ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 17: ศัตรูที่ไม่อาจสู้ได้

👁️ 5 อ่าน
22px

ทางด้านของอีกฝั่ง พระยาเดโชพร้อมกองกำลังทหาร ที่กำลังบุกเข้ามาช่วยชาวบ้านเช่นกัน ซึ่งในขณะนั้น เขาได้สู้กับทหารเฝ้ายามของเมืองอินตราที่โรงนอน เปลวเพลิงได้ลุกไหม้ไปทั่วจากที่ทหารนายหนึ่งได้ทำตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ตกลงที่พื้น

 

ท่ามกลางเสียงเพลิงลุกไหม้และควันดำที่คลุ้งอยู่ทั่วโรงนอนทหารของเมืองอินตรา พระยาเดโชและกองกำลังสามารถกำจัดทหารเฝ้ายามลงได้หมด โดยใช้เวลาไม่นาน แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาเกิดความสงสัยมากขึ้น เนื่องจากที่โรงนอนก็แทบไม่มีทหาร

 

พระยาเดโช : แปลกนัก…นี่มันไม่ใช่การคุ้มกันตามปกติของเมืองอินตราแน่

 

เขากล่าวจบก็หันไปมองรอบ ๆ อีกครั้ง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ยังลุกโชน ร่างของทหารที่พวกเขาเพิ่งสังหารนั้นมีจำนวนน้อยเกินไป ไม่สมกับที่เป็นป้อมปราการทหารของเมืองและยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่โรงนอนหลัก ซึ่งจะมีทหารคุ้มกันแค่เพียงเท่านี้ ทันใดนั้นทหารนายหนึ่งก็วิ่งเข้ามา รายงานอย่างร้อนรน

 

ทหารคนหนึ่ง : ท่านพระยา! ข้าตรวจสอบรอบนอกแล้ว มีแต่ร่องรอยการเคลื่อนกำลังไปที่พระราชวังของเมืองขอรับ แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าพวกมันไปด้วยสาเหตุอันใด

 

พระยาเดโช : หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่าที่ป้อมปราการแห่งนี้จะไม่มีทหารคอยเฝ้าอยู่แน่

 

ทหารอีกนาย : ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ทางสะดวกล่ะ! พวกเราควรรีบไปเถอะขอรับ

 

พระยาเดโชพยักหน้าตอบรับ จากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้เพื่อเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับตัวไป

 

ระหว่างทางกลับเงียบงันอย่างผิดปกติ ไร้ซึ่งทหารเฝ้ายาม ไม่มีแม้แต่เงาของผู้สอดแนม หรือเสียงฝีเท้าจากใครอื่นนอกจากพวกเขา ทางเดินหินทอดยาวคล้ายตั้งใจนำทางไปสู่จุดมุ่งหมาย เสียงลมหายใจของเหล่าทหารและฝีเท้ากระทบพื้นดังก้องในความเงียบ พระยาเดโชและกองกำลังทหารวิ่งมาได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็ได้สะดุดตาเข้ากับประตูเหล็กสีดำขนาดใหญ่ ที่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

 

มันคือทางเข้าหลักของสถานที่คุมขังชาวบ้าน เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว พระยาเดโชและทหารสองนายไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าใส่พร้อมใช้พลังเสริมจากศาสตราวุธของพวกเขา กระแทกเข้าใส่ประตูเต็มแรง

 

เสียงของประตูเหล็กบานใหญ่หลุดออกจากบานพับ ก่อนจะกระแทกที่พื้นอย่างแรงเสียงดังกังวานไปทั่วบริเวณจากนั้นพวกเขาเดินตามทางเข้ามาสู่ด้านใน ระหว่างทางมีแสงสลัว ๆ จากคบเพลิงที่ติดอยู่ตามกำแพง เป็นแสงส่องนำทาง

 

หลังจากที่พวกเขาเดินเข้ามาได้สักพัก พวกเข้ามาสู่ภายในใจกลางห้องแห่งนั้น แล้วพบเข้ากับชาวบ้านจำนวนมากที่ถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เหล็กอยู่ด้านล่าง บางคนอ่อนแรง บางคนบาดเจ็บ เมื่อเห็นพระยาเดโชและกองกำลังทหารเข้ามาเพื่อช่วย เสียงร้องแห่งความยินดีและน้ำตาแห่งความโล่งใจดังขึ้น เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว พระยาเดโชได้สั่งให้ทหารกระจายกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้านในทันที

 

ทางฝั่งของกล้าและพวกพ้องที่อยู่วังหลวงของเมืองอินตรา เสียงของการปะทะกันระหว่างศาสตราวุธของทั้งสองฝั่งกระหึ่มไปทั่ววังหลวง คลื่นพลังเวทศาสตราสาดกระจายออกมาทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางและนางสนมทั้งหลายของเจ้าเมืองอินตรา ต่างก็พากันวิ่งหนีตายออกมาจากท้องพระโรงแห่งนั้น เหลือแต่เพียงเจ้าเมืองอินตราและบุตรชายทั้งสองกับเหล่าทหารที่ยังคงต่อสู้อยู่ไม่ห่าง

 

ท้องพระโรง บัดนี้แทบไม่เหลือเค้าโครงของความสง่างามอีกต่อไป เสาหินอ่อนแตกร้าวจากแรงปะทะ ผ้าม่านสีแดงที่สวยงามถูกเผาไหม้จากพลังของศาสตราของจันทร์ ในตอนนี้ท้องพระโรงกลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ ไม่ต่างจากที่กลางป่าเป็นที่พวกเขาปะทะกันเป็นครั้งแรก เปลวเพลิงยังคงลุกโชนขึ้นอย่างหนัก ส่วนจันทร์ยังสู้อย่างปกติได้ในสถานการณ์ที่ร้อนระอุ

 

ระหว่างการต่อสู้ กล้ากระโจนเข้าหาจันทร์ ด้วยหมัดที่เสริมพลังศาสตราของมวยไทยซัดออกไปด้วยแรงมหาศาล ทว่าเปลวเพลิงจากคันศรเพลิงโทสะโชติช่วงของจันทร์ก็พุ่งเข้าหักล้างการโจมตีของเขา กล้าจำต้องถอยหนีออกมาตั้งหลัก เพียงเสี้ยววินาที ทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันโจมตีตามเข้ามาอย่างไม่ลดละ เสียงคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณ ขณะที่เขาอุ้งเท้าอันทรงพลังที่มาพร้อมกับกรงเล็บที่แหลมคมฟาดใส่จันทร์อย่างไม่ยั้ง แต่ไม่ว่าทั้งสองจะโจมตีมาในรูปแบบไหน จันทร์ก็แทบจะโต้กลับได้ในทุกรูปแบบ จนมันทำให้เขาทั้งสองเริ่มจะหมดแรง กล้าเงยหน้ามองขึ้นแม้เหงื่อจะไหลเต็มขมับก่อนหันไปพูดกับทิศใต้

 

กล้า : สู้กับมันมาจนป่านนั้นแล้ว แต่มัน..แทบไม่เป็นอะไร!

 

ทิศใต้ : เจ้านั่น แต่เดิมทีแล้ว อยู่ในระดับนักรบขั้นหนึ่งเท่ากันกับข้า แต่ตอนนี้ระดับพลังของมันกลับนำหน้าข้าไปมาก จนเกือบขึ้นเป็นนักรบขั้นสองแล้ว เหลือแค่หลอมเกราะอาวุธอีกแค่ระดับสุดท้ายระดับเดียว ตอนนี้คงเป็นเรื่องยากแล้วล่ะ ที่จะล้มมันได้

 

กล้า : ไม่ใช่แค่ระดับพลังหรอก ที่นำหน้าเจ้าไป… ทั้งการต่อสู้ของมัน ก็นำหน้าพวกเราสองคนไปมากแล้ว ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่เจอกัน ข้ากับเจ้าก็ยังล้มมันคนเดียวไม่ได้! จนป่านนี้แล้ว…มันต้องมีสักทางสิน่า!!

 

ท่ามกลางเปลวไฟลุกโชนและควันไหม้ที่ลอยคลุ้งไปทั่วพระโรง จันทร์ยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าพวกเขา พร้อมกับในตาที่ฉายแววเย็นชา เสียงสนทนาของกล้าและทิศใต้ลอยเข้าหูจันทร์อย่างชัดเจน ท่ามกลางความโกลาหล เสียงนั้นฟังดูชัดเจนราวกับกระซิบอยู่ข้างหู มุมปากข้างหนึ่งของจันทร์ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความเมตตาใด ๆ ก่อนกล่าวขึ้น

 

จันทร์ : ยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าพวกเจ้าไม่มีวันชนะ ครั้งที่แล้ว ที่ข้าปล่อยพวกเจ้าไป ก็ถือว่าพวกเจ้าโชคดี แต่ตอนนี้ พวกเจ้ากลับมารนหาที่ตายถึงที่ ช่างโง่เขลาเสียจริง…

 

เมื่อกล่าวจบเขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ด้วยบุคลิกที่ไร้ยำเกรงต่อสิ่งอื่นใด ลมหายใจของเขาแผ่ออกมาเป็นไอร้อนฉ่าออกมา รอบกายคล้ายมีม่านเพลิงที่สั่นไหวตามจังหวะก้าว เขามองไปที่กล้าและทิศใต้ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เย่อหยิ่งราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่คู่ควร ก่อนจะถอนหายใจสั้น ๆ แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

จันทร์: เฮ้อ.. พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อช่วยคนของพวกเจ้าสินะ ดี..ดีมาก หลังจากที่พวกเจ้าตายที่นี่ ข้าก็จะฆ่าพวกนั้นทิ้งซะ!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น แสงสีแดงฉานจากคันศรเพลิงโทสะโชติช่วงที่อยู่ในมือของเขาสาดส่องทั่วบริเวณ คลื่นพลังที่เป็นดั่งเปลวไฟที่ร้อนฉานกระจายออกโดยรอบ จนแม้แต่พื้นหิน ยังแตกร้าวและเปลวไฟที่ลุกไหม้ในท้องพระโรงแห่งนั้น ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ

 

เพดานที่แตกร้าว เปลวไฟที่ลุกไหม้ทั่วพื้น และแรงจากคลื่นพลังที่แผ่กระจายออกมา กล้าเบี่ยงตัวหลบเศษหินที่ระเบิดออกมา เสี้ยววินาทีนั้น เขาเหลือบตามองทิศใต้ ทั้งสองหอบหายใจหนัก แขนขาอ่อนแรงจากการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ฝ่ามือที่กำหมัดแน่นยังคงสั่นเล็กน้อยจากการโหมพลัง

 

กล้า : ต่อให้ข้าต้องตายที่นี่ ขอแค่พวกคนที่เหลือรอดออกไปได้ มันก็คุ้มค่าแล้วที่จะตาย!

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ทิศใต้หันมองกล้าพร้อมพยักหน้าให้อย่างเชื่อมั่น แม้ร่างกายของทั้งสองจะอ่อนล้า แต่พวกเขาทั้งสองก็ยังไม่ยอมแพ้และยืนหยัดที่จะสู้ต่อไม่ว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าของเขาจะแข็งแกร่งมากกว่าเขาก็ตาม

 

ภายใต้แสงไฟอันแผดเผา ท่ามกลางท้องพระโรงที่รุกเป็นไฟ อย่างไม่มีคำว่าท้อถอยในสายตา ในขณะเดียวกัน เอกที่ยืนอยู่เบื้องหลังใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน เป็นโล่ เพื่อรับการโจมตีไว้ให้ส่วนหนึ่งและยังเป็นที่กำบังให้ทิว

 

ทิวที่ไม่มีศาสตราวุธได้แต่เฝ้ามองสมรภูมิอย่างทำอะไรไม่ได้ เขากำหมัดแน่นด้วยความหวังเพียงว่าตนเองจะไม่เป็นภาระให้กับพวกพ้อง ส่วนรำพาใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 ประกายแสงนิโลบล ที่จะเพิ่มการโจมตีด้วยความเร็วเข้าประชิดกับเจ้า

 

แต่ทว่า เจ้า ก็สามารถใช้ทวนเทพราชัย ที่เป็นศาสตราวุธของเขาสกัดการโจมตีของรำพาได้ง่ายดาย ขณะที่ยุพินในร่างนาคารมรกต ยังคงสู้กับทหารของเมืองอินตราอยู่อีกทาง เธอใช้หางฟาดใส่ทหารจนลอยกระเด็นร่างละลิ่วออกจากประตูพระโรง

 

แม้การโจมตีของเธอจะสามารถกำจัดทหารได้จำนวนมากในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่ทหารเมืองอินตราก็ยังทยอยหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ทำให้เธอก็เริ่มจะหมดแรงไปอีกคน

 

ตอนนี้พวกเขาต้องสู้กับศัตรูที่เหนือกว่าพวกเขาในทุก ๆ ด้านอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสู้รบที่ห่างชั้นกันมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอก็ว่ายากแล้ว ครั้งนี้ยังมีกองกำลังมาเสริมทัพให้กับศัตรูของพวกเขาอีก ทำให้การต่อสู้เริ่มกินเวลานานขึ้นเรื่อย ๆ

 

ทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันและยุพินในร่างนาคามรกต แม้ยังพยายามฝืนต่อสู้ แต่สภาพนั้น แต่ยิ่งนานเข้าทั้งคู่หมดแรงที่จะโจมตีกายภาพ จึงเปลี่ยนร่างกลับเป็นมนุษย์แล้วใช้ศาสตราวุธในการโจมตีแทน

 

ทิศใต้เริ่มโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 หมัดคู่คมเล็บสังหาร โจมตีควบคู่กับความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม ของกล้า แต่ศัตรูของพวกเขาก็ยังมีระดับพลังที่มากกว่าพวกเขาทั้งสองรวมกันอยู่ดี อีกทั้งพวกเขายังมีทิว ที่ไม่มีศาสตราวุธอีกคน ทำให้เอกจำต้องยืนอยู่กับทิวและใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 เป็นโล่กำบังให้ทิว ทำให้เขาไม่สามารถไปไหนหรือใช้ความสามารถอื่นได้

 

ในขณะที่ เจ้ากำลังสู้กับรำพา แม้ว่าเขาจะสามารถรับมือการโจมตีของรำพาได้ทุกรูปแบบ แต่การที่เขาจะหาจังหวะโจมตีให้โดนตัวเธอก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน และแน่นอนว่าเจ้าไม่ชอบการต่อสู้ที่ยืดเยื้อมากนัก เขาพยายามเหวี่ยงทวนกวาดจากซ้ายไปขวาอย่างบ้าคลั่ง ปลายอาวุธก็ยังห่างจากตัวเธอไม่กี่นิ้ว แต่รำพาก็เคลื่อนตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด แม้ว่าการโจมตีของเธอจะเบา แต่การเคลื่อนที่ได้เร็วมากจนมองตามแทบไม่ทัน ทำให้เจ้าเริ่มจะหงุดหงิดการที่ต้องสู้กับเธอ เขารถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น

 

เจ้า : ไร้สาระจริง.. เอาแต่หลบไปมาอยู่ได้ น่ารำคาญ!

 

เมื่อกล่าวจบ เขามองไปโดยรอบ พยายามจะหาวิธีจัดการกับรำพาในครั้งเดียว แต่เนื่องจากรำพาสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วมาก มันจึงเป็นไปได้ยากที่เจ้าจะจับตัวเธอได้

 

ในช่วงเวลานั้นเอง ที่สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับยุพิน ที่กำลังจัดการกับทหารอยู่ไม่ไกล ซึ่งเธอเป็นอมนุษย์แต่ในตอนนี้กลับคืนเป็นร่างมนุษย์ แต่พลังของเธออยู่ในระดับนักรบขั้นเริ่มต้น

 

เมื่อคิดเปรียบเทียบพลังของยุพินกับเขาแล้ว แน่นอนว่าระดับนักรบขั้นเริ่มต้น ที่พึ่งได้เกราะอาวุธเพียงระดับเดียว กับนักรบขั้นหนึ่งอย่างเขา แน่นอนว่าพลังห่างชั้นกันอยู่ และถ้าเทียบกับทิว ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่มีศาสตราวุธ กลับมีเอกที่เป็นนักรบขั้นเริ่มต้นเช่นกัน แต่มีเกราะอาวุธสองระดับคอยคุ้มกันให้ ส่วนยุพินที่มีเกราะอาวุธเพียงระดับเดียว สรุปได้ว่าเธอคือคนที่อ่อนแอที่สุด

 

เจ้าหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วเขาก็เปลี่ยนเป้าหมายทันที เขาพุ่งตัวออกห่างจากรำพาอย่างรวดเร็ว ทวนเทพราชัยในมือพุ่งไปข้างหน้าอย่างเฉียบพลันและในจังหวะนั้นเอง รำพารับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนเป้าหมายของเจ้า ทันใดนั้น เจ้าใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 แสงเทพเผด็จศึก แสงสีทองแดงเข้มแผ่กระจายออกมา ก่อนทวนเทพราชัยที่อยู่ในมือของเขาพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ในตาของรำพาเบิกกว้างทันทีที่เห็นทวนเล่มนั้นพุ่งตรงไปยังพวกพ้องของเธอ

 

รำพา : พี่ยุพิน! หลบเร็ว!!

 

เอก : ฉิบหายแล้ว!!

 

ทิว : แย่ล่ะ พี่ยุพิน!

 

ยุพินที่ยังต่อสู้อยู่กับทหาร ไม่ทันหันมา ร่างทิศใต้พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจากอีกด้าน ในเสี้ยววินาที เขากระโจนเข้ามาขวางเขาใช้สามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 หมัดคู่คมเล็บสังหาร โจมตีตอบโต้ไปเพื่อหวังจะสกัดการโจมตีของเจ้าเอาไว้ เสียงปะทะดังลั่นท้องพระโรงแห่งนั้น พลังทั้งสองสายปะทะกันกลางอากาศจนเกิดเป็นคลื่นพลังที่แผ่กระจายออกอย่างรุนแรง แสงของพลังพัดวูบไปทั้งสองฝั่ง พื้นแตกร้าวเป็นแนวยาว

 

แต่การโจมตีของทิศใต้ เป็นการโจมที่เน้นในการสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับศัตรู แต่การโจมตีของเจ้า แม้จะสร้างความเสียหายได้น้อยกว่า แต่มีในส่วนของการเจาะเกราะเข้ามาเสริมด้วย ทำให้การโจมตีของเจ้า สามารถทะลวงการโจมตีของทิศใต้ไปได้ นั่นทำให้ทิศใต้ได้รับการโจมตีเข้าไปเต็ม ๆ

 

ร่างของทิศใต้กระเด็นไปกระแทกเข้ากับเสาหินริมพระโรงเสียงหินแตกกระจายดังทั่ว ฝุ่นควันลอยคลุ้งในอากาศตามแรงกระแทกก่อนจะเงียบลง ทิศใต้พยายามหายใจแม้จะกระอักเลือดเต็มปาก แต่ข่มความเจ็บปวดไว้และลุกขึ้นอีกครั้งด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ไม่มาก

 

จันทร์ที่ยืนอยู่อีกฝั่ง เขาเหลือบมองมายังร่างที่บาดเจ็บของทิศใต้ แววตาคู่นั้นเรียบนิ่งราวกับน้ำแข็ง ไม่มีแม้แต่วี่แววของความสงสาร ก่อนเผยยิ้มบางที่มุมปาก แล้วกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ

 

จันทร์ : บางที.. ควรเก็บออกทีละคน น่าจะง่ายกว่า

 

เมื่อกล่าวจบ เขาหันปลายศรแล้วเล็งไปทางทิศใต้ทันที กล้ารู้ได้ทันทีว่าจันทร์หันไปโจมตีคนที่บาดเจ็บออกก่อนอย่างแน่นอน เขาไม่รอช้าวิ่งไม่ดักหน้าเพื่อรับการโจมตีเอาไว้

 

กล้า : บัดซบ… นี่เจ้าจะเล่นงานคนเจ็บก่อนรึ!

 

จันทร์ : หึ…คิดจะขวางทางข้า ไร้ประโยชน์

 

เขาหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ ก่อนจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนวา ระดับ 3 ศรเพลิงปักษาทรราช เปลวเพลิงกลายร่างเป็นรูปลักษณ์ของนกยักษ์ที่กางปีกเพลิงออกกว้าง มันแผดเสียงร้อง ก่อนพุ่งตัวออกไปจากคันศรนั้น กล้าที่อยู่ด้านของจันทร์ กล้ารู้ว่าความสามารถจากเกราะอาวุธของเขา ไม่สามารถสกัดการโจมตีนี้ได้ เขาจึงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อตั้งการ์ดให้เกราะอาวุธรับการโจมตีแทน แม้จะรู้ดีว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้ามีพลังที่ห่างชั้นกันมาก หากใช้เกราะอาวุธในการโจมตีในครั้งนี้ แน่นอนว่าเกราะอาวุธจะระเบิดแน่ แต่กล้าก็ไม่กลัว

 

ในตอนที่ศรเพลิงพุ่งตรงมาหากล้า เขากลั้นหายใจ หลับตาแน่น รอรับแรงปะทะของเพลิงนรกตรงหน้า ทันใดนั้น ศรเพลิงที่เป็นรูปนกขนาดใหญ่ที่พุ่งมากลับเลี้ยวอ้อมตัวเขาออกไปทางด้านหลัง เขารีบหันตามศรไปทันที ดวงตาของเขาเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าศรนั้นพุ่งตรงไปยังด้านหลัง ไปยังทิศใต้ที่พยายามยืนขึ้น ก่อนจะตะโกนออกไปอย่างสุดเสียง

 

กล้า : ไอ้ใต้!

 

ทุกคนต่างก็หันไปมองตามเสียงนั้นด้วยความตกใจ ในเสี้ยววินาทีนั้น ยุพินวิ่งเข้ามาแล้วหยุดอยู่ต่อหน้าทิศใต้ สายตาของเธอมองไปที่ศรเพลิงที่อยู่เบื้องหน้าอย่างแน่วแน่ เธอรู้ดีว่าการโจมตีของจันทร์ในครั้งนี้ อาจทำทิศใต้ที่บาดเจ็บอยู่แล้ว อาการสาหัสมากขึ้นไปอีก และเธอก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

 

เพื่อตอบแทนครั้งแรกที่เขารับการโจมตีให้ ยุพินเตรียมใช้ความสามารถของเกราะอาวุธ เพื่อสกัดการโจมตีเอาไว้ แม้จะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้และต้องแลกด้วยชีวิตของเธอก็ตาม

 

เธอนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่พวกเขาพบกันครั้งแรก เมื่อก่อนหน้านั้นเธอแทบไม่ไว้ใจใครเลยหรือบ้างก็เสแสร้ง แต่ในตอนนี้ ยุพินเข้าใจทั้งหมดและการเดินทางที่ผ่านมา ทุกคนต่างมองว่าเธอคือพวกพ้องมาโดยตลอด ทั้งการไว้ใจที่ทิศใต้เคยพูด เธอรู้แล้วว่ามันคือมันสำคัญมากแค่ไหน ซึ่งมันทำให้กำแพงที่เธอใช้ปิดกั้นตนเองถูกพังทลายลง แต่ทันใดนั้น…

 

ทิศใต้ : หลบไป!

 

เสียงของเขาเปล่งออกมาเบา ๆ ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ศรเพลิงจะถึงตัว ทิศใต้ใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ผลักร่างของยุพินออกไปให้พ้นทาง ศรเพลิงปักษาทพุ่งเข้าใส่ร่างเขาที่ไร้การป้องกันใด ๆ

 

ตู้ม! เสียงระเบิดดังก้องทั่วพระโรงเศษหินแตกกระจาย คลื่นพลังร้อนฉานแผ่ไปทั่ว แรงอัดผลักร่างของทิศใต้กระเด็นไปกระแทกผนังด้านหลัง ก่อนร่างของเขาจะร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างแรงและนอนแน่นิ่งไป

 

ยุพินลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งของทิศใต้ทันที โดยไม่สนใจเปลวไฟที่ยังคงลุกไหม้อยู่รอบ ๆ เมื่อเห็นสภาพของทิศใต้ที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ร่างของเธอแทบทรุดลงกับพื้น

 

ยุพิน : ไอ้ใต้ มะ.. ไม่… ไม่…

 

เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยินเป็นคำ พร้อมกับตัวสั่นสะท้าน หัวใจเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา เธอมองทิศใต้แววตาของเธอกลับเจ็บปวดอย่างมากที่ตัวเธอทำให้พวกพ้องต้องบาดเจ็บ ก่อนจะประคองร่างของเขาขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออก

 

ยุพิน : ไอ้ใต้…เจ้าได้ยินข้าไหม… ได้ยินข้าไหม!!

 

เธอร้องเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ร่างของทิศใต้กลับไร้ซึ่งการตอบสนอง มีเพียงลมหายใจแผ่ว ที่ยังทำให้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ความรู้สึกของยุพินเริ่มตีกันอีกครั้ง ทั้งความตกใจปนเจ็บปวด ความรู้สึกผิดโถมเข้ามาท่วมใจ ทำให้น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว

 

แต่ยังไม่ทันให้ความโศกเศร้าจางหาย เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้น เจ้าได้โจมตีต่อด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 คมทวนทะลวงนภา ทวนสีทองเรืองแสงพุ่งผ่านม่านควันหนาแน่นด้วยความเร็วสูง มันมุ่งตรงไปยังรำพาที่กำลังหอบหายใจจากการเคลื่อนไหวติดต่อกันโดยไร้การป้องกัน ท่ามกลางสภาพที่ไม่ทันตั้งตัว รำพาหันมองตามเสียงนั้นด้วยความตกใจ

 

เอก : รำพา! ระวังนะ!!

 

เสียงตะโกนของเอกก้องไปทั่วท้องพระโรง ทันใดนั้น เอกหยุดกางโล่ป้องกันให้ทิว แล้วออกวิ่งสุดกำลังไปยังรำพา ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยตื่นตระหนก ก่อนใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทะลายภูพาน ทั่วทั้งตัวของเขาเกิดประกายสีทองราง ๆ พร้อมกับร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ที่ประทับร่างของเขาอยู่ ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวเข้าไปชนเข้ากับทวนของเจ้าที่กำลังพุ่งตรงไปที่รำพา เพื่อสกัดการโจมตีไว้

 

เสียงกระแทกกึกก้องสะเทือนไปทั้งพระโรง ทวนของเจ้าถูกบังคับให้หักเหทิศทางออกด้านข้าง พุ่งเข้ากำแพงด้านนอกอย่างแรงก่อนจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง เศษหินปลิวว่อน

 

รำพาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ เห็นเอกยืนกั้นอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมตามตัวกับที่เต็มไปด้วยรอยไหม้จากแรงปะทะ เอกหันมองหน้าเธอ แล้วพยักหน้าให้

 

รำพา : ขอบคุณนะไอ้เอก

 

เอก : ไม่เป็นไร… ทีหลังเอ็งอย่ามัวเหม่อล่ะ

 

รำพา : อะ..อืม

 

พวกเขาทั้งสองยืนเคียงข้างกันอีกครั้ง โล่และมีดผืนผ้าถูกยกขึ้นเตรียมพร้อม ท่ามกลางกลุ่มควันและเศษซากของพระโรงที่กำลังลุกไหม้ แต่เจ้าที่มองเห็นภาพนั้น เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือรำคาญ มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยและเผยรอยยิ้มอย่างเย็นชา ก่อนค่อย ๆ ลากทวนขนาดยักษ์ของเขากับพื้นของท้องพระโรง แล้วเดินตรงไปที่พวกเขาอย่างช้า

 

เจ้า : ดี…จะได้ฆ่าทีเดียวสองคนเลย

 

เสียงของเขาเยือกเย็น แต่ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น มือทั้งสองจับทวนแน่น ก่อนจะตั้งท่าพร้อมพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างไร้ความลังเล

 

ทางฝั่งของทิว ที่ไร้พลังปะทะและไม่สามารถสู้ศัตรูระดับนี้ได้ ยืนหายใจหอบอยู่ข้างเสาหินต้นหนึ่ง เขาพยายามใช้มันบังสายตาของศัตรู เฝ้ารอจังหวะเล็ก ๆ ที่เขาอาจจะทำอะไรสักอย่างได้เพื่อช่วยพวกพ้อง แต่สำหรับจันทร์ เขาไม่ใช่ศัตรูที่มองเห็นเพียงคู่ต่อสู้เบื้องหน้าเท่านั้น ดวงตาของเขายังคงกวาดมองทุกมุม ทุกการเคลื่อนไหว ไม่มีใครรอดพ้นจากสายตาได้

 

จากการประเมินสถานการณ์ในตอนนี้ กล้าและพวกพ้องถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก เนื่องจากขาดกำลังหลักอย่างทิศใต้ไป ทำให้กล้าคือคนสู้กับจันทร์คนเดียว ในตอนนั้นแม้ยังมีทิศใต้ค่อยสู้ช่วย ยังไม่สามารถล้มจันทร์ได้ แล้วในตอนนี้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย

 

จันทร์ : ตอนนี้คนที่มีระดับขั้นที่สูงที่สุดของพวกเจ้านอนหลับไปแล้วสินะ แล้วในตอนนี้… พวกเจ้ามีเกราะอาวุธแค่คนละสองระดับกับระดับเดียวอีกหนึ่งคน

 

เจ้า : ใช่ ๆ ข้าบอกแล้วไง ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว…พวกเจ้ายอมจำนนซะตั้งแต่ทีแรก ก็คงไม่ต้องมาตายทิ้งแบบนี้

 

จันทร์ : ส่วนเจ้านั่นที่แอบอยู่หลังเสาอีกคน อย่าคิดว่าข้าไม่เห็นเชียวนะ!

 

น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบแต่เย็นเยียบ ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบไปทางเสาหินด้านซ้าย ทิวยืนอยู่ข้างเสาหินกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ เขาก็ยังฝืนกำมือแน่นและพยายามกลืนความหวาดกลัวลงไปในลำคอ แล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปด้านหลังเสาต้น

 

ในขณะที่จันทร์กำลังเดินตรงมาหาทิว ได้ถูกกล้าขวางทางเอาไว้ สายตาของเขามองศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย

 

กล้า : ถ้าเจ้าคิดจะทำร้ายน้องข้า ก็ให้ข้ามศพข้าไปก่อน!

 

จันทร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เขาจะใช้นิ้วลากไปกับคันศร แล้วเกี่ยวสายออกมาปรากฏเป็นศรสีแดงดอกใหม่ เสียงเปลวเพลิงเริ่มลุกพรึบขึ้นรอบศรทันที เขามองไปหาทิวที่อยู่ด้านหลังเสาอีกครั้ง ก่อนกล่าวติดตลกออกไป

 

จันทร์ : นั่นน้องชายของเจ้ารึ ดูท่าน่าเอ็นดูกว่าน้องชายข้าเยอะเลย…

 

เจ้า : ท่านพี่…

 

เจ้ามีสีหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อยที่พี่ชายของเขาพูดแบบนั้น ส่วนจันทร์หันมาเห็นสีหน้าของน้องชายเขาก็หัวเราะออกมา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มราวกับกำลังเล่นกับเหยื่ออ่อนแอ เปลวไฟที่ลุกโชนรอบศรค่อย ๆ พลิ้วไหว คลื่นพลังจำนวนมากแผ่กระจายออกมา มันเปล่งแสงสีส้มแดงที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของกล้า แต่เขายังคงยืนนิ่งไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว

 

กล้า : เจ้าจะล้อเล่นอะไรก็เชิญ… แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายเขาเด็ดขาด!

 

กล้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แววตาแน่วแน่ราวกับภูผาที่ไม่หวั่นไหว แต่จันทร์ ยังคงยิ้มเล็ก ๆ แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เขาไม่ตอบคำพูดของกล้า แต่ค่อย ๆ ดึงสายธนูให้ตึงขึ้น เปลวไฟเริ่มรวมตัวอีกครั้ง พร้อมปลดปล่อยพลังโจมตีอีกครั้ง

 

จันทร์ : งั้นก็ดี… ก็จงตายไปซะ!!

 

สิ้นสุดคำกล่าวนั้น จันทร์ยกคันศรขึ้นแล้วเล็งไปที่กล้า เปลวไฟบิดหมุนรอบร่างนกยักษ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากไฟที่ล้อมรอบศร แล้วใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 ศรเพลิงปักษาทรราช ศรถูกปล่อยออกมาด้วยแรงมหาศาล พุ่งออกไปพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงฉาน กล้าไม่ถอย เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม ชกสวนไปพร้อมเสียงคำรามจากปลายหมัดที่อัดแรงพร้อมประกายสายฟ้า กระแทกสวนทางกับศรเพลิง

 

หมัดของกล้าปะทะเข้ากับศรเพลิงที่จันทร์ เสียงระเบิดของพลังปะทะกันดังสนั่นทั่วพระโรง คลื่นพลังที่เกิดจากการปะทะของทั้งสองฝั่งแผ่ออกไปอย่างมหาศาล ให้เศษหินปลิวว่อน จากเสาหินบางต้นแตกกระจาย เปลวไฟที่ลุกโชยอยู่บริเวณโดยรอบ ต่างก็สั่นไหวไปตามแรงของคลื่น

 

แม้จะฝืนต้านไว้สุดกำลัง แต่กล้าก็รู้ว่าตนไม่อาจรับแรงปะทะได้ทั้งหมด เขาจึงรวบรวมแรงสุดท้ายของหมัด แล้วเหวี่ยงพลังหมัดเบี่ยงทิศทางของศรเพลิงไปทางด้านข้าง มันพุ่งไปกระแทกกับเสาหินอีกต้นอย่างรุนแรง ก่อนระเบิดเสียงดังสะท้านพื้นดิน กล้าทรุดตัวลงเล็กน้อย หายใจหนักด้วยความอ่อนแรง แต่ก่อนที่เขาจะได้ตั้งตัว เสียงของสายธนูก็แหวกอากาศมาอีกครั้ง

 

จันทร์ยิงศรไฟใส่เขาอย่างไม่ยั้งมือ กล้ายกแขนขึ้นมาตั้งการ์ดได้ทันเวลา รับการโจมตีจากศรเพลิงเข้าอย่างจัง เปลวเพลิงแผดเผารอบแขนซ้ายและแขนขวา แรงระเบิดของศรแต่ละดอกที่พุ่งเข้าใส่เขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างของเขาถูกผลักถอยหลังทีละก้าว เศษหินใต้ฝ่าเท้าแตกกระจายออกทุกย่างก้าวที่เขาพยายามยืนต้าน ไม่นานนัก การยิงของจันทร์ก็หยุดลง ความเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ กล้าหยุดฝีเท้า ยืนนิ่งด้วยลมหายใจหอบถี่ ๆ พร้อมกับเหงื่อจะไหลเต็มขมับ เขาใช้มือทั้งสองข้างค้ำไปที่หัวเข่า พยายามหายใจให้มากที่สุด

 

ในจังหวะที่เขาก้มลงมองแขนขวาของตนเอง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ในตาของเขาสั่นไปมาไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็น นั่นคือ รอยร้าวบนเกราะอาวุธของเขา ซึ่งมันสัญญาเตือน ว่าเขาได้ใช้เกราะอาวุธรับการโจมตีที่มากเกินไป

 

จันทร์ที่เห็นแบบนั้นแล้ว ก็มีรอยยิ้มขึ้นมาราวกับคำเยาะเย้ย เขามองกล้าด้วยสายตาที่สมเพชเวทนา ก่อนกล่าวขึ้นเสียงเรียบ

 

จันทร์ : เกราะอาวุธของเจ้า กำลังจะแตกแล้วสินะ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก…

 

กล้า : ชิ!

 

ทันใดนั้น เปลวเพลิงบางเบาเริ่มก่อตัวขึ้นรอบศรในมือของเขา ก่อนจะยกศรขึ้นแล้วเล็งมาที่กล้า กล้าเม้มริมฝีปากแน่นแม้จะยังหอบหายใจ แต่สายตาของเขาจ้องมองไปที่ปลายศร พร้อมตั้งการ์ดรับการโจมตีของจันทร์อีกครั้ง จากนั้นจันทร์เริ่มโจมตีต่อด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 เพลิงโทสะทำลายล้าง ศรเพลิงขนาดใหญ่ออกไป 3 ดอก มันพุ่งตรงไปที่ เขาตั้งการ์ดรับมันเอาไว้ได้ในดอกแรก แม้จะสกัดมันได้ แต่แรงปะทะก็ผลักให้เขาถอยหลังหลายก้าว เขากัดฟันยั้งตนเองไว้ แล้วพยายามก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้

 

ทันใดนั้น ศรดอกที่สองพุ่งเข้ามาตามกันแบบติด ๆ เขาก็ยังคงสกัดการโจมตีเอาไว้ได้อีกเช่นเคย แต่มันกลับทำให้รอยร้าวที่เกราะอาวุธของกล้าใหญ่ขึ้น กล้ารู้ดีว่าเกราะอาวุธของเขาไม่สามารถรับการโจมตีได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว จนศรเพลิงดอกที่สามมาถึงเส้นเพลิงสีแดง พุ่งตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว กล้ายกแขนทั้งสองข้างขึ้นแล้วการ์ดให้มั่น แม้ว่า หากรับการโจมตีมากกว่านี้เกราะอาวุธต้องแตกแน่ แต่เขาก็ไม่กลัวแต่อย่างใด ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังศรอย่างไม่หวั่นไหว ในตอนที่ศรนั้นใกล้เขามา กล้ากลั้นหายใจแล้วก้าวไปข้างหน้า

 

เมื่อศรเพลิงดอกที่สามเข้ามาถึงตัว แรงปะทะขนาดใหญ่ก็กระแทกใส่เขาในทันที คลื่นพลังแผ่ซ่านออกไปรอบทิศ สะเทือนทั่วทั้งพระโรง ทุกคนที่อยู่ใกล้ต่างต้องยกมือขึ้นป้องกันตัวจากแรงอัด เสียงระเบิดดังกึกก้องราวฟ้าผ่าในหุบเขา เปลวเพลิงแผ่ลามราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง

 

ทันใดนั้น เกราะอาวุธบนแขนขวาของกล้าก็แตกร้าวอย่างรุนแรง เส้นแสงสีขาวพุ่งทะลุรอยร้าวก่อนจะระเบิดแสงออกมาในชั่วพริบตา เสียงระเบิดสะท้อนสะเทือนไปทั่วท้องพระโรง ร่างของกล้าถูกแรงระเบิดอัดกระเด็นลอยกลางอากาศ ก่อนจะกระแทกลงกับพื้น กล้าพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเต็มไปด้วยบาดแผลและความเจ็บปวดรุนแรงทั่วร่าง ทำให้จันทร์และเจ้าหันไปมองด้วยความประหลาดใจ

 

จันทร์ : ยังไม่ตายอีกหรอ…

 

เจ้า : ยังไม่ตายก็ดี ก็ให้ลุกขึ้นมา.. ข้าจะซ้ำมันให้ตายคามือเดี๋ยวนี้แหละ!!

 

สิ้นสุดเสียงนั้น เจ้าหันปลายทวนเทพอาชาที่อยู่ในมือของเขาไปหากล้าก็จะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 แสงเทพเผด็จศึก แสงสีทองเข้มระเบิดแผ่ออกมาจากตัวทวนเปล่งประกายแสงออกมา แรงกดดันมหาศาลแผ่คลุมทั่วบริเวณ เจ้าเหวี่ยงทวนไปข้างหน้า ปลายทวนลากเป็นเส้นแสงสีทองพุ่งตรงไปยังกล้าที่พยายามจะลุกขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

 

รำพาที่อยู่ด้านหลังของเจ้า เธอพุ่งเข้าไปดักหน้าแล้วใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 1 พายุปิ่นกรีบบัว ปิ่นทองจำนวนมากที่มาพร้อมกับกรีบบัวสีชมพูปลิวว่อน พุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฝน ต่อด้วย เอกที่ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทลายภูพาน ทั่วร่างของเขาอาบด้วยออร่าสีทองราง ๆ ก่อนเคลื่อนตัวด้วยพลังมหาศาล เขาพุ่งตัวเข้าสกัดทวนทองของเจ้าเต็มแรง

 

เสียงระเบิดของพลังปะทะดังสนั่นสกัดการโจมตีนี้ของเจ้าเอาไว้ แต่ทว่า การโจมตีของเจ้าเน้นในการโจมตีที่รุนแรง แต่ถูกการโจมตีสกัดการโจมตีความสามารถนี้จะลดระดับความเสียหายลงและเปลี่ยนเป็นการทะลวงผ่านการโจมตีแทน ทำให้เอกและรำพาที่พยายามจะสกัดการโจมตีนี้ไว้ให้ ถูกการโจมตีของเจ้าทะลวงผ่านอย่างง่ายดาย

 

ร่างของรำพาและเอกดังขึ้นพร้อมกัน ร่างของทั้งคู่กระเด็นไปคนละทาง ยุพิน ที่อยู่อีกด้าน กำมือแน่นด้วยความโกรธ ที่ต้องทนเห็นพวกพ้องของเขาต้องบาดเจ็บ แต่เธอกลับช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งที่อยากจะเข้าไปช่วย แต่อ้อมแขนของเธอยังอุ้มร่างของ ทิศใต้ที่ยังสลบอยู่ ซึ่งเธอไม่อาจเสี่ยงทิ้งเขาไว้ได้

 

แต่ทวนสีทองยังคงพุ่งตรงไปที่กล้าอย่างไม่ชะลอความเร็ว กล้าพยายามจะลุกขึ้นแต่เขาก็ล้มตัวลงไปอีกครั้ง ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ทิววิ่งออกมาจากหลังเสาหินโดยไม่คิดชีวิต ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างก็เปล่งประกายออกมาจากตัวของเขา

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!