ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 3: การพบเจอ

👁️ 7 อ่าน
 

เช้าวันใหม่ แสงตะวันสาดส่องลอดหน้าต่างไม้ กล้ารู้สึกตัวตื่นจากเสียงไก่ขัน เขาบิดขี้เกียจไล่คลายความเมื่อยล้าออก แล้วลุกไปเตรียมอาหารเช้าในครัวอย่างเคยชิน กลิ่นหอมของข้าวสวยที่หุงด้วยเตาฟืนอบอวลไปทั่ว ครั้นเมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ พวกเขาก็ทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนจะพากันไปโรงเรียน

 

ระหว่างทางไปโรงเรียน กล้าเดินไปกับทิวเหมือนเช่นเคย แต่ในใจเขายังคงครุ่นคิดถึงเรื่องราวเมื่อวานที่เขาใช้ศาสตราวุธ เอาชนะคู่ต่อสู้ในการชกเพียงแค่หมัดเดียว

 

กล้า : (คิดในใจ) ศาสตราวุธมันคืออะไรกันน่ะ มันถึงทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นได้ มันยังไงกันแน่ ในตอนที่ใช้ศาสตราวุธ แล้วศาสตราวุธกลายเป็นแสงสีทองทั่วตัว แต่กลับไม่ได้รู้สึกร้อนหรือเย็นอะไรเลย ก็ความรู้สึกปกติ แต่ทำไมถึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด เวลาโดนหมัดของคู่ต่อสู้ล่ะ ทั้งๆที่มันควรจะเป็นอย่างนั้น

 

ทิว : พี่กล้า

 

เสียงของทิวทำให้กล้าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะได้สติกลับคืนมาแล้วเขาหันไปมองน้องชายที่เดินอยู่ข้างๆ

 

กล้า : อะ...อะไรเหรอทิว

 

ทิว : พี่เป็นไรหรือเปล่า เห็นเงียบๆ

 

กล้า : ไม่...พี่ไม่เป็นไรหรอก รีบเดินเถอะ

 

ทิวมองพี่ชายของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่กล้าไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ทิวจึงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อนความกังวลนั้น แล้วเดินต่อไป

 

ระหว่างการเดินทาง กล้าและทิวได้เจอกับชายคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างหน้าพวกเขา ชายคนนั้นสวมเสื้อสีดำแขนสั้น นุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลแก่ และสะพายถุงผ้าสีขาว ผมสีดำเข้มปัดไปข้างหนึ่งเห็นหน้าผากบ้างเล็กน้อยพร้อมกับมีดวงตาสีน้ำตาล เขาหยุดเดินไปชั่วครู่ก่อนหันไปมองที่กล้ากับทิวที่เดินตามมา ปรากฏว่านั่นคือ ทร เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของกล้า ที่กำลังเดินทางไปโรงเรียนเหมือนกัน

 

ดูจากภายนอก ทรดูเป็นคนเงียบไม่ค่อยพูดจากับใคร แต่ลึกแล้วเขาเป็นคนที่ค่อนข้างร่าเริงโดยเฉพาะตอนที่ได้อยู่กับเพื่อนที่เขารู้จัก โดยเมื่อวานเขาได้ถูกเรียกตัวมาแสดงศาสตราวุธ ในสถานที่เดียวกัน ศาสตราวุธของเขาก็คือ ศาลพระภูมิตายาย ทรที่หันมาเห็นกล้าจึงตะโกนเรียก

 

ทร : กล้า...ไอ้กล้า! เฮ้ย!!

 

เสียงเรียกของทรดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของเช้าวันใหม่ กล้าที่กำลังเดินอย่างใจลอยสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมองตามเสียงนั้น

 

กล้า : อ้าว..ไอ้ทรนี่เอง มีอะไรเหรอ เรียกเอาซะข้าตกใจหมดเลย

 

ทร : พวกเอ็งจะไปไหนหรอ

 

กล้า : ข้าจะไปโรงเรียนน่ะสิ เอ็งเห็นข้าจะพาควายไปกินหญ้ารึไง

 

ทร : แฮ่ๆ...ข้าแค่ถามเฉย จริงๆก็รู้อยู่หรอน่า

 

ทิว : นี่ข้า...หน้าเหมือนควายขนาดนั้นเลยเหรอ! ฮึ..

 

กล้า : อะไร..พี่แค่พูดเล่นน่ะ ฮ่าๆ

 

กล้ายังคงลูบหัวทิวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับจะปลอบใจให้น้องชายหายงอน แต่ใบหน้าทิวที่ยังคงมุ่ยกลับทำให้เขาอดหัวเราะไม่ได้ แต่ในที่สุดทิวก็เลิกทำหน้างอลและถอนหายใจเบาๆ ก่อนกล่าวขึ้นสั้นๆ

 

ทิว : ชิ.....

 

ทร : ข้าว่าพวกเรารีบเดินไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไปสายเอานะ

 

กล้า : อืม…

 

ทั้งสามคนเริ่มเดินไปด้วยกัน เสียงฝีเท้าของพวกเขากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ ทิวเดินหน้ามุ่ยอยู่ด้านข้างกล้า โดยไม่พูดอะไรต่อ ข้างทางมีต้นหญ้าสีเขียวสดสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมา ลมยามเช้าพัดแผ่วเบา ให้ความรู้สึกเย็นสบาย

 

ทิวที่ยังคงมีอาการไม่พอใจเล็กน้อยก็เดินไปด้วยหน้าบึ้ง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนทรยังคงพูดคุยอย่างสบายๆ พวกเขาทั้งสามเดินไปโรงเรียนด้วยกัน แต่ความรู้สึกในหัวของกล้ากลับไปวนเวียนอยู่ที่ศาสตราวุธที่เขายังคงไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นปกติ แต่ความสงสัยนั้นยังคงค้างอยู่ในใจเขา ทรที่เห็นว่ากล้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ จึงกล่าวถาม

 

ทร : ไอ้กล้า เมื่อวานนี้เอ็งเป็นยังไงบ้าง

 

กล้า : อืม...ก็ดี...

 

ทร : ไม่ใช่ ข้าหมายถึงเรื่องศาสตราวุธ ของเอ็งน่ะเป็นยังไงบ้างล่ะ

 

ทิว : ดีที่สุดเลยล่ะครับ!

 

ทร : ทำไมล่ะไอ้หนู ศาสตราวุธของไอ้กล้ามันคืออะไรหรอ

 

           กล้าหยุดชะงักเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครูหนึ่งก่อนหันไปกล่าวตอบทร ด้วยความมั่นใจ

 

กล้า : มันคือมวยไทยยังไงล่ะ..

 

ทร : โว้! ดีเลยหนิ เอ็งก็ชอบชกมวยอยู่ด้วย ถ้าเอ็งฝึกศาสตราวุธใช้คู่กับแม่ไม้มวยไทยได้ เอ็งจะยิ่งเก่งขึ้นแน่

 

กล้า : อืม...ข้าก็คิดอย่างนั้น แล้วศาสตราวุธของเอ็งล่ะ คืออะไรหรอไอ้ทร

 

ทร : ศาสตราวุธของข้าคือ ศาลพระภูมิตายายน่ะ

 

กล้า : ทำไมถึงเป็นศาลพระภูมิตายายล่ะ เอ็งรู้เหตุผลไหม

 

ทร : ข้าคิดว่า คงเป็นเพราะข้าศรัทธาในเรื่องพวกนี้ล่ะมั้ง…

 

กล้า : อืม...ก็คงงั้นมั้ง

 

ทิว : พี่กล้า

 

กล้า : มีอะไรหรอทิว

 

ทิว : พี่คิดว่า ศาสตราวุธของข้าจะเป็นอะไร

 

กล้า : พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นตัวอะไรก็ได้มั้งที่เหมือนเอ็งล่ะมั้ง

 

ทิว : เป็น ตัว เลยหรอ!! 

 

           ทิวกล่าวจบเขาก็มีท่าทีที่น้อยใจเล็กน้อย ทรที่เห็นแบบนั้นจึงยื่นมือไปตบไหล่เขาเบาๆก่อนจะกล่าวขึ้น เพื่อปลอบใจ

 

ทร : เอาเถอะ อีกสองปีเอ็งก็จะอายุครบสิบขวบ ไม่ใช่หรอ แล้วตอนนั้นมารอดูกัน เดี๋ยวพี่จะไปดูด้วยเลย

 

           ทิวที่ได้ยินแบบนั้น เขาเงยหน้าขึ้นทันที ก่อนจะหันไปสบตาทรและพยักหน้าให้  ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง กล้าที่เห็นแบบนั้น เขาวางมือบนไหล่ของทิวอีกข้าง ก่อนกล่าวขึ้น

 

กล้า : เอาดิ ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ พี่ก็จะอยู่กับเอ็งด้วย เหมือนเมื่อวานที่เอ็งอยู่กับพี่

 

ทิว : พี่กล้า พี่ทร

 

กล้า,ทร : หืม...มีอะไรหรอทิว

 

ทิว : ข้าว่าข้าจะไม่ไป แสดงพลังศาสตราวุธในตอนที่ข้าอายุ 10 ขวบ เหมือนพี่ๆหรอกนะ

 

ทร : ทำไม เอ็งถึงคิดจะทำแบบนั้นล่ะ

 

ทิว : ข้าแค่อยากรู้ในวันสุดท้ายของข้า นั้นคือตอนข้าอายุ 16 ปี ถ้าศาสตราวุธของข้ายังไม่ปรากฏ นั้นแสดงว่าตัวข้าเอง ไม่มีศาสตราวุธ…

 

กล้า : ไอ้ทิว เอ็งอย่าคิดมากเรื่องเมื่อวานนี้ที่เอ็งไม่สามารถแสดงศาสตราวุธของเอ็งได้นะ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เอ็งอายุไม่ถึงตามกำหนด เพราะงั้นมันไม่เป็นไรหรอก

 

กล้าเห็นทิวมีสีหน้าที่เศร้า เขารู้ได้ทันทีว่าทิวยังน้อยใจที่ไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้ในเมื่อวานนี้ เขาพยายามพูดเพื่อให้น้องชายของเขารู้สึกดีขึ้นและใช้มือลูบหลังเบาๆเพื่อปลอบใจ

 

ทร : ไม่เป็นไรหรอกนะทิว เดี๋ยวเอ็งก็ได้รู้กันแน่ ว่าศาสตราวุธของเอ็งคืออะไร ก็แล้วแต่เอ็งอยากรู้ตอนไหนนะ

 

พูดจบทรก็ยิ้มให้ ด้วยความเอ็นดู ทิวที่เห็นแบบนั้นแล้ว มันทำให้เขายิ่งมั่นใจในสิ่งที่เขาคิดจะทำ เขาจึงพยักหน้ากล่าวตอบ

 

ทิว : ครับ....

 

ทร : เอ้านี่ ถึงโรงเรียนแล้ว ไอ้กล้าไปกันเถอะ!

 

กล้า : อืม

 

กล้า : แล้วเจอกันตอนพักเที่ยงนะทิว

 

ทิว : ครับพี่!

 

หลังจากนั้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเรียนตามปกติ แต่ในใจของทิวยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อวาน เรื่องที่เขาไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้ ทั้งๆ ที่ครูฝึกสอนที่ทำการผสานพลังให้ ต้องเสียพลังงานไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ทิวรู้สึกน้อยใจในตัวเอง เขาเดินก้มหน้าเข้าไปในห้องเรียน แล้วตั้งใจเรียนกับเพื่อนๆ เหมือนเช่นทุกวัน

 

เมื่อช่วงเวลาพักเที่ยงมาถึง ทำให้พี่น้องได้มาเจอกันอีกครั้ง และทรได้พาเพื่อนใหม่มาด้วย เพื่อนผู้หญิง รูปร่างของเธอเพรียวบาง เส้นผมสีดำตรงยาวจนถึงกลางหลัง เธอสวมเสื้อม่อฮ่อมสีดำมีลวดลายสีแดงตามชายผ้าและสวมผ้าถุงสั้น นามว่า ราง เธอมีนิสัยที่ร่าเริงและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน เธอมักจะคอยพูดแหย่ให้หัวเราะเสมอ ซึ่งเธอก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของกล้า โดยเมื่อวาดได้ถูกเรียกตัวมาแสดงศาสตราวุธ ในสถานที่เดียวกัน ศาสตราวุธของเธอคือ มือสังหารฆ่าไร้เงา 

 

ทร : ไอ้ทิวเอ็งเป็นไงบ้าง

 

ทิว : ก็…ดีครับพี่ทร

 

กล้า : ราง ข้าขอน้องชายข้านะ นี่น้องข้า ไอ้ทิว

 

ทิว : สวัสดีครับพี่ราง

 

ราง : ดีจ๊ะ เด็กน้อยยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ 

 

รางก้มตัวลงเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร

 

ราง : เอาล่ะ นี่ก็เที่ยงแล้ว ข้าก็เริ่มหิวแล้วด้วย ข้าว่าพวกเรารีบไปหาที่ร่มๆนั่งกินข้าวกันเถอะนะ

 

กล้า,ทร : อืม

 

หลังจากนั้น พวกเขาก็นั่งลงกินข้าวใต้ต้นไม้ บรรยากาศโดยรอบนั้นร้อนระอุเหมือนในทุกๆวัน ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เงาเมฆ ทำให้แสงแดดส่งลงมาได้ มีสายลมอ่อนๆพัดมาไปมาอยู่ตลอด แต่ไม่ได้ทำให้เย็นขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับพัดมาเป็นลมร้อน

 

ทร : อ่าา วันนี้อากาศร้อนเป็นบ้าเลย ไม่รู้ว่าจะมีช่วงพักเที่ยงของวันไหน ร้อนเท่าวันนี้ไหมนะ

 

ราง : เอ็งอย่าบ่นนักเลยน่า วันไหนมันก็ร้อนทั้งนั้นแหละน่าไอ้ทร!

 

กล้า : สำหรับข้าแล้วนะ อากาศแค่นี้ไม่ได้ถือว่าร้อนเท่าไหร่หรอกนะ ถ้าเทียบกับตอนที่ข้าขึ้นชกบนสังเวียนน่ะ มันร้อนกว่านี้อีก จริงแล้วมันแทบไม่มีลมผ่านด้วยซ้ำ

 

ดวงตาของรางเบิกกว้าง ร่างกายของเธอหยุดชะงัก แม้ว่าในปากจะยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก เหมือนเธอพึ่งนึกอะไรขึ้นได้ ราวกับนึกบางอย่างที่สำคัญขึ้นได้ ก่อนกลืนข้าวลงคอ แล้วกล่าวขึ้นทันที

 

ราง : จริงสิ! ไอ้กล้าศาสตราวุธของเอ็งน่ะ คืออะไรหรอ คือข้าไม่ได้อยู่รอดูน่ะ ข้ามีธุระจำเป็นที่จะต้องรีบทำรีบกลับก่อนน่ะ เห็นไอ้ทรบอกข้ามา บอกว่ามันคือมวยหรอกเหรอ

 

ทร : มันคือ มวยไทย เลยนะ เป็นศาสตราวุธนักสู้ที่ใช้แม่ไม้มวยไทย บวกกับกล้าที่ชอบชกมวยอยู่แล้ว ศาสตราวุธนี่มันเหมือนกับเอ็งของจริงๆเลยนะเนี่ย

 

กล้า : อืม...ก็จะประมาณนั้น

 

ราง : โว้! ดีเลยนิ

 

กล้า : แล้วศาสตราวุธของเอ็งคืออะไรหรอไอ้ราง

 

ราง : มันคือมือสังหารไร้เงา

 

กล้า : เป็นมือสังหารหรอ อย่าเอ็งนี่นะไอ้ราง มีศาสตราวุธเป็นนักฆ่า… 

 

ทร : ข้าอยากรู้จัง ว่านักสู้กับนักฆ่าใครเก่งกว่ากัน

 

กล้า : กินข้าวอิ่มๆแบบนี้คง ไม่ดีที่จะสู้กันหรอกมั้ง…

 

กล้าพยายามตอบปฏิเสธรางทุกทาง แต่ยังไงเธอก็ชวนเขาให้สู้กันอยู่ดี จนทำให้เขานั้นไม่มีทางเลือก จึงต้องยอมตอบตกลงไปในที่สุดและการต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น

 

ทั้งสองมาประชันหน้ากัน สายตาที่แน่วแน่นั้นมองซึ่งกันและกันภายใต้สายลมร้อนที่พัดผ่าน พวกเขายืนห่างกันไม่มากและแสดงศาสตราวุธของแต่ละคนออกมา ไม่กี่วินาทีต่อมาศาสตราวุธก็กลายเป็นเกราะอาวุธ แต่เกราะอาวุธที่ยังไม่ถูกหลอมให้มีความสามารถ ก็กลายเป็นเพียงออร่าสีทองอ่อนๆทั่วตัว ทั้งสองยืนนิ่งกันอยู่สักพัก

 

จากนั้นรางเริ่มเคลื่อนที่ก่อน ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเธอนั้นเร็วมาก รางพุ่งเข้าโจมตีกล้าอย่างรวดเร็วซ้ำๆ จนกล้ามองตามแทบไม่ทัน แต่กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บเลย นั่นก็เพราะการโจมตีของเธอเร็ว แต่เบาเอามากๆ

 

กล้าเริ่มจับทางได้ว่ารางมักใช้ความเร็วในการวนเวียนโจมตีจากด้านหลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งๆ หน้า เพราะรางอาจจะไม่สามารถทนทานต่อการโจมตีโดยตรงได้ จึงต้องใช้ความเร็วเป็นหลัก ทั้งโจมตี ทั้งหลบหลีก

 

กล้า : (คิดในใจ) ไอ้รางโจมตีเร็วมาก จนข้าแทบมองตามไม่ทันเลย ถ้าข้าทำได้แค่ยืนตั้งการ์ดป้องกัน แล้วปล่อยให้รางโจมตีใส่เรื่อยๆ ไม่แน่ข้าอาจจะแพ้ก็เป็นได้

 

ราง : มาสิ ข้าอยู่ตรงนี้ ฮาฮ่า… 

 

กล้า : เอ็งอย่าทำเป็นได้ใจไปนะไอ้ราง!!

 

กล้ากล่าวขึ้นเสียงแข็ง จากนั้นเขาเริ่มคิดหาวิธีการที่จะโจมตีกลับ โดยเพียงแค่มองจากรูปลักษณ์ศาสตราวุธของราง คือนักฆ่าไร้เงา ไร้เงาหน้าหมายถึงความเร็ว ที่เร็วมากและที่สำคัญคือความคล่องตัว เมื่อใช้ศาสตราวุธรางเหมือนจะมีความคล่องตัวมาก ทั้งกระโดดสูงมากและยังตีลังกาหมุนตัวกลางอากาศได้อีก หลังกล้าจึงคิดแผนออก เขาคิดได้ว่า ถ้าหันหลังให้รางเพื่อที่จะเปิดให้รางโจมตี แล้วในตอนที่รางกำลังพุ่งเขามาโจมตี แล้วใช้โอกาสนั้นหันหน้าไปโจมตีกลับในทันที

 

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มทำตามแผนที่วางไว้ โดยการยืนนิ่งแล้วหันหน้าไปทางหนึ่ง รางที่ใช้ความเร็ววิ่งวนๆไปมาอยู่แถวๆนั้น ก็เริ่มเห็นกล้ายืนนิ่งไป เธอคิดว่ากล้าน่าจะมองไม่เห็นตัวเอง และทำแบบนั้นเพื่อมองหาตนอยู่ เธอจึงได้ถือเป็นโอกาสดีที่รางจะโจมตีกล้า

 

ครั้งนี้รางจะไม่โจมตีที่ตัว แขน หรือขาอีกแล้ว เพราะการได้โอกาสดีแบบนี้ ต้องโจมตีไปที่จุดตายเท่านั้น และรางก็จะชนะในที่สุด แต่ในความคิดของกล้านั้น รางนั้นได้หลงกลแผนที่เขาวางไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ในตอนที่รางพุ่งเข้าไปแล้วกำลังจะเตะไปที่ต้นคอของกล้า แต่อยู่ๆกล้าหันมา แล้วสวนกลับด้วยหมัดของเขา ทำให้พลังของศาสตราวุธนั้นโจมตีต้านกัน ก่อเกิดการปะทะกันระหว่างพลังของศาสตราวุธของทั้งสอง ที่แผ่กระจายออกมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่นานศาสตราวุธของรางก็รับการโจมตีมาถึงขีดสุด พลังของเธอเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆและในที่สุดเธอก็ไม่สามารถต้านทานศาสตราวุธได้มากกว่านี้ ทำให้กล้าที่มีพลังมากกว่าโจมตีใส่เธอได้อย่างจัง จนเธอกระเด็นออกไป 

 

ทิวที่นั่งกินข้าวอยู่ใต้ต้นไม้กับทรก็แทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็น ทั้งสองนั่งอึ้งกันอยู่สักพัก ก่อนที่ทรจะได้สติกลับมาแล้วกล่าวขึ้น

 

ทร : เอาล่ะๆ แค่นี้ก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว สรุปนักสู้เก่งกว่านักฆ่าอย่างเห็นได้ชัดเลยสินะ

 

กล้า : ไม่เสมอไปหรอกนะข้าว่านะ

 

รางเดินลากร่างที่ดูสะบักสะบอมจากการต่อสู้เมื่อครู่ เข้าไปหากล้าด้วยสีหน้าที่แฝงไว้ด้วยผิดหวัง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่แหบแห้ง

 

ราง : อะ..เอ็งชนะข้าแล้ว ดูแค่นี้ก็รู้ๆอยู่นิ

 

คำพูดนั้นของราง เหมือนกับว่าเธอรับความพ่ายแพ้นั้นแล้ว ทิวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ ก็ได้กล่าวขึ้นเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

ทิว : จริงด้วยครับ ถ้าเผื่อตอนนี้พี่กล้าสามารถเอาชนะพี่รางได้ แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่มีศาสตราวุธ คล้ายๆกับพี่ราง หรืออาจจะเก่งกว่าพี่ราง พี่กล้าก็อาจจะแพ้ก็เป็นได้ ศาสตราวุธของเอ็งก็มีดีอยู่ทั้งความเร็วและความคล่องตัวนะ แต่สิ่งที่เอ็งไม่มี ข้าว่ามันคือประสบการณ์ในการต่อสู้ต่างหากล่ะ

 

กล้า : ข้าที่ขึ้นชกมวยมาหลายครั้งแล้ว เลยรู้จักการตั้งรับและตอบโต้คืน ข้าว่านี่เป็นข้อได้เปรียบของข้า

 

รางก้มหน้าลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่กล้าพูด สีหน้าเศร้าหม่นแสดงออกมาอย่างชัดเจน แล้วจึงกล่าวตอบกลับ

 

ราง : มันก็จริง…

 

กล้า : ถึงวันนี้เอ็งจะแพ้ข้านะราง แต่ข้าเชื่อว่าในอนาคตเอ็งอาจจะชนะข้าก็ได้

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว รางเงยหน้าขึ้น พร้อมเผยรอยยิ้มบางๆที่มุมปากของเธอ บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ทรจะยกมือขึ้นลูบท้องตัวเอง พลางพูดขึ้นขัดจังหวะ

 

ทร : กินข้าวอิ่มล่ะ รีบกลับห้องกันเถอะ เดี๋ยวครูจะเข้าห้องก่อน

 

กล้า : ก็ได้ งั้นไอ้ทิวพี่ไปก่อนล่ะ

 

ราง : พวกพี่ไปก่อนนะจ๊ะทิว เอ็งตั้งใจเรียนล่ะจอกันตอนเลิกเรียนนะ

 

ทิวที่ได้ยินแบบนั้น เขาพยักหน้าตอบรับ แล้วทั้ง 4 คน ก็ได้แยกย้ายกันไปตามทางเดินไปยังห้องเรียนของตนเอง 

 

เมื่อมาถึงอาคารไม้ ทิวเดินขึ้นไปยังห้องเรียนเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจของนักเรียนคนอื่นๆ เขาเดินไปยังโต๊ะของตัวเองแล้วนั่งลง แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดที่วนเวียนอยู่กับการต่อสู้ระหว่างรางกับพี่กล้า

 

ทิว : (คิดในใจ) นี่เองหรอพลังของศาสตราวุธ...ไม่น่า สถานที่ที่ครูฝึกสอนคนนั้นพาพวกเราไปถึง มีสภาพที่ทรุดโทรมมากขนาดนั้น แต่ถ้าการฝึกใช้ศาสตราวุธ ทำให้เกิดความเสียหายได้ขนาดนั้น ทำไมครูถึงยังให้ฝึกที่นั่นอยู่ล่ะ แทนที่จะให้ไปฝึกที่ในป่าไกลๆ

 

ทิวเดินเข้ามาในห้องเรียน บรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย เด็กนักเรียนบางคนวิ่งเล่นกัน บางกลุ่มก็จับกลุ่มคุยกันเสียงดัง ทิวมองไปรอบๆ อย่างเฉยเมย ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองอย่างเงียบๆ ไม่นาน เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าห้อง ตามมาด้วยร่างของชายวัยกลางคน ถือหนังสือเล่มหนึ่ง เขาคือ ธีระ ครูประจำวิชาของคาบเรียนนี้

 

ธีระ : เอาล่ะ นักเรียนทุกคนนั่งที่

 

เด็กนักเรียนในห้อง : ครับ/ค่ะ

          

สิ้นสุดเสียงนั้น เสียงฝีเท้านับสิบก็ดังขึ้นสนั่นห้อง เด็กนักเรียนทุกคนรีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง อย่างเป็นระเบียบ

 

ธีระ : คงกินข้าวอิ่มกันทุกคนแล้วสินะ วันนี้ครูจะไม่สอนอะไรพวกเจ้ามากนะ

 

ธีระ : แต่ในชั่วโมงนี้ ให้นักเรียนที่ยังทำงานยังไม่เสร็จ ให้รีบทำในชั่วโมงนี้ ส่วนคนที่ทำเสร็จแล้วให้เล่นอยู่ในห้องอย่างเงียบๆหรือจะช่วยเพื่อนทำงานก็ได้

 

หลังจากพูดจบ ครูประจำวิชาไล่สายตามองเด็กนักเรียนในห้อง ก่อนจะถามต่อ

 

ธีระ : สุดท้ายนี้มีใครจะถามอะไรไหม

 

           ทิวลุกขึ้นจากเก้าอี้และพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำให้เพื่อนๆในห้องตกใจและหันไปมองเขาทันทีด้วยความแปลกใจ 

 

ทิว : ครู…พูดเรื่องศาสตราวุธหน่อยสิครับ

 

ธีระที่เห็นว่าทิวทำหน้าจริงจังมาก เขาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวตอบ

 

ธีระ : ข้าเองก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นะ แต่ก็เคยเรียนผ่านมาบางนิดหน่อย…

 

ทิว : แล้ว..ครูมีศาสตราวุธไหมล่ะครับ..

 

ธีระ : มีสิ… 

 

เด็กนักเรียนในห้อง : โว้!! มันคืออะไรหรอ ครับ/ค่ะ

 

ธีระ : แฮ่ๆ...ไม่เห็นต้องอยากรู้อะไรขนาดนั้นเลยหนิเด็กๆ

 

เด็กนักเรียนในห้อง : นะครับ/ค่ะ

 

ธีระ : เฮ้อ...ก็แค่... แมงมุมแม่ม่ายอัสนี แต่…ปัจจุบันครูก็ไม่ได้ใช้งานอะไรมันหรอก ถ้าเป็นพวกที่ต้องใช้ศาสตราวุธจริงๆ ก็คงมีแต่พวกนักรบเท่านั้นแหละน่า ที่ใช้ศาสตราวุธในการต่อสู้ในสนามรบเพื่อบ้านเพื่อเมือง ส่วนคนธรรมดาตาสีตาสาอย่างเรา ถึงมีก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากหรอกนะ

 

เด็กนักเรียนในห้อง : อ๋อ อย่างนี้เอง

 

ธีระ : ศาสตราวุธนั้นคืออาวุธเหมาะสมกับคนคนนั้นก็จริง แต่ถ้าคนคนนั้นไปทำอาชีพที่ไม่ใช่การสู้รบ ศาสตราวุธก็แทบไม่จำเป็นในบางอาชีพ

 

ธีระ : อย่างในตอนนี้ข้าเป็นครู ศาสตราวุธก็ไม่จำเป็น เพราะงั้นข้าก็เลยไม่ได้ฝึกหรือพัฒนาศาสตราวุธต่อแต่อย่างใด

 

เมื่อครูประจำวิชากล่าวจบ เขาก็ได้แสดงศาสตราวุธออกมาให้ทุกคนได้เห็น ปรากฏเป็นแมงมุมขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของเขา ทำให้ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง และไม่กี่วินาทีต่อมาศาสตราวุธของครูประจำวิชา ก็กลายเป็นเกราะอาวุธที่เผยให้เห็นว่าธีระครูประจำวิชาของพวกเขานั้นเป็นนักรบขั้น 1 ซึ่งมี เกราะอาวุธ ส่วนแขนซ้าย 3 ระดับ และเกราะอาวุธส่วนหัว 2 ระดับ

 

ธีระ :  เจ้าหนู เมื่อวานนี้เอ็งคงไปที่หอฝึกศาสตราวุธสินะ ถึงมาถามข้าแบบนี้

 

ทิว : ไม่ใช่แค่ไปหรอกครับ แต่เป็นเพราะข้าก็ได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้นด้วย

 

ธีระ : จริงๆแล้วสถานที่นั้น เขาจะไม่ให้ใครก็ได้เข้าไปเดินเล่นในนั้น แต่เจ้าเข้าไปได้ยังไงกันล่ะ…

 

ทิว : พี่ชายของข้า พี่กล้า เขาอายุครบสิบขวบ เลยมีครูฝึกสอนคนหนึ่ง ที่ข้าไม่รู้จักเดินเข้ามาหาแล้วพากพวกเราไปที่นั้นครับ แล้วข้าก็เห็นศาสตราวุธของหลายๆคน แต่หลังจากนั้นข้าก็แค่อยากรู้ว่า ศาสตราวุธของข้าคืออะไร

 

ทิว : หลังจากนั้นข้าก็ขอให้ครูฝึกสอนช่วยผสานพลังให้ข้าเหมือนกับที่ช่วยคนอื่นๆแสดงศาสตราวุธ แต่ก็ไร้ผลหรือว่าตัวข้าเอง ที่ไม่มีศาสตราวุธ...

 

ธีระ : ไม่หรอกข้าว่า เพียงแค่เจ้ายังอายุไม่ถึงตามที่เขากำหนดไว้เฉยๆ

 

ทิว : พี่กล้าและครูฝึกสอนก็พูดแบบนี้...

 

ธีระ : ไม่ผิดหรอกที่พวกเขาพูดแบบนั้น เพราะข้าก็เริ่มแสดงศาสตราวุธได้ตอนอายุสิบขวบ เหมือนกับเด็กทั่วไปนั่นแหละ

 

ธีระ : ถ้าเจ้าอายุได้ตามกำหนด เจ้าก็จะสามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้เหมือนกับที่คนอื่นทำได้นั่นแหละน่า เจ้าไม่ต้องน้อยใจไปหรอกนะ

 

ทิว : ไม่ครับครู! ข้าตั้งใจว่าข้าจะไปแสดงศาสตราวุธที่หน้าศิลา ตอนข้าอายุสิบหกปีเลย!! ถ้าข้าไปตอนข้าอายุสิบขวบ แล้วไม่ได้ก็ต้องรอปีหน้า แล้วปีหน้าไม่ได้อีกก็ต้องรอปีถัดไปเรื่อยๆ ข้าว่าข้าอยากรู้ในรอบเดียวเลยถ้าไม่มีก็ให้รู้ๆกันไป

 

ธีระ : เด็กน้อยเอ๋ย เจ้ายังเหลืออีกสองปี อายุของเจ้าถึงจะถึงตามกำหนด อย่าเพิ่งด่วนสรุปตัวเองตั้งแต่ตอนนี้

 

ทิว : ไม่ครับครู ข้าตั้งใจไว้แล้ว!

 

ธีระ : ก็แล้วแต่เจ้า ขอให้เจ้ารออย่างอดทนและเตรียมตัวให้พร้อมเถอะนะ

 

ทิว : ครับ!

 

หลังจากนั้นธีระก็เดินไปที่หน้าต่างตรงมุมๆของห้องเรียน ในใจของเขานั้นนึกย้อนไปในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก ก่อนกล่าวขึ้น

 

ธีระ : แต่การฝึกศาสตราวุธไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะข้าจะบอกให้ ถ้าไม่ใช่นักรบจริงๆ เข้าก็คงไม่ฝึกกันหรอก เพราะมันก็อันตรายในระดับนึงเลย ทางที่ดีควรปกปิดศาสตราวุธของเราไว้ อย่าให้ใครรู้มาก เพราะมันอาจจะทำให้บ้านเมืองเป็นอันตรายได้ ส่วนมากที่เขาจะเปิดเผยศาสตราวุธให้คนรู้มากมายได้ เพราะเขาเป็นผู้นำของเมืองเมืองนั้นหรือเป็นเจ้าเมืองประมาณนั้น

 

เด็กนักเรียนชายคนหนึ่ง : ทำไมเราถึงต้องปกปิดศาสตราวุธของเราไว้ล่ะครับครู แล้วมัน... จะทำให้บ้านเมืองเป็นอันตรายยังไงหรอกครับ

 

ธีระ : เฮ้อ...ก็นั่นแหละ ถ้ามีคนที่ใช้ศาสตราวุธในหมู่บ้านหรือเมืองไหน นั่นแสดงว่าหมู่บ้านนั้นมีนักรบไว้ออกศึก เพราะถ้าให้คนธรรมดาออกรบยังไงซะ คนธรรมดาพวกนั้นก็ไม่สามารถสู้กับคนที่มีศาสตราวุธได้ ต่อให้อาวุธที่ดีขนาดไหนก็ตาม

 

ธีระ :  ถ้าหากปล่อยเด็กคนนั้นไว้ให้โตขึ้น เขาจะต้องฝึกฝนศาสตราวุธให้เก่งขึ้น และอาจจะหาคู่ต่อสู้ได้ยาก จะเป็นอุปสรรคในการยึดเมืองเมืองนั้น เพราะงั้นพวกครูที่สอนเกี่ยวกับศาสตราวุธถึงจะปกปิดเด็กๆที่มีศาสตราวุธเอาไว้

 

ธีระ : หากมีข่าวว่า หมู่ของเรามีเด็กที่มีศาสตราวุธมากกว่าสิบ คน และมีคนที่มีเกราะอาวุธมากกว่าหนึ่งระดับหลุดออกไป พวกเจ้าเชื่อข้าไหมว่า จะมีข้าศึกจากเมืองอื่นมาโจมตีหมู่บ้านของเราและฆ่าเด็กพวกนั้นแน่ๆ

 

เด็กนักเรียนในห้อง : ห๊ะ!

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว เด็กนักเรียนในห้องก็ต่างตกใจเป็นอย่างมาก เสียงคุยกันเริ่มดังขึ้นจากทั่วทุกมุมห้อง ครูประจำวิชาพยายามจะพูดปลอบให้พวกเขาหายกลัว แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

เสียงซุบซิบของเหล่านักเรียนดังไปทั่วห้อง ในขณะที่ทิวยังคงนั่งเงียบๆที่โต๊ะประจำ ในหัวของเขาคิดถึงพี่ชายของเขาและพี่ๆคนอื่นๆ ว่าถ้าหากเป็นอย่างที่คุณครูธีระพูดมาจริงๆ ไม่แน่พี่ชายของเขาและพวกพี่คนอื่นๆต้องถูกฆ่าตายเป็นแน่

 

ทิว : ถ้าเป็นอย่างงั้นพี่กล้า! และพี่ๆคนอื่นๆก็เป็นอันตรายอยู่สิครับ!!

 

ธีระ : เพราะงั้นไง ศาสตราวุธถึงไม่ใช่ของที่จะเอามาโอ้อวดเล่น ถ้าไม่มีใครรู้และไม่มีใครพูด พวกเขาก็ไม่เป็นอันตรายหรอกนะ

 

ทิว : ครับ…ครู…

 

ทิวพูดพร้อมพยักหน้าเบาๆอย่างเชื่อฟัง เขานั่งตัวตรง ดวงตาจ้องมองไปยังธีระอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นบรรยากาศในห้องก็ดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เด็กนักเรียนทุกคนเงียบเสียงลงและหันมาจับจ้องไปที่ธีระ ธีระมองไปรอบห้อง เมื่อเห็นว่านักเรียนเริ่มตั้งใจฟัง เขาจึงพูดต่อ

 

ธีระ : อืม...แล้วในนี้มีใครรู้อะไร เกี่ยวกับการฝึกฝนศาสตราวุธไหม

 

เด็กนักเรียนในห้อง : ไม่รู้ ครับ/ค่ะ

 

ธีระ : เจ้าหนู เจ้าล่ะรู้อะไรบ้างไหม จากเมื่อวานครูใหญ่ในนั้นได้บอกอะไรเกี่ยวกับการฝึกศาสตราวุธไหมล่ะ

 

ทิว : ไม่เลยครับ ครูใหญ่แค่ให้พวกพี่เขาไปแสดงศาสตราวุธเฉย เท่าที่ข้าเห็นนะ

 

ธีระ :  งั้นข้าจะบอกวิธีฝึกศาสตราวุธให้ แล้วพวกเจ้าก็เอาไปบอกพี่ของเจ้าด้วยล่ะ

 

ทิว : ครับ

 

ธีระยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ตรงมุมด้านหน้ากระดาน เขาแตะมือลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเด็กนักเรียนที่อยู่ตรงหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

ธีระ :  อย่างแรก ศาสตราวุธนั้นไม่มีระดับสูงหรือต่ำแต่อย่างใด ศาสตราวุธที่คนได้มา มันคืออาวุธที่เหมาะสมกับตัวเขาอยู่แล้ว ถึงแม้จะเป็นศาสตราวุธพื้นๆอย่างมีดสั้น แต่ถ้าฝึกไปดีอาจจะโจมตีได้ดีพอๆกับอาวุธจำพวกหอกเลยก็เป็นได้

 

เขาพูดพลางเดินช้าๆ ไปตามทางเดินระหว่างโต๊ะนักเรียน เด็กนักเรียนในห้องต่างเงียบและตั้งใจฟัง

 

ธีระ :  ในการฝึกฝนศาสตราวุธ จำเป็นต้องทะลวงขีดจำกัดของระดับพลังก่อน ถึงจะสามารถขึ้นเป็น นักรบขั้นที่หนึ่งได้แล้ว เจ้าจึงจะสามารถหลอมเกราะอาวุธได้ โดยนักรบศาสตราวุธสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มที่เกราะส่วนไหนก็ได้ แต่..จะต้องหลอมเกราะตรงนั้นให้ได้ถึงระดับ 3 ก่อนไม่งั้นจะไม่สามารถหลอมไปในเกราะส่วนอื่นๆได้ 

 

ธีระ : อย่างของข้า มีเกราะส่วนแขนซ้ายถึงระดับ 3 แล้ว จึงไปหลอมเกราะต่อที่แขนขวา จนตอนนี้ได้ 2 ระดับ แต่ปัจจุบันข้าไม่ได้ฝึกต่อ

 

เด็กนักเรียนคนหนึ่งในห้อง : แล้วเขาจะหลอมเกราะอาวุธให้ขึ้นระดับหนึ่ง ได้ยังไงหรอครับครู

 

ธีระ : เมื่อเจ้าขึ้นขั้นที่หนึ่งได้ ทุกคนจะมีเกราะศาสตราวุธอยู่แล้ว แต่จะไม่มีความสามารถ ซึ่งต้องใช้ส่วนประกอบต่างๆในการหลอมเกราะ แล้วแต่ว่าศาสตราวุธของแต่ละคนจะต้องใช้อะไรบ้าง แต่สุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือใช้ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ ที่ใช้ในการเผาเพื่อหลอมส่วนประกอบทั้งหมด แล้วนำไปใสไว้ในเกราะ จะทำให้ได้ความสามารถของเกราะอาวุธ

 

ธีระ : ส่วนความสามารถจะออกมาเป็นแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบที่นำมาให้หลอม

 

ธีระ : เกราะอาวุธระดับหนึ่งหรือสอง ในระดับนี้เจ้าอาจจะใช้ของระดับต่ำไปจนถึงระดับกลางได้ ซึ่งส่วนประกอบระดับนี้สามารถหาพบได้ทั่วไป หรือถ้าหาไม่เจอก็อาจจะมีขาย ราคาก็…อาจจะมีถูกบ้างแพงบ้าง  แต่.... ถ้าต้องการจะหลอมเกราะขึ้นระดับสาม เมื่อไหร่ ข้าบอกเลยว่ายากมากๆ เพราะนอกจากจะต้องหาส่วนประกอบระดับสูง ซึ่งจะหายากเอามาๆ

 

ธีระ : ถ้าคิดจะหาซื้อ ก็แทบจะไม่มีร้านไหนจะขาย หรือถ้ามีก็จะราคาแพงเอามากๆ บางส่วนประกอบบางส่วนต้องลงประมูลกันเลย และขึ้นชื่อว่าประมูลแล้ว ก็คงมีแต่พวกรวยๆเท่านั้นแหละที่จะได้มา คนชนชั้นธรรมอย่างพวกเราแค่ได้เห็นก็เป็นบุญตาแล้วล่ะนะ

 

ทิว : แล้วครูได้เกราะอาวุธ ระดับสามนั่นมาได้ยังไงล่ะครับ

 

คำถามนั้นทำให้ธีระชะงักไปในทันที และสีหน้าของเขาก็ดูกลุ้มใจ ก่อนที่เขาจะหันไปมองทิว แล้วหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่ได้เกราะอาวุธส่วนนี้มา เขายืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวตอบทิว

 

ธีระ : เกราะของข้านั้นหรอ เฮ้อ...เรื่องมันน่าเศร้ามาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ข้าไม่อยากได้ เกราะอาวุธระดับสามนี้เลยสักนิ

 

จากนั้นเขาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวของเขาให้กล้าและทิวฟัง เรื่องราวย้อนไปในตอนที่เขาเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่ม ซึ่งในตอนนั้นเขามีเกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายถึงระดับ 2 ขณะที่เขาและเพื่อนอีกจำนวน 5 คน ซึ่งเป็นทีมเดียวกัน ต่างได้รับการฝึกฝนจากครูฝึกประจำโรงเรียน เพื่อเตรียมพร้อมเป็นนักรบในการปกป้องหมู่บ้าน และในช่วงเวลานั้นเอง เขาได้ทะลวงระดับพลัง ซึ่งจำเป็นต้องหลอมเกราะอาวุธระส่วนแขนซ้ายระดับ 3 เช่นเดียวกัน เพื่อนทั้ง 5 คน จึงตัดสินใจหยุดการฝึกชั่วคราว เพื่อช่วยธีระออกตามหาส่วนประกอบในการหลอมอาวุธ พวกเขาร่วมกันออกเดินทางไปหาส่วนประกอบในป่าใหญ่ที่ห่างไกล 

 

เวลาล่วงเลยมานานพอสมควร ในที่สุดพวกเขาก็ได้ส่วนประกอบมาครบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงลูกไฟแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น พวกเขาจึงตัดสินใจเลือกใช้ลูกไฟจาก แมงมุมปีศาจเงา ที่อาศัยอยู่ที่หน้าผาตะวันลับ ซึ่งศาสตราวุธของธีระที่เป็นแมงมุมแม่ม่ายอัสนี หากได้ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณจำพวกแมงมุมด้วยกันมาใช้ในการหลอมเกราะอาวุธ จะทำให้เกราะอาวุธของเขามีศักยภาพมากเป็นพิเศษ นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาหวังไว้ ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัย ครูจากทางโรงเรียนอีก 2 คน ที่เป็นถึงนักรบขั้นสอง จึงอาสาเดินทางไปด้วย พวกเขาทั้งหมด 8 คนมุ่งหน้าไปยังหน้าผาตะวันลับ 

 

แต่ในระหว่างทางพวกเขากลับถูกโจมตีโดยอสูรศาสตราตัวหนึ่ง ซึ่งมีขนาดตัวที่สูงใหญ่ ขาของมันมีมากกว่าหกขา และสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมันปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งครูทั้งสองรู้ได้ทันทีว่ามันคือ จักรพรรดิแมงมุมโลกาวินาศ ซึ่งเป็น อสูรศาสตราระดับกลาง ตัวแรกที่พวกเขาเคยพบว่ามันมีระดับถึงจักพรรดิ ทำให้พวกเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายทันที หวังจะใช้ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของมันแทนเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง การต่อสู้จึงเริ่มต้นขึ้นทันที

 

ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับอสูรศาสตราตัวนั้น พวกเขาเชื่อว่ามีโอกาสชนะ แต่ทั้งหมดกลับหลงกลของมันอย่างไม่รู้ตัว ใยแมงมุมอันเป็นพิษถูกปล่อยออกมาปกคลุมทุกคนโดยไม่มีใครทันระวัง และเนื่องจากมันเป็นระดับจักรพรรดิแมงมุม ทำให้พิษของมันจึงรุนแรงกว่าแมงมุมปกติถึงร้อยเท่า

 

ไม่กี่นาทีต่อมา มันใช้ใยอันเหนียวและมีพิษแน่นพันตัวพวกเขาไว้ทีละคน ทำให้ไม่สามารถขยับตัวได้ ธีระถูกจับก่อนใครเพราะใยแมงมุมอัสนีของเขาไม่อาจต้านทานสิ่งนั้นได้ เพื่อนๆและครูของเขาที่ติดพิษต่างเริ่มอ่อนแรงและหมดสติไปทีละคน เหลือเพียงเขา... ที่ทำได้เพียงยืนมองเพื่อนรักที่กำลังจะจากไปอย่างไร้หนทางช่วยเหลือ 

 

ขณะเดียวกัน แมงมุมเดินตรงเข้ามาหาเขา มันยกขาอันมีปลายที่แหลมคมขึ้นหมายจะปลิดชีพเขา ธีระไม่สามารถแม้แต่จะขยับตัวได้ เขาได้แต่หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง แต่โชคชะตาก็ยังไม่ตัดขาดเขาจากชีวิต เมื่อหอกเล่มหนึ่งพุ่งทะลวงหัวของมัน ตามมาด้วยลูกธนูนับสิบที่กระหน่ำโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนปรากฏตัวพร้อมเหล่าคุณครูที่โรงเรียนที่มีศาสตราวุธ ได้เดินทางตามมาช่วยได้ทันเวลาพอดี พวกเขาร่วมกันสังหารจักรพรรดิแมงมุมตัวนั้นลงได้สำเร็จ หลังจากนั้นธีระได้รับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณตามที่ต้องการ 

 

หลังจากนั้น เขาเดินไปยังร่างของเพื่อนและครูที่นอนแน่นิ่ง พยายามปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้น จนกระทั่งในที่สุด ผู้อำนวยการของโรงเรียนเดินมาบอกเขาว่าทุกคนได้จากไปแล้ว... เมื่อรู้แบบนั้นแล้วธีระทรุดลงกับพื้น เขาไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะพยายามปลุกเพื่อนๆของเขาอย่างสุดชีวิต แต่ไม่ว่าจะทำยังไง เพื่อนก็ไม่ได้รับคำตอบรับใดๆ นั่นทำให้เขาจำต้องยอมรับความจริง ว่าเพื่อนๆของเขาได้จากไปแล้ว ธีระจึงเดินโซเซออกมาด้วยความสิ้นหวังและมานั่งหลอมเกราะอาวุธระดับ 3 ทั้งน้ำตา เขารู้สึกว่าความสำเร็จนั้นไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปเลยแม้แต่น้อย 

 

ธีระ : ข้า..ข้า เสียใจกับวันนั้นมาก จนฝันร้ายกลับมาอีกครั้ง เมื่อข้าต้องต้องการจะเลื่อนขั้นเป็นนักรบขั้นสอง ซึ่งข้าต้องหลอมเกราะอาวุธส่วนหัว ให้ได้ระดับสาม แต่ข้า… ก็ล้มเลิกไปในที่สุดเพราะไม่อยากให้ใครต้องมาตายเหมือนวันนั้นอีก

 

ธีระกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านเมื่อเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด ราวกับบาดแผลที่ไม่เคยจางหาย น้ำตาที่รื้นอยู่ในเบ้าตาเอ่อล้นลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้เขาจะพยายามเก็บงำความรู้สึกไว้ก็ตาม ทิวและเด็กคนอื่นๆ ต่างก็เศร้าสะเทือนใจกับสิ่งที่ได้ยิน

 

ทิว : เสียใจด้วยนะครับ…

 

ธีระ : ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านมานานแล้ว อ้าว... นี่ หมดชั่วโมงเรียนแล้วนี่

 

เขากล่าวตัดบท ด้วยน้ำเสียงที่เร่งรีบ พร้อมกับมองไปที่พระอาทิตย์ที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง

 

เด็กนักเรียนในห้อง : ครับ/ค่ะ

 

           หลังจากนั้น ธีระก็เดินออกจากห้องไป ส่วนทิวและเด็กคนอื่นๆในห้องก็นั่งเรียนในคาบต่อไปอย่างปกติเหมือนในทุกๆวัน

 

จนถึงช่วงเลิกเรียน ทิวก็ได้มาเจอกับพี่ชายของเขาอีกครั้ง พวกเขาทั้ง 4 คนตกลงจะเดินกลับบ้านด้วยกัน เพราะบ้านของแต่ละคนนั้นอยู่ใกล้ๆกัน แต่กล้าก็ถูกครูใหญ่รงค์ เรียกตัวไปคุยด้วยเป็นเรื่องส่วนตัว

 

ทิวที่ไม่กล้าไปไกลจากพี่ เลยขออยู่กับกล้าและบอกให้อีกสองคนเดินกลับบ้านไปก่อน เมื่อทรและรางเดินลับสายตาไป บรรยากาศรอบๆ ก็เงียบลงตามปกติ สายลมเย็นพัดผ่านใบไม้ที่ไหวเอนเบาๆ แสงแดดยามเย็นราวกับอ่อนแรงลงจนทุกอย่างดูเหมือนหยุดนิ่ง ครูใหญ่รงค์จึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก

 

รงค์ : ไอ้หนู...เอ็งเป็นพี่ใช่ไหม

 

กล้า : ครับ ส่วนนี่น้องชายข้า ไอ้ทิว 

 

รงค์ :  ไอ้เด็กน้อยคนนี้เองสินะที่ได้แสดงศาสตราวุธในวันนั้นด้วยสินะ

 

ทิว : ครับครูใหญ่ แต่ข้าก็ไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้อยู่ดีล่ะครับ คงเป็นเพราะข้าอายุยังไม่ถึงตามกำหนดล่ะมั้งครับ…

 

คำพูดของทิวทำให้ครูใหญ่ยิ้มเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ทำให้ทิวรู้สึกผ่อนคลาย กลับเป็นเหมือนรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความน้อยใจนิดๆ

 

รงค์ : ไอ้หนู! เอ็งเข้าใจผิดแล้วล่ะ

 

กล้าและทิวที่ได้ยินแบบนั้น เขาไม่ได้กล่าวตอบอะไรออกไป แต่ใบหน้าของพวกเขานั้นเป็นไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ

 

รงค์ : ที่จริงครูฝึกสอนคนนั้นไม่มีพลังมากพอที่จะผสานพลังและส่งพลังให้ เพื่อให้เจ้าแสดงศาสตราวุธได้ นั่นแหละปัญหาหลักๆ

 

กล้า : ทำไมล่ะครับ! ทั้งๆครูฝึกคนนั้นก็ใช้พลังอย่างมาก

 

รงค์ :  ก็ใช่ที่ครูฝึกคนนั้นใช้พลังอย่างมาก แต่มันไม่มากพอที่จะให้ศาสตราวุธนั้นปรากฏออกมา จากที่ข้าเห็น ข้าไม่ว่าศาสตราวุธของเจ้าหนูนั้นจะเป็นอะไร รู้ๆ แค่ว่ามันใช้พลังอย่างมาก เพราะงั้นมันน่าต้องเป็นศาสตราวุธที่มีพลังมากเช่นกัน

 

กล้า : แล้วยังไงต่อหรอครับ ที่ครูพูดมาหมายถึง..

 

รงค์ :  เจ้าหนูเอ๋ย… น้องชายของเจ้านั้นมีศาสตราวุธแล้ว

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ทิวตาตั้งขึ้นมาทันที เขากำมือพี่ชายของเขาไว้แน่น เขาเริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวออกไปอย่างเร่งรีบ

 

ทิว : จริงหรอครับ!..

 

รงค์ : เพียงแต่ตอนนี้ข้าดูก็รู้ว่า ทุกคนในหมู่บ้านของเรา ครูฝึกเหล่านั้นยังไงก็ไม่มีพลังมากพอที่จะช่วยผสานพลังให้น้องชายของเจ้า ให้แสดงศาสตราวุธออกมาได้ ต่อให้เป็นข้าก็ไม่ได้เช่นกัน

 

กล้า : แล้ว..น้องข้าต้องทำยังไงล่ะครับครูใหญ่

 

รงค์ :  เรื่องนั้น เขาต้องหาคำตอบเอง

 

สิ้นสุดคำกล่าวนั้น ครูใหญ่รงค์ก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้กล้าและทิวยืนงงอยู่สักพัก พวกเขาไม่เข้าใจคำพูดของครูใหญ่เท่าไรนัก แต่ทั้งสองก็เดินกลับบ้านกันต่อไป

 

ระหว่างทางกลับบ้านยังคงเงียบสงัด ทั้งสองพี่น้องเริ่มออกเดินทางกลับบ้านโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีก เสียงรองเท้ากระทบพื้นถนนดินดังเป็นจังหวะช้าๆ ทิวก้มหน้าครุ่นคิดถึงคำพูดของครูใหญ่ ขณะที่กล้าก็มีสีหน้าครุ่นคิดไม่ต่างกัน แม้คำพูดของครูใหญ่จะเป็นปริศนา แต่สิ่งหนึ่งที่ทิวรู้แน่ชัดคือ เขาต้องหาคำตอบนั้นให้ได้ ไม่ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าจะเป็นอะไรก็ตาม

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!