ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 18: แสงที่หลับใหลได้ตื่นขึ้น

👁️ 2 อ่าน
22px

ปลายทวนสีทองพุ่งเข้าถึงตัวของทิว แรงต้านจากพลังของทั้งสองฝั่งก็ปะทะกันอย่างรุนแรง คลื่นพลังแผ่ออกไปโดยรอบ แสงสีขาวรอบกายเขากลับเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ ทิวที่ยืนต้านการโจมตีอยู่ เขาพยายามยันตัวไปข้างหน้า ในชั่วขณะที่แสงสีขาวแผ่ซ่านออกมา ทวนสีทองของเจ้า… ก็เริ่มสั่นไหว ในไม่นานก็เกิดระเบิดขึ้น เสียงระเบิดดังไปทั่วท้องพระโรง คลื่นพลังที่สะท้อนกลับทำให้พื้นที่ตรงจุดปะทะปริแตกเป็นวงกว้าง เปลวแสงสีทองและสีขาวตีกันจนกลืนทุกอย่างในสายตาก่อนจะหยุดลง

 

เศษหินและฝุ่นควันทั่วบริเวณ กระทั่งสายลมเบา ๆ พัดพาฝุ่นควันให้ค่อย ๆ จางหาย ทุกสายตาจ้องมองอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น นั่นคือ ทิว ที่ยืนอยู่พร้อมกับสภาพร่างกายที่ไม่มีร่องรอยของการบาดเจ็บ ไม่นานแสงสีขาวไหลวนรวมตัวกัน เกินเป็นเงาร่างชัดเจน ร่างช้างเผือกสามหัวขนาดมหึมา อยู่ที่ด้างหลังของเขา

 

ร่างโปร่งใสเรืองประกายสีขาวนวลดุจศศิธร เกล็ดพลังระยิบระยับเหมือนแสงดาว ดวงตาสีเงินนิ่งมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างสงบ สิ่งนั่นคือศาสตราวุธ ช้างเอราวัณ

 

เจ้า : นั่นมัน!

 

จันทร์ : ช้างเอราวัณ… คงเป็นศาสตราวุธของเจ้าเด็กนั่นสินะ เหลือเชื่อเลย

 

ทิวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วเงยหน้ามองไปที่ด้าหลัง ไม่นานร่างช้างเผือกสามหัวจะหายไป กลายเป็นแสงสีเงินเรืองรางอยู่กลางหน้าผากของเขา เผยให้เห็น เกราะอาวุธส่วนหัว ที่มีถึง ระดับ 3

 

เอกที่เหตุการณ์ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเห็น ว่าทิวร่วมเดินทางมาด้วยกัน ในสายตาของเอก ทิวเป็นแค่คนธรรมดาคนนึง ซึ่งดูท่าทีไม่มีแววจะมีพลังอะไร แต่มาตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมศาสตราวุธ และเกราะอาวุธตั้งแต่ครั้งแรก ที่แสดงศาสตราวุธออกมาได้อีก

 

ทิวหันสายตาช้า ๆ มองกลับไปยังเบื้องหลังของตนเอง แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจของเขากระตุก เขาสะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ในจังหวะที่เท้าของเขายังไม่ทันยืนมั่น ช้างสามหัวตัวนั้นก็ย่างเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ เจ้าที่เห็นแบบนั้นแล้ว แทนที่จะหวาดกลัวกับสิ่งอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่เลย มันยิ่งทำให้เจ้ารู้สึกอยากจะฆ่าพวกเขามากยิ่งขึ้น

 

ในขณะศัตรูทั้งสองคนให้ความสนใจกับทิว เอกค่อย ๆ พยุงตัวกล้าลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อยเดินไปหาทิว ทิวที่เห็นแบบนั้นแล้ว เขาวิ่งไปรับตัวพี่ชายของเขาไว้ทันที ทิวโอบพี่ชายของเขาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่นด้วยความเป็นห่วง

 

ทิว : พี่กล้า! พี่เป็นอะไรมากไหม!! เกราะอาวุธของพี่…

 

กล้า : ไม่.. แค่นี้..พี่ไม่เป็นอะไรหรอก

 

กล้ากล่าวตอบทิวพร้อมยิ้มจาง ๆ ทั้งที่ตัวของเขาอ่อนล้าแทบไม่มีแรงเหลือ เขามองขึ้นไปยังแสงสีเงินที่ส่องวาบเหนือหน้าผากของน้องชาย ดวงตาของกล้าเบิกกว้างเล็กน้อย เขายกมือขึ้นลูบหัวทิวเบา ๆ พร้อมยิ้มให้ด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนกล่าวขึ้นกล้า

 

กล้า : ไอ้ทิว… เอ็งแสดงศาสตราวุธออกมาได้แล้ว แถมยัง.. มีเกราะอาวุธระดับสามตั้งแต่ครั้งแรกอีกด้วย…

 

ทิวชะงักเล็กน้อย เขายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นภาพสะท้อนของเกราะอาวุธสีเงินเหนือหน้าผากในดวงตาของพี่ชาย แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรออกมา เจ้าขว้างทวนเทพราชัยในมือของเขา ให้พุ่งตรงมาหาที่สองพี่น้อง ทิวที่หันไปเห็น เขารีบคว้าตัวกล้าหลบไปอีกทางทันควัน ปลายทวนเฉียดหน้าไปเพียงเส้นผม แล้วพุ่งตรงไปแทงกับเสาของท้องพระโรงที่อยู่ด้านหลัง แรงกระแทกทำให้พื้นเสารอยร้าวขึ้น ก่อนจะลอยวนกลับไปยังมือของเจ้า

 

จากนั้น เจ้าเริ่มเดินลากทวนตรงมาที่พวกกล้าและทิว เสียงปลายทวนที่เสียดสีกับพื้นหินดังกรีดเข้าในหูทุกคน สายตาของเขาจ้องมองไปยังสองพี่น้องด้วยความเกรี้ยวกราด จันทร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาเหนี่ยวคันศรในมือขึ้นแล้วเล็งไปที่พวกเขา ทันใดนั้น เอกและรำพาที่พึ่งลุกขึ้นมาได้ รีบวิ่งไปยังสองพี่น้องทันที พวกเขายืนเคียงข้างกันอย่างไม่ลังเล พร้อมจะเผชิญหน้ากับศัตรูเบื้องหน้า กับศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่มีใครยอมใคร

 

ทางด้านของยุพินที่เห็นแบบนั้น เธอรู้ได้ทันทีว่าเมื่อทั้งสองฝั่งเข้าปะทะกันจะต้องเกิดการปะทะที่รุนแรงแน่ เธอจึงค่อยลากร่างที่หมดสติของทิศใต้ ไปแอบหลังเสาต้นหนึ่งของท้องพระโรงอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะชะเง้อมองสถานการณ์และหาจังหวะโจมตีช่วยอยู่ห่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง

 

ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ สายลมหนาวพัดพาไอร้อนระอุไปทั่วบริเวณ ทำให้การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น โดยเจ้าวิ่งไปข้างหน้า แล้วเปิดการโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 1 ราชันสะบัดฟ้า พลังสีทองปะทุขึ้นที่แขนขวาของเขา พื้นหินเบื้องล่างแตกร้าวจากแรงกดดันเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยความเร็วเหนือการมองเห็น เอกกับรำพาที่เห็นเขาวิ่งมา จึงตั้งท่ารับการโจมตีเต็มรูปแบบ

 

ทันทีที่เข้าใกล้เข้ามา ร่างของเจ้ากลับพลิกตัวออกไปอีกทาง เหลือไว้เพียงเงาจาง ๆ ของร่างสีทองที่ยังคงพุ่งเข้ามาอย่างจงใจหลอกตา และทันใดที่มันสลายหายไปในอากาศ ทั้งคู่ก็รู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก

 

รำพา : เขา.. หายไปไหนแล้ว!

 

เอก : นี่มันความสามารถบ้าบออะไรกัน!

 

เอกกับรำพาพยายามมองไปรอบ ทันใดนั้น เจ้าเคลื่อนตัวฉับพลันไปอยู่ด้านหลังของกล้าโดยไร้สุ้มเสียง ก่อนจะฟาดทวนใส่กลางหลังของเขาอย่างเต็มแรง

 

ทิวที่เห็นแบบนั้น เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เจ้าทันที แสงสีเงินเรืองวาบรอบหมัดของเขาพร้อมกับร่างของช้างเผือกสามหัว ที่เคลื่อนตามการโจมตี หนึ่งในหัวของมันแหงนขึ้น พร้อมปกป้องนักรบของมัน ทว่ายังไม่ทันที่หมัดจะถึงตัว เจ้าเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทันใดนั้น เขาหายไปจากสายตาก่อนจะปรากฏขึ้น ด้านหลังของทิว แล้วถีบเขาที่กลางแผ่นหลังของเขาเต็มแรง แรงถีบทำให้ทิวกระเด็นล้มลงไปด้านหน้า

 

รำพาที่เห็นทิวโดนถีบกระเด็นไป เธอให้ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธสาวนแขนขวา ระดับ 2 ประกายแสงนิโลบล ขว้างปิ่นทองเข้าไปก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปตาม แล้วสู้ในระยะปะชิดกับเจ้า เธอออกหมัด เตะ เข่า สลับฟาดด้วยสันมืออย่างรวดเร็ว แต่ทว่า เจ้าที่อยู่ในความสามารถของเกราะอาวุธนี้ สามารถต้านการโจมตีกายภาพระดับต่ำไปจนถึงระดับกลางได้ ทำให้ทุกการโจมตีของรำพาถูกต้านไว้ราวกับต่อยเหล็ก ทำให้เธอต้องถอยห่าง พยายามอ่านจังหวะหาจุดอ่อนของเขาเพื่อโจมตีแทน แต่ในจังหวะนั้นเอง เจ้าสามารถจับทางการเคลื่อนไหวของเธอได้ แล้วเขาได้เหวี่ยงทวนในมือไปฟาดใส่เธออย่างจัง จนร่างของเธอกระเด็นออกไป

 

เจ้าไม่รอให้เธอได้ตังตัว เขาพุ่งตัวตามเข้าไปทันที ในขณะที่เขากำลังจะโจมตีซ้ำใส่รำพา ทิวพุ่งตัวเข้าใส่แล้วเสริมด้วยพลังจากศาสตราวุธ ชกเข้าไปที่ด้านหลังของเจ้าจนเซถอยหลัง ก่อนช่วยพยุงตัวรำพาให้ลุกขึ้น

 

ทิว : เจ้าเป็นอะไรไหมรำพา

 

รำพา : ไม่.. ข้าไม่เป็นอะไร

 

เบื้องหน้าทั้งสอง เจ้าค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น ยืดไหล่ตั้งหลักอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง จันทร์ก้าวเข้ามาใกล้อย่างเงียบ ๆ เขาวางมือข้างหนึ่งบนไหล่น้องชายของเขาเบา ๆ ดวงตาจ้องไปยังศัตรูตรงหน้า ก่อนกล่าวขึ้น โดยไม่แม้แต่จะหันมาสบตาน้องชาย

 

จันทร์ : เจ้าถอยไปก่อน เดี๋ยวพี่จัดการเอง

 

เมื่อเจ้าที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ ก้าวถอยหลัง จันทร์เบิกดวงตาคมกริบ จ้องมองศัตรูเบื้องหน้าด้วยความเยือกเย็น ก่อนจะยกคันศรขึ้นเล็งไปที่พวกมัน เปลวไฟสีแดงค่อย ๆ ลุกโชนรอบปลายศร เขาหลับตาลงข้างหนึ่ง ถอนหายใจแผ่วเบา แล้วจึงปล่อยศรออกไป ทิวก้าวไปข้างหน้ารำทิวก้าวออกไปข้างหน้ารำพา ก่อนตั้งท่ารับการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ

 

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากด้านข้าง เอกวิ่งเข้ามาแล้วใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน คลื่นพลังแผ่ออกมากลายเป็นรูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ค่อย ๆ ลโน้มตัวลง แล้วเกิดเป็นโล่สีทองคุ้มกันพวกเขาไว้ ต่อมาศรเพลิงก็ได้พุ่งชนเข้ากับโล่ เปลวเพลิงสีแดงพุ่งฟุ้งกระจายราวกับคลื่นทะเลเพลิง ซัดผ่านเสาและผนังจนเกิดรอยแตกร้าวเป็นทางยาว คลื่นพลังสะเทือนพื้นหินจนแตกเป็นวงกว้าง ก่อนค่อยหยุดลง แต่เศษควันและเปลวเพลิงยังคุกรุ่นอยู่ ร่างกายของเอกไหวเล็กน้อยจากแรงกระแทกแต่ยังคงยืนมั่นคง

 

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหายเหนื่อย จันทร์กระหน่ำยิงศรมาใส่เข้าอีกครั้งอย่างหนักหน่วง ศรเพลิงสีแดงฉานพุ่งตรงเข้ามาราวกับสายฝน จากนั้นเขาเคลื่อนที่ไปรอบและยิ่งศรใส่ทุกทิศทางเพื่อจะทำลายโล่ ศรเพลิงพุ่งชนโล่เสียงดังสนั่น เปลวไฟซัดกระแทก ทำให้โล่เริ่มสั่นไหวและรอยร้าวบางจุดเริ่มปรากฏ เอกกัดฟันแน่น แรงกระแทกแต่ละครั้งผลักเขาถอยหลังไปทีละก้าว เขาเริ่มรู้ตัวว่าเขาไม่อาจต้านได้นาน ก่อนหันมาหาคนอื่น ๆ แล้วกล่าวขึ้น

 

เอก : ทุกคน! ข้าคงทนรับการโจมตีนี้ได้อีกสักพักนะ!!

 

รำพา : ห๊ะ! แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะ!

 

เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัว เธอยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก แต่ในมือกำปิ่นแน่นจนข้อนิ้วขาว สายตาจับจ้องไปที่ศัตรูตรงหน้ากล้าที่ยืนใกล้ ๆ เขายืนนิ่งและมองไปรอบ ๆ พร้อมประเมินสถานการณ์อยู่ครู่นึง ก่อนก้าวเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

 

กล้า : คงยากที่จะชนะพวกมัน ตอนนั้นพวกเราเสียเปรียบเรื่องขั้นพลังมาก แถมตอนนี้ทิศใต้ก็ยังไม่ฟื้นเลย หน่ำซ้ำเกราะอาวุธของพี่ก็ยังมาแตกอีก…

 

ทิว : เกราะอาวุธแตก.. หมายถึงใช้ความสามารถของเกราะอาวุธไม่ได้เลยหรอครับ

 

กล้า : ใช่.. แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามพี่ก็จะสู้ช่วยอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่มีความสามารถของเกราะอาวุธ ก็ใช่หมัดธรรมดานี่แหละ

 

ทิว : พี่กล้า..

 

ทิวมองพี่ชายของเขาด้วยสายตาที่กังวลในใจ เขาพยายามจะใช้ความสามารถจากเกราะอาวุธส่วนหัวของเขาที่พึ่งได้มา แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ จากเกราะเลย

 

ทิว : เจ้าเกราะอาวุธนี่ ทำไมมันถึง.. ใช้การอะไรไม่ได้เลย

 

รำพา : ไม่จริงน่า เจ้าเพิ่งได้มันมานะ มันจะใช้ความสามารถไม่ได้.. ได้ยังไงกันน่ะ!

 

ทิว : ข้าไม่รู้…

 

ในจังหวะที่ทุกคนยังสับสน ค้นหาคำตอบว่าทำไมเกราะศาสตราวุธของทิวที่พึ่งได้มาถึงใช้การไม่ได้ เอกที่ยังยืนใช้ความสามารถเกราะอาวุธกางโล่ให้กับคนอื่นก็หันกลับมาแล้วกล่าวขึ้น

 

เอก : ข้าจะไม่ไหวแล้วนะ!!

 

คำพูดของเขาทำเอาทิวกับรำพาสะดุ้งสุดตัวขึ้น ก่อนที่ทั้งสองหันไปมองทันทีรอยร้าวขนาดใหญ่บนโล่มที่เริ่มแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับใยแมงมุมบนกระจกใกล้แตก ทำให้สถานการณ์กลับมาเคร่งเครียด พวกเขาทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนเงียบ ได้ยินแต่เสียงการโจมตีของจันทร์ที่ปะทะเข้ากับที่การป้องกันด้วยเกราะอาวุธของเอก ทันใดนั้น กล้าก้าวไปข้างหน้า สายตาจ้องมองไปยังศัตรูที่อยู่ด้านนอกอย่างไม่กลัวตาย ก่อนกล่าวขึ้น

 

กล้า : ตอนนี้ระดับพลังของพวกมันห่างกับเรามาก สู้ไปยังไงก็ไม่ชนะหรอก.. ฉะนั้นแล้ว หลังจากโล่แตกให้ทุกเจ้าไปซะ พี่จะ.. พี่จะสู้กับพวกมันเอง..

 

รำพา : พี่กล้า…

 

ทิว : ไม่ได้เด็ดขาด ข้าจะไม่ทิ้งพี่ไว้ที่นี่แน่!

 

ทิวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แต่นั่นไม่ได้ทำกล้าเปลี่ยนความคิดแต่อย่างใด เขาไม่อาจให้ทิวและคนอื่น ๆ มาตายที่นี้ได้ เขากระชากไหล่ของทิวเข้ามาหาเขา ก่อนกล่าวขึ้น

 

กล้า : ไอ้ทิวฟังพี่นะ! พี่เคยบอกกับแม่ไว้ว่าพี่จะดูแลเอ็งให้เป็นอย่างดี ในสถานการณ์ตอนนี้มันก็อันตรายเกินไป พี่ไม่อาจให้เอ็งอะไรไปได้และคนอื่น ๆ ก็ด้วย ที่พ่อแม่ของพวกเจ้าให้พวกเจ้ามากับพี่ เขาก็คงไม่ได้หวังจะให้พวกเจ้ามาบาดเจ็บหรอกจริงไหม

 

ทันทีที่สิ้นเสียง ทิวก็ผลักตัวเองออกจากมือพี่ชายอย่างแรง ก่อนกล่าวตอบกลับไป

 

ทิว : ไม่พี่กล้า! คนอื่นเขาจะไปไหนก็เชิญ แต่ข้าไม่ไป!!

 

รำพา : ข้าก็ไม่ไปเหมือนกัน พวกเราทุกคนต่างก็ผ่านอะไรมากมาร่วมกันมา พี่ก็เคยช่วยข้ากับไอ้เอกนะ ฉะนั้นแล้ว ข้าก็จะอยู่สู้ไปพร้อมกับพี่ จะไม่มีใครทิ้งใครไปไหนทั้งนั้น

 

เอก : ไอ้พาพูดถูกนะพี่ ไม่ว่ายังไง พวกเราผ่านอะไรมาด้วยกัน จนมาถึงตอนนี้ พี่จะให้พวกข้าวิ่งหนีทิ้งพี่ไว้ตรงได้ยังไงกัน

 

ทิว : ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ข้าก็จะอยู่กับพี่!

 

กล้าเงียบไปชั่วครู่ สายตาของเขาไล่มองทีละคน แต่ละสายตาล้วนแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวไม่มีใครคิดจะถอย หัวใจของกล้าสั่นไหว เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี แต่ยังไม่ทันให้เขาได้คิดอะไรเพิ่ม ศรเพลิงดอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาทำทำลายการป้องกันจากความสามารถของเกราะอาวุธเอก โล่สีทองขนาดใหญ่พังทลายลง กลุ่มเปลวเพลิงระเบิดออกเป็นวงกว้าง กระแทกจนร่างของเอกเซถอยไปด้านหลังเล็กน้อย แต่ยังมีรำพาที่เขามาพยุงเอาไว้

 

เจ้าเห็นว่าพี่ชายของเขาสามารถทำลายเกราะป้องกันได้แล้ว เขาเดินเขาลากทวนมากระแทกกับพื้นเบา ๆ ด้วยท่าทางที่ใจเย็น ก่อนหยุดยืนเคียงข้างพี่ชาย รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปาก เอกที่เห็นแบบนั้นก็ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยมารวมตัวกับคนอื่น ๆ และตั้งท่ารับการโจมตีอย่างเต็มที

 

ในขณะที่ทั้งสองฝั่งต้องเผชิญหน้ากัน ความเงียบ เริ่มเข้าปกคลุมทั่วทั้งท้องพระโรง เพียงเสียงเปลวไฟที่ลุกไหม้ผนัง กับเสียงสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านเศษซากกำแพงหล่นลงเป็นระยะ ๆ ราวกับเสียงลมหายใจสุดท้ายของสถานที่แห่งนี้ ต่อมาไม่นาน จันทร์ยกคันศรขึ้นแล้วเล็งปลายศรไปยังศัตรู โจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับ 2 ศรเพลิงทำลายล้าง ศรเพลิงสีแดงฉานพุ่งเป็นเส้นตรงด้วยความร้อนระอุ เผาทำลายพื้นท้องพระโรงเป็นแนวยาวจนแตกร้าวและกลายเป็นสีดำเกรียม

 

ขณะที่ศรเพลิงตรงมาที่พวกเขา กล้ากับทิวยกแขนตั้งสองข้างขึ้นตั้งการ์ดให้มั่น เพื่อเตรียมรับการโจมตี ส่วนเอกใช้ความสามารถ เกราะอาวุธระส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทลายภูพาน และรำพาใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 1 พายุปิ่นกรีบบัว สกัดการโจมตีเอาไว้

 

ทันทีที่ศรเพลิงปะทะ การป้องกันของพวกเขาก็ไร้ผล ความต่างของระดับพลังนั้นชัดเจนเกินไป ต่อให้ใช้ความสามารถในระดับเดียวกัน แต่พลังทำลายจากเกราะอาวุธจะเพิ่มขึ้นตามขั้น ยิ่งสูง ก็ยิ่งรุนแรง เสียงระเบิดดังสนั่นสะท้อนทั่วท้องพระโรง พร้อมกับเปลวไฟที่ลุกไหม้มากยิ่งขึ้น แรงปะทะฉีกเกราะป้องกันของทุกคนจนแตกกระจาย พวกเขาถูกซัดกระเด็นออกไปด้านหลังก่อนจะกระแทกพื้นอย่างรุนแรง

 

เจ้า : พวกเจ้า.. ทำได้แค่นี้เองหรอ

 

จันทร์ : หยุดติดเล่นซะทีไอ้เจ้า!

 

เจ้า : เอาน่าพี่จันทร์ เล่นสนุกบ้างเถอะไหน ๆ พวกมันก็ตายอยู่แล้ว นี่ ๆ พวกเจ้า รีบลุกขึ้นมาสิ

 

จันทร์ที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับและถอนหายใจอย่างเอือมระอา กับการติดเล่นเป็นนิจสัยและความประมาทเป็นสันดานของผู้เป็นน้องชาย

 

ทางฝั่งของกล้าและคนอื่น ๆ พวกเขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยแรงที่เหลืออยู่ เจ้ายิ่งเห็นแบบนั้น เขายิ่งยิ้มกว้างขึ้น เหมือนยิ่งเห็นพวกเขาดิ้นรนเขายิ่งสนุก ในขณะที่ทุกคนพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นสู้ จันทร์ยกคันศรแล้วเล็งมาที่พวกเขาอีกครั้ง กล้าเดินลากร่างกายที่บอบช้ำมาข้างหน้าคนอื่น ๆ แล้วเตรียมรับการโจมตีครั้งต่อไป จันทร์มองไปที่เขาด้วยสายตาที่ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความเมตตา เสียงสายธนูที่ถูกดึงอย่างช้า ๆ เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล กล้ายืนตรง มองไปยังปลายศรโดยไม่ล่ะสายตา แม้เขาจะรู้ดีว่า สิ่งที่กำลังมาอาจจะจบของชีวิตเขาได้ แต่เขาก็ไม่กลัวแม้น้อย

 

กล้า : ถ้าเจ้าจะยิง… ก็ยิงมาเลย แต่ข้าจะไม่มีทางถอย

 

เสียงของเขาอาจเบาเพราะแรงที่เหลือน้อยเต็มที แต่ใจของเขาไม่เคยหวั่นในห้วงแห่งความคิด เขานึกถึงเพียงทิวผู้เป็นน้อง คนที่เขาสาบานกับแม่ไว้ว่า จะปกป้องจนวินาทีสุดท้าย

 

เจ้า : เฮ้อ… ข้าล่ะเสียดายจริง ๆ ที่พวกเราต้องมาฆ่าพวกคนที่มีศาสตราวุธ แต่ก็เอาเถอะ..ถ้ามันจำเป็นจริง ๆ

 

จันทร์ : ถ้ามันไร้ประโยชน์นัก ก็ฆ่าทิ้งซะ!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น ศรเพลิงสีแดงถูกปล่อยออกจากคันศรทันที กล้ายืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ ไม่หลบ ไม่แม้แต่ละสายตา เขาเผชิญหน้ากับศรแห่งความตาย เพียงเพื่อปกป้องทุกคนที่อยู่ข้างหลังเอาไว้

 

ขณะที่ศรเพลิงใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ในชั่ววินาทีแห่งความเป็นและความตาย ก็มีสายฟ้าผ่าลงมาอยู่ต่อหน้าต่อหน้าของกล้า สายฟ้านั่นผ่าลงมาสกัดศรเพลิงของจันทร์เอาไว้ เสียงระเบิดดั่งสนั่นบริเวณ เปลวไฟแดงและคลื่นสายฟ้าที่สว่างวาบลงปกคลุมทั่วทั้งท้องพระโรง ทำให้เกิดแรงระเบิดซัดกระแทกจนฝุ่นควันฟุ้งกระจายจนแทบบดบังทุกสิ่ง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งที่วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ กล้าและคนอื่น ๆ ต่างมองไปยังต้นตอของเสียง

 

ฝุ่นควันที่ฟุ้งอยู่ทั่วบริเวณจะค่อย ๆ บางลงและปรากฏร่างของ ธีระ กับ พระยาเดโช และกองกำลังทหาที่มุ่งหน้ามายังท้องพระโรง ในตาของกล้าและคนอื่นเบิกกว้างด้วยความดีใจ เมื่อเห็นพวกเขากำลังมาทางนี้

 

มีเพียงจันทร์ที่มีสีหน้าที่เคร่งเครียด เนื่องจากโจมตีเมื่อครู่ของเขาถูกทำลายโดยหนึ่งพวกเขา นั่นแสดงว่าคนคนนั้นต้องมีขั้นพลังนักรบเท่ากันกับเขา หรือไม่ก็ต้องสูงกว่าเขา ถึงจะสามารถทำลายการโจมตีได้ ก่อนหันไปยังต้นตอของเสียงนั้นแล้วกล่าวขึ้น

 

เจ้า : ใครมาอีกล่ะทีนี้.. มันชักจะไม่น่าสนุก ข้าเริ่มรำคาญแล้วนะ!

 

จันทร์ : ชิ.. เจ้าพวกแมลงหวี่แมลงวันนี่

 

เมื่อมาถึงพระยาเดโชได้สั่งให้กองกำลังล้อมรอบชายทั้งสองเอาไว้เอาไว้ทันที ส่วนตัวเขาและธีระได้วิ่งไปช่วยพยุงเด็ก ๆ ขึ้น กล้าที่เห็นแบบนั้นถึงถามด้วยความสงสัย

 

กล้า : ท่าน… ไหนบอกว่าท่านแค่มาช่วยชาวบ้าน แล้วท่าน.. มาที่นี่ได้ยังไงหรอครับ…

 

พระยาเดโช : จริงอยู่… ข้าตั้งใจจะมาช่วยแค่ชาวบ้าน แต่ตอนที่ข้าไปช่วย แต่ชาวบ้านบอกว่ามีคนที่จะเข้ามาก่อนหน้านี้ถูกจับตัวไป ข้ารู้ทันทีว่าเป็นพวกเจ้าแน่ บวกกับการที่ข้าได้ข่าวการเคื่อนไหวของทหารเมืองอิตรา ที่พากันไปที่วังหลวง แค่นั้นข้าก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเจ้าต้องถูกจับมาที่นี่แน่

 

ทิว : แล้วครูธีระก็มาด้วย!

 

ธีระ : เจ้าเด็กน้อยเอ้ย ข้าก็อุตส่าห์ให้พวกเจ้ารอด แล้วให้ไปขอความช่วยเหลือ ไม่ได้ให้พวกเจ้ามาช่วยข้าเอง มันอันตรายมากนะรู้ไหม!!

 

ทิว : ข้ารู้ แต่.. ข้าก็ไม่อยากรอ โดยที่ไม่ทำอะไร…

 

พระยาเดโช : เรื่องนั้นข้าเข้าใจ ช่างมันเถอะ

 

พระยาเดโชกล่าวจบก็หันกลับไปยังชายสองคนตรงหน้า เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ พร้อมกับสีหน้าเรียบที่นิ่งเรียบ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น ก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อย แสดงความเคารพอย่างสุภาพ

 

พระยาเดโช : พวกท่านทั้งสองคงจะเป็นองค์ชายของเมืองแห่งนี้สินะ เดิมทีพวกเราเพียงเข้ามาเพื่อนำตัวคนของพวกเรากลับไป หากเด็กน้อยเหล่านี้ก่อความไม่สงบขึ้นในเขตเมืองของท่าน ข้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

 

เจ้า : เด็กพวกนี้น่ะหรอ… โถ้ว ๆ..ข้าไม่ถือสาพวกมันหรอก..

 

พระยาเดโช : ต้องขอบพระทัยในความเมตตาขององค์ชาย ถึงยังไง… ข้าก็ต้องขอรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

คำพูดของพระยาเดโชดูอ่อนน้อม ถ้อยคำชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เหตุการณ์ลุกลาม แต่สิ่งนั้นก็ทำให้กล้ากับทิวและคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านหลังรู้สึกขัดใจกับสิ่งที่พระยาเดโชกล่าวออกไปอย่างมาก พวกเขากัดฟันแน่น แววตาแสดงความไม่ยอมรับ ความอึดอัดคุกรุ่นอยู่ในอกทุกคน จนกระทั่งทหารนายหนึ่งของพระยาเดโช เดินมายื่นข้าง ๆ แล้วใช้ตบไหล่กล้าเบา ๆ พลางกระซิบเบา ๆ

 

ทหารนายหนึ่ง : พวกเจ้าไม่ต้องห่วงหรอกนะ ที่ท่านต้องพูดแบบนั้นก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดสงครามระหว่างเมือง

 

เมื่อได้ยินแบบนั่นแล้ว กล้ากับทิวก็พยักหน้าช้า ๆ แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่พวกเขาก็ยอมรับว่า การที่พวกเขาบุกรุกเขามาในเมืองอินตราแบบนี้ ก็อาจทำให้เกิดสงครามจากทั้งสองเมืองก็เป็นได้ ทำให้พวกเขาต้องยอมรับ แม้จะไม่เต็มใจ

 

ทันใดนั้น เจ้าผู้เป็นน้องชายก้าวเดินออกไปยืนด้านหน้าของพี่ชายด้วยความมั่นใจ แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่ง ก่อนที่เขาจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าจันทร์และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

เจ้า : ถ้าท่านพี่ไม่ถือสา ถ้าอย่างงั้น… ข้าก็ขอฆ่าพวกมันเลยก็แล้วกัน

 

สิ้นสุดทำกล่าวนั้น เจ้าพุ่งตัวออกไป ในชั่วพริบตา ศาสตราวุธทวนเทพราชัย ในมือของเขา ฟาดเหวี่ยงออกไป เสียงหวีดร้องของทวนแหวกอากาศดังสนั่น คลื่นพลังเวทแห่งศาสตราแตกตัวเป็นเส้นตรงไปยังด้านหน้า ในเสี่ยววินาที พระยาเดโชแสดงศาสตราวุธออกมานั่นคือ ดาบหลวงคู่ ดาบคู่สีเงินสะท้อนประกายแสงพลังปรากฏตรงหน้าคลื่นพลังรุนแรง เขาใช้ศดาบทั้งสองอันไขว้กัน กลั้นพลังไว้ด้วยสองมือม

 

แสงสีทองจากดาบทั้งสองตัดผ่านคลื่นเวทและตรึงมันไว้อย่างสมบูรณ์ สายลมแรงระเบิดออกจากจุดปะทะ เสียงระเบิดดังก้องสะท้านทั่วโถง แต่พระยาเดโชยังยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา ร่างไม่แม้แต่สั่นคลอน เขาช้อนสายตามองเจ้าด้วยแววตาแน่นิ่ง แต่แฝงแววของนักรบที่ไม่หวั่นเกรงใด ๆ

 

การที่พระยาเดโชแสดงศาสตราวุธออกมาทำให้เห็นว่า เขาเป็น นักรบขั้น 4 ซึ่งหลอมเกราะอาวุธไปแล้ว 4 ส่วน นั่นคือเกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายและแขนขวา ครบ 3 ระดับ อีกทั้งยังมีเกราะอาวุธส่วนขาซ้ายและขาขวา ครบทั้ง 3 ระดับเช่นกัน ซึ่งขั้นพลังและความสามารถของเขาห่างชั้นกับเจ้าอย่างมากกว่า แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้เจ้ารู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด

 

แต่มันกลับทำให้เจ้าอยากจะฆ่าคนที่เก่งกว่าเขามากขึ้น เขาจ้องมองไปยังชายที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดขึ้นที่มุมปาก หลังจากนั้น เขาพุ่งตัวเข้าโจมตีในทันที พร้อมกับศาสตราวุธทวนเทพราชัยที่อยู่ในมือ ใช้ฟาดฟันอย่างรุนแรงในการต่อสู้ระยะประชิด แต่พระยาเดโชก็ตั้งรับการโจมตีและหลบหลีกการโจมตีของเจ้าโดยไม่มีการได้ตอบโต้ใด ๆ

 

แรงปะทะของเจ้าหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ จนพระยาเดโชต้องค่อย ๆ ก้าวถอยหลังเล็กน้อย ยอมเว้นพื้นที่เพื่อควบคุมจังหวะ ประกายพลังของศาสตราวุธทั้งสองสาดกระจายไปทั่วท้องพระโรง แต่ทหารที่เป็นกองกำลังของพระยาเดโชกลับไม่มีใครห้ามหรือเข้าไปช่วยเลยสักคน ทำให้ธีระที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ จึงได้สั่งให้กองกำลังทหารคอยคุ้มกันพวกกล้ากับทิวและคนที่เหลือเขาได้

 

ธีระ : ทหารทุกนายคุ้มกันพวกเด็กเอาไว้ให้ดีนะ

 

ทหารนายหนึ่ง : เดี๋ยวก่อน! แล้วเจ้าจะไปไหนล่ะ

 

ธีระ : ก็จะไปช่วยเขาไงล่ะ

 

ทหารนายหนึ่ง : เจ้าไม่ควรเข้าไปนะ และอีกอย่างการโจมตีแค่นั้น ไม่ได้ทำให้ท่านพระยาบาดเจ็บได้หรอก

 

ธีระ : แล้วพวกเจ้าจะปล่อยให้เขารับการโจมตีอยู่แบบนั้นรึไงกัน!

 

ทหารอีกนาย : เรื่องนี้ปล่อยให้ท่านพระยาจัดการเถอะ พวกเราได้รับสั่งมาให้แค่นำตัวชาวบ้านกลับไป ถ้าพวกเราทำอะไรมากกว่านั้นลงไป อาจเกิดปัญหาตามมาก็จะเป็นเรื่องแน่

 

ธีระ : ข้าไม่สน!!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น ธีระได้พุ่งตัวเข้าไปช่วยพระยาเดโชทันที ประกายสายฟ้าสีน้ำเงินเกิดขึ้นทั่วร่างของเขา ในตาที่เคยเป็นสีดำสนิทก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินที่เรืองแสง เส้นผมของเขาค่อย ๆ กลายเป็นสีบอร์นทองอ่อน ๆ ปลายฟ้า และที่ด้านหลังปรากฏ แมงมุมแม่ม่ายอัสนี ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของเขา แล้วพุ่งตัวเข้าไปโจมตีเจ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

 

เส้นสายฟ้าสีน้ำเงินยาวตวัดจากฝ่ามือของธีระฟาดเข้าใส่ร่างของเจ้าอย่างรุนแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก่อนที่ร่างขององค์ชายจะกระเด็นปลิวออกไปกลางอากาศ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตกกระแทกลงบนพื้น จันทร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก็พุ่งตัวเข้ามารับร่างน้องชายของเขาไว้ได้ทัน ราวกับสัญชาตญาณของพี่น้องที่เชื่อมถึงกัน

 

ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ทำให้พระยาเดโชและเหล่าทหารต่างก็ยืนอึ้งไปตาม ๆ กัน เนื่องจากการที่ธีระทำร้ายองค์ชายของเมืองอินตรา ก็อาจจะทำให้เกิดสงครามระหว่างเมืองได้ และแน่นอนว่า จันทร์ผู้เป็นพี่ชายก็ไม่พอใจเช่นกันที่น้องชายของเขาได้รับบาดเจ็บ ถึงไม่จะไม่มากก็ตาม เขาค่อยพยุงน้องชายแล้วหันมากล่าวกับธีระด้วยความอาฆาต

 

จันทร์ : เจ้ากล้าทำร้ายน้องชายข้า ได้…งั้นพวกเจ้าก็เตรียมตัวตายกันทุกคนเลย!

 

สิ้นสุดคำกล่าว จันทร์แสดงศาสตราวุธคันศรเพลิงโทสะโชติช่วงของเขาอกมาอีกครั้ง เขาเล็งปลายศรมายังธีระที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 1 ศรเพลิงเผาผลาญ ศรเพลิงจำนวนมากถูกยิงออกไป เป็นเส้นสายสีแดงราวกับสายฝน ที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งและยิ่งทำให้เกิดเพลิงที่ลุกไหม้ท้องพระโรงแห่งนั้นมากขึ้น เอกจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 1 มหิงสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พลังจะก่อตัวเป็นรูปมหิงสาขนาดใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวลง แล้วเกิดเป็นโล่ที่รับการโจมตีเอาไว้ เสียงศรเพลิงกระทบกับโล่ดังรัว ๆ แต่เอกยังคงยืนปล่อยพลังของเขาให้เป็นโล่รับการโจมตีให้คนอื่น ๆ และแน่นอนว่ามันคงทนได้ไม่นาน

 

ขณะเดียวกัน พระยาเดโชที่ยืนอยู่เบื้องหลัง กำหมัดแน่นและมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การต่อสู้ที่กำลังเริ่มต้นและความผิดที่พวกเขาทำลงไปโดยไม่ตั้งใจ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่ได้กลัวความตาย แต่เขาเสียใจที่ไม่สามารถรักษาสันติภาพเอาไว้ได้

 

พระยาเดโช : พวกเราไม่มีทางถอยได้อีกแล้ว…

 

พระยาเดโชกล่าวเบา ๆ ราวกับพูดอยู่คนเดียว เขาได้แต่เพียงก้มหน้ายอมรับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ พวกเขาทำได้เพียงอย่างเดียวคือสู้เพื่อเอาชีวิตรอดกลับไปเท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนตะโกนออกมาดังลั่นท้องพระโรง

 

พระยาเดโช : กองกำลังทั้งหมด! โจมตี!!

 

สิ้นสุดเสียงสั่งการ เหล่าทหารที่เดิมลังเลต่างหันขวับมาทางเขาด้วยแววตาไม่เชื่อหูตนเองและทำอะไรไม่ถูก จากนั้นเอกได้ลดโล่ป้องกันลงทันที ธีระพุ่งตัวออกไปเป็นคนแรก สายฟ้าสีน้ำเงินแผดลั่นพร้อมกับเงาร่างของ แมงมุมแม่ม่ายอัสนี ที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยพระยาเดโชกับศาสตราวุธ ดาบหลวงคู่ ของเขา ประกายแสงจากดาบสะท้อนกับเปลวเพลิงเป็นแสงสีแดงฉานกับสายฟ้าฟาด

 

ทางของจันทร์กับเจ้าก็พยายามตั้งรับอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ทั้งสองฝั่งต้องแยกตัวออกไปสู้กันตัวต่อตัว และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไม่ว่าพรุ่งนี้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับศึกสงครามหรืออะไร เขาก็พร้อมจะยอมรับมัน

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!