ณ ห้องพยาบาล
เสียงของเครื่องปรับอากาศดังเบา ๆ ในห้องที่เงียบงัน ความเย็นกระจายไปทั่วทุกมุมของห้อง แต่บรรยากาศตรงโต๊ะเล็ก ๆ ที่ทั้งสองนั่งอยู่กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจของใครบางคน
หลังจากที่ได้อุปกรณ์จากตู้ยามาแล้ว จุนโกะเดินกลับมาหาริวที่นั่งรออยู่ แล้วขยับเก้าอี้เข้ามานั่งตรงหน้าใกล้ ๆ ใกล้ซะจน… หัวเข่าของทั้งสองเกือบจะชนกัน ก่อนจะเอื้อมมือที่หยิบสำลีขึ้นมาชุบน้ำเกลือเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขา จนริวมองเห็นนิ้วเล็กที่พันผ้าก๊อซไว้ยังคงมีเลือดที่ซึมออกมา
เขาพยายามเกร็งตัวนิ่งขณะที่คนตรงหน้ากำลังบรรจงใช้สำลีนั้นเช็ดคราบเลือดที่แห้งกรังรอบมุมปากของเขาอย่างเบามือ
ความเงียบที่ปกคลุมรอบตัวไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัด แต่มันกลับสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงเขาและเธอ สายตาของริววูบไหวขณะที่ลอบมองใบหน้าของจุนโกะในระยะประชิด เห็นนัยน์ตากลม ๆ สีที่ดูไร้เดียงสาใต้กรอบผมหน้าม้าปริบ ๆ ที่กำลังจดจ่ออยู่กับการทำแผล ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ทว่า ในจังหวะที่จุนโกะพยายามเช็ดคราบเลือดที่แห้งและติดแน่ไม่ยอมออก เธอเผลอลงแรงกดมากกว่าเดิมไปนิดหนึ่ง ริวสะดุ้งตัวโยนด้วยความเจ็บที่แล่นริ้วเข้าสู่แผล จุนโกะรีบชักมือออก สีหน้าของเธอฉายแววตกใจและรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นั้นสั่นระริกด้วยความเป็นห่วงจนทำตัวไม่ถูก
“ขะ…ขอโทษนะ! เจ็บมากหรือเปล่า!”
ริวหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับทั้งที่ยังเม้มปาก “ไม่… ไม่เจ็บเลยครับ” คำตอบนั้นแทบจะสวนทางกับสีหน้าอย่างชัดเจน
จุนโกะขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางส่ายหน้าเบา ๆ “จะไม่เจ็บได้ยังไง หน้านายมันฟ้องทุกอย่างเลยนะริว”
คำพูดที่เหมือนจะรู้ทันริวไปซะหมด ทำให้เขาพูดไม่ออก เหมือนเป็นใบ้ไปช่วยขณะ ก่อนที่จุนโกะโน้มตัวกลับเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอยิ่งเบามือลงกว่าเดิม
“แล้ว… ริวไปโดนอะไรมาเหรอ” เธอถามขึ้นเบา ๆ โดยไม่ละสายตาไปจากแผล
คำถามนั้น ทำให้ริวเงียบไปครู่ใหญ่ ภาพความโหดร้ายใต้ถุนอาคารยังคงติดตา เขาอยากจะบอกเธอ อยากจะระบายความอัดอั้นออกไป แต่อีกใจกลับสั่งให้เขาเงียบเพื่อไม่เขาพูดเรื่องแย่ ๆ ให้เธอฟังแบบนี้ สุดท้ายเขาจึงเลือกตอบแบบคลุมเครือ
“เอ่อ… เรื่องมันไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่หรอกครับ”
จุนโกะชะงักมือเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคั้นหรือซักไซ้ให้เขาต้องตอบลำบากใจ แต่กลับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ถ้าริวไม่อยากเล่า… ก็ไม่เป็นไรนะ”
เมื่อทำแผลเสร็จ จุนโกะเก็บอุปกรณ์ลงถาด บ้างอันก็นำไปล้าง แล้วเก็บกลับเข้าตู้ไว้เหมือนเดิม ริวมองรอยยิ้มบาง ๆ ของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้น
“ขอบคุณนะครับจุนโกะ… สำหรับแผลให้ผม”
“ไม่เป็นไรค่ะริว ดูแลตัวเองด้วยนะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวก็พยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ จากนั้นทั้งสองแยกย้ายกันที่หน้าห้องพยาบาล
ริวเดินออกมาตามโถงทางเดิน ความรู้สึกอุ่นซ่านที่อกซ้ายยังคงไม่จางหายไปไหน แม้ที่มุมปากจะยังระบมอยู่ก็ตาม แต่เมื่อเขาเดินลึกเข้ามาในตามทางเดินหน้าอาคารเรียน ความสงสัยก็เริ่มเข้ามาแทนที่ เมื่อเห็นว่ามีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งก็มากกว่าตอนที่เขาเดินไปห้องพยาบาลกับเบนซ์ซะอีก ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนด้วยซ้ำ บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลายและไร้ระเบียบจนผิดวิสัยของโรงเรียน
ทำไมคนออกมาข้างนอกเยอะขนาดนี้นะ… หรือครูก็ไม่เข้าสอนเหมือนกันเหรอครับ
ริวคิดในใจ ทว่าความรู้สึกไม่มั่นคงเริ่มกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเดินกลับห้องเรียน เพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรงเรียนในบ่ายวันนี้กันแน่
ณ ห้องเรียน ม.5/1
เมื่อกลับมาถึงห้อง แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาสะท้อนลงบนพื้นห้อง ที่ตอนนี้มีเพียงความว่างเปล่า โต๊ะและเก้าอี้หลายตัวกระจายออยู่ในห้องอย่างระเกะระกะ
ริวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พบว่าเพื่อนร่วมชั้นเกือบทั้งหมดหายไปแล้ว เหลือเพียงแนนโน๊ะคนเดียว… ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่โต๊ะประจำ
เธอนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เส้นผมสั้นประบ่าล้อมกรอบใบหน้าที่ดูเรียบเฉยจนน่าประหลาด ราวกับเธอกำลังรอคอยบางอย่างที่อยู่ ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธออย่างช้า ๆ แล้วเรียกเธอเบา ๆ
“แนนโน๊ะครับ…”
เด็กสาวค่อย ๆ หันหน้ากลับมา แววตาของเธอในตอนนี้ดูนิ่งและลึกซึ้งกว่าครั้งไหน ๆ ไม่มีรอยยิ้มสดใสเหมือนตอนอยู่กับพวกกลุ่มข้าวหอม มันเป็นแววตาที่ทำให้ริวรู้สึกเย็นสันหลังอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะตอบ
“คะ”
ริวกะพริบตาถี่ ๆ พยายามสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นทิ้งไปก่อนจะถามต่อ
“คุณ… พอจะรู้ไหมครับ ว่าเพื่อน ๆ ในห้องหายไปไหนกันหมดเหรอครับ”
“พวกเขากลับบ้านกันหมดแล้วค่ะ” แนนโน๊ะตอบพลางหันมาหาเขาเต็มตัว “พอดีเมื่อกี้มีภารโรงเดินมาบอกว่า ครูทุกคนถูกเรียกประชุมด่วนเรื่องงานใหญ่ เลยอนุญาติให้นักเรียนกลับก่อนได้ค่ะ”
ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง ข้อมูลที่ได้รับมายิ่งตอกย้ำสิ่งที่เขาแอบไปเห็นใต้อาคาร หรือการประชุมด่วนจะเกี่ยวข้องกับ ล็อตของ ที่พวกสภานักเรียนกำลังเร่งเคลียร์กันอยู่ แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาสงสัย ไม่ได้พูดออกมา แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะประจำของตัวเอง แล้วคว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายบ่าเตรียมตัวจะกลับห้องพักเพื่อสงบสติอารมณ์
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะเดินพ้นประตู แนนโน๊ะก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง ด้วยสีหน้าและแววตาที่ดูสดใสขึ้นกว่าเดิม
“แนนโน๊ะได้ยินมาว่า… เดือนหน้าทางโรงเรียนจะจัดกิจกรรมวันภาษาไทยให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมาเลยนะคะ”
ริวชะงักฝีเท้า เขาหันไปสบตาเธอครู่หนึ่ง “ผมก็… ได้ยินแบบนั้นเหมือนกันครับ”
แต่ริวที่พะวงกับคำพูดของเธอมากเกินไป ทำให้ลืมตัวไปซะสนิทเลยว่าตอนนี้มุมปากของเขามีรอยแผลที่เพิ่งทำแผลมา แสงในห้องสะท้อนให้เห็นรอยช้ำนั้นชัดเจนจนแนนโน๊ะหรี่ตาลงมองอย่างพิจารณา
เมื่อรู้ตัวว่าถูกจ้อง ริวเลิกลักแล้วรีบเบือนหน้าหนีทันที ในจังหวะที่แนนโน๊ะอ้าปากเหมือนจะถามถึงที่มาของบาดแผล ริวก็รีบชิงตอบก่อน
“เอ่อ… ผะ…ผมไม่เป็นไรครับ!” พูดจบเขาก็เร่งฝีเท้าเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังสะท้อนไปตามทางเดินข้างนอกห้อง
ระหว่างทาง ริวไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง แต่เขาหารู้ไม่ว่า สายตาของแนนโน๊ะที่มองตามหลังเขาไปนั้น… ไม่ใช่ความสงสัยหรือความเป็นห่วง แต่มันคือสายตาของคนที่รู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว
ริวเร่งฝีเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกโรงเรียน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักผิดปกติของเหล่านักเรียนที่ได้กลับบ้านก่อนเวลา เสียงพูดคุยดังไปทั่วโถงทางเดิน ทว่าริวกลับไม่สนใจใครทั้งนั้น เขาจงใจก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับยกมือขึ้นบังรอยแผลที่มุมปากเพื่อเลี่ยงการเป็นเป้าสายตา ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งพ้นเขตโรงเรียน ข้ามถนนมุ่งหน้ากลับไปยังหอพักในทันที
ณ ห้องพัก
เสียงกุญแจไขเปิดประตูดัง แกร๊ก… ริวเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไปเบา ๆ
ภายในห้องที่มืดมิดและเงียบสงัด ยังพอมีแสงจากภายนอกรอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทเข้ามาให้พอมองเห็นทาง เขาแค่วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มด้วยความอ่อนล้าสะสมมาตลอดทั้งวัน ฟุ่บ… เสียงเตียงนอนยุบตัวลงเบา ๆ
ท่ามกลางความเงียบ ริวค่อย ๆ ยกมือขึ้นสัมผัสแผลที่มุมปากของตัวเอง ความเจ็บจี๊ดแล่นวาบขึ้นมาเตือนสติ แต่ในความเจ็บนั้นกลับมีความทรงจำที่ห้องพยาบาลแทรกซึมเข้ามาแทนที่ สัมผัสที่อ่อนโยนของจุนโกะยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ริวรีบสะบัดหัวไล่ความรู้สึกฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไป นัยน์ตาคู่นั้นเหม่อมองเพดานอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งเปลือกตาค่อย ๆ หนักอึ้ง และเผลอหลับไปในที่สุด…
เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เมื่อเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงแดดถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดไปแล้ว เขาเอื้อมมือไปกดสวิตซ์ไฟ แป๊ะ! เสียงกดสวิตซ์ดังขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วแสงสว่างจ้าที่สาดส่องไปทั่วห้องทำให้เขาต้องหรี่ตาลงครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นเสียงท้องก็ร้องประท้วงขึ้น ทำให้เขาหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังบ่งบอกเวลาขณะนั้น 20:07 น.
ค่ำขนาดนี้เลยเหรอครับ… เขามึนหัวเล็กน้อยขณะลุกจากเตียง คงต้องไปหาซื้ออะไรกินสักหน่อยแล้ว
แต่ก็ก่อนจะไป เขาไม่ลืมที่จะเสียบชาร์จโทรศัพท์ไว้เล่น แล้วคว้าเพียงกุญแจห้องและกระเป๋าสตางค์ เดินออกจากห้องลงบันไดมุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลจากหอพัก
ตามทามเดินข้างนอก อากาศค่อนข้างเย็นและเงียบ ทำให้บรรยากาศยามค่ำยิ่งวังเวง แต่ยังมีแสงไฟจากเสาไฟข้างทางส่องสว่างให้เห็นทาง และมีรถยนต์ขับผ่านมาบ้าง
ณ ร้านสะดวกซื้อ
เมื่อมาถึงร้าน ริวเปิดประตูเดินเข้าไป หยิบขนมปังกับพร้อมนมกล่องหนึ่งแล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ จากนั้นเขาก็ออกจากร้านไปพลางแกะห่อขนมปังมากิน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะโยนซองพลาสติกทิ้งลงถังขยะ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งเดินผ่านหน้าไป ริวขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังนั้นอยู่ชั่วครู่ รูปร่างที่คุ้นตาบวกกับโบว์สีขาวที่ผูกผมรวบสั้น ทำให้เขาจำได้ทันที
“จุนโกะ…” เขาเรียกเบา ๆ พร้อมกับรีบสาวเท้าตามไป
ร่างนั้นเดินด้วยท่าทีปกติ แต่การเคลื่อนที่กลับเร็วอย่างประหลาด เธอเลี้ยวไปตามเส้นทางเดินเท้าโดยไม่หันกลับมามอง ทำให้ริวเริ่มใจคอไม่ดี เขาเร่งฝีเท้าจนเกือบจะเป็นวิ่ง จนร่างของเธอได้ข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง ริวจึงหยุดเดิน แล้วหันมองรอบ ๆ พบว่า เขาได้มายืนอยู่ทางเดินตรงข้ามโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เขายืนนิ่งมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายลงมามองที่ด้านหน้า เห็นว่าจุนโกะเดินเข้าไปในประตูรั้วที่ถูกเปิดทิ้งไว้
“จุนโกะครับ!” ริวตะโกนเรียกจากอีกฝั่งของถนน
ครั้งนี้เธอหยุดเดินครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยหันกลับมามอง แววตาของเธอในความมืดนั้นนิ่งสนิทและไร้ซึ่งความรู้สึก ต่างจากก่อนหน้าที่เขาเคยเห็นในห้องพยาบาล แต่สัญชาตญาณความเป็นห่วงกลับบอกให้เขาตามเธอไป และแน่นอนว่าริวก็ไม่ปฏิเสธมัน แล้วเดินข้ามถนน ก้าวเข้าสู่เขตโรงเรียนทันที
ภายในโรงเรียนยามวิกาลเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลมที่พัดผ่านอาคาร ริวยังคงเดินตามหลังจุนโกะไปเรื่อย ๆ โดยรักษาระยะห่างไว้เพียงไม่กี่ช่วงตัว
“คุณเคยบอกผมว่า คุณเลิกเรียนค่ำนะครับ… แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะค่ำขนาดนี้ แฮ่ะ ๆ”
ริวแสร้งทำเป็นพูดเล่นหวังจะทำลายความเงียบ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบสนองใด ๆ เธอเพียงแค่เดินต่อไป
“เอ่อ… จะว่าไปแล้ว คุณลืมของไว้ที่นี่เหรอครับ”
พูดจบเขาก็เงียบไปเพื่อเว้นช่วงให้อีกฝ่ายตอบ แต่จุนโกะยังคงเงียบเหมือนเดิม ริวเริ่มขมวดคิ้วด้วยความวิตก แล้วถามขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่เบาลง แต่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“จุนโกะครับ… คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
ความเงียบที่ได้รับกลับมาทำให้ริวเริ่มสับสน ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในโรงเรียน เสียงฝีเท้าของเขาสองคนดังก้องสะท้อนไปตามโถงทางเดินใต้อาคาร ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่สามดังแว่วมาจากด้านหลัง
ริวสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหยุดเดินแล้วหันไปมองตามต้นเสียงนั้น แสงไฟที่ติด ๆ ดับ ๆ ทำให้มองเห็นเพียงความว่างเปล่า เขาจ้องเขม็งอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีใคร ก่อนจะหันกลับมาหาเด็กสาวตรงหน้า
ทว่า… ร่างของจุนโกะที่เคยเดินนำอยู่ด้านหน้ากลับหายวับไปจากสายตา ทิ้งไว้เพียงโถงทางเดินที่ว่างเปล่าและความมืดที่เริ่มโรยตัวหนาขึ้นรอบตัวเขา