ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 20:26 น.
ริวยืนนิ่งอยู่ในโรงเรียนที่เงียบสงัด โถงทางเดินเบื้องหน้าว่างเปล่า เขาหมุนตัวมองรอบด้านด้วยความสับสน จุนโกะที่เพิ่งเดินอยู่ตรงหน้าหายไปทั้งๆที่เมื่อกี้ก็เดินอยู่ข้านหน้า
จุนโกคงรำคาญที่ผมแน่ๆเลย… ที่ผมเดินตามแถมยังพูดมากอีก เธอคงจงใจเดินหนีไปแล้ว
ริวตำหนิตัวเองในใจ แล้วจึงหมุนตัวหันหลังเดินย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อออกจากโรงเรียน
ทางเดินที่เคยมีเสียงฝีเท้าสองคู่ดังเคียงกัน ตอนนี้กลับเงียบเชียบจนน่าใจหาย อากาศที่เคยเย็นสบายเริ่มหนาวขึ้น บรรยากาศวังเวงชวนขนลุก ก่อนหน้านี้ที่เดินมาด้วยกัน เสียงฝีเท้าสองคู่ยังพอช่วยให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวนัก แต่ขากลับเหลือเพียงเขาคนเดียว
ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะเดินผ่านหัวมุมทางแยกเพื่อข้ามไปยังอาคารหน้า หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งแวบผ่านเข้าไปใต้อาคารเรียนที่เพิ่งเดินผ่าน ริวหยุดฝีเท้าลงทันที สายตาจดจ้องไปยังทิศทางนั้นด้วยความงุนงง
จุนโกะ…
เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นคือความจริงหรือแค่ตาฝาดเพราะความหิวเมื่อก่อนหน้า แต่ความรู้สึกและเสียงก้าวเท้าเดินของเธอที่ดังอยู่ในโซนประสาท เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นความจริง
ริวปรายตามองเธอ เขาลังเลอยู่ชั่วอึดใจ แต่สุดท้ายสัญชาตญาณความเป็นห่วงก็อยู่เหนือความคิดทั้งหมด เขาตัดสินใจก้าวเท้าตามเธอเข้าไปใต้อาคาร แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเงียบ ไม่ส่งเสียงเรียกและไม่ถามอะไรเธอสักคำ เพียงแค่ต้องการขยับเข้าไปให้ใกล้ๆ ใกล้พอที่จะมั่นใจว่าเธอปกติดี
ระหว่างทาง แสงไฟวับแวมจากหลอดไฟเก่าๆ หน้าห้องเรียนสะท้อนเงาของเขาให้ทอดยาวบิดเบี้ยวไปตามผนัง เขาเดินไปได้สักพัก เสียงซุบซิบแหบพร่าราวกับคนกำลังปรึกษาอะไรบาง อย่างดังขึ้นจากหัวมุมทางเลี้ยวหลังอาคาร
ริวชะงักหันมองตามเสียงนั้นเพียงเสี้ยววินาที และเมื่อหันกลับมาเขายังคงเห็นจุนโกะเดินนำหน้าอยู่ไกลๆ จึงตัดสินใจละสายตาจากแผ่นหลังของเธอ แล้วเปลี่ยนเป้าหมายเดินมุ่งหน้าไปตามต้นตอของเสียงประหลาดนั้นแทน
ในวินาทีที่ริวหันหลังให้ จุนโกะที่กำลังเดินอยู่นั้นไม่ได้หันกลับมามองเขา แต่ริมฝีปากบางของเธอกลับค่อยๆคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะพึงพอใจที่สุด ราวกับว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนที่เธอวางไว้
ทางฝั่งของริวที่เดินลึกเข้าไปที่หลังอาคาร ซึ่งไร้แสงจากหลอดไฟทุกชนิด มีเพียงแสงจันทร์สีเงินนวล ที่สาดส่องลงมาอย่างสลัวรางพอให้ได้มองเห็นทาง
แต่ยิ่งดินลึกเข้ามา เขาก็รู้สึกเหมือนเหยียบของเหลวบางอย่างเจิ่งนองเป็นคราบเหนียวข้น ริวมองเห็นไม่ชัดนักและไม่ได้ใส่ใจกับมัน เพราะเสียงพูดคุยตรงหน้าชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เขาชะลอฝีเท้าลงจนหยุดนิ่ง แล้วเอนตัวพิงกำแพงที่ฝุ่นเกาะอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆชะโงกหน้าออกไปมอง
ภาพเหตุการณ์ทำให้เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเห็นว่าตรงหน้าคือ นักเรียนชายสามคนกำลังพยายามยัดร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและดูไร้สติ ลงไปในถุงขยะสีดำขนาดใหญ่
“พวกคุณทำบ้าอะไรกันน่ะครับ!!!”
เสียงตะโกนด้วยความช็อกของริวดังทำลายความเงียบขึ้นมาโดยไม่ทันคิด ทำให้นักเรียนชายทั้งสามหันขวับมามอง สีหน้าของพวกเขาดูตกใจเล็กน้อย ทันทีที่พวกเขาขยับมาปะทะแสงจันทร์ ปลอกแขนสีแดงแสดงถึงตำแหน่งสภานักเรียนก็สะท้อนแสงเด่นชัดกว่าสิ่งใด
“อ้าว... มึงมาได้ไงล่ะเนี่ย” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
ริวสะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว แต่มันทำให้สติที่กระเจิงไปเมื่อครู่เพิ่งกลับคืนมา พร้อมกับความรู้สึกที่เย็นวาบแล่นจับขั้วหัวใจ เมื่อรู้ตัวว่าเพิ่งหาเรื่องใส่ตัวครั้งใหญ่ ก่อนที่ประโยคสั้นๆ ดังลั่นอยู่ในหัวสลับกับเสียงเตือนภัยในสมอง
ฉิบหายแล้วไง!
สภานักเรียนทั้งสามทิ้งงานในมือแล้วค่อยๆ ก้าวตรงมาหาเขาด้วยท่าทางที่ไม่เป็นมิตร ทว่าริวไม่รอให้พวกเขาเข้ามาถึงตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งการให้เขาหันหลังกลับแล้วใส่เกียร์หมาสับสุดฝีเท้า ออกไปจากตรงนั้นทันที!
เด็กหนุ่มวิ่งต่อไปอย่างไร้จุดหมาย ความมืดปกคลุมไปทั่วบริเวณจนเขาแยกแยะทิศทางไม่ออก แสงไฟสลัวรางพาสติของเขาให้เตลิดเปิดเปิง ความรู้สึกเหมือนวิ่งอยู่ในเขาวงกต แต่สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้คือต้องหนีไปให้ไกลจากเงื้อมมือของสภานักเรียนสามคนนั้น
เมื่อมาถึงทางแยกโถงใต้อาคาร ริวเบรกกะทันหันจนฝุ่นตลบ เขาหันมองซ้ายขวาด้วยความลนลาน ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย
ไปทางไหนต่อดีล่ะ
แต่ทุกวินาทีที่เขาหยุด เสียงฝีเท้าหนักๆที่วิ่งไล่ตามมาเบื้องหลังกลับยิ่งทวีความดังจนหัวใจเขาแทบหลุดออกมานอกอก เวลาไม่มีพอที่จะให้ตัดสินใจนานนัก จึงจำใจเลือกวิ่งตรงเข้าไปในอาคารที่มืดที่สุด เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินใต้อาคาร ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินเรี่ยวแรงจนขาของเขาเริ่มสั่น
ทว่าในความมืดนั้นเอง ริวมองเห็นแสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนอยู่ไม่ไกล ที่มุมหนึ่งมีนักเรียนชายคนหนึ่งที่เสียบสายชาร์จแบตเข้ากับปลั๊กที่ติดอยู่เสา พร้อมกับเล่นโทรศัพท์ไปด้วยอย่างไม่ทุกข์รู้ร้อนอะไรเลย ริวใช้แรงเฮือกสุดท้ายพุ่งตรงเข้าไปหาแสงสว่างนั้นทันที
และเมื่อเข้าใกล้พอ แสงจากหน้าจอก็เผยให้เห็นใบหน้าที่แสนคุ้นตาดี ริวโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความหวังที่ริบหรี่ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง
“พะ... พี่เบนซ์ครับ”
เบนซ์ละสายตาจากโทรศัพท์ในมือ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบชนกันเมื่อเห็นสภาพรุ่นน้องที่วิ่งหน้าตั้งมา
“อ้าวริว ค่ำมืดขนาดนี้แล้วเอ็งมาวิ่งเล่นอะไรอีกเนี่ย สภาพนี่ดูไม่ได้เลยนะ”
ยังไม่ทันที่ริวจะได้อ้าปากอธิบาย เสียงฝีเท้าที่วิ่งระงมก็มาหยุดลงตรงหน้า ริวสะดุ้งสุดตัวขึ้นและก้าวถอยหลังไปหลบอยู่ด้านหลังของเบนซ์อย่างหวาดหวั่น
ทันใดนั้น ร่างของสภานักเรียนทั้งสามคนก็พ้นออกมาจากเงามืดใต้อาคาร แสงไฟสลัวเผยให้เห็นปลอกแขนสีแดงที่ดูคุ้นตา
“จะหนีไปไหนเหรอไอ้เด็กเวร!”
หนึ่งในสภานักเรียนตวาดขึ้น พลางจ้องเขม็งไปที่ริว เบนซ์ที่เห็นแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย เพราะเขาจำหน้าพวกนี้ได้ดี
“ลูกน้องไอ้ออร์แกนมาอีกแล้วหรอกเหรอ วิ่งไล่น้องเขายังกับหมาบ้า มีปัญหาอะไรกันนักหนาวะ”
“มันแส่ไม่เข้าเรื่อง!” อีกคนพูดกระแทกเสียงพลางขยับก้าวเข้ามา
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาก็หันไปถามรุ่นน้องให้ไว้ “เอ็งนี่ก็ไปเห็นอะไรอีกล่ะ”
น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบๆไม่ได้ตะคอกใส่ แต่เหมือนแซวเล่นมากกว่า แต่ริวไม่ตอบ เขาหลบหน้าไปอีกทาง นัยน์ตาคู่นั้นดูสั่นไหวเล็กน้อย เพียงเท่านั้นเบนซ์ก็พอจะเดาออก ปแวหันไปตอบอีกฝ่าย
“เอาเถอะ… แยกย้ายๆ”
“มึงอย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลยไอ้เบนซ์” สภานักเรียนคนแรกเริ่มหมดความอดทน
“รำคาญวะ!” เบนซ์ตอบเสียงเรียบพลางก้มมองหน้าจอ “พวกมึงไปไกลๆไป๊ กูลงแรงค์อยู่เนี่ย เสียจังหวะหมด”
ท่าทีที่ดูไม่สนใจของเบนซ์ยิ่งโหมไฟโทสะให้กับฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่พวกเขาจะก้าเข้ามา แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
“มึงคิดว่ามึงเป็นใครวะถึงมาสั่งพวกกู! มึงมันก็แค่หมาวัดที่เขาเก็บมาเลี้ยงก็เท่านั้นแหละ”
เบนซ์หรี่ตาลง น้ำเสียงที่เคยขี้เล่นกลับเย็นเยียบขึ้นมาทันที “หึ... งั้นถ้าหมาวัดอย่างกู เอาเรื่องที่พวกมึงทำลับหลังพี่ใหญ่ไปบอกไอ้ธันวาขึ้นมา มึงคิดว่าคนอย่างพวกมึงจะมีหัวเหลืออยู่บนบ่าไหม”
คำขู่ของเบนซ์ทำให้ทั้งสามชะงักไปชั่วครู่ พวกเขามองหน้ากันด้วยความเลิกลั่ก เพราะรู้ดีว่าเหนือกว่า ออร์แกน คือ ธันวา และเขาเป็นคนเกลียดการทำโดยพลการมากที่สุด
ทว่าความกลัวกลับถูกแทนที่ด้วยความโกรธ หนึ่งในนั้นตัดสินใจเอามีดพับเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง แสงจากหลอดไฟใต้อาคารสะท้อนบนคมมีดสีขาวให้เงาวับ
“มึงจะไม่มีปากไปบอกหรอกน่า…” เขาพูดพลางชี้ปลายมีดไปยังคนตรงหน้า
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว หัวใจของริวหล่นวูบลงทันที สถานการณ์บานปลายไปไกลเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว
ทันใดนั้น... เสียงของแข็งสีคมหนักๆก็ดังลากมากับพื้นปูน คลืด... คลืด... ดังช้าๆ แต่กังวานไปทั่วโถงอาคารที่เงียบสงัด ทั้งสองฝั่งหยุดชะงักในทันที
ทางฝั่งของสภานักเรียนทั้งสามเริ่มมีสีหน้าเลิกลักอีกครั้ง เพราะกลัวว่าบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาจะเขามาเห็นเหตุการ และทำให้สถานะการณ์เกินการควบคุมไปมากกว่านี้
เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนจับทางได้ว่ามาจากเงามืดทางด้านหลัง ทุกคนต้องหันไปมองเป็นตาเดียว
และแล้ว… ร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นภายใต้ไฟสีขาว สะท้อนชุดนักเรียนสีขาวของเธอ โบว์สีแดงที่ผูกผมที่มัดหางม้าสั่นไหวตามจังหวะก้าวเดิน ในมือของเธอถือขวานแดงที่ริวจำได้ติดตา เธอมองมายังกลุ่มคนเบื้องหน้าด้วยแววตาที่แข็งทื่อ
ริวรูม่านตาเบิกกว้าง ลมหายใต้ติดๆขัดๆ “ยุ... ยูริ”
น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด แม้พยายามจะพูดให้เป็นคำ แต่เสียงนั้นกลับแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในอากาศ แต่สภานักเรียนทั้งสามคนที่เห็นว่าเป็นเพียงนักเรียนหญิงเพียงคนเดียว กลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เฮ้อ~ ตกใจหมด นึกว่าใครที่ไหน” เขาพูดพลางยกมือขึ้นท้าวเอว
“ช่ายยย คิดว่าผีหลอกไปซะแล้ว ฮ่าๆ” อีกคนผสมโรงด้วยท่าทางหื่นกระหาย
พูดจบ พวกเขาเดินวนรอบตัวยูริอย่างย่ามใจ มือหนาพยายามจะเอื้อมไปลูบไล้ใบหน้าและคอของเธอเป็นการหยอกล้อเหมือนเห็นเธอเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะ
ทว่า ยูริกลับไม่ได้สะทกสะท้าน แววตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นด้วยความรำคาญ ก่อนจะกวาดขวานดับเพลิงในมือฟาดตัดอากาศดัง ฟึบ! เพื่อไล่พวกเขาให้ออกห่าง
“โว้ๆ น้องสาว... ใจเย็นๆ เล่นของมีคมมันไม่ดีนะ”
ริวที่เห็นท่าไม่ดี รีบรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา ก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดเบนซ์ที่ยังคงก้มหน้าเล่นเกมแบบไม่สนโลกอยู่ข้างๆ
“พี่… พี่ครับ...” เขากระซิบเสียงสั่น
เบนซ์เงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์ มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาสงสัย แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทำอะไรต่อ ขวานในมือของยูริก็ถูกเหวี่ยงเป็นวงโค้ง ฉีกกระชากอากาศพุ่งเข้าหาลำคอของสภานักเรียนคนหนึ่งทันที ฉัวะ!
เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาดั่งน้ำพุ เสียงของแข็งตัดผ่านเนื้อและกระดูกดังสนั่นจนน่าสะอิดสะเอียน
“เชี้ย!!”
เพื่อนอีกสองคนร้องลั่นด้วยความช็อก พวกเขารีบถลาเข้าไปประคองร่างที่ล้มลงดิ้นทุรนทุรายกับพื้น เลือดไหลทะลักออกมาตามง่ามนิ้วที่พยายามอุดบาดแผลอย่างสิ้นหวัง
ยูริค่อยๆเงยหน้าขึ้นช้าๆ เส้นผมหน้าม้าที่เคยเรียบร้อยบัดนี้ยุ่งเหยิงและชุ่มไปด้วยหยดเลือด แววตาที่ว่างเปล่ากลับกลายเป็นความคลุ้มคลั่งที่พุ่งพล่าน ก่อนที่เสียงหัวเราะจะระเบิดออกมา
“อาฮา... ฮ่าๆๆๆๆๆ!!”
เธอไม่ได้แค่หัวเราะแค่ปาก แต่ทั้งร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปด้วยความสะใจ ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวที่เรียงรายตัดกับรอยเลือดบนใบหน้า พร้อมกับแววตามที่มองมายังร่างกำลังจะตายด้วยความสมเพชเวทนา
ริวเห็นแบบนั้นจึงสะกิดเบนซ์อีกครั้ง ครั้งนี้เบนซ์ไม่รอให้ช้า เขารีบกระชากหัวชาร์จแบตออกจากปลั๊กไฟ แล้วทั้งสองก็วิ่งสับตีนแตกออกจากตรงนั้นไปทันที
“พวกมึงจะไปไหน!” เสียงสภานักเรียนที่เหลือตะโกนไล่หลังมาอย่างเคียดแค้น
“วิ่งดิ รอพ่อมึงมาตัดริบบิ้นเหรอ” เบนซ์ตะโกนตอบ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
ทว่าตามมาด้วยเสียง ฉัวะ! ฉัวะ! ที่ดังสะท้อนก้องตามหลังมาอีกสองครั้ง ริวกับเบนซ์ไม่ได้หันไปดู และไม่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งคู่รีบสาวเท้าหายไปในเงามืดของอาคารเรียน ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่ด้านหลัง