เหนือฟ้าเริ่มปักใจเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาแล้วว่า
คลื่นสมุทร เกิดมาบนโลกใบนี้เพื่อตั้งตนเป็นศัตรูกับ ระบบระเบียบในชีวิตของเขาโดยเฉพาะ เพราะหลังจากวันทดลองเล่นเซิร์ฟครั้งนั้น หุ้นส่วนผิวแทนคนนี้ก็ยิ่งย้ายตัวเองเข้ามาวนเวียนอยู่ ในรัศมีสายตาของเขาถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเงาตามตัว
ตอนเช้า... เจอกันที่ห้องอาหาร ตอนสาย... นั่งไขว่ห้างส่งยิ้มให้ตรงบาร์ล็อบบี้ ตอนบ่าย... ยืนคุมพนักงานอยู่ริมชายหาด ตอนเย็น... เดินสวนกันหน้าห้องประชุมใหญ่
และจนกระทั่งตอนนี้... เวลาล่วงเลยมาถึงสองทุ่มครึ่ง
เหนือฟ้าที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมงบประมาณไตรมาส ถอนหายใจยาวพลางก้าวขาออกจากห้องประชุมชั้นสาม และภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้าก็ยังคงเป็นร่างสูงใหญ่คุ้นตา ที่นั่งเหยียดขาอยู่บนโซฟารับรอง
"คุณ... ยังไม่กลับอีกเหรอ" เหนือฟ้าหยุดเดินพลางเอ่ยถาม
คลื่นสมุทรที่กำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เงยหน้าขึ้นทันที แววตาประกายวาบระคนยินดีราวกับลูกหมาที่นั่งรอเจ้าของ มาทั้งวัน "รอคุณนั่นแหละครับ"
"..."
"กลับวิลล่าพร้อมกันไหม?"
"ไม่" เหนือฟ้าปฏิเสธเสียงเรียบพลางก้าวขาฉับไปที่ลิฟต์
"โอเคครับ" คลื่นสมุทรรับคำง่าย ๆ
เหนือฟ้าเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ วันนี้หมอนี่ยอมง่ายผิดปกติจนน่าระแวง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้วิเคราะห์อะไรต่อในหัว ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าเดินตามหลังเขามาเงียบ ๆ ในระยะห่างไม่ถึงสามก้าว
เหนือฟ้าชะงักเท้า หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้า "แล้วนี่คืออะไร?"
"ผมก็กำลังกลับพร้อมคุณไงครับ" คลื่นสมุทรยิ้มเผล่
"ผมบอกว่าไม่กลับด้วย"
"คุณบอกว่าไม่กลับ 'พร้อมกัน' ต่างหากล่ะ" ชายหนุ่มเลิกคิ้วกวน ๆ "ผมก็เลยเดินตามหลัง ไม่ได้เดินข้าง ๆ ถือว่าไม่ได้กลับพร้อมกัน... ถูกต้องไหมครับ?"
เหนือฟ้าอ้าปากค้าง หมดคำจะเถียงกับตรรกะข้าง ๆ คู ๆ ของผู้ชายคนนี้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีปล่อยให้อีกฝ่ายเดิน ตามเป็นเงาอยู่อย่างนั้น
วันรุ่งขึ้น
มีกำหนดการตรวจเช็กความปลอดภัยของท่าเรือส่วนตัว ของรีสอร์ต คลื่นสมุทรในฐานะผู้ดูแลกิจกรรมทางทะเลรับหน้าที่พาเจ้าหน้าที่รัฐลงตรวจพื้นที่ เหนือฟ้าจึงต้องเข้าร่วมร่วมสังเกตการณ์ในฐานะผู้บริหารด้วย
"ระวังนะครับคุณเหนือฟ้า" คลื่นสมุทรเอ่ยเตือนพลางยื่นมือหนามาตรงหน้าตอนที่พวกเขากำลังจะก้าวข้ามไปยังเรือสปีดโบ๊ตที่โคลงเคลงตามแรงคลื่น
เหนือฟ้าปัดมือนั้นออกเบา ๆ "ผมขึ้นเรือเป็น"
"ผมรู้ครับ"
"งั้นจะเตือนทำไมไม่ทราบ?"
"ก็ผมเป็นห่วงนี่ครับ"
คำว่า 'เป็นห่วง' ที่หลุดออกมาจากปากอีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ทำเอาคนฟังใจกระตุกวูบจนก้าวขาพลาดเกือบสะดุดขอบเรือ โชคดีที่ทรงตัวทัน ส่วนคลื่นสมุทรหัวใจหัวเราะร่วนจนไหล่สั่นเมื่อเห็น ประธานหนุ่มเสียอาการ
ทว่าระหวางการตรวจงานอันยาวนาน เหนือฟ้ากลับต้องเปลี่ยนความคิดในหัวอีกครั้ง ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยความราบรื่นไร้ที่ติ คลื่นสมุทรสามารถตอบคำถามเชิงเทคนิคของเจ้าหน้าที่ ได้อย่างฉะฉาน แม่นยำในข้อมูลทุกจุด และเข้าใจระบบความปลอดภัยทางน้ำทั้งหมด อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน... มันเป็นภาพลักษณ์ที่ดูพึ่งพาได้ จนเหนือฟ้าเผลอยืนมองอยู่นาน
"มองอะไรขนาดนั้นครับ?" คลื่นสมุทรเดินเข้ามาถามหลังจากส่งเจ้าหน้าที่ไปอีกฝั่ง
"เปล่า"
"โกหกสายตาคนอื่นได้ แต่โกหกสายตาผมไม่ได้หรอกนะ"
เหนือฟ้าเงียบไปอึดใจ ก่อนจะยอมเอ่ยปากพูดสิ่งที่คิด "ผมแค่... ไม่คิดว่าคุณจะจริงจังกับงานขนาดนี้"
คลื่นสมุทรนิ่งไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมคายทอดมองคนตรงหน้านิ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ "แล้วในสายตาคุณ... คุณคิดว่าผมเป็นคนยังไงล่ะครับ?"
คำถามนั้นทำให้เหนือฟ้าชะงัก... นั่นสิ เขาคิดว่าคลื่นสมุทรเป็นคนยังไง?
คนกวนประสาท... คนพูดมาก... คนขี้แกล้งที่ชอบหยอดคำหวานไปทั่วงั้นเหรอ? แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้ชายคนนี้กลับเป็นคนที่พนักงานทุกคนรัก เป็นคนที่แขกทุกคนประทับใจ และเป็นคนที่ทำงานเก่งกาจอย่างน่าหงุดหงิดที่สุด
"ไม่รู้สิ..." เหนือฟ้าเบือนสายตาหนี "ตอบไม่ได้"
คลื่นสมุทรหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างชอบใจ "ขอบคุณนะ อย่างน้อยคุณก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง"
ค่ำคืนนั้น รีสอร์ตได้จัดงานเลี้ยงค็อกเทลต้อนรับกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ เหนือฟ้าปรากฏตัวในชุดสูทสากลสีดำสนิท คัตติ้งเนี้ยบกริบที่ส่งให้รูปร่างดู สง่างามและภูมิฐาน เสียจนแขกเหรื่อในงานอดที่จะหันมองไม่ได้
ส่วนคลื่นสมุทร... ชายหนุ่มมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนพับแขนลวก ๆ หล่อเหลาแบบดิบเถื่อนและสบาย ๆ สไตล์หนุ่มทะเล ซึ่งมันยิ่งน่าหมั่นไส้ในสายตาเหนือฟ้า เพราะไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะแต่งตัวไร้ระเบียบแค่ไหน โครงหน้าและคาริสม่ากลับส่งให้เขาดูดีชวนมองอยู่เสมอ
"คุณเหนือฟ้าคะ" เสียงหวานของนักลงทุนหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันดังขึ้น หล่อนก้าวเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ "ยินดีที่ได้พบตัวจริงนะคะ"
เหนือฟ้าคลี่ยิ้มและพูดคุยตอบกลับตามมารยาททางสังคม ทว่าไม่ทันไร ร่างสูงของคลื่นสมุทรก็แทรกตัวเข้ามากลางวงพร้อมกับ แก้วเครื่องดื่มในมือสองแก้ว
"น้ำเปล่าครับคุณเหนือฟ้า" คลื่นสมุทรยื่นแก้วให้
เหนือฟ้ามองแก้วน้ำสลับกับใบหน้าคมด้วยความมึนงง "ผมยังไม่ได้สั่ง..."
"แต่ตั้งแต่เริ่มงานมา คุณยังไม่ได้ดื่มอะไรเลยนะคร้บ ทานแต่น้ำเปล่าแก้กระหายเถอะ" คลื่นพูดด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ หญิงสาวตรงหน้ามองคนทั้งคู่สลับกันไปมา ก่อนจะจุดรอยยิ้มมีเลศนัยตรงมุมปาก
"แหม... ดูสนิทกันจังเลยนะคะคู่นี้"
"ไม่ครับ / มากครับ"
สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกันทันควัน เหนือฟ้าปฏิเสธเสียงแข็งในเสี้ยววินาที ทว่าคลื่นสมุทรกลับสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมรอยยิ้มกว้างขวาง
"..." เหนือฟ้าหันขวับไปถลึงตาใส่คนข้างกายทันที หญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างนึกสนุกก่อนจะเอ่ยขอตัว เดินแยกไป ทิ้งให้ผู้บริหารหนุ่มยืนกำหมัดแน่นจ้องหน้าหุ้นส่วนตัวแสบ อย่างเอาเรื่อง
"คุณจำเป็นต้องพูดจาสื่อความหมายชวนเข้าใจผิดแบบนั้น ต่อหน้าคนอื่นไหม คุณคลื่นสมุทร?"
"ผมพูดผิดตรงไหนล่ะครับ?" คลื่นสมุทรยักไหล่ "ก็เราสนิทกันจริง ๆ นี่นา"
"สนิทกันตรงไหนไม่ทราบ?!"
"ก็ตรงที่... ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบกินหวาน" คลื่นสมุทรขยับก้าวเข้าไปชิดอีกหนึ่งก้าว น้ำเสียงทุ้มต่ำลง "ผมรู้ว่าคุณชอบบ้างานจนเลยเวลาอาหาร... และคุณก็รู้ดีว่าผมชอบแกล้งคุณแค่ไหน และคุณก็รู้จักผมทุกสัดส่วน…"
"..."
เหนือฟ้าอ้าปากค้าง คำเถียงทั้งหมดจุกอยู่ในลำคอ เพราะสิ่งที่คลื่นสมุทรพ่นออกมา... มันคือความจริงทั้งหมด ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ตารางชีวิตและนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่ายถูกบันทึกเข้ามาในสมองของเขา และตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... ที่เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาเก็บรายละเอียดในชีวิตของเขามากขนาดนี้
"เห็นไหมล่ะครับ" คลื่นสมุทรคลี่ยิ้มละมุน แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพของเหนือฟ้าเพียงคนเดียว "เราสนิทกันจะตาย... คุณเหนือฟ้า"
หัวใจของเหนือฟ้าสะดุดค้างไปหนึ่งจังหวะใหญ่ ก่อนที่เขาจะรีบสะบัดหน้าเบือนสายตาหนีไปทางอื่นทันที เพราะเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็น... ว่าในตอนนี้ ใบหน้าของเขามันร้อนผ่าวและขึ้นสีระเรื่อมากแค่ไหน
หลังจากงานเลี้ยงเลิก...
เหนือฟ้าย้ายตัวเองมายืนอยู่เพียงลำพังตรงระเบียงทอดยาว บนชั้นสอง ทอดสายตามองผืนทะเลสีดำมิดยามค่ำคืน ลมทะเลเย็นเฉียบพัดผ่านผิวแก้วช่วยดับความร้อนรุ่มในใจ ลงไปได้บ้าง
"หนีมาแอบยืนเหงาคนเดียวอีกแล้วนะครับ" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง
โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องหันกลับไปมอง เหนือฟ้าก็รู้ดีแก่ใจว่าคือใคร คลื่นสมุทรเดินเข้ามายืนเคียงข้าง มือสองข้างเท้ากับราวระเบียงเหล็ก ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากกวนประสาทเหมือนอย่างเคย ทั้งคู่นิ่งเงียบปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน มองผืนทะเลเดียวกัน ฟังเสียงเกลียวคลื่นม้วนตัวเข้าหาฝั่งเสียงเดียวกัน
"คลื่น..." เหนือฟ้าเรียกชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา สายตายังคงจับจ้องที่ขอบฟ้า
"ครับ?"
"คุณเคยตัวไหม... ว่าตัวเองเป็นคนที่น่ารำคาญที่สุดในโลก"
คลื่นสมุทรหลุดหัวเราะหึในลำคอ "รู้สึกอยู่ทุกวันเลยครับ"
"หึ... รู้ตัวด้วยเหรอ"
"รู้สิครับ"
เหนือฟ้าหลุดยิ้มออกมา... เป็นรอยยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็น และแน่นอนว่าสายตาคมกริบคู่นั้นของคลื่นสมุทรหันมาจับจ้องและบันทึกมันไว้ได้ทันท่วงที
"แต่คุณเหนือฟ้ารู้อะไรไหม..." ชายหนุ่มผิวแทนเอ่ย น้ำเสียงและแววตาอ่อนโยนลึกซึ้งลึกล้ำยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา "ถึงผมจะรู้ตัวว่าเป็นคนน่ารำคาญแค่ไหน..."
"..." เหนือฟ้าหันกลับมาสบตา
"แต่ผมก็ยังอยากพาตัวเองมาอยู่ใกล้ ๆ คุณอยู่ดี... และอยากอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วย"
ตึกตัก! ตึกตัก!
หัวใจของเหนือฟ้ากระตุกรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขารีบเบือนหน้ากลับไปมองทะเลเบื้องหน้าทันที มือเรียวกำราวระเบียงแน่นจนนิ่งสั่น... เขาหวาดกลัว หวาดกลัวเหลือเกินว่าผู้ชายข้าง ๆ จะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม และกลัวว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้...
ว่าคำพูดแสนธรรมดาเพียงประโยคเดียวของคลื่นสมุทร กำลังทำให้คนที่มีสติและควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ อย่างสมบูรณ์แบบอย่างเขา... เริ่มสูญเสียการควบคุมการเต้นของหัวใจตัวเองไป โดยสิ้นเชิงแล้ว