ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 16: มันไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

👁️ 3 อ่าน
22px

ช่วงกลางดึกใน เหล่ากองกำลังและพระยาเดโชได้ลอบเข้าไปยังป้อมปราการทหารของเมืองอินตราอย่างลับ ๆ พวกเขาเห็นว่ามีทหารเฝ้ายามอยู่ทางเดิน พวกเขาค่อย ๆ กำจัดทหารเฝ้ายามเหล่านั้นออกไปทีละคน พร้อมลากร่างไปซ่อนเอาไว้ เพื่อไม่ให้มีใครมาเห็น แล้วพวกเขาก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปต่อ ทุกก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง

 

ทางฝั่งของกล้าและพวกพ้อง ได้มาถึงยังจุดที่ครอบครัวของเขาและเหล่าชาวบ้านถูกจับมาขังไว้แล้ว ก็เริ่มทำตามแผนการที่วางไว้ โดยพวกเขาวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที เพื่อล่อให้ทหารเฝ้ายามตามพวกเขาและให้ทิวแอบเข้าไป กล้าวิ่งนำหน้าผ่านทางเดินแคบ ๆ ด้านข้างป้อมปราการ โดยมีคนอื่น ๆ ตามมาติด ๆ เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องไปตามพื้นหิน แม้จะพยายามเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบก็ตาม

 

ทันใดนั้น ทหารเฝ้ายามนายหนึ่งก็ได้สังเกตเห็นเงาของพวกเขา ทหารเฝ้ายามนายนั้นจึงตะโกนขึ้น ทำให้ทหารที่อยู่บริเวณต่างก็หันไปมอง

 

ทหารเฝ้ายาม : เฮ้ย! มีผู้บุกรุก จับพวกมันไว้!!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น ทหารยามที่อยู่รอบ ๆ รีบกรู่กันเข้ามาทันที กล้าเมื่อรู้ว่าทหารเฝ้ายามรู้ตัวแล้วว่าพวกเขาแอบเข้ามา เขาจึงหันไปสบตากับพวกพ้องก่อนกล่าวขึ้นอย่างเร่งรีบ

 

กล้า : ทุกคนแยกกันไป! ล่อทหารพวกนั้นออกไปให้ไกลได้มากที่สุด

 

เมื่อคนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว ทุกคนต่างก็รีบวิ่งแยกตัวไปตามทางเดินต่าง ๆ ในป้อมปราการ โดยมีทหารเฝ้ายามไล่ตามทางด้านหลัง

 

ทางด้านของทิว เขาใช้ช่วงจังหวะที่ทหารถูกดึงความสนใจไปกับกล้าและพวกพ้อง ท่ามกลางเงามืดของค่ำคืน หัวใจของเขาเต้นรัว ๆ ในขณะที่เขาค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามกำแพงของป้อมปราการ เหล่าชาวบ้านที่เห็นทิวที่แอบเข้ามา ต่างก็จ้องมาที่เขาด้วยความหวัง

 

ทิวก็อยากจะช่วยแต่ในตอนนี้เขายังไม่สามารถช่วยใครได้ เนื่องจากที่เท้าของชาวบ้านที่ถูกจับมาต่างก็มีโซ่สีดำล่ามไว้อย่างแน่นหนาติด ๆ กันไปเป็นแถว เขาที่ยืนอยู่บนที่สูง เขาพยายามมองลงไปรอบพื้นที่ เพื่อหาบางอย่างที่จะสามารถตัดโซ่ได้ แต่แถวนั้นกลับไม่มีอะไรเลย เขาคิดอยู่สักพัก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในคืนที่หมู่บ้านของพวกเขาถูกโจมตีครูใหญ่รงค์เคยพูดว่าธีระ เป็นนักรบศาสตราวุธที่มีขั้นพลังมากที่สุดในหมู่บ้าน

 

เมื่อเขานึกขึ้นได้แบบนั้นแล้ว เขาจึงคิดว่าจะหาตัวครูธีระและช่วยเขาก่อนเป็นคนแรก เผื่อว่าครูธีระจะสามารถช่วยคนอื่นได้มากกว่าที่ทิวทำได้ในตอนนี้

 

เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นแล้ว ทิวพยายามกวาดสายตามองอีกครั้ง จนเห็นว่าครูธีระถูกขังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากจุดที่เขายืนอยู่ ทิวจึงค่อยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัว เข้าใกล้กรงที่ขังธีระให้มากขึ้น ธีระที่อยู่ในกรงสังเกตเห็นว่าทิวกำลังจะมาช่วยเขา เขามองทิวอย่างตกใจ ก่อนกล่าวขึ้น

 

ธีระ : ไอ้หนู! เอ็งมาที่นี่ได้ยังไง! ออกไปเดี๋ยวนี้ มันอันตรายเกินไป!!

 

ทิว : ชู่ว… ครูครับอย่าเสียงดัง ข้ากับพวกพี่กำลังมาช่วยทุกคน

 

ธีระ : นี่พวกเอ็ง…บ้าไปแล้วรึไง มาแบบนี้อีกหน่อยก็โดนจับกันหมดพอดี ข้าอุตส่าห์ให้พวกเอ็งหนีไป

 

ทิว : ไม่ต้องห่วงหรอกครับครู มีกองกำลังจะมาช่วยอีกอยู่ครับ

 

ธีระ : กอง..กองกำลังหรอ… นี่พวกเจ้า…

 

ทิว : ครับ พวกเราเดินทางไปขอความช่วยเหลือได้แล้วครับ และพวกเขาก็จะมาช่วยทุกคนออกไป

 

ธีระที่ได้ยินว่าทิวและคนที่เหลือได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ ทั้งอึ้งจนแทบพูดไม่ออก ได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ แต่ตอนนี้เหมือนทิวจะเจอกับปัญหาใหม่ เนื่องจากโดยรอบของกรงที่ขังธีระอยู่นั้นมีสนามพลังสกัดกั้นคุมอยู่ ทิวจึงไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ ทันใดนั้น วิโรจน์ที่ถูกขังอยู่กรงด้านหลังก็กล่าวขึ้น

 

วิโรจน์ : เจ้าหนู เจ้าต้องทำลายสนามพลังนั้นก่อน ถึงจะให้เขาออกมาได้

 

วิโรจน์กล่าวขึ้น แต่ดูเหมือนกับว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรทิวได้เลย เนื่องจากสนามพลังสกัดกั้น ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังเวทย์ศาสตรา ดังนั้นจำเป็นต้องใช้ศาสตราวุธเท่าที่จะสามารถทำลายได้ ซึ่งตัวของทิวก็ไม่มีศาสตราวุธ นั่นทำให้ทิวเริ่มคิดหนักมากขึ้นโดยไม่รู้จะทำยังไงต่อ

 

แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร คลื่นพลังบางอย่างตรงเข้ามาใส่ทิวอย่างรวดเร็ว แต่ทิวกระโดดหลบได้ทันท่วงที ทำให้คลื่นพลังได้พลาดไปโจมตีใส่กับค่ายพลังสกัดกั้นธีระที่อยู่ด้านหลังของเขา เมื่อมองไปที่ต้นตอของคลื่นพลัง ในตาของทิวเบิกกว้าง หัวใจของเขาร่วงไปอยู่ที่ปลายเท้า เมื่อเห็นว่ามีทหารเฝ้ายามหลายสิบคนกำลังเข้ามา

 

ทิวเมื่อเห็นแบบนั้น เขาจึงรีบลุกขึ้นและวิ่งอย่างสุดชีวิต ฝีเท้าของเขาดังสะท้อนพื้นหิน เหล่าทหารเฝ้ายามกรูกันเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ พร้อมเสียงตะโกนของทหารเฝ้ายามดังไล่หลัง

 

ทหารเฝ้ายาม : จับมันไว้! อย่าให้มันหนีไปได้!

 

เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วป้อมปราการ ทำให้บรรยากาศเงียบสงบก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปเป็นเสียงเกราะกระทบกัน และเสียงฝีเท้าของทหารที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามา คลื่นพลังอีกลูกถูกปล่อยออกมา ทิวเห็นประกายพลังวาบขึ้นในสายตา รีบกระโดดพุ่งไปข้างหน้า หลบพลังที่พุ่งเข้าใส่เขาไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพุ่งไปด้านข้าง หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา ธีระที่อยู่ในกรงขังกัดฟันแน่นเมื่อเห็นทิวตกอยู่ในอันตราย

 

ธีระ : เวรแล้วไง!

 

วิโรจน์ : เจ้าหนู หนีไปให้ได้! รีบไปซะ!!

 

วิโรจน์ตะโกนอย่างสุดเสียง แต่ในตอนนี้ ทิวไม่มีทางที่จะตอบโต้อะไรได้ อีกทั้งในมือของเขาไม่มีอาวุธแม้แต่ระดับเดียว จะสู้กับใครก็ไม่ได้ เขาได้แต่วิ่งหลบการโจมตีของทหารเฝ้ายามเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถูกจับตัวได้ในที่สุด

 

ในด้านของอีกฝั่ง กองกำลังทหารและพระยาเดโชที่สวมชุดเกราะสีดำทมิฬมาพร้อมอาวุธครบมือ กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง นั่นคือกองกำลังของพระยาเดโชที่ค่อย ๆ ลอบเข้ามาในป้อมปราการทหารอย่างช้า ๆ ไม่ให้มีแม้แต่เสียงของฝีเท้าที่เหยียบลงบนดิน เมื่อพวกเขาเข้ามาถึงด้านในของป้อมปราการแห่งนั้นแล้ว ทหารที่มาด้วยเริ่มสังเกตว่าตามทางกลับโล่งมาก บรรยากาศวังเวง

 

ทหารนายหนึ่ง : ที่นี่เป็นถึงป้อมปราการทหารหรอกรึ ทำไมข้าคิดว่าที่นี่มีทหารน้อยผิดปกติ

 

ทหารอีกนาย : อืม ข้าว่ามันเงียบแปลก ๆ…

 

ทหารนายหนึ่ง : หรือว่าพวกมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามา พวกมันอาจจะเปิดทางล่อให้เราเข้ามาก็เป็นได้นะขอรับ

 

พระยาเดโช : ข้าก็ไม่แน่…

 

ทหารอีกนาย : ท่านเห็นว่า พวกเราควรทำเช่นไรต่อ หากว่าทางที่โล่ง ๆ นี้เป็นกับดัก พวกเราควรใช้เส้นทางอื่นหรือไม่ขอรับ

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว พระยาเดโชเหลียวมองไปที่กองกำลังทหารของเขา แต่ไม่ได้กล่าวอะไร เขาครุ่นคิดอยู่ครู่สักพักก่อนที่ทหารนายนึงจะกล่าวขึ้น

 

ทหารนายหนึ่ง : หรือว่า… พวกเราควรเดินไปดูทางโรงนอนของพวกทหาร ข้าว่าพวกมันไม่น่าวางกับดักไว้ที่หัวที่นอนของตัวเองหรอกขอรับ

 

พระยาเดโช : อืม… ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปดู

 

หลังจากนั้นพวกเขาค่อยเดินลัดเลาะไปตามกำแพงของป้อมปราการ จนมาถึงทางโรงนอนของทหารเมืองอินตรา แต่ก็เช่นเคย ที่โรงนอนนั้นไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว

 

ทหารนายหนึ่ง : ทางสะดวก!

 

พระยาเดโชจ้องมองไปยังโรงนอนของทหารที่ว่างเปล่า ดวงตาคมกริบของเขาสอดส่องไปทั่วบริเวณโดยรอบ ความเงียบงันนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันทำให้เขายิ่งระแวงมากขึ้น

 

พระยาเดโช : แปลกจริง แม้แต่โรงนอนยังไม่มีทหารสักคน ข้าว่ามันเงียบเกินไป…

 

เสียงของเขาต่ำและหนักแน่นพอให้ทหารที่อยู่รอบตัวได้ยิน พวกทหารเริ่มหันมองกันไปมา บางคนกระชับอาวุธในมือแน่นขึ้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ

 

ทหารนายหนึ่ง : ท่านคิดว่า พวกเขาไปที่ใดหรอขอรับ

 

พระยาเดโช : ข้าว่าพวกมันอาจไม่ทำกับดักพวกเรา… แต่อาจกำลังไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนสักที่

 

คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นหมายความว่าทหารส่วนใหญ่ในป้อมปราการแห่งนี้อาจกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่อื่น ซึ่งอาจไม่ใช่ที่นี่อาจจะไปเฝ้ายามที่คุมขังเหล่าชาวบ้านที่จับตัวมาอย่างแน่นหนาก็เป็นได้

 

ทหารนายหนึ่ง : ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราต้องรีบไปแล้วขอรับ!

 

ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนตัว เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นรอบทิศทาง มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงฝีเท้า ผสานไปกับเสียงของชุดเกราะกระทบกัน เงาดำมากมายเคลื่อนตัวจากปลายทางเดิน แสงจันทร์ที่สาดส่องทำให้พวกเขาเห็นเงาของกองทหารจำนวนมากที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ล้อมพวกเขาไว้ในทันที

 

ทหารนายหนึ่ง : แย่ล่ะ!

 

ทหารอีกนาย : พวกมันมาจากไหนกันล่ะเนี่ย!!

 

ทหารทุกคนตั้งท่ารับมืออย่างเต็มกำลัง พระยาเดโชกำดาบในมือแน่น สายตาแหลมคมของเขากวาดไปทั่วพื้นที่รอบตัว ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางหนี

 

แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไร ทหารนายหนึ่งที่ยืนใกล้เสาเผลอไปปัดโดนตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ ตะเกียงร่วงกระแทกพื้น น้ำมันราดไปบนผ้าบาง ๆ ที่ถูกตรึงไว้เป็นเต็นท์สำหรับพักผ่อนของทหาร เพียงเสี้ยววินาทีไฟก็ได้ลุกโชนขึ้นและลามไปตามกอหญ้าและเสาไม้และคานที่รองรับโครงสร้างของโรงนอนอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ความร้อนจากเปลวเพลิงทำให้เหงื่อไหลซึมตามไรผม ทุกคนชะงักไปชั่วขณะ ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว ทหารศัตรูฉวยโอกาสพุ่งเข้าโจมตี

 

ทหารเฝ้ายาม : พวกมันเป็นผู้บุกรุก ฆ่ามันให้หมด!!

 

เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับเสียงดาบที่ถูกชักออกจากฝักเงาวาว ประกายคมของโลหะวูบไปมา ฝ่าไปบนกองเพลิงลุกโชนภายใต้แสงจันทร์ พระยาเดโชและกองกำลังพวกเขาไม่มีทางเลือกแล้ว นอกจากต้องสู้อย่างเดียว ถึงแม้ว่านั่นเป็นการขัดต่อคำสั่งของเจ้าเมืองก็ตาม

 

ทางฝั่งของกล้าและพวกพ้อง ที่ล่อให้ทหารเฝ้ายามออกมาเพื่อให้ทิวไปช่วยชาวบ้าน พวกเขาวิ่งมาจนถึงทางตัน แต่เบื้องหลังของพวกเขาเป็นเหล่าทหารเฝ้ายามของเมืองอินตราจำนวนมากกำลังวิ่งตรงมา

 

เอก : ทางตัน… เอาไงกันต่อดีล่ะทีนี้

 

เอกกล่าวขึ้นพร้อมหันหน้าไม่มองคนอื่น ๆ ต่างคนต่างมองหน้ากันแต่ไม่มีคำตอบใด ๆ ในสถานการณ์ที่คับขัน เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารเฝ้ายามที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พวกเขาไม่รู้จะทำยังไงต่อ ทันใดนั้นกล้าก้าวออกไปข้างหน้า แล้วกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน

 

กล้า : เตรียมตัวให้พร้อม ทุกคน!

 

เมื่อกล่าวจบ กล้าพุ่งตัวเข้าไปโจมตีทหารด้วยความสามารถ เกราะอาวุธแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม ทันที การโจมตีของเขารุนแรงมาก จนทำให้ทหารที่โดนหมัดของเขากระเด็นออกไปกันเป็นระนาว ตามมาด้วยทิศใต้ ที่ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 คมเล็บวิปลาส เข้าสู้กับทหารเฝ้ายามพวกนั้น คลื่นพลังศาสตราวุธที่ถูกปล่อยออกมาราวกับใบมีดที่คมกริบ ตรงไปที่เหล่าทหารเฝ้ายามที่อยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ยุพินจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ ตามมาด้วยอีกคน ด้วยความสามารถของยุพินที่โจมตีได้ในวงกว้าง ความสามารถของเกราะอาวุธของเธอนั้นสามารถกำจัดทหารที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเธอได้เป็นจำนวนมาก ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

 

รำพาที่เห็นกล้าสู้อยู่ข้างหน้าคนเดียว เธอจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธสวนแขนขวา ระดับที่ 2 ประกายแสงนิโลบล และบลิ้งเข้าไปสู้ช่วยกล้า ถึงแม้ว่าความสามารถของศาสตราวุธของพวกเขา จะสามารถกำจัดทหารเฝ้ายามของเมืองอินตราได้อย่างรวดเร็ว แต่ทหารเหล่าก็บุกมาเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดพัก ทำให้พวกเขาเริ่มที่จะหมดแรงและยุพินที่โจมตีได้ในระยะกว้างก็เริ่มจะหมดพลัง

 

เอกที่เห็นแบบนั้นแล้ว เขาจึงได้มายืนและใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับ ระดับที่ 1 มหิสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกจากร่างของเอกอย่างรวดเร็ว พลังนั้นก่อกันเป็นรูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ค่อยโน้มตัวลง ก่อนจะเกิดเป็นโล่ เพื่อรับการโจมตีไว้ให้คนอื่น ๆ และรอให้พลังเวทศาสตราของยุพินฟื้นตัว

 

สถานการณ์เริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้น ร่างของชาย 2 คน ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง เอกพยายามเพ่งมองไปที่ใบหน้าของชายทั้งสอง รูม่านตาของเขาเบิกกว้างมากขึ้น เมื่อเห็นว่าชายสองคนนี้ คือ จันทร์ และ เจ้า คนที่พวกเขาเคยสู้ด้วยเมื่อครั้งก่อน ในตอนที่กลุ่มของเอกและคนอื่น ๆ เดินทางมากับชาวบ้าน พวกเขาเคยสู้กันก่อนหน้านี้ ซึ่งในการปะทะกันในครั้งนั้น ทำให้เกราะอาวุธของเอกเกิดรอยร้าว และจนทำให้พวกเขาต้องหลบหนีออกมา

 

เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นแล้ว เอกกัดฟันแน่นระงับความหวาดหวั่นนั่นเอาไว้ แต่ใบหน้าของเขากลับเผยให้เห็นความเคร่งเครียดอย่างชัดเจน คนอื่น ๆ ที่สังเกตเห็นสีหน้าของเอกก็หันไปมองชายทั้งสองทันที

 

ไม่นานต่อมา เจ้าก้าวเดินตรงมาที่พวกเขา ท่าทางของเขาดูใจเย็นราวกับไม่หวาดกลัวพวกของกล้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะหยุดต่อหน้าพวกเขาแล้วกล่าวขึ้น

 

เจ้า : พวกเจ้า… ไม่เจอกันหลายวันเลยนะ

 

เจ้ากล่าวขึ้นพร้อมยกแขนขึ้นกอดอก ใบหน้าของเขายังคงแฝงไปด้วยความไม่ยี่หระต่อสถานการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า เขาเหลือบตามองพวกกล้าเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางออกมา ซึ่งทำให้กล้าและพวกพ้องงงเล็กน้อยก่อนที่พี่ชายของเขา จันทร์จะเดินเข้ามาแล้วกระชากคอเสื้อน้องชายของตนให้ถอยกลับไปด้านหลัง แล้วหันกลับมาหากล้าและอื่นด้วยแววตาที่เยือกเย็น ก่อนกล่าวขึ้น

 

จันทร์ : พวกเจ้านี่ช่างโง่เขลายิ่งนัก ที่เข้ามาที่นี่

 

เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ดวงตาคมกริบจ้องมองพวกกล้าราวกับผู้ล่า ท่าทางของเขายังคงแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวาดหวั่น

 

จันทร์ : ครั้งที่แล้วก็แค่เกราะร้าว แต่ครั้งนี้… พวกเจ้าไม่รอดแน่

 

จันทร์กล่าวขึ้น พร้อมแสดงศาสตราวุธของเขา นั่นคือ คันศรเพลิงโทสะโชติช่วง ออกมา ทันใดนั้นคลื่นพลังเวทศาสตราจำนวนมากแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังจะเลื่อนเป็น นักรบขั้น 2 แต่เพียงยังไม่ได้หลอมเกราะอาวุธเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวของจันทร์ที่สามารถเลื่อนระดับขั้นพลังนักรบได้ ทางฝั่งของ เจ้า น้องชายของเขานักรบศาสตราวุธ ทวนเทพราชัย ก็ได้เลื่อนขั้นเป็น นักรบขั้น 1 อย่างเต็มตัวแล้ว

 

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว กล้าได้แต่กำหมัดไว้แน่น ทิศใต้ก็ก้าวออกมายืนเคียงข้างเขา ใบหน้าของทิศใต้เต็มไปด้วยความไม่เกรงกลัวต่อศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาของเขาสะท้อนความแน่วแน่

 

ทิศใต้ : ไม่มีทาง!

 

ทิศใต้กล่าวขึ้นเสียงแข็ง ทำให้จันทร์หันไปมองที่เขา จันทร์จ้องมองเขาด้วยสายตาที่นิ่งสงบ จากนั้นรอยยิ้มบางเบาก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาก้มศีรษะลงไปขำเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา

 

กล้า : พวกเราในตอนนี้น่ะ ไม่เหมือนกับที่สู้กับพวกเจ้าเมื่อครั้งก่อนหน้าอีกต่อไปแล้วล่ะ

 

จันทร์ : หึ..พวกเจ้าคงไปฝึกพัฒนาระดับขั้นมากสินะ ดีมาก… ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ามัน… จะเก่งกว่าเดิมจะแค่ไหน!!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น จันทร์เล็งศรธนูของเขาไปยังทิศใต้ ก่อนเปิดการโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 เพลิงโทสะทำลายล้าง ศรธนูขนาดใหญ่ตรงมาที่กล้าและคนอื่นที่อยู่ต่อหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เปลวเพลิงสีแดงฉานก็ลุกโชนขึ้นจากปลายศรที่พุ่งตรงเข้าหาเอกและอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหน้า

 

เอกเห็นว่าศัตรูของเขากำลังจะโจมตี ทันทีที่เห็นว่าศัตรูกำลังโจมตี เขาจึงจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกจากร่างของเอกอย่างรวดเร็ว พลังนั้นก่อกันเป็นรูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ แต่ก่อนที่มันจะสร้างขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ศรโทสะของจันทร์พุ่งผ่าผ่านพลังป้องกันของเอกอย่างง่ายดาย

 

เปลวเพลิงระเบิดออกเป็นวงกว้าง พลังทำลายของมันทำให้ทุกคนกระเด็นกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เอกกระแทกเข้ากับกำแพงไม้เก่า จนเศษไม้แตกกระจายออกไปทั่ว รำพาและยุพินกลิ้งไปกับพื้น ส่วนกล้าและทิศใต้เองก็พยายามตั้งหลัก

 

แต่ยังไม่ทันที่ใครจะทันตั้งตัว ร่างของจันทร์พุ่งเข้าโจมตีทันที คันศรเพลิงโทสะโชติช่วงที่อยู่ในมือของเขาสลายไป ก่อนเขาจะหยิบดาบออกมาจากศพของทหารนายหนึ่งและฟาดฟันใส่กล้าหลายครั้ง เขาไม่เว้นจังหวะให้พวกกล้าตั้งหลักแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่ากล้าจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดป้องกันแล้ว แต่การโจมตีทางกายภาพของจันทร์ก็แรงมาก จนเขาต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าว

 

ทิศใต้ที่เห็นว่าเพื่อนของเขารับการโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว เขาจึงพุ่งเข้าไปเพื่อหวังจะโจมตีจันทร์ แต่จันทร์ไหวตัวได้ทันจึงหันไปถีบทิศใต้ให้กระเด็นออกไป ร่างของทิศใต้กระแทกกับกำแพงด้านหลังอย่างแรง เศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ในตอนที่จันทร์กำลังสนใจทิศใต้อยู่นั้น กล้าจึงใช้จังหวะนี้ ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม แสงของพลังส่องจากเกราะอาวุธและไหลไปตามแขนของเขา ทำให้ก็เกิดประกายสายฟ้าสีทองสว่างปะทุออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าของเขาทันที

 

แต่ทว่า ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าของเขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกับคนก่อน ๆ หน้าที่เขาเคยสู้มา นอกจากความสามารถให้การโจมตีที่รุนแรงแล้ว จันทร์ยังสามารถเคลื่อนไหวหลบการโจมตีได้ดีอีกด้วย ซึ่งทำการโจมตีของกล้าไร้ผล

 

กล้ากัดฟันแน่น เขาขมวดคิ้วเคร่งเครียด สายตาจับจ้องศัตรูตรงหน้า พลางพยายามคิดหาทางรับมือ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ศัตรูที่เผชิญอยู่ก็เหนือกว่าเขาในทุก ๆ ด้าน

 

กล้าและทิศใต้พยายามตั้งรับและมองหาช่องโจมตีกลับ ทว่าทุกครั้งที่ทิศใต้โจมตีความสามารถของเกราะอาวุธจากระยะไกล แต่จันทร์กลับหลบพ้นและสามารถโจมตีกลับได้อย่างแม่นยำ ส่วนกล้าจะเข้าปะทะในระยะประชิด กลับพบว่าจันทร์สามารถรับมือได้อย่างดีเยี่ยมไม่แพ้กัน ราวกับเขากำลังสู้กับคู่ต่อสู้ที่ไม่มีจุดอ่อน

 

ส่วนเอกกับรำพาและยุพินที่เห็นแบบนั้นแล้ว กำลังจะเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกเจ้าขวางทางเอาไว้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีกันสามคน แต่เนื่องด้วยขั้นพลังนักรบของเอกและรำพาจะอยู่ขั้นเริ่มต้น ที่มีเกราะอาวุธระดับ 2 ส่วนเจ้าอยู่ขั้น 1 ซึ่งหมายความว่า เขาต้องหลอมเกราะอาวุธส่วนไปจนถึงระดับ 3 แล้ว แม้ว่าเกราะอาวุธจะห่างกันเพียงระดับเดียว ก็แต่ในเรื่องของพลังเวทศาสตราและความสามารถของเกราะอาวุธก็ถือว่าห่างกันพอสมควร โดยเฉพาะยุพิน ที่เพิ่งเลื่อนขั้นมาเป็นนักรบขั้นเริ่มต้น และได้เกราะอาวุธแค่ระดับเดียว ทำให้พวกเขาเสียเปรียบเรื่องพลังเป็นอย่างมาก และพวกเขาต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด และได้ถูกทหารเมืองอินตรามัดจับตัวเอาไว้และได้พาตัวไป พวกเขาถูกนำตัวไปยังวังของเมืองอินตรา

 

ณ วังหลวง เมืองอินตรา จันทร์และเจ้าเดินนำอยู่ด้านหน้า ในระหว่างทางกล้าและทิศใต้พยายามมองไปรอบ ๆ เพื่อหาช่องโหว่ที่จะหลบหนี แต่ทั้งด้านข้างและด้านหลังของพวกเขาก็ต่างเต็มไปด้วยทหารอย่างหนาแน่น ส่วนด้านหน้าก็เป็นศัตรูที่พวกเขาไม่อาจเอาชนะได้ นั่นดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถออกไปจากตรงนี้ได้ ทำให้พวกเขาจำใจต้องเดินต่อไป

 

เมื่อเข้าไปถึงด้านในของวังหลวง แสงคบเพลิงที่ส่องสว่างอยู่ตามเสาหินตลอดทางเดินทอดยาวเข้าไปในวังหลวงของเมืองอินตรา ทำให้เห็นเงาทะมึนของทหารเมืองอินตรานับสิบยืนเรียงรายเป็นแนวสองฝั่งอย่างเป็นระเบียบ สายตาเย็นชาทุกคู่จับจ้องมายังกลุ่มผู้ถูกจับกุมมา เสียงฝีเท้าของพวกเขา ดังสะท้อนกับพื้นหินท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ทั่วถึง พวกเขายังคงโดนลากตัวมาจนถึงท้องพระโรงของวังแห่งนั้น

 

ณ ท้องพระโรง บนบัลลังก์ที่สูงสง่าปรากฏร่างมีเจ้าเมืองอินตราที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ พร้อมกับนางสนมที่รายล้อมอยู่ด้านข้าง ใบหน้าคมสันของเขานิ่งเฉย ดวงตาเรียวยาวมองลงมายังผู้บุกรุกที่อยู่เบื้องอย่างเยือกเย็น กล้าพยายามจะมองหน้าเขา แต่กลับต้องถูกกดลงให้คุกเข่าต่อหน้าเจ้าเมืองพร้อมกับคนอื่น ๆ ก่อนที่ทหารจะสร้างสนามพลังสกัดกั้นล้อมพวกเขาเอาไว้ ไม่ให้พวกเขาใช้ศาสตราวุธได้

 

ทางด้าน เจ้าเมืองอินตราที่เห็นแบบนั้นแล้ว เขานั่งจ้องมองอย่างเงียบ ๆ อยู่บนบัลลังก์ แล้วยกถ้วยเหล้ามาจิบเบา ๆ แล้ววางลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเรียบเฉยราวกับไม่ได้คิดอะไร ก่อนที่จันทร์จะกล่าวขึ้น

 

จันทร์ : เสด็จพ่อ ลูกพบคนพวกนี้บุกรุกเข้ามาที่ป้อมปราการทหารทางทิศตะวันออก ลูกจึงนำตัวมาให้เสด็จพ่อตัดสินโทษ

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว เจ้าเมืองอินตราไม่ได้กล่าวตอบไปในทันที แต่เขายังคงมองไปยังผู้บุกรุกที่ถูกนำตัวมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย

 

เจ้าเมืองอินตรา : พวกเจ้าเป็นใคร… กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาที่เมืองของข้า

 

คำกล่าวของเจ้าเมืองอินตรา ทำให้รำพารู้สึกโกรธมาก จนไม่สามารถทนฟังได้อีก เธอกัดฟันแน่นก่อนตะโกนตอบกลับไปด้วยโทสะ

 

รำพา : ยังจะมีหน้ามาถามอีก! ทหารของท่านทำร้ายหมู่บ้านของพวกข้าแถมยังจับตัวคนในหมู่บ้านมา ท่านยังมาทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกหรอ!!

 

เสียงของเธอดังก้องสะท้อนทั่วท้องพระโรง บรรดาทหารที่ยืนเฝ้าสะดุ้งเล็กน้อย หลายคนจับด้ามดาบแน่น พร้อมหันไปมองเจ้าเมืองราวกับรอฟังคำสั่ง

 

เอกหันไปรำพาเพื่อให้เธอใจเย็นลงก่อน แต่คำพูดนั่นของรำพาไม่ได้ทำให้เจ้าเมืองอินตรารู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เหล่าทหารเก็บดาบเอาไว้ ก่อนถอนหายใจเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

เจ้าเมืองอินตรา : เฮ้อ~ ที่แท้ก็คนของหมู่บ้านนั้นนี่เอง ข้าจำได้ว่าให้ทหารจับตัวมาหมดแล้ว แต่ไม่คิดว่ายังเหลือรอดอยู่อีก… แต่ก็ ยังดีที่พวกเจ้ามาหาข้าด้วยตัวเองเลย ข้าจะได้ไม่ต้องเสียกำลังทหารออกตามหา

 

น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังพูดเรื่องธรรมดากับท่าทางที่นิ่งเฉย ราวกับการทำลายหมู่บ้านและจับคนไปขังเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสำนึกหรือเมตตาใด ทิศใต้จ้องเขม็ง เขานิ่งเงียบแต่แววตากลับไม่อาจปิดบังความโกรธได้ ขณะที่กล้ากัดฟันแน่นเพื่อควบคุมอารมณ์เอาไว้ มือสั่นเล็กน้อยแต่ยังอดทนไว้ ส่วนเอกและรำพาเพียงมองเจ้าเมืองด้วยแววตาเดือดดาล ยุพินหันมองดูเพื่อนพ้องของเธอ เธอที่รู้ดีว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร แต่ในตอนนี้เธอยังไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน

 

ทางฝั่งของเจ้าที่เห็นว่าคนที่พวกเขาจับมานั้นเริ่มนิ่งเงียบและไม่โต้ตอบใด ๆ เขาจึงได้โอกาสเล่าเรื่องราวที่เขาและพี่ชายของเขาเคยปะทะกันก่อนหน้านี้

 

เจ้า : จริงด้วยสิเสด็จพ่อ ลูกจำได้ว่าลูกกับท่านพี่จันทร์เคยสู้กับคนพวกนี้ในตอนที่นำทหารออกหาเชลยด้วยล่ะ ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เจอกันอีก

 

เมื่อสิ้นเสียงของเจ้า ท้องพระโรงที่เคยเงียบงันก็เริ่มมีเสียงซุบซิบนินทาเบา ๆ จากขุนนางและเหล่าสนมที่นั่งเรียงรายอยู่ด้านข้าง เสียงฝีเท้าทหารที่ขยับตัวเล็กน้อยดังก้องในความสงบ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เขา เจ้าเมืองอินตราหันมามองลูกชายคนรองของเขา ใบหน้าเขาไม่ได้เปลี่ยนสีหน้ามากนัก เพียงแต่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ

 

เจ้าเมืองอินตรา : ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าพวกเจ้าทั้งคู่เคยสู้กับคนพวกนี้ด้วย ใยพวกเจ้าจึงไม่เคยพูดให้พ่อฟังบ้างเล่า

 

จันทร์ : เป็นเรื่องจริงเสด็จพ่อ ลูกเห็นว่าไม่ใหญ่เรื่องใหญ่อะไรจึงไม่ได้รายงาน

 

เจ้าเมืองอินตรา : โอ้… งั้นรึ

 

เขากล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่แฝงด้วยความสนใจ ก่อนหยิบถ้วยเหล้าขึ้นจิบอีกครั้งพร้อมฟังลูกชาย เจ้าที่เห็นว่าพ่อของเขาหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เขาจึงถือโอกาสเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาและพี่ชายเคยสู้กับคนพวกนี้เมื่อก่อนหน้า ที่เกินจริงไปบ้างแต่กล้าและพวกพ้องก็ไม่ได้ขัดแต่อย่างใด

 

ในขณะที่เขากำลังเล่าอยู่นั้นเจ้าก็สังเกตถึงสิ่งผิดปกติ เนื่องจากที่พวกเราสู้กันก่อนหน้านี้ จะมีอีกคนนึงที่ไม่มีศาสตราวุธเหมือนคนอื่น เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ แล้วกล่าวออกไปอย่างเร่งรีบ

 

เจ้า : อ้อ! ข้าจำได้ว่าคนพวกนี้มีคนที่ไม่มีศาสตราวุธอยู่คนนึงนี่นา… แต่ไม่มาด้วยกันหรอกหรือ แล้ว…ผู้หญิงคนนี้หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ

 

เจ้ากล่าวขึ้น พร้อมจ้องมองไปที่ใบหน้าของยุพิน แต่เธอไม่ได้โต้ตอบอะไรเพียงหลบสายตาของเขา ทันใดนั้นเสียงจากด้านนอกของท้องพระโรง และในไม่นานประตูก็ถูกเปิดเข้าทำให้ผู้คนที่อยู่ในบริเวณต่างก็กันหันไปมองด้วยความสงสัย ก่อนจะปรากฏร่างของทหารเฝ้ายามที่พยายามลากตัวชายคนหนึ่งเข้ามารายงานให้เจ้าเมืองอินตรา ซึ่งชายคนนั้นคือ ทิว ที่โดนทหารเฝ้ายามจับตัวได้เมื่อก่อนหน้านี้

 

เอก : อ้าว! ไอ้ทิวทำไงให้โดนจับได้ล่ะเนี่ย!!

 

ทิว : เจ้าจะให้ข้าหนียังไงให้รอดก่อนล่ะ…

 

รำพา : หมดแล้วความหวังของพวกเรา จบแน่คราวนี้…

 

รำพากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง เอกและทิวต่างก็เข้าใจความรู้สึกนั้นดี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนกล้าและทิศใต้พวกเขาได้แต่มองหน้ากันแล้วเงียบเอาไว้ แต่นั่นทำให้เจ้าได้ใจเป็นอย่างมาก เขาคิดว่าคนเหล่านี้ยอมจำนนแล้ว ซึ่งจะให้เขาและพี่ชายได้เชลยมาใช้แรงงานเพิ่มอีก เขาจึงได้ใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องราวที่เขาเคยสู้กันก่อนหน้าให้พ่อของเขาฟัง

 

ในขณะที่เขากำลังเล่าเรื่องอยู่ ก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาที่ท้องพระโรงอย่างเร่งรีบ แล้วกล่าวขึ้น

 

ทหารนายหนึ่ง : กราบทูลฝ่าบาท! กระหม่อมขอรายงาน ตอนนี้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่บริเวณโรงนอนที่ป้อมปราการทหารฝั่งทิศตะวันออกพะย่ะค่ะ

 

ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับทหารนายนั้น ทิวก็พยายามจะดิ้นให้หลุด ทำให้ทหารหลายคนพยายามไปคุมตัวเขาเอาไว้ ทิศใต้จึงได้ใช้จังหวะนี้เปลี่ยนร่าง เปลวไฟสีทองอมส้มลุกไหม้ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว และเกิดแสงที่เจิดจ้าออกมา ร่างของเขาก็เปลี่ยนเป็นพยัคฆ์ไพรอำพันได้อย่างสมบูรณ์

 

หลังจากนั้น ทิศใต้ได้พุ่งเข้าไปทำลายแก่นพลัง ที่เป็นตัวให้เวทศาสตรากับสนามพลังสกัดกั้น และเมื่อแก่นพลังถูกทำลายลง ทำให้สนามพลังสกัดกั้นก็หายไปในทันที เจ้าเมืองอินตราและบุตรชายทั้งสองรวมไปถึงนางสนมและทหารที่ยืนอยู่ก็ต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะสนามพลังสกัดกั้นที่ถูกทำลาย แต่เป็นชายที่เขาจับตัวมานั้นไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ กลับเป็นอสูรศาสตราจำแลงกายมา

 

เจ้า : พี่จันทร์! นั่นมัน…

 

จันทร์ : เจ้านั่นเป็นอมนุษย์ ทหารทุกคนจับตัวมันให้ได้!

 

เจ้า : อมนุษย์…หมายถึงอะไรกันน่ะ! ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยได้ยินเลย

 

จันทร์ : อมนุษย์ก็คืออสูรศาสตราที่จำแลงกายมาเป็นมนุษย์ เหมือนเจ้านี่ที่พวกเราเจอกันมาเมื่อก่อนหน้านี้ ถ้าดูจากภายนอกแล้ว ไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าเป็นอมนุษย์ นี่คงเป็นร่างอสูรศาสตราที่เป็นร่างจริงของมันสินะ

 

เจ้าที่ได้ยินพี่ชายของเขาพูดแบบนั้นแล้ว เขาแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอมนุษย์ตัวเป็น ๆ เจ้าคิดมาโดยตลอดว่าเขาเก่งในเรื่องการสังหารอสูรศาสตรามาก อีกทั้งยังสามารถระบุระดับของอสูรศาสตราตัวนั้นได้อย่างแม่นยำ หากไม่นับว่าจันทร์ได้กำเนิดมาก่อน จึงได้ฝึกฝนและพัฒนาระดับพลังของศาสตราวุธไปก่อนเขา ซึ่งมันทำให้เขามั่นใจในทุก ๆ การออกล่าอสูรศาสตราในทุก ๆ ครั้ง นั่นทำให้เขาคิดว่าตัวของเขาเหนือกว่าพี่ชายในทุกด้าน แต่ในตอนนี้ เจ้ากลับไม่สามารถแยกระหว่างอมนุษย์กับมนุษย์ธรรมดาได้เลย ทำให้เจ้ารู้สึกว่าตนเองโง่เขลายิ่งนัก รวมถึงที่เขาไม่เคยรู้เรื่องอมนุษย์มาก่อน มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้น

 

ในขณะที่เจ้ากำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด จันทร์ก็กล่าวขึ้น ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะได้สติกลับมา

 

จันทร์ : สนามพลังสกัดกั้น มีคุณสมบัติสกัดพลังไม่ให้ใช้พลังของศาสตราวุธได้ แต่ไม่ได้ห้าม ไม่ให้อมนุษย์เปลี่ยนร่างเป็นอสูรศาสตรา ทำให้เมื่ออมนุษย์คนนั้น เมื่อเปลี่ยนร่างเป็นอสูรศาสตราแล้วสามารถโจมตีทางกายภาพได้ตามปกติ

 

เจ้าได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาไม่ได้กล่าวอะไรต่อ แล้วเขาวิ่งเข้าไปจัดการกับทิศใต้ในร่างของพยัคฆ์ไพรอำพันทันที

 

ทันใดนั้น ยุพินเปลี่ยนร่าง เปลวไฟสีเขียวที่ลุกโชยขึ้น ไม่นานเปลวไฟก็มอดลงแล้วก็ปรากฏเป็นอสูรศาสตรานาคามรกตขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า เหล่าขุนนางหลายที่เห็น ต่างพากันลุกขึ้นหนี ทหารบางนายถึงขั้นดวงตาทุกคู่เบิกกว้าง และก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว นั่นทำให้คนที่อยู่ในท้องพระโรงแห่งนั้น เพิ่งรู้ว่ามีอมนุษย์ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มีถึงสองคน แล้วยุพินเลื้อยตัวไปอยู่ด้านหน้า พร้อมสู้เคียงข้างทิศใต้และคนอื่น ๆ และการต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!