ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 08:00
ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากท้องฟ้า แสงแดดสาดส่องลงมายังลานหน้าเสาธง ที่ยังคงเต็มไปด้วยนักเรียนในเครื่องแบบสีขาวสะท้อนแสง เสียงพูดคุยจอแจดังแทรกกับเสียงลมอ่อนที่พัดผ่าน ริวยืนอยู่ในแถวตามปกติ สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า แต่จิตใจกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น
หลังเข้าแถวเสร็จ นักเรียนเริ่มแยกย้ายกัน ริวเดินตามกระแสเหล่านักเรียนไปบนทางเดินในโรงเรียนอย่างเช่นเคย แต่นัยน์ตาสีเข้มของเขามองต่ำ ภาพความฝันเมื่อคืนยังคงติดอยู่ในหัว เขาไม่ได้ติดใจอะไรกับการฝันเห็นครอบครัว ทว่าเขากลับไม่ได้เห็นแค่ครอบครัวที่อยู่ในความฝันนั้น
ทำไมผมถึงต้องฝันเห็นคุณอยู่ในนั้นด้วยนะ…
ริวหลุบตาลงแต่เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ในอก ก่อนจะค่อย ๆ คลายมันออกช้า ๆ
ช่างเถอะ… ก็แค่ความฝัน
แต่ถ้ามันเป็นจริง… ก็คงดี…
ริวยังคงเดินไปตามกระแสผู้คนอย่างเงียบ ๆ ฝีเท้าไม่รีบร้อน ทว่าความคิดในหัวกลับวุ่นวายกว่าปกติ เขาเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น ร่างของเขาชนเข้ากับใครบางคนเข้าอย่างจัง ตุบ! ริวเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ภาพที่เห็นทำให้เขาชะงักไปทันทีที่เห็นว่าคู่กรณีคือมาเบล หนึ่งในสมาชิกแก๊งสาวฮอตของโรงเรียน เธอยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า เส้นผมสีดำยาวสลวยตัดกับผิวสีขาวอมชมพู ทำให้ดูสะดุดตา แต่สีหน้าและแววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“ขอ… ขอโทษครับ ผมเดินไม่ดูทางเอง”
มาเบลไม่ตอบ เธอเพียงมองเขานิ่ง ๆ สีหน้ายังคงบึ้งตึงเหมือนอารมณ์เสียมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ริวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปอีกนิด
“คุณ… เป็นอะไรไหมครับ”
ยังไม่ทันที่เธอจะตอบ เสียงฝีเท้าดังเข้ามาจากด้านหลัง นักเรียนชายสองคนวิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้า สีหน้าดูไม่พอใจ
“เฮ้ย! เดินยังไงวะ!”
“รู้ไหมว่าไปชนใครน่ะ!”
“ครับ! ผม… ผมขอโทษจริง ๆ ครับ” ริวรีบก้มหัวเล็กน้อย น้ำเสียงสุภาพตามนิสัย
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะตึงไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าอีกชุดก็ดังใกล้เข้ามา ทุกคนหันไปมอง ยกเว้นมาเบล… ที่ยังคงยืนกอดอกนิ่ง เห็นธันวาวิ่งตรงมาทางนี้
“อยู่นี่เอง พี่หาตั้งนาน”
มาเบลปรายตามองเขาเล็กน้อย “ถ้าจะมาช้าขนาดนี้… คงไม่ต้องหาหรอก” คำพูดเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยความน้อยใจที่กดไว้
ธันวาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ “โทษทีนะเบล ช่วงนี้พี่ยุ่งจริง ๆ เบลก็น่าจะรู้…” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง ราวกับพยายามง้อ
มาเบลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลายแขนออกจากอก “ใช่ค่ะ เบลรู้… แล้วเบลก็คิดว่า พี่ก็น่าจะรู้เหมือนกันนะ ว่าวันนี้วันอะไร…”
“…พี่คงไม่ลืมวันสำคัญแบบนี้หรอกใช่ไหม” ประโยคนั้นไม่ได้ดัง แต่หนักพอจะทำให้คนฟังพูดไม่ออก
คำถามนั้นทำให้ธันวานิ่งไปทันที เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ฉิบหายแล้ว… ประโยคนั้นผุดขึ้นมาในใจของธันวา แต่ในความเป็นจริง คำตอบไม่มีหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว
มาเบลหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ไม่ใช่เพราะอยากจบ แต่เพราะไม่อยากฟังคำแก้ตัวแบบเดิม ๆ นักเรียนสองคนรีบตามเธอไปทันที ธันวาหันมองตามด้วยสีหน้าลำบากใจ แล้วสายตาของเขาก็เหลือบมาเจอริวที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
“อ้าว… ริว มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
“เอ่อ… ก็… สักพักแล้วครับ”
ธันวาพยักหน้าเบา ๆ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ เขาก็หันไปเห็นมาเบลที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหันมาบอกริว
“พี่ไปก่อนนะ!” พูดจบก็วิ่งตามไปทันที
“ครับ… แล้วค่อยเจอกัน”
จากนั้นหันหลังเดินต่อ แต่ในใจกลับมีความรู้สึกกลัว ๆ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เหมือนเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน…
อีกด้านหนึ่งของอาคาร เสียงฝีเท้าของธันวาดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ขณะวิ่งตามมาเบล
“เดี๋ยวก่อนสิ เบล!” เขาคว้ามือเธอไว้ได้ทัน
มาเบลสะบัดมือออกทันที “ยะ…อย่ามาจับ!” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะกำลังพยายามไม่ร้องไห้
ธันวาชะงัก ก่อนจะรีบพูด “พี่ขอโทษจริง ๆ ที่มาช้า คือ…ช่วงนี้พี่ยุ่งอยู่กับการจัดงานน่ะ มันก็จัดแบบนี้ทุกปีหนิ เบลก็น่าจะรู้”
มาเบลสวนกลับทันที “แล้วทุกปีก็ลืมเหมือนกันใช่ไหมล่ะ!” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “วันครบรอบของเรา… พี่เคยจำได้บ้างไหม!”
คำว่า ทุกปี ไม่ใช่แค่การต่อว่า แต่มันคือความเจ็บที่สะสม เธอเม้มปากแน่น น้ำตาเริ่มคลอ
“ถ้าเบลไม่พูด… พี่จะจำได้ไหม”
ธันวาพูดไม่ออก เขาเพียงก้าวเข้าไปใกล้… แล้วดึงเธอเข้ามากอด ไม่ใช่เพราะเขามีคำตอบ แต่เพราะมันคือความจริง และเขาไม่อาจจะแก้ตัวได้
“เบล… พี่…พี่อาจจะลืมวัน แต่พี่ไม่เคยลืมเบลนะ”
มันอาจไม่ใช่คำพูดที่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือคำพูดที่จริงจัง ในแบบของเขา มาเบลนิ่งไป แรงต่อต้านค่อย ๆ ลดลง ธันวาคลายอ้อมแขน แล้วจับมือเธอไว้แทน
“ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน พี่จะมาให้ได้ พี่สัญญา…”
มาเบลพยักหน้าเบา ๆ ไม่ใช่เพราะเชื่อทั้งหมด แต่เพราะยังอยากเชื่ออยู่ ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำลายบรรยากาศ
“โอ๊ยยย~ หวานกันแต่เช้าเลยนะคะ”
ทั้งคู่หันไปมอง เห็นว่านักเรียนหญิงสามคนเดินเข้ามา ลิตา เกรซ และจุนโกะที่เดินอยู่ด้านหลังสุด ทั้งสามกำลังเดินมา แล้วมาหยุดอยู่ต่อหน้ามาเบลกับธันวา
“ดูเหมือนวันนี้เพื่อนเราจะมีคนพิเศษมาด้วยนะ” เกรซพูดยิ้ม ๆ พร้อมกับส่งสายตาไปหาลิตาที่ยืนอยู่ข้างกัน
“ใช่ ๆ สุขสันต์วันครบรอบนะแก”
จุนโกะยืนอยู่ด้านหลังสุด รอยยิ้มของเธอนุ่มนวล “ยินดีด้วยนะมาเบล… ยินดีด้วยนะพี่ธันวา รักกันไปนาน ๆ นะคะ” น้ำเสียงอ่อนโยน… แต่ดวงตากลับลึกเกินจะอ่านออก
มาเบลยิ้มออกมาเล็กน้อย เธอเหลือบมองธันวา นั่นทำให้เขาสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะเกาหลังคอเบา ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ แม้ในใจจะยังรู้สึกผิดที่ลืม
“อืม… ขอบใจนะ”
“โอเค ๆ ไปเรียนกันเถอะ เดี๋ยวสาย” มาเบลรีบตัดบท
กลุ่มนักเรียนค่อย ๆ แยกย้ายกันไป แต่จุนโกะยังคงยืนอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเธอมองตามทิศทางที่ริวเดินจากไป รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะหันหลัง แล้วเดินตามเพื่อน ๆ ไปอย่างเงียบงัน
ณ ห้องม.5/1
ภายในห้อง บรรยากาศยามเช้ายังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายตามปกติ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงเก้าอี้ที่ถูกเลื่อนลากไปมา ผสมกันเป็นจังหวะคุ้นเคยของชีวิตในโรงเรียน ครูยังไม่เข้าห้อง ทำให้นักเรียนแต่ละคนปล่อยตัวตามสบาย บ้างจับกลุ่มคุย บ้างหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
แต่ในมุมหนึ่งของห้องด้านหลังสุดติดหน้าต่าง ริวนั่งอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย สายตาเหม่อมองไปข้างหน้าเหมือนมองอะไรสักอย่าง แต่แท้จริงแล้ว นัยน์ตากลับไม่ได้โฟกัสอะไรเลย ความคิดของเขาลอยกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน
มาเบล… คิ้วของริวขมวดเข้าหากันช้า ๆ ผมเคยเจอคุณที่ไหนบ้างนะ วันแรกที่ย้ายมาเรียน… แล้วก็ที่ห้องสมุด…
เขาพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ ภาพบางอย่างเหมือนจะลอยขึ้นมา แต่ก็เลือนหายไป ริวยิ่งพยายามนึก แต่ยิ่งนึกกลับยิ่งรู้สึกว่างเปล่า ราวกับสมองไม่อยากให้นึกถึงมัน ทันใดนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็ค่อย ๆ แทรกเข้ามาอย่างบอกไม่ถูก…
ความรู้สึกนั้นไม่ได้มาตั้งแต่ครั้งแรก แต่มันค่อย ๆ ซึมลึก… อย่างเงียบงัน หัวใจของริวเต้นช้าลงเล็กน้อย แต่กลับแรงขึ้น ลมหายใจเริ่มหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เข้าใจว่า ทั้งที่มันเป็นแค่การเดินชนกันธรรมดา แต่ทำไม… เขาถึงรู้สึกกลัวเธอแปลก ๆ
ริวกำมือแน่น จะลืมก็ได้… แต่ช่วยลืมความรู้สึกแบบนี้ไปด้วยได้ไหมครับ…
ความหงุดหงิดผสมกับความกังวลก่อตัวขึ้นในอก ที่เขาพยายามดึงความทรงจำออกมา แล้วในที่สุด สิ่งที่เขาพยามนึกถึงก็ปรากฏขึ้นมาในหัว
ภายในห้องเรียนเก่า ๆ ที่มีแสงไฟสลัว ๆ นักเรียนหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น เสื้อผ้าของเธอเปื้อนเลือดสีแดงสด และบาดแผลกระจายไปทั่วร่าง เสียงร้องไห้สะอื้นเบา ๆ แต่มันชัดพอที่เขาจะได้ยิน แล้วเงาร่างของสามคนก็ปรากฏขึ้น เป็นร่างของ มาเบล ลิตาและเกรซ ก็อยู่ในห้องนั้นด้วย
ริวสะดุ้งเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ จริงสิครับ! ผมลืมไปได้ยังไง… ประโยคนั้นดังขึ้นในใจทันที พร้อมกับความทรงจำเริ่มต่อกันเป็นชิ้น ๆ
คำพูดในวันนั้นของพวกเธอที่เจอกันอยู่ห้องสมุด เคยเสนอให้ริวยืมเงิน ที่ต้องจ่ายคืนด้วยชีวิต สำหรับริวตอนนั้น มันเคยฟังดูเหมือนเรื่องล้อเล่น ที่เขาพูดว่าตัวเองไม่มีเงินเติมเน็ตก็เท่านั้น
แต่จากเหตุการณ์ที่เขาไปเห็นจนเกือบเอาตัวไม่รอดมา เรื่องล้อเล่นนั้นเปลี่ยนเป็นความจริงทันที… มือของริวเย็นลงเล็กน้อย และสัญชาตญาณบางอย่าง กำลังเตือนเขาให้ระวังตัว
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ เหมือนดึงเขากลับมาจากที่ไกลแสนไกล
“ริวคะ”
ริวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เห็นว่าแนนโน๊ะอยู่ตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้มใส ๆ ที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนเช่นเคย แล้วเขาจึงตอบ
“ครับ…” เสียงของเขาเบากว่าปกติเล็กน้อย
“แนนโน๊ะเห็นริวนั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย “ดูเหมือนจะเหงานะคะ เลยมาคุยด้วย”
คำพูดนั้นฟังดูธรรมดา แต่สำหรับริว มันเหมือนมีใครสักคนดึงเขาขึ้นมา จากหุบเหวลึก
เขาหัวเราะแห้ง ๆ “แฮ่ะ ๆ ก็… ปกติดีหนิครับ” สายตาหลบเล็กน้อย “ผมก็เป็นแบบนี้จนชินแล้ว”
แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังอ่านอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มบางลงเล็กน้อย “งั้นเหรอคะ…”
แต่ก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด แล้วทั้งสองก็คุยกันต่อเล็กน้อย บทสนทนาเบา ๆ ไม่มีเนื้อหาสำคัญ แต่กลับทำให้ความอึดอัดในใจริวค่อย ๆ จางลงได้
ไม่นาน เสียงประตูห้องเปิดออก แล้วครูอุสาเดินเข้ามา บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที เสียงพูดคุยเงียบลง นักเรียนรีบแยกย้ายกลับไปนั่งที่ ความวุ่นวายเล็ก ๆ เกิดขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ สงบลง
“เอาล่ะค่ะนักเรียน หยิบหนังสือขึ้นมา แล้วเปิดไปที่แบบทดสอบท้ายบทที่ครูสั่งไว้”
แต่ประโยคนั้น ทำให้ริวใจหล่นวูบลงทันที เพราะเมื่อวานตั้งใจจะทำที่ห้องสมุด แต่แนนโน๊ะไปด้วย เขาจึงจะเติมเน็ตแล้วกลับไปทำที่ห้อง… แต่ดันไปช่วยธันวา แล้วพอกลับถึงห้อง เขาก็หมดแรงแล้วก็หลับไป
แย่ล่ะสิ… ผมยังไม่ได้ทำเลย
ริวกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะเหลือบมองรอบห้อง เห็นว่านักเรียนหลายคนมีสีหน้าไม่ต่างกัน บางคนเริ่มเปิดหนังสือแบบลน ๆ ความโล่งใจเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นในอก เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ลืมทำอยู่คนเดียว ครูอุสาที่เห็นก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้น
“ใครที่ยังไม่ได้ทำ… ครูให้เวลาทำตอนนี้ค่ะ”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นในห้อง ริวรีบก้มลงมองหนังสือทันที มือหยิบปากกาขึ้นมา แล้วเริ่มเขียนโดยเร็ว ทำให้ตัวหนังสือเอียงบ้าง เบี้ยวบ้าง บางคำแทบอ่านไม่ออก เหมือนไก่เขี่ย แต่เขาก็ยังเขียนต่อ
หลังจากที่พวกเขาทำงานที่ครูอุสาสั่งไว้เสร็จ ชั่วโมงเรียนก็ดำเนินการต่อ และช่วงเช้าของวันเรียนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เสียงพลิกหน้าหนังสือดังแผ่วเบา ไปพร้อมกับเสียงชอล์กขีดเขียนบนกระดานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
และเมื่อหมดชั่วโมง ก็มีครูคนใหม่เข้ามาสอนตามรายวิชา ชั่วโมงภาษาไทยผ่านไป ตามด้วยคาบสังคม แล้วก็ชั่วโมงวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างยังคงเป็นปกติดั่งทุกวัน
ท่ามกลางเสียงบรรยายบทเรียนที่ลอยผ่านเข้ามาในหู แต่แทบไม่มีคำไหนเลย ที่จะเข้าไปถึงความคิดของริว ปลายปากกาขีดลงในสมุดเป็นระยะ เหมือนกำลังจด แต่ถ้ามองดี ๆ ตัวอักษรที่ขีดเขียนกลับขาด ๆ หาย ๆ ไม่เป็นประโยค เพราะสมาธิของเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ที่เด็กนักเรียนหายไป เป็นฝีมือของพวกคุณทั้งหมดเลยเหรอ…
ริวไม่แน่ใจ แต่จากที่เห็นในครั้งนั้น มันก็ยืนยันได้ว่าพวกเธอก็มีส่วนอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะบอกว่า พวกเธอหลอกให้นักเรียนมายืมเงิน แล้วฆ่าทิ้ง ก่อนจะปล่อยข่าวออกไปบังว่านักเรียนพวกนั้นหายตัวไป จากนั้นความไม่แน่ใจ ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยขึ้นมา
มันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ
หรือมีอย่างอื่นด้วย…
ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ช่วงที่เขาอยู่ในห้องเก็บเอกสารกับแนนโน๊ะก็ผุดขึ้นมา ตอนที่พวกเขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังขนบางอย่างออกไปด้านหลังโรงเรียน มันยิ่งทำให้เขาสงสัยเข้าไปอีก
ริวกำปากกาในมือแน่น เขาพยายามดึงความทรงจำออกมาให้ได้มากที่สุด แล้วภาพก็ปรากฏ
ใช่… ในห้องตอนนั้น ยังมีนักเรียนชายอีกสองคนหนิ พวกนั้นเป็นใคร…
ริวไม่รู้และพยายามนึกต่อไปตอนที่คนพวกนั้นรู้ว่าเขามาแอบดู เขาได้วิ่งหนีคนพวกนั้นมา จนได้มาพบเข้ากับนักเรียนหญิงที่มัดผมหางม้าและผูกโบว์สีแดงคนนั้น
ยูริ…
ภาพของยูริที่กำลังใช้ขวานสับไปบนร่างของนักเรียนชายคนนั้นปรากฏขึ้นมาในหัวเขา แต่เมื่อเหตุการณ์ทั้งสองมารวมกัน ริวก็เริ่มมั่นใจ แต่ยังขาดหลักฐาน นั่นคือ เหตุผลที่ยูริลงมือ ทำเรื่องแบบนี้
คุณรู้ว่าพวกเขาทำอะไรเหรอครับ แล้วคุณเลยฆ่าพวกเขาหรอกเหรอ…
และสุดท้าย ความคิดของเขาก็ย้อนกลับไปยังสถานที่สุดท้ายที่ยังค้างคาอยู่ในหัว ด้านหลังอาคารท้ายสุดของโรงเรียน ที่กำแพงด้านหลังมีรอยแตกขนาดใหญ่ และตรงนั้น… มีคราบสีแดงติดอยู่บนใบหญ้า
“เฮ้อ…” ริวปล่อยลมหายใจออกมาเบา ๆ จากความคิดมากมายที่ตีกันยุ่งเหยิงอยู่ในหัว แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง มองท้องฟ้าสีครามด้านนอก
ทันใดนั้น เสียงออดพักเที่ยงดังขึ้น นักเรียนในห้องเริ่มขยับตัว ริวจึงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินออกจากห้องไป มุ่งหน้าไปยังโรงอาหารในที่สุด
ช่วงพักเที่ยงของเขาผ่านไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ เหมือนวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง และไม่นานคาบบ่ายเริ่มต้นขึ้น
แสงแดดสีทองอ่อนส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้องเรียน สายลมพัดเอื่อย ทำให้ผ้าม่านขยับไหวเบา บรรยากาศง่วงซึมค่อย ๆ ปกคลุม เสียงครูที่สอนหน้าห้องยังคงดำเนินไป แต่เสียงตอบรับจากนักเรียนกลับน้อยลงเรื่อย ๆ บางคนเริ่มฟุบลงกับโต๊ะ บางคนจ้องกระดานแบบเหม่อลอย ริวเองก็ไม่ต่างกัน
เขายังคงนั่งนิ่ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะคิดมาก แต่เพราะล้าทั้งร่างกาย… และความคิด เปลือกตาหนักขึ้นเล็กน้อย แต่เขาก็ยังฝืนลืมตา พยายามอยู่กับปัจจุบัน แม้มันจะยากก็ตาม
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่ง เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น มันเหมือนสัญญาณปลดปล่อย นักเรียนหลายคนลุกขึ้นทันที เสียงเก้าอี้ขยับดังระงมอีกครั้ง บทสนทนา เสียงหัวเราะ กลับมาเหมือนเดิม
ริวค่อย ๆ เก็บของลงกระเป๋า การเคลื่อนไหวของเขาช้า แต่เป็นระเบียบ ในหัวมีแผนง่าย ๆ คือ กลับห้อง… แล้วก็นอน
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว เขาสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า แล้วเดินออกจากห้องเรียนไปตามกระแสนักเรียน แต่ก่อนจะถึงประตูทางออก เสียงหนึ่งเรียกขึ้นจากด้านหลัง
“ริว!”
เขาหยุดเดิน แล้วหันกลับไป ธันวากำลังเดินตรงมาหา สีหน้าดูเร่งรีบเล็กน้อย
“ว่างไหม เดี๋ยวพี่ขอแรงหน่อย”
ประโยคสั้น ๆ แต่สำหรับริว มันหนักพอสมควร เขานิ่งไปชั่วครู่ ในใจมีคำตอบอยู่แล้ว
ผมว่างครับ แต่ไม่อยากไป…
เพราะร่างกายยังล้าจากความคิด สมองก็ยังไม่พร้อมใช้งาน แต่สุดท้ายก็…
“ครับ…”
คำตอบหลุดออกมาเหมือนทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะอยากช่วย แต่เพราะเกรงใจที่มาชวน
ธันวาพยักหน้า “งั้นตามพี่มา”
หลังจากนั้น ธันวาก็ได้เดินนำทันที ริวเดินตามไปเงียบ ๆ ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังด้านหลังของหอประชุม บริเวณนั้นเงียบกว่าด้านหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงมีนักเรียนเดินไปมา
เมื่อมาถึงห้องเก็บของ ริวก็ต้องชะงักเล็กน้อย เพราะเห็นว่าด้านในมีนักเรียนหลายคนอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นสภานักเรียน กำลังช่วยกันยกของ จัดของ เตรียมอุปกรณ์สำหรับเตรียมงาน เสียงพูดคุยสลับกับเสียงขยับของดังเป็นระยะ
ริวมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ คนก็เยอะอยู่แล้วนี่… แล้วทำไม… ถึงต้องเรียกผมมาด้วย ความคิดผุดขึ้นมาในใจพร้อมกับอาการหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เดินมาไม่ไกล รุ่นพี่ก็พาริวมาหยุดอยู่ต่อหน้านักเรียนชายคนหนึ่งที่กำลังม้วนผ้าใส่ถุงอยู่ แล้วส่งเสียงเรียก
“ไอ้เบนซ์!”
“มาแล้วเหรอวะ”
ทั้งสองทักทายกันสั้น ๆ เหมือนคนที่สนิทสนมกันดี แล้วธันวาหันมาทางริว
“นี่ริว รุ่นน้องที่ให้มาช่วยงานอีกคน เพิ่งย้ายมาใหม่ปีนี้เลยนะ”
เบนซ์พยักหน้า เขาเหลือบมองริวแวบหนึ่ง “เป็นไงบ้าง… มาปีแรก ก็โดนคนแก่เรียกมาใช้แรงงานเลยสินะ ฮ่า ๆ”
ริวยิ้ม ก่อนจะหัวเราะแห้ง แล้วตอบ “ไม่เป็นไรครับ” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ในใจเขาก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ไม่น้อย
จากนั้นธันวาก็พูดต่อ “ยังไงก็ฝากน้องเขาด้วยนะ เดี๋ยวกูไปดูทางโน้นก่อน”
พูดจบก็เดินแยกออกไปทันที ทิ้งให้ริวยืนอยู่กับเบนซ์ บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย ก่อนที่เบนซ์จะพูดขึ้น
“งั้น… เอ็งช่วยขนม้วนผ้านี่ไปหน่อย” เขาชี้ไปที่กองผ้าขนาดใหญ่ “เอาไปไว้ที่เวทีด้านหน้า”
ริวพยักหน้า “ครับ”
พูดจบ เขาก็ก้มตัวลงจับม้วนผ้าหนึ่งม้วน แล้วยกขึ้น น้ำหนักพอสมควร แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เขาพอแบกได้ กลิ่นผ้าเก่าผสมกับฝุ่นอ่อน ๆ ลอยขึ้นมาเล็กน้อย
เบนซ์หยิบอีกม้วนหนึ่ง “ไปกัน” ทั้งสองเริ่มเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังเวทีด้านหน้า