เด็กใหม่ Girl From Nowhere ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

ตอนที่ 2: ผู้พิพากษาปรากฎตัว

👁️ 3 อ่าน

ณ โรงเรียนเชจุฬาลักษณ์

 

เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนโยน สาดส่องลงมาจากท้องฟ้าสีครามที่ไร้เมฆบดบัง บริเวณลานหน้าเสาธงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของเหล่านักเรียนเก่าและใหม่

 

เมื่อเสียงสัญญาณดังขึ้นออดดังขึ้น บ่งบอกเวลา 7:50 น. เหล่าทุกคนต่างหยุดบทสนทนา แล้วมุ่งหน้าไปรวมตัวกันหน้าเสาธงตามกิจวัตรประจำวัน ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ หลังจากกิจกรรมสิ้นสุดลง ทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นอาคารเรียน

 

การเรียนในคาบเช้าก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ภายในห้องเรียน เพื่อน ๆ หลายคนยังคงให้ความสนใจกับนักเรียนใหม่อย่างแนนโน๊ะ บ้างก็เดินเข้ามาทักทาย บ้างก็ชวนคุย ชวนหัวเราะ ราวกับเธอเป็นศูนย์กลางของห้องเรียนโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่กลับไม่มีใครพูดถึงริวนักเรียนใหม่อีกคน ที่มาในวันเดียวกันเลยแม้แต่คนเดียว

 

ริวที่นั่งอยู่โต๊ะประจำที่ด้านหลังสุด เขายังคงก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างเงียบ ๆ ราวกับโลกทั้งใบถูกตัดออกไป เหลือเพียงเขากับหน้ากระดาษของหนังสือเล่มนั้น และนี่เป็นวันที่สองแล้ว ที่เขาเรียนอยู่ที่นี่ และเขายังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่สุงสิง เขาเคยชินกับการไม่มีตัวตนแบบนี้ การถูกมองข้าม ดูจะเรื่องปกติสำหรับเขา จนกระทั่งถึงชั่วโมงเรียนสุดท้ายของคาบเช้า เป็นชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์

 

“ริว มาหาครูที่โต๊ะหน่อย” เสียงของ ครูสุรชัย ครูประจำวิชาคณิตศาสตร์ดังขึ้น ทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ สายตาหลายคู่เหลือบมองมาทางด้านหลังห้อง ก่อนจะเบนกลับไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่ได้สนใจจริงจัง

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปยังโต๊ะครูที่อยู่หน้าห้องอย่างเงียบ ๆ ด้วยท่าทางสุภาพ ครูสุรชัยมองนักเรียนชายตรงหน้าด้วยแววตาเป็นห่วง ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

ครูซักถามเรื่องการย้ายมาเรียนที่นี่ และเรื่องการปรับตัว ว่ามันยากไหม… เป็นเพียงคำตอบธรรมดาที่ครูทั่วไปจะถามนักเรียน

 

ริวตอบทุกคำอย่างสั้น กระชับ และไม่เปิดเผยเกินจำเป็น จนเมื่อครูถามถึงครอบครัว ทำให้ริวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบขึ้นเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“พ่อแม่ของผมเสียไป… ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กครับ”

 

คำตอบนั้น ทำให่ครูสุรชัยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ และถามต่ออย่างระมัดระวังว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับครอบครัวของเขา ริวลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ

 

“พวกเขา… เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้โรงละคร”

 

ริวพูดเพียงเท่านั้น ไม่ได้อธิบายต่อ เพราะความรู้สึกเศร้าที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปอย่างไม่ทันตั้งตัว มันยังฝังอยู่ลึก ๆ ในใจ แต่การพูดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ครูสุรชัยจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ

 

“ถ้าอย่างงั้นดูแลตัวเองดี ๆ นะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาคุยกับครูได้ตลอดเลย”

 

ริวพยักหน้ารับ “ครับ”

 

สิ้นสุดบทสนทนา ริวก็เดินกลับไปยังโต๊ะประจำ ไม่นานนัก เสียงออดก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณพักเที่ยง ครูสุรชัยปล่อยนักเรียนออกจากห้อง ทุกคนลุกขึ้นเก็บของ และพูดคุยกันอย่างครึกครื้น แต่ริวยังตงนั่งนิ่งอยู่กัขบที่ เขารอให้เพื่อน ๆ ออกไปจากห้องก่อน แล้วค่อยเก็บหนังสือลงกระเป๋า จากนั้นเดินออกจากห้องไป

 

ณ โรงอาหาร

เวลา 11:38 น.

 

ช่วงพักกลางวัน โรงอาหารของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์เต็มไปด้วยนักเรียน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงถาดกระทบกันดังระงมจนแทบกลบทุกอย่าง ริวเดินเข้ามา มองแถวคิวซื้อข้าวที่ยาวเหยียด ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่อยากเสียเวลายืนรอ และไม่อยากอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนเยอะ ๆ เท่าไหร่

 

สุดท้ายเขาจึงเลือกเดินไปที่สหกรณ์ของโรงเรียน ซื้อขนมปังกับน้ำเปล่ามากินแทน มันไม่ใช่มื้อที่อร่อยนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับเขา

 

หลังจากกินเสร็จ ริวก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ระหว่างรอเรียนช่วงบ่าย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนทิศทางการเดิน มุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกับเมื่อวาน

 

ณ ห้องสมุด

 

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ลมเย็นจากพัดลมเพดานพัดเข้าหน้าเขาเต็ม ๆ แตกต่างจากความอึกทึกด้านนอกอย่างสิ้นเชิง วันนี้ห้องสมุดไม่เงียบเหมือนตอนเลิกเรียนเมื่อวาน นักเรียนหลายคนนั่งจับกลุ่มอ่านหนังสือ บางคนใส่หูฟัง บางคนก้มหน้าจดโน้ต บรรยากาศดูมีชีวิตชีวา แต่ก็ยังคงความสงบในแบบของมัน

 

ริวเดินเข้าไป แล้ววางกระเป๋าลงบนที่โต๊ะตัวเดิม ราวกับมันกลายเป็นที่นั่งประจำของเขาไปแล้ว จากนั้น เขาเดินไปยังโซนหนังสือนิยาย ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานและความเชื่อเหนือธรรมชาติ สายตาของเขาไล่มองสันหนังสือที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ก่อนจะสุ่มหยิบเล่มหนึ่งออกมา โดยไม่ได้มองชื่อบนปก แล้วกลับมาที่โต๊ะ พร้อมหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า เชื่อมต่อไวไฟของโรงเรียน แล้วเปิดเพลงฟังเบา ๆ ขณะที่กำลังเริ่มอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์

 

แต่เมื่อมองดูที่ปก บุตรสาวของซาตาน แม้ชื่อปกจะเป็นแบบนั้น แต่เนื้อหาด้านในกลับไม่ได้กล่าวถึงที่ไปที่มาของเธออย่างแน่ชัด เพียงอธิบายไว้ว่า ตัวเธอนั้นไม่อาจทนเห็นมนุษย์บางคนที่กระทำความผิดไว้มากมาย แต่กลับยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่เคยทำกรรมมาก่อน เธอจึงตัดสินใจขึ้นมายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นผู้ลงโทษคนชั่วเหล่านั้นด้วยตัวเอง

 

ริวอ่านต่อไปได้ไม่กี่บรรทัด คิ้วของเขาก็เริ่มขมวดเข้าหากัน เขาจึงหยุดอ่าน ก่อนจะปิดหนังสือลงอ่สนชื่อปกอีกครั้ง เพราะรู้สึกว่ามันย้อนแย้ง ทั้ง ๆ ที่ซาตานคือสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย แต่ลูกสาวกลับทำในสิ่งที่ดูเหมือน ความยุติธรรม

 

ทำไมสิ่งที่เกิดจากความชั่วร้าย ถึงได้ลงมือทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความดีด้วยล่ะ… ริวคิดในใจ แต่ยังไม่ทันที่ความคิดนั้นยังไม่ทันจะชัดเจน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า

 

“บางที… สิ่งที่ลูกสาวของซาตานคนนั้นใช้ลงโทษผู้คน ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปก็ได้นะคะ”

 

ริวสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบเอื้อมมือไปกดปิดเพลงจากโทรศัพท์ แล้วเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมมองเขาด้วยรอยยิ้มใส ๆ เหมือนดั่งเช่นเคย เมื่อเห็นแบบนั้นแลว เขาจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วแนนโน๊ะจึงถามขึ้นอีกครั้ง

 

“ริวชอบอ่านนิยายแนวนี้เหรอคะ”

 

ริวหลบสายตาเธอ ก่อนจะก้มลงมองหน้าปกหนังสือในมือ “เปล่าครับ ผมแค่ไม่มีอะไรทำ ก็เลยหาหนังสือมาอ่านเล่นน่ะครับ”

 

แนนโน๊ะยิ้ม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ แล้วถามต่อด้วยเสียงที่เบาลง “แล้วริว… เชื่อว่ามันเป็นความจริงไหมคะ”

 

ริวส่ายหน้าเบา ๆ แล้วแทบจะทันที “จะจริงได้ยังไงล่ะครับ มันก็แค่นิยายที่คนเขียนขึ้น”

 

“เหตุผลก็ฟังดูดีนะคะ” แนนโน๊ะตอบ สีหน้ายังคงเรียบง่าย

 

“ผมก็เลยคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงไงครับ”

 

แนนโน๊ะไม่ได้ตอบอะไรในทันที เธอเพียงยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูไม่ต่างจากเดิม แต่แล้วสายตาของเธอก็เลื่อนผ่านหนังสือในมือของริว ก่อนจะเงยขึ้นเล็กน้อย ราวกับนึกถึงบางอย่าง

 

ทันใดนั้นภาพในตอนเช้าผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ตอนที่ครูสุรชัยเรียกริวไปคุยหน้าห้อง แม้โต๊ะประจำของเธอจะอยู่ห่างจากโต๊ะของครูมาก อีกทั้งเสียงพูดคุยของเพื่อน ๆ จะดังกลบแทบทุกอย่าง แต่แนนโน๊ะกลับได้ยินบทสนทนานั้นชัดเจนทุกคำ เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

 

“แนนโน๊ะได้ยินว่า พ่อแม่ริวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้เหรอค่ะ”

 

ประโยคนั้นทำให้ริวนิ่งไป แต่มือที่จับหนังสือแน่นขึ้น เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากให้เธอเห็นสีหน้าของตัวเองในตอนนี้ แต่ก็ยังตอบออกมาเสียงเบา

 

“ครับ…”

 

“น่าสงสารจังนะคะ ชีวิตริวเนี่ย…” น้ำเสียงของแนนโน๊ะเรียบเฉย แต่รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้ากลับดูแปลกตาเกินกว่าจะเรียกว่าความเห็นใจธรรมดา ก่อนจะถามต่อ “แล้ว… อะไรที่ทำให้ริวอยากมาเรียนที่โรงเรียนนี้ล่ะคะ”

 

ริวไม่ตอบ เขาก้มมองหนังสือในมือ ไม่ใช่เพราะจะอ่านต่อ แต่เพราะไม่อยากอธิบายเรื่องนี้ให้ใครฟัง เรื่องบางเรื่อง มันควรถูกเก็บไว้คนเดียว ทันใดนั้น แนนโน๊ะก็เอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ สัมผัสนั้นไม่ได้แรง แต่กลับทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย

 

“ไม่เป็นไรนะคะริว แนนโน๊ะไม่บอกใครหรอกค่ะ”

 

เมื่อพูดจบ แนนโน๊ะก็ยิ้มให้ ด้วยรอยยิ้มใส ๆ และดูอ่อนโยนไปในเวลาเดียวกัน และนั่นเอง ทำให้ริวใจอ่อนลง เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับเธอ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปกติ

 

“ผมคิดว่า… เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง และพวกเขาก็น่าจะทำงานอยู่ในโรงเรียนนี้ครับ”

 

แนนโน๊ะเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกาย “หืม.. อะไรทำให้ริวคิดแบบนั้นล่ะคะ”

 

“ก็เพราะ… เบาะแสหลายอย่างครับ แล้วผมก็ไปเห็นว่าตำรวจได้รับเงินให้ปิดคดีอีก เลยทำให้… เหตุการณ์ทั้งหมด ถูกสรุปว่าเป็นแค่อุบัติเหตุครับ”

 

แนนโน๊ะทำหน้าเหมือนตกใจเล็กน้อย “จ่ายเงินเพื่อปิดคดี… ดูแย่มากเลยนะคะ”

 

“ครับ นั่นทำให้หลายปีที่ผ่านมา ผมทุ่มเทกับตัวเองไปมาก เพื่อสอบชิงทุนมาเรียนที่นี่”

 

“แต่… เบาะแสที่ริวได้มา มันเจาะจงได้หรือยังคะ ว่าคนที่ให้สินบนกับตำรวจเป็นใคร…”

 

ริวส่ายหน้าเบา ๆ “คุณไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากหรอกครับ”

 

คำตอบนั้นทำให้แนนโน๊ะถอนหายใจเบา ๆ เธอยกมือขึ้นท้าวคาง สีหน้าดูเหมือนเบื่อเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองหนังสือในมือของริว

 

“ถ้าลูกสาวของซาตานในหนังสือเล่มนี้มีอยู่จริง ริวอยากให้เธอลงโทษคนพวกนั้นยังไงเหรอคะ”

 

ริวปิดหนังสือทันที ที่ได้ยินประโยคนั้น มุมปากของเขายกยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขแม้แต่น้อย

 

“ไม่มีหรอกครับ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “มีแค่ผมเท่านั้น…”

 

คำตอบนั้น ทำให้แนนโน๊ะนิ่งไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงอยู่ แต่ดวงตากลับดูว่างเปล่าอย่างประหลาด

 

ไม่นาน เสียงออดก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณของคาบเรียนช่วงบ่าย นักเรียนในห้องสมุดต่างลุกขึ้น เก็บของ และเดินออกไป ริวกับแนนโน๊ะก็เดินออกไปพร้อมกัน เคียงข้างกันโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก

 

ทั้งสองเดินไปตามทางเดินยาวของอาคารเรียน เพื่อกลับไปยังห้องเรียนตามปกติ ระหว่างทาง สายตาของนักเรียนที่เดินสวนกันไปมา ต่างหันมามองแนนโน๊ะเป็นจุดเดียวกัน แววตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสนใจ ตั้งแต่รูปร่าง หน้าตาของเธอ แต่กลับมองข้ามหัวริวที่เดินอยู่ข้าง ๆ อย่างกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

 

เมื่อมาถึงหน้าห้องเรียน ริวเป็นคนเปิดประตู ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับแนนโน๊ะ ทั้งสองแยกย้ายกันไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเองตามปกติ และนั่นเองที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ครั้งนี้ สายตาหลายคู่กลับหันมามองริวแทน ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรโดดเด่น แต่เพราะเขาดูสนิทกับแนนโน๊ะมาก

 

ตลอดช่วงคาบบ่าย มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเดินเข้ามาคุยกับเขา ทั้งถามคำถามเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างก็ชวนคุยเรื่องไร้สาระบ้าง ริวตอบกลับไปตามมารยาท แม้จะยังไม่คุ้นชินกับการเป็นจุดสนใจนัก

 

เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป แสงแดดด้านนอกเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวจ้าเป็นสีเหลืองนวล ก่อนจะไล่ระดับเป็นสีส้มอ่อนของยามบ่ายแก่ สายลมเย็นพัดเข้ามาผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ เส้นผมสีดำยาวประบ่าของแนนโน๊ะพริ้วไสวเบา ๆ ขณะที่เธอก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออยู่ เงาของแสงแดดทาบลงบนโต๊ะเรียน ทำให้ภาพตรงหน้าดูสงบอย่างประหลาด

 

ทันใดนั้นเอง นักเรียนชายคนหนึ่งชื่อ ปาร์ค ก็เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของริว เขาลากเก้าอี้จากโต๊ะข้าง ๆ มานั่งลงตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชวนสงสัย

 

“นี่นาย… รู้อะไรมั้ย”

 

ริวเงยหน้าขึ้นจากสมุด ก่อนจะตอบเรียบ ๆ “ครับ”

 

ปาร์คขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด มือข้างหนึ่งยกขึ้นป้องข้างปาก ราวกับกำลังกระซิบ “ก็แนนโน๊ะไง เธอเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่กี่วัน แต่ได้รับความสนใจไปทั่วโรงเรียนเลยนะ”

 

ริวเอียงคอเล็กน้อย สีหน้าฉายความแปลกใจ “ครับ… ก็… ฟังดูมหัศจรรย์ดีนะครับ”

 

ปาร์คถอนหายใจยาว “เฮ้อ… ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึงว่า ทำไมนายถึงได้ไปเดินข้าง ๆ เธอได้ล่ะ”

 

ริวตอบอย่างซื่อ ๆ “ผมก็เดินปกตินะครับ หรือ… ที่นี่เขามีกฎไม่ให้เดินใกล้กันเหรอครับ”

 

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” ปาร์คยกมือกุมหัวตัวเองเล็กน้อย “โอ๊ย… นายไปอยู่ไหนมา ถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้วะเนี่ย”

 

“ผมอยู่ที่สถานสงเคราะห์ประมาณสิบกว่าปี… ทำไมเหรอครับ”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ปาร์คถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง “เออ ๆ ไม่มีไรหรอก งั้นก็…ขอให้โชคดีแล้วกัน”

 

จากนั้น เขาลุกขึ้น แล้วลากเก้าอี้กลับไปไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินกลับไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเอง โดยไม่พูดอะไรต่อ ชั่วโมงเรียนยังคงดำเนินไปอย่างปกติ จนกระทั่ง เสียงออดก็ดังขึ้นในเวลา 15:30 น. เป็นสัญญาณว่าคาบสุดท้ายของวันสิ้นสุดลงแล้ว หัวหน้าห้องสั่งทำความเคารพ นักเรียนทุกคนลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ ก่อนที่ครูประจำวิชาจะเดินออกจากห้องไป เสียงเก้าอี้และบทสนทนาก็ดังขึ้นพร้อมกัน นักเรียนต่างรีบเก็บของแล้วทยอยเดินออกจากห้อง

 

ระหว่างเดินไปตามทางเดิน ริวคิดครู่หนึ่ง วันนี้ยังไม่ค่ำนัก เขายังไม่อยากกลับห้องเร็วเกินไป สุดท้าย เขาจึงเลี้ยวออกจากทางหลัก มุ่งหน้าไปยังห้องสมุดของโรงเรียนอีกครั้ง ริวเดินเลี้ยวออกจากทางเดินหลัก เสียงพูดคุยของนักเรียนค่อย ๆ เบาลง

 

ณ ห้องสมุด

 

ภายในเงียบกว่าช่วงกลางวันมาก โต๊ะอ่านหนังสือว่างเปล่าไม่มีนักเรียนอีกเช่นเคย มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้า ๆ ส่งเสียงเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็น่าจะเป็นปกติของโรงเรียนนี้ ที่ตอนเลิกเรียนจะไม่มีนักเรียนมาห้องสมุด

 

ริวเดินไปยังชั้นหนังสือเดิม มือเรียวยาวเอื้อมแล้วไปหยิบเอาหนังสือนิยายเล่นเก่า ที่เคยอ่านเมื่อก่อนหน้านี้มา จากนั้นเดินไปนั่งลงที่มุมห้อง วางกระเป๋าไว้ข้างเก้าอี้ แล้วเปิดเชื่อมไวฟายเปิดเพลงเบา ๆ และอ่านต่อจากหน้าที่ค้างไว้

 

เขาเลื่อนสายตาอ่านต่อไปเรื่อย ๆ เรื่องราวเริ่มพูดถึงบุตรของซาตานผู้นั้น ที่เธอจะมาพร้อมกับพลังที่เหนือธรรมชาติ แต่ทว่า พลังนั้นจะอ่อนแอลง ก็ต่อเมื่อเธอมีความรู้สึกต่อมนุษย์ แต่เนื้อหานั้นทำให้ริวรู้สึกแปลใจเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่พลังเหนือธรรมชาติของเธอ มันควรจะแข็งแกร่ง แต่ทำไมถึงอ่อนแอลงได้กับแค่การมีความรู้สึกต่อมนุษย์

 

แล้วความรู้สึกที่ว่า มันคืออะไรเหรอครับ…

 

ริวยังคงเปิดอ่านต่อไปเรื่อย ๆ สายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาจากหน้าต่าง ทำให้รู้สึกเย็นนิด ๆ หนังตาของเขาหนักขึ้นทีละน้อย เสียงเพลงกลายเป็นเพียงจังหวะกล่อมให้สติค่อย ๆ เลือนหาย ก่อนที่เขาจะรู้ตัวอีกครั้ง ทุกอย่างก็มืดลง และในที่สุดเขาก็เผลอหลับไป

 

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมา เห็นว่าห้องสมุดมืดสนิท มีเพียงไฟทางเดินด้านนอกที่ส่องลอดกระจกเข้ามาเป็นลำแสงยาว ท้องฟ้านอกหน้าต่างกลายเป็นสีดำสนิท เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู แต่หน้าจอไม่ติด

 

ริวถอนหายใจเบา ๆ “เฮ้อ… แบตหมดแล้วเหรอครับ” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันมองไปรอบ ๆ ก็ไม่พบใคร

 

จากนั้น ริวลุกขึ้นเก็บหนังสือใส่ชั้นตามเดิม แล้วสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องสมุด เสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้อง ในทางเดินที่ว่างเปล่า

 

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่งของอาคาร เสียงร้องไห้แผ่ว ๆ แต่ยาวนาน ตามมาด้วยเสียง ปึง! ราวกับของแข็งกระแทกกับอะไรบางอย่าง ริวชะงักเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาควรเดินต่อ หรือเดินไปหาต้นเสียงนั้น แต่ก่อนที่สมองจะตัดสินใจได้ ร่างกายกลับเคลื่อนไหวไปแล้ว

 

ริวค่อย ๆ เดินตามเสียงนั้นไปอย่างระมัดระวัง ด้านหลังของอาคารเรียนที่แทบไม่มีใครใช้ในช่วงกลางคืน ยิ่งเข้าใกล้ เสียงร้องก็ยิ่งชัด และเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนคนเดียว เขาหยุดอยู่หน้าห้องเก็บของห้องหนึ่ง ประตูแง้มไว้เล็กน้อย แสงไฟสีขาวสลัว ๆ ลอดออกมา

 

เขาก้มลงชะโงกหน้า มองผ่านช่องว่างอย่างเงียบงัน ภาพตรงหน้าทำให้เลือดในกายเขาเย็นเฉียบ มาเบล ลิตา และเกรซ สามสาวยืนล้อมนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่นอนคุกเข่าอยู่กับพื้น เสื้อผ้าเปื้อนเลือด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล

 

“ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเงินที่ยืมไป ไม่ได้ใช้คืน… ก็ต้องใช้ชีวิตแกแทนไง”

 

หนึ่งในนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย และที่ด้านข้างมีนักเรียนชายสองคนยืนอยู่สามคน สีหน้าไม่สะทกสะท้าน ราวกับนี่เป็นเรื่องปกติ

 

ริวเผลอถอยไป แต่ไม่ทันได้สังเกตุเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลัง เมื่อก้าวถอยไปอีก ส้นรองเท้าชนเข้ากับชั้นวางรองเท้า โครม! ทุกอย่างหยุดนิ่ง แล้วหันกลับไปมองใน ก่อนที่สายตาหลายคู่จะหันมาทางเขา

 

“เห้ย ๆ! มีคนแอบดู!!” เสียงนักเรียนชายคนหนึ่ง ตะโกนขึ้น

 

สิ้นสุดเสียง นักเรียนชายสองคนนั้น ก็วิ่งมาหาริวทันที ริวไม่รอให้ใครเข้ามาถึงตัว เขาหันหลังแล้ววิ่งอย่างสุดแรง เขาเลี้ยวไปในทางเดินมืดสนิท ไฟหลายดวงไม่ทำงาน เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะไม่เห็น และก็เป็นไปตามที่คิด เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังไล่ตามมา ก็เงียบลง เหมือนจะแยกกันไปหาตัวเขาคนละทาง

 

ริวหยุดหอบอยู่มุมมืด หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก แต่แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง เขาจำต้องวิ่งต่อ ระหว่างทาง สายตาเหลือบไปเห็นของเหลวสีแดงลากยาวอยู่บนพื้น เขาไม่มีเวลาหยุดดู ยังคงวิ่งตามเส้นทางนั้นไป จนกระทั่งสุดทางเดิน

 

ภาพหนึ่งปรากฏตรงหน้า คือนักเรียนหญิงคนหนึ่ง เธอรวบผมมัดผมหางม้า ผูกด้วยโบว์สีแดง มือของเธอถือขวานเหล็ก แล้วฟาดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนร่างนักเรียนชายที่นอนแน่นิ่งอยู่ใต้เท้า เสียงกระแทกของเหล็กกับเนื้อดัง ฉึก… ฉึก… เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ริวแทบช็อคกับสิ่งที่เห็น ร่างกายแข็งค้าง ไม่กล้าขยับ แม้แต่จะหายใจ นักเรียนชายที่ไล่ตามเขามาก็หยุดชะงักไปตาม ๆ กัน

 

นักเรียนหญิงค่อย ๆ หันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เสื้อนักเรียนสีขาวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแดงฉาน ทันใดนั้น ขวานในมือเธอลอยขึ้น หมุนคว้างกลางอากาศ ริวได้สติ หลบฉากได้อย่างหวุดหวิด แต่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากลับโชคร้าย ถูกขวานฟันเข้าที่กลางท้องต่อหน้าต่อตา ริวไม่กล้าหันไปมอง เขาวิ่งหนีสุดชีวิต ทิ้งให้นักเรียนหญิงยืนมองตามด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะก้มลงเก็บขวาน แล้วเดินตามเขาไปอย่างไม่รีบร้อน

 

ริววิ่งออกมาจนถึงทางเดินหน้าอาคาร ลมหายใจหอบหนัก ราวกับอากาศไม่พอใช้ สายตาเขาเหลือบไปยังสุดทางเดิน พบว่าประตูทางออกของโรงเรียนอยู่ไม่ไกล

 

แต่ก่อนถึงจุดนั้น แนนโน๊ะยืนเอามือไขว้ไว้ด้านหลัง เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสบายใจ ไม่รู้เลยว่าโรงเรียนนี้ที่เพิ่งกลายเป็นสถานที่ล่าสังหาร ริวรีบวิ่งเข้าไปหยุดตรงหน้าเธอ

 

“นะ…แนนโน๊ะ วิ่งเร็วครับ!!” เสียงของเขาสั่น ลมหายใจขาดเป็นช่วง ๆ

 

แนนโน๊ะค่อย ๆ หันหน้ามาทางเขาอย่างช้า ๆ สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ดวงตาดำสนิทไม่สะท้อนความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่ริวจะได้พูดอะไรต่อ

 

ครืดด…. เสียงโลหะถูกลากไปกับพื้นดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นเข้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และเมื่อริวหันกลับไปมอง นักเรียนหญิงคนนั้นเดินออกมาจากเงามืด ขวานเล่มใหญ่ที่เปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงอยู่ในมือ ถูกลากไปกับกระเบื้อง ทิ้งรอยขูดเป็นทางยาว

 

หัวใจของริวแทบหยุดเต้น เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว สองก้าว แต่นักเรียนหญิงยังคงเดินเข้ามาใกล้ ไม่เร่ง ไม่ช้า เหมือนรู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนี ริวกัดฟัน เอื้อมมือไปคว้าแขนแนนโน๊ะ

 

“ไปเร็วครับ!”

 

แม้จะได้ยินชัด แต่เแนนโน๊ะไม่ขยับ เธอยืนอยู่ตรงนั้น สายตาจ้องมองไปยังนักเรียนหญิงคนนั้นอย่างอย่างตั้งใจ แต่ในแววตาไม่มีความกลัว มีเพียงความสนใจบางอย่างที่อ่านไม่ออก

 

ริวไม่เข้าใจ และเขาไม่มีเวลามากพอจะให้เธออธิบายอะไรให้ฟังตอนนี้ เพราะนักเรียนหญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที สุดท้ายเข้าไม่มีทางเลือก จึงต้องทำตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของตัวเอง เขาปล่อยมือจากเธอ แล้ววิ่งไปที่ยังประตูทางออกอย่างสุดชีวิต

 

เขาวิ่งออกจากโรงเรียน มุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักของตัวเองทันที แบบไม่หันกลับไปมอง ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเกิดอะไรขึ้น ทิ้งให้แนนโน๊ะยืนอยู่ตรงนั้น

 

นักเรียนหญิงคนนั้นเดินมาหยุด เสียงลากขวานเงียบลง เธอยืนอยู่ไม่ห่างจากแนนโน๊ะมาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สบตากับแนนโน๊ะโดยตรง มุมปากทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้น แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยว

 

แนนโน๊ะหันไปหาเธอ แล้วเอียงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น “เจอกันจนได้นะ ยูริ”

 

ยูริเลิกคิ้วขึ้น “อ้าว… แนนโน๊ะ! ยังไม่ตายอีกเหรอ” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!