืองอินทรา เพื่อช่วยชาวบ้านออกมาก่อน แล้วจึง…
ไม่ทันที่พระยาเดโชจะพูดจบ ขุนนางท่านหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนทันที ราวกับกำลังจะระบายความในใจที่นิ่งเงียบมาตลอดการรายงานของพระยาเดโช ทำให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงในเวลานั้นต่างก็หันไปมอง แล้วขุนนางที่กล่าวขึ้น
ขุนนาง : ไม่ได้เด็ดขาด! กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่า หากนำกำลังไปโจมตีที่ป้อมปราการ อาจทำให้พวกอินตราตีความว่าเราเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม และพวกมันอาจส่งกองกำลังมาบุกโจมตีเมืองศิวิลักษณ์ของพวกเรากลับในภายหลังก็เป็นได้นะพะย่ะค่ะ!
เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : หากเป็นเช่นนั้น ข้าว่าควรนำกำลังเล็ก ๆ เข้าไปช่วยชาวบ้านออกมา โดยให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด แต่จงจำไว้ว่า…ห้ามเผชิญหน้ากับกองกำลังใหญ่เด็ดขาด หากพบว่าเกินกำลัง ให้ถอยกลับมารายงานโดยเร็วที่สุด
พระยาเดโช : พะย่ะค่ะ
หลังจากนั้น พระยาเดโชได้ออกจากท้องพระโรงและเดินกลับมายังฐานทัพทหารทันที
ณ ฐานทัพทหาร เมื่อเขาเดินทางมาถึงยังฐานทัพทหาร เขาก็มุ่งหน้าไปที่โรงนอนและเปิดประตูเข้าไป กล้าและพวกพ้องที่รอคอยคำตอบ เมื่อเป็นว่าพระยาเดโชกลับมาแล้ว พวกเขารีบเดินไปหาแล้วพร้อมถามทันที
ทิว : ท่านกลับมาแล้ว!!
กล้า : ท่านเจ้าเมืองว่าอย่างไรบ้างครับ
เอก : เป็นยังไงบ้างครับ ท่านอนุญาตหรือเปล่า..
รำพา : ขอให้ได้ด้วยเถอะ…
พระยาเดโช : อืม..ดีเลยล่ะ ท่านเจ้าเมืองอนุญาตให้ข้าจัดกำลังเล็ก ๆ ออกไปช่วยชาวบ้านและสำรวจสถานการณ์เพิ่มเติม แต่ข้าต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย เพื่อไม่ให้ทหารพวกนั้นตื่นตระหนก ดังนั้นข้าอาจจะต้องระวังมาก
ทิศใต้ : นั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก
เอก,รำพา : ไชโย!!
ยุพิน : ดีใจด้วย…
ทุกคนต่างดีใจกับการที่พระยาเดโชได้รับการอนุญาตจากเจ้าเมืองศิวิลักษณ์ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหายดีใจ พระยาเดโชก็กล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่จริงจัง
พระยาเดโช : แต่ว่า… ภารกิจนี้ต้องทำด้วยความระวังมาก ข้าจำเป็นจะต้องออกสำรวจสถานการณ์พื้นที่เพิ่มเติม ก่อนนำกองกำลังบุกเข้าไป น่าจะใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณสองสัปดาห์หรือถ้าช้าที่สุดไม่เกินหนึ่งเดือนได้…
คำกล่าวของเขาทำให้บรรยากาศที่สดใสเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันอีกครั้ง เนื่องด้วยระยะเวลาที่เขาจะสามารถดำเนินการได้ ก็ค่อนข้างจะนานอยู่พอสมควร กล้ากำหมัดแน่น แต่เขาไม่ได้โต้เถียง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและหวังเพียงว่าพ่อแม่และชาวบ้านจะปลอดภัย
รำพา : ดูนานจังเลย
รำพากล่าวด้วยความกังวล ว่าคนในหมู่บ้านจะปลอดภัยจนกว่าพระยาเดโชจะนำกองกำลังเข้าช่วยเหลือทันไหม ดวงตาคู่นั้นหม่นหมองเหมือนกำลังเป็นห่วงพ่อกับแม่ของเธอพร้อมทั้งชาวบ้านคนอื่น ๆ เอกที่เห็นแบบนั้น เขาเดินเข้าไปตบไหล่เธอเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ
พระยาเดโชเองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพวกเขา แต่ภารกิจนี้เขาไม่อาจจะทำพลาดได้แม้แต่น้อย เขาเหลือบมองพวกเหล่าเด็ก ๆ ที่อยู่ต่อหน้า ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
พระยาเดโช : พวกเจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก ข้าจะเร่งมือให้ได้เร็วที่สุด
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ใบหน้าของกล้าและพวกพ้องเริ่มเปลี่ยนเป็นมีความหวัง แม้ความกังวลจะยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับพระยาเดโช
กล้า,ทิศใต้,ทิว,เอก,รำพา : ขอบคุณมาก ครับ/ค่ะ
พระยาเดโชที่เห็นแบบนั้น เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันหลังและเดินออกจากห้องไปทันที เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเขาค่อย ๆ จางหายไป ท่ามกลางสายตาของกล้าและพวกพ้องที่เฝ้ามองด้วยความหวังอันริบหรี่
เมื่อประตูไม้ปิดลงอย่างสนิท เสียงลมหายใจหนักหน่วงของแต่ละคนจึงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมโรงนอน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลงอีกครั้ง แม้ว่าความกลัวและความไม่แน่นอนจะยังคงคืบคลานอยู่ในจิตใจของทุกคนก็ตาม กล้าหันมามองผองเพื่อนที่นั่งนิ่งอยู่รอบตัว เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้ในดวงตาจะยังมีความวิตกแฝงอยู่
กล้า : เราทำได้แค่รอสินะ
ยุพิน : ก็น่าจะใช่
ก่อนที่ความเงียบจะกลับมาอีกครั้ง เสียงทิศใต้ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง น้ำเสียงจริงจังและแฝงความตั้งใจทำให้ทุกสายตาหันไปมอง
ทิศใต้ : เอ็งยังจำได้รึเปล่าล่ะ ทหารพวกนั้นล้อมเราไว้ ก่อนที่จะมีนักรบศาสตราวุธสองคนนั้น เดินเข้ามา
กล้า : อืม ข้าจำได้ ทำไมล่ะ…
ทิศใต้ : คนพวกนั้นเคยบอกพวกเรา ว่าให้ไปเป็นกองกำลังของเมืองพวกมัน แล้วจะไว้ชีวิตพวกเรา..
กล้า : กองกำลังของเมือง…
ทิว : เมืองอินตรา! พี่ใต้ข้าจำได้
ทิศใต้ : ถูกต้อง
เอก : แล้วมันหมายความว่ายังไงหรอครับ
ทิศใต้ : ก็หมายถึง นักรบศาสตราวุธสองคน ที่สู้กับพวกเราเมื่อก่อนหน้านี้เป็นคนของเมืองอินตรา ที่บุกโจมตีหมู่บ้านของพวกเรายังไงล่ะ
ยุพิน : เห้อ..นี่เอ็งเคยสู้กับทหารของเมืองอินตราด้วยหรอ.. ตอนไหนกัน…
ยุพินกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย เดินนึกย้อนไปตั้งแต่ที่เดินทางมาด้วยกัน เธอและพวกพ้องยังไม่เคยได้สู้กับทหารเลย แม้แต่คนเดียว
ทิศใต้ : ก่อนหน้าที่จะมาเจอเอ็งนั่นแหละน่า
กล้า : ก็น่าจะใช่ แต่ถ้าสองคนนั้นเป็นคนของเมืองอินทราจริง ๆ พวกเราก็พอจะรู้เรื่องพลังของพวกมันมาบ้างแล้วล่ะ แต่… ตอนนั้นพวกมันแข็งแกร่งมาก พวกเราแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยน่ะสิ
เอก : จริงด้วยครับ ถ้าเป็นนักรบธรรมดาพวกเรายังพอสู้ได้ แต่เป็นนักรบศาสตราวุธแล้ว ทั้งความสามารถในการโจมตีของศาสตราวุธกับทักษะการสู้รบของสองคนนั้น เหนือชั้นกับพวกเราไปมาก
รำพา : จนป่านนี้แล้ว ท่านอาวิโรจน์ จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้…
เอก : ท่านอาวิโรจน์ต้องไม่เป็นอะไรแน่
ทิว : ข้าว่าเขาน่าจะถูกจับตัวไปไว้ที่ป้อมปราการทหารเหมือนคนอื่น ๆ นั้นแหละ คงไม่เป็นอะไรมากหรอก
รำพา : อืม..
ถึงแม้เอกกับทิวจะพยายามปลอบใจเธอ แต่ความกังวลยังคงแสดงออกผ่านแววตาของเธออย่างชัดเจน รำพาได้แต่กำมือแน่นเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดอีกครั้ง ทิศใต้ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น เพื่อเปลี่ยนเรื่อง
ทิศใต้ : ตอนนี้ ที่พวกเรารู้ในส่วนของทักษะและความสามารถของพวกมันแล้วส่วนนึง แต่.. ไม่รู้ว่า เมืองนั้นมีทหารที่มีศาสตราวุธอยู่กี่คนน่ะสิ
กล้า : แค่สองคนนั้น พวกเรายังสู้ไม่ได้ แล้วถ้ามีคนอื่นอีกพวกเราจะทำยังไง
ทิว : นั่นนะสิพี่ใต้ แต่.. คุณครูเคยบอกข้าว่า ศาสตราวุธไม่ใช่ของที่จะมาโอ้อวด หรือป่าวประกาศให้ใครรู้อีกด้วย ข้าคิดว่า พวกเราไม่มีทางรู้ได้แน่ว่าเมืองอินทรามีนักรบศาสตราวุธมากน้อยแค่ไหนครับ
ทิศใต้ : นั่นก็จริง
รำพา : แล้วพวกเราต้องทำยังไงต่อหรอคะพี่ใต้
ทิศใต้ : ถ้านั่งรออยู่เฉย ๆ แบบนี้ ยังไงพวกเราก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ข้าว่าพวกเราต้องฝึกเพื่อเพิ่มระดับพลังจะได้หลอมเกราะอาวุธไปใช้สู้กับพวกมัน
ทันใดนั้นยุพินทันใดนั้น ยุพินที่นั่งเงียบอยู่นาน เธอครุ่นคิดถึงคำพูดของทิศใต้ ก่อนจะตัดสินใจได้กล่าวแทรกขึ้นทันที
ยุพิน : ถ้าอย่างนั้น ข้าจะขอฝึกด้วยดีกว่า ตั้งแต่ข้าจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ข้าก็ยังไม่ได้หลอมเกราะอาวุธส่วนไหนเลย วัน ๆ ข้ามีแต่นอนอยู่ในถ้ำ
ทิศใต้ : ก็แล้วแต่เอ็ง
กล้า : ได้! เอาตามนั้น
ทิว,เอก,รำพา : อืม…
สิ้นสุดคำกล่าวนั้น บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความกังวลให้หายไป แววตาของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อช่วยคนในครอบครัวของเขาและชาวบ้านคนอื่น ๆ อีกครั้ง หลังจากนั้นไม่นาน ทิศใต้ก็เป็นคนพาทุกคนออกไป หาสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกฝนศาสตราวุธ
เขารู้ดีว่าพลังที่แผ่ออกมาในระหว่างการฝึกอาจสร้างความเสียหายได้ จึงเลือกที่จะไปที่ทางแถว ชานเมือง ที่ดูเงียบสงบ เพื่อเริ่มฝึกในช่วงสายของวัน