004
วันที่ xx เดือน xx ปีบุนกะที่9 (ค.ศ.1812)
หากจะให้บอกว่าสภาพการณ์ของเมืองเอโดะอันยิ่งใหญ่ที่ถูกปกครองโดยโชกุน โทคุกาวะ อิเอนาริ นั้นเป็นอย่างไรแล้วล่ะก็ คงพูดได้คำเดียวว่า สภาพก็เริ่มที่จะใกล้เละเทะเต็มทีแล้ว
นโยบายปิดประเทศก็ยังคงเดิม หากแต่ในช่วงนี้นั้น จักรวรรดิรัสเซียพยายามที่จะติดต่อค้าขายกับเกาะญี่ปุ่นแต่ไม่สำเร็จ นั่นก็เพราะเกาะญี่ปุ่นอนุญาตให้แค่ชาติ ฮอลันดา(เนเธอแลนด์) และจีนแผ่นดินใหญ่ ค้าขายกันที่ท่าเรือนางาซากิเท่านั้น ช่วงพรมแดนเหนือเลยมีความตึงเครียดกันอยู่
และภายในเองก็เริ่มมีพิษสงออกมาให้เห็นกันบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจาก โทคุกาวะ อิเอนาริ นั้นจัดได้ว่าเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยและผลาญภาษีประชาชนราวกับเทน้ำทิ้งลงท่อ เศรษฐกิจเลยออกมาในทางที่ย่ำแย่ ชาวบ้านตาดำๆก็ต้องจ่ายส่วยให้มากขึ้น แต่เพราะเจ้าตัวผ่อนปรนกฎต่างๆให้เบาลงเลยมีฝั่งที่ยังนิยมชมชอบเขาอยู่
แล้วเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กับระบบการเมืองของโชกุนที่กำลังค่อยๆสั่นคลอน มันเกี่ยวอะไรกับอดีตของสาวน้อยผู้อ่อนต่อโลกคนหนึ่งด้วยล่ะ
ถึงเรื่องนี้จะฟังดูไกลตัวจากเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง แต่พูดก็พูดเถอะว่ามันเกี่ยวพันกับตัวเธอเต็มๆ
เมื่อชาวบ้านต้องจ่ายส่วยที่มาจากหยาดเหงื่อที่แทบจะรีดจนหมดตัวอยู่ในทุกๆวันไปทดแทนภาษีที่ผู้ปกครองเอาไปผลาญเล่น ถึงจะต่อต้านแต่ก็คงได้แค่คิด เพราะหากทำจริงทั้งตนและครอบครัวคงไม่มีวันที่จะได้ลืมตาตื่นมาทำงานในวันถัดไปเป็นแน่ ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มเกิดอาการเครียดสะสม
และเพราะเป็นแบบนั้น เลยมีธุรกิจความบันเทิงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เพื่อลดทอนความเครียดเหล่านั้น ผลที่ได้คือกำไรที่พอกพูนกับผู้ประกอบการอย่างมหาศาล โดยเฉพาะย่านโคมแดงอย่างโยชิวาระที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนมีผู้คนเข้าไปใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย
ซึ่งนอกจากธุรกิจที่ต้องใช้เงินแลกกับความสุขแล้วก็มี อีกหนึ่งสายงานที่คอยสร้างความสุขให้กับผู้คนโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเลยแม้แต่นิดเดียว
ซึ่งสายงานนี้เองก็เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวทั้งหมดที่หญิงชรากำลังจะเล่าให้หลานสาวตัวน้อยฟัง
เรื่องราวของเด็กสาวผู้อ่อนต่อโลกกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ
หากเรานับปราสาทเอโดะเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเอโดะแล้ว หากเดินทางห่างออกไปได้ไม่นานนักก็จะเจอกับ ย่านการค้าแห่งหนึ่งที่เน้นไปที่การละครและการเคารพบูชาศาสนาที่ท่านนับถือ ซึ่งนั่นก็คือย่าน อาซาคุสะนั่นเอง หนึ่งในย่านการค้าที่โด่งดังไม่แพ้ย่านนิฮอนบาชิเลย
ซึ่งที่นี่จะเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้าเล็กๆ โรงละคร และย่านเริงรมณ์ที่โด่งดังอย่าง โยชิวาระ ที่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ และไฮไลท์ที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ วัดเซ็นโซจิที่ผู้คนมักจะมาพากันไปสักการะและขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย ขัดกับสภาพการณ์ของที่ย่านอื่นๆบางแห่งในเอโดะที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างพากันกลายเป็นเศรษฐีกันในชั่วพริบตา ที่ถึงแม้พวกเขาก็จ่ายส่วยมากกว่าเดิมก็ตามที แต่สิ่งที่แลกมายังไงก็มีแต่คำว่าคุ้มกับคุ้ม
“คุณหนู คุณหนูคะ ได้เวลาทำกิจช่วงเช้าแล้วนะเจ้าคะ.....”
“ข้าขอนอนต่ออีกหน่อยไม่ได้เลยรึ......”
“ไม่ได้ค่ะ คุณท่านกับคุณนายกำชับเอาไว้แล้วค่ะ ว่าคนเป็นมิโกะ(คนทรง)นั้นต้องทำกิจประจำวันอยู่ตลอดนะคะ”
หญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นคนสนิทหรือไม่ก็พี่เลี้ยงพูดเช่นนั้นพร้อมกับปรากฏสีหน้าที่เป็นกังวลและหวาดวิตกอย่างถึงที่สุด ทั้งๆที่เธออายุมากกว่าเด็กคนนี้ตั้งหลายปี เรียกว่ารุ่นแม่ก็คงได้ แต่กลับเรียกเด็กสาวคนหนึ่งว่าคุณหนู
ในห้องนอนอันโอ่อ่าที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายนั้น ในใจกลางห้องนอนที่กว้างเกินกว่าที่จะเรียกว่าห้องนอนได้ มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงความฝันอยู่บนเตียงนอนไม้ที่ทำจากไม้ฮิโนกิ
“.....เมื่อคืน ข้าต้องทำพิธีถามไถ่สารทุกษ์สุขดิบจนดึกดื่น ให้ข้านอนต่ออีกซักหน่อยก็ไม่ได้”
“ต้องขออภัยจริงๆเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อมันเป็นกิจประจำวันที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ครั้นจะให้ละเลยก็คงจะไม่ได้”
คงเพราะเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของคนสนิทที่เด็กสาวมองว่าไม่ต่างจากคุณแม่อีกคน เธอเลยยอมลุกขึ้นแต่โดยดี
“ขอโทษค่ะคุณนาเดชิโกะ......ทำให้คุณต้องมาลำบากอีกแล้ว”
“ไม่หรอกค่ะ....ไม่เลย งั้น....ได้เวลาชำระล้างร่างกายแล้วค่ะ ข้าเตรียมน้ำร้อนเอาไว้แล้ว”
“งั้นก็.....วันนี้ขอฝากตัวด้วยอีกวันนะคะ”
อย่างที่เคยบอกไป ว่าที่ย่านอาซาคุสะนั้นเป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารและศาสนา
มีวัดหลายแห่งจัดตั้งอยู่ที่ย่านแห่งนี้ซึ่งเป็นสาขาย่อยลงมาของวัดชื่อดังอย่างเซ็นโซจิ อย่างเช่น สึจิยามะ โชเด็น หรือ อาซาคุสะ ฮาจิมังเป็นต้น และหนึ่งในหลายร้อยวัดย่อยนั้นก็มีอยู่วัดหนึ่งซึ่งเป็นที่ประทับของมิโกะคนนี้
วัดประจำตระกูลชิรานุอิ วัดชิรานุอิ เค็นโช ซึ่งเจ้าอาวาดแห่งนี้ก็คือ ผู้นำคนปัจจุบันของตระกูล นามว่าชิรานุอิ เทชิกายะ ซึ่งเขาได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า นาโอมิ แล้วก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่งขึ้นมาหนึ่งคนที่มีชื่อว่า ฮิเมโกะ โดยเธอจะทำหน้าที่เป็น มิโกะของทางบ้าน
“งั้น....มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ คุณนาเดชิโกะ”
“ค่ะ...”
เมื่อพูดจบ ฮิเมโกะก็เริ่มพนมมือ และสวดมนต์เบาๆ ขณะที่นาเดชิโกะก็ค่อยบรรจงราดน้ำร้อนที่เริ่มอุ่นชโลมไปบนผิวกายของฮิเมโกะ หากแต่
บทสวดที่เธอได้กล่าวออกมานั้นไม่ใช่บทสวดของหลักคำสอนพระพุทธศาสนาลัทธิชินโตเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าภาษานั้นก็ยังคนเป็นญี่ปุ่น บทสวดที่กล่าวออกมานั้นก็ยังคงเป็นบทสวดที่สื่อสารกับเทพเจ้าเหมือนเดิม แต่เนื้อหาภายในนั้นที่ดูประหลาดและน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
มันไม่ใช่บทสวดที่อ้อนวอนหรือภาวนาต่อเทพเจ้าให้ปกปักดูแลรักษาทุกๆคนในหมู่บ้าน แต่มันเป็นบทสวดที่เน้นการขอบคุณเทพเจ้าที่มาสิงสถิตอยู่ในตัวเธอต่างหาก
เทพเจ้าของญี่ปุ่นนั้นมีภาพลักษณ์เป็นผู้พิทักษ์ที่คอยปกปักรักษาผู้คน แต่เด็กสาวกลับสรรเสิญพวกเขาที่ให้เธอกลายเป็นผู้ถูกเลือกแทนซะอย่างนั้น
ซึ่งเด็กสาวนั้นเธอไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้มาก่อน
ตระกูลชิรานุอินั้นมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนามาเป็นพันปีได้แล้ว หากนับตั้งแต่ผู้คนในเกาะญี่ปุ่นนับถือสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ตระกูลชิรานุอิจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกๆที่คอยสนับสนุนและเผยแพร่หลักคำสอนมาตั้งแต่สมัยก่อน
เพราะเป็นแบบนั้น ตระกูลชิรานุอิเลยเรียกได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากๆตระกูลหนึ่ง และเพราะเป็นตระกูลเก่าแก่ ทางตระกูลเลยมีการติดต่อเป็นการส่วนตัวกับคนในบาคุฟุ(รัฐบาล) และท่านโชกุนด้วย ซึ่งวัดที่เกาะญี่ปุ่นจะมีหน่วยงานมาคอยจัดการโดยจะถูกเรียกว่า จิฉะบูโยะ(คล้ายๆองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) คอยตรวจสอบในเรื่องต่างๆของวัดในเกาะญี่ปุ่น
แต่เนื่องจากวัดชิรานุอิ เค็นโชแห่งนี้ โชกุนหลายท่านเคยมาทำรัฐพิธี(คล้ายๆพระราชพิธีถือน้ำพระพัทธสัตยาของพระมหากษัตริย์ไทย) และวัดแห่งนี้ก็เคยเป็นวัดที่โชกุน โทคุกาวะ โยชิมุเนะ ผู้เป็นโชกุนที่ประชาชนรักและเคารพมากที่สุดคนหนึ่งนั้น เคยเลื่อมใสศรัทธาและคอยถวายพุทธบูชาวัดแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้โชกุนรุ่นปัจจุบันอย่าง อิเอนาริ เลยไม่ได้ส่งคนมาตรวจสอบอะไรมากเท่าไหร่ ทุกปีเลยมีแต่การของบประมาณบูรณะซ่อมแซมวัด และขอจัดเตรียมพื้นที่จัดพิธีกรรมต่างๆในเมืองที่ต้องร่วมมือกับวัดแม่อย่างเซ็นโซจิ(วัดแม่คือวัดใหญ่ ส่วนวัดอื่นๆในเครือ จะเป็นวัดย่อย)
“เอาล่ะ..เท่านี้ก็เสร็จสิ้นการชำระล้างร่างกายแล้วค่ะ งั้นรีบใส่เสื้อผ้าและไปที่ห้องอาหารกันนะคะ”
นาเดชิโกะพูดแบบนี้อยู่ทุกวัน
“ค่ะ”
ฮิเมโกะขานรับแบบนี้อยู่ทุกวัน
กิจประจำวันของฮิเมโกะนั้นเรียบง่ายก็จริง แต่สำหรับเธอแล้วมันออกจะน่าเบื่อไปเสียหน่อย การที่ต้องมาทำอะไรซ้ำๆเดิมๆทุกๆวัน เด็กสาวช่วงวัยรุ่นอย่างเธอก็เริ่มอยากที่จะทำอะไรอย่างอื่นบ้าง
ซึ่งพอพูดแบบนั้นออกไปก็โดนดุทันที พ่อกับแม่มักจะบอกเธอว่า สิ่งเหล่านั้นมันปนเปื้อนไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด ตั้งแต่เกิดมา ฮิเมโกะนั้นไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยได้เที่ยวเล่นกับใครที่ไหน ไม่มีเพื่อน ชีวิตในแต่ละวันของเธอจะเป็นเพียงแค่บทละครที่พ่อแม่วางไว้ให้เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่รู้เรื่องนั้นมาก่อน
“จะทานแล้วนะคะ.....”
กิจประจำวันต่อไปของสาวน้อยคือการทานเข้าเช้า อาหารของพระญี่ปุ่นในสมัยก่อนจะเป็นของเรียบง่าย บางนิกายเคร่งครัดถึงขั้นห้ามกินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นแรงอย่างเช่น กระเทียม ซึ่งก็ดีหน่อยที่เธอยังพอได้กินเนื้ออยู่บ้าง เพียงแต่เมนูที่กินอยู่ทุกวันนั้นก็เป็นเมนูเดิมๆที่เห็นจนเบื่อ
“ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ...”
“ตอนนี้คุณท่านกับคุณนายมีธุระด่วนกับคนในบาคุฟุเจ้าค่ะเลยไม่อยู่ในช่วงเช้า แต่พวกท่านกำชับมาว่าให้คุณหนูทำพิธีช่วงบ่ายแทน เพราะงั้น.....ช่วงเช้าก็ให้ท่านคอยสวดมนต์จนถึงช่วงเที่ยงแล้วกันนะคะ”
“.......งั้นเหรอ เข้าใจแล้วค่ะ”
ฮิเมโกะแทบไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกันกับทั้งสองคนเลย ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้เวลาร่วมกันกับพวกคนใช้และคนสนิทในบ้านมากกว่า
ช่วงเวลาที่เธอได้พบปะกับพ่อแม่ก็มีเพียงแค่ช่วงทำพิธีกับช่วงพูดคุยเรื่องงานเทศกาลต่างๆเพียงเท่านั้น
เพราะเธอคือมิโกะ ผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นสิ่งสถิตของเทพเจ้า ชาวบ้านที่มักถูกความเครียดสะสมเลยพากันเข้าวัดเพื่อชำระล้างสิ่งเหล่านั้นให้หายไปหากแต่
วัดแห่งนี้นั้นต่างจากวัดทั่วไปเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ในแง่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นพิธีต่างหาก
ช่วงบ่าย เทชิกายะ และ นาโอมิ ก็กลับมาจากเมืองหลวง แล้วก็เปิดให้ผู้คนที่ออกันอยู่หน้าวัดมาเข้าวัดเพื่อทำพิธีประหลาด
“ลูกของข้าป่วยหนัก....อยู่ๆเขาก็อ่อนแรง ถึงจะกินยามากเท่าไหร่ก็ไม่หายไปซักที ข้าควรทำเช่นไรดีเจ้าคะท่านเทพ”
หญิงชราคนหนึ่งที่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเธอแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรแล้ว เธออ้อนวอนต่อผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นท่านเทพ ซึ่งก็คือฮิเมโกะที่สวมชุดทำพิธีแล้วก็คอยนั่งอยู่บนที่ประทับ แล้วข้างๆกันนั้นก็มีพ่อและแม่ประกบซ้ายขวา และเพื่อให้พิธีนี้ดูศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น ฮิเมโกะจะถูกปิดหน้าปิดตาเอาไว้ และจะถูกเรียกว่าท่านเทพแทนการใช้ชื่อของตนราวกับว่า ตัวเธอนั้นก็เป็นได้แค่ตุ๊กตาสิงสถิตที่หายใจได้เพียงแค่นั้น
“อืม......สิ่งที่เรียกว่าความชั่วร้ายมันไม่เคยหมดไปเสียเลยนะ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านเทพที่คอยสิงสถิตอยู่ในร่างของลูกสาวของพวกเราจะคอยปกปักรักษาลูกของท่านให้เอง”
“ระหว่างนี้ก็ให้ท่านคอยสวดมนต์ภาวนาและถ้าเป็นไปได้.......ก็ช่วยกันบริจาคเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ต้องเผชิญความชั่วร้ายเหมือนกันกับเราเถิด”
หญิงชราไม่ลังเล รีบหยิบเงินราวๆ 20มง (82บาท)ออกมาจากกระเป๋าใส่เหรียญที่ดูขาดรุ่งริ่งออกมาใส่กล่องรับบริจาคที่ตั้งอยู่ด้านหน้าตน
“ต้องขออภัยต่อท่านเทพด้วยจริงๆ แต่ข้ามีทรัพย์แค่นี้”
นาโอมิคอยฟังเสียงกระซิบจากฮิเมโกะ ซึ่งความจริงแล้วเธอนั้นก็แค่ นั่งอยู่เฉยๆแล้วทำเป็นกระซิบกระซาบเพียงเท่านั้น แล้วเธอก็ส่งเสียง อืมๆ รับทราบเจ้าค่ะท่านเทพ แล้วก็พูดต่อว่า
“สำหรับท่านเทพแล้วนั้น ทรัพย์สินถือเป็นของนอกกาย ให้เยอะหรือน้อยก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญการศรัทธาและการได้รับความคุ้มครองจากท่านต่างหาก”
ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างพากันส่งเสียงฮือฮากับคำพูดของผู้เป็นแม่ เทชิกายะบอกกับผู้คนที่ศรัทธาว่า ฮิเมโกะลูกสาวของพวกเขานั้นคือสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และดินแดนของเทพเจ้า ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับผู้คนแบบเปิดเผย คนที่จะคุยกับพวกเขาได้ ต้องเป็นคนสนิทของร่างสถิตนี้เท่านั้น
พวกคุณก็รู้ว่าเอโดะไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้งาน แถมไม่มีมือถือให้ถ่ายวิดิโอมาทำรายการนั่งวิเคราะห์ร่างสถิตของเทพเจ้าแบบร้อยกว่าตอนที่ออกอากาศช่วงหัวค่ำเหมือนอย่างยุคปัจจุบันหรอก
คำว่า คำพูดสามารถฆ่าคนได้นั้นคงไม่เกินจริง และเพราะเป็นแบบนั้น พิธีกรรมของวัด....ไม่สิพิธีกรรมของลัทธิแห่งนี้เลยใช้ความเครียดและความกังวลของผู้คนในการสร้างความเชื่อปลอมๆขึ้นมาแล้วก็คอยหาเงินด้วยการบริจาค
แล้วลัทธิไม่เคยถูกตรวจสอบเลยหรือ.....ขอตอบได้เลยว่า ไม่ อย่างที่เคยบอกไปว่าตระกูลชิรานุอินั้นได้รับตวามไว้วางใจจากโชกุนหลายท่าน เลยไม่มีการตรวจสอบแม้แต่อย่างใด แถมสถานที่ตั้งของวัดแห่งนี้ก็อยู่ใกล้ป่าทางภูเขา เลยไม่ค่อยมีใครสนใจพิธีกรรมของที่นี่มากเท่าไหร่
ความเชื่อมีผลต่อคนจำนวนมาก ถ้าเขาบอกห้ามพูดถึงพิธีกรรมในที่แห่งนี้ เหล่าคนที่ศรัทธาก็เลือกที่จะปฎิบัติตาม
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจ ทุกคนที่รู้แค่ผิวเพินก็พลางคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่หารู้ไม่ว่านั้นเป็นการต้มตุ๋นครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
“ความศรัทธาที่พวกท่านมีต่อท่านเทพ ได้ส่งไปถึงพวกเขาแล้ว....”
หญิงสาวป่าวประกาศคำพูดจอมปลอมที่ทึกทักเอาเองไว้เช่นนั้น แน่นอนว่าทุกคนในที่แห่งนั้นเชื่อคำพูดเหล่านั้นอย่างสนิทใจ
“ท่านเทพ....ตอนนี้เริ่มเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว......ถ้าเป็นไปได้พวกเราเองก็อยากให้ท่านดลบัลดาลฝนมาให้พวกเราด้วยเถิด”
พวกคุณคิดว่ามันน่าขำรึเปล่า ที่เหล่าคนชราราวๆห้าหกคนกำลังพูดอย่างนอบน้อมกับเด็กสาวที่นั่งอยู่เฉยๆตรงที่ประทับแล้วก็กราบไหว้ราวกับว่าเธอเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีอยู่จริง
แน่นอนว่ามันไม่น่าขำเอาเสียเลย คนเถ้าคนแก่ที่เชื่ออย่างสนิทใจว่าคนที่อยู่ข้างหน้านั้นสามารถทำให้ตนและคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีได้ แต่กลับกลายเป็นคำลวงที่มีเป้าหมายคือสินทรัพย์อันน้อยนิดที่ต้องเหนื่อยยากมากมายกว่าจะได้มันมา แถมยังใช้เส้นสายของตระกูลกลบเกลื่อนเรื่องนี้อีก
“ค่ะ.....ค่ะ...จริงเหรอคะ! ทุกท่าน หน้าร้อนที่จะมาถึงนี้จะมีฝนตกลงมาตามคำขอของพวกท่านค่ะ!!”
“จริงเหรอครับ!!! โอ้......ขอบคุณ ขอบคุณท่านเทพ!!!!!”
ตามข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หน้าร้อนบางปีในยุคเอโดะจะมีฝนตกชุกและอากาศเย็นขึ้นเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่พอมีฝนตกชุกมากๆเข้า เลยส่งผลให้การเกษตรเสียหายอย่างหนักจากฝนที่ตกมาเยอะและไม่ได้รับแสงอาทิตย์ที่เพียงพอ
ก็คงเรียกได้ว่ามันไม่ได้เป็นการต้มตุ๋นแบบร้อยเปอร์เซ็นก็แล้วกัน
แต่เอาเข้าจริงเทชิกายะมีความสามารถในการดูฝนฟ้าอากาศ คล้ายๆกับจูกัดเหลียง(ขงเบ้ง)ในพงศาวดารสามก๊ก
โดยเขาจะคอยสังเกตลักษณะของเมฆ และตำแหน่งกลุ่มดาว แล้วเขาสามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าวันไหนลมแรงไม่แรงอีกด้วย ซึ่งมันน่าทึ่งก็จริงอยู่ แต่เจ้าตัวไม่คิดจะเอาไปใช้ในทางที่ดีเลยแม้แต่น้อย
“เอาล่ะครับทุกท่าน”
เทชิกายะปรบมือส่งสัญญาณราวๆว่า เวลาเข้าเฝ้าท่านเทพได้หมดลงแล้ว แต่ก็มีบางคนที่มีบ่นออกมาเล็กน้อย เลยถูกพ่อแม่ทั้งสองจ้องเขม็งจนอีกฝ่ายนิ่งเงียบกลับไป
“เตรียมตัวสำหรับพิธีกราบไหว้กันครับ วันนี้ท่านเทพต้องการพักผ่อนเพราะเมื่อวานพวกเราลากพิธียาวนานเกินไป”
ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างพากันนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็เริ่มกราบเด็กสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่เฉยๆพร้อมกับท่องบทสวดประหลาดๆ
พ่อแม่ทั้งสองคนต่างพากันมองหน้าและหลุดขำเล็กน้อยกับพฤติกรรมของเหล่าผู้ศรัทธา
เมื่อเสร็จสิ้นพิธี ผู้ศรัทธาบางคนก็ควักเงินที่ตนมีเข้ากล่องบริจาค บ้างก็โค้งคำนับฮิเมโกะ บ้างก็ร้องไห้ไปเดินไป
ผู้ส่งสาสน์ทั้งสองต่างพากันมองกล่องบริจาคที่เริ่มเต็มไปด้วยเหรียญด้วยความรู้สึกดีใจจนเต็มเปี่ยม
ทั้งสองไม่แม้แต่จะมองหน้าฮิเมโกะที่กำลังตั้งคำถามอยู่ตลอดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันดีจริงหรือไม่ แน่นอนว่าบางครั้งคำขอของพวกสาวกก็เกิดขึ้นจริง เพียงแต่ตั้งแต่ตนลืมตาดูโลกแล้วก็เอาแต่นั่งอยู่ตรงที่ประทับทุกๆวันแบบนั้นมันใช่สิ่งที่เทพเจ้าทั้งหลายต้องการที่จะให้เป็นรึเปล่า
ฮิเมโกะถูกทั้งสองพูดอยู่เสมอว่าตนคือร่างสถิตอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า แล้วซักวันหนึ่งเธอจะนำพาทุกคนไปสู่หนทางแห่งความสุขที่แท้จริง
ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วพวกผู้ศรัทราที่อยู่ตรงหน้าล่ะ พวกเขามีความสุขอยู่รึเปล่า? ทำแบบนี้มันถูกต้องรึเปล่า?
ตนเห็นอะไรแบบนี้ทุกวันจนรู้สึกชินไปแล้ว
เมื่อประตูวัดปิดลง นาโอมิส่งสัญญาณให้คนใช้พาตัวฮิเมโกะลงมาจากที่ประทับเพื่อไปทำพิธีล้างตัว
ทั้งสองก็ยกกล่องรับบริจาคไปที่ห้องของพวกตนทันทีโดยไม่แม้แต่จะพูดคุยกับลูกสาวของตนเลยแม้แต่น้อย
นี่คือกิจประจำวันที่ ชิรานุอิ ฮิเมโกะ ที่ต้องทำอยู่ทุกวันโดยไม่เคยขาด ไม่มีแม้แต่วันหยุด ไม่มีการเที่ยวเล่น ไม่มีเพื่อนคอยคุยเรื่องรอบตัว ไม่มีใครคอยช่วยเหลือเหยื่อผู้น่าสงสารคนนี้เลยแม้แต่น้อย
คนใช้ในบ้านรวมถึงนาเดชิโกะไม่มีใครที่รู้เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของเทชิกายะกับนาโอมิเลยแม้แต่น้อย เพื่อป้องกันข้อมูลต่างๆรั่วไหลและความลับถูกแพร่งพราย พวกเขาที่เข้ามาทำงานที่วัดแห่งนี้ในฐานะคนใช้จะไม่มีใครรู้อะไรเลยนอกจากงานของตน
หากจะให้พูดง่ายๆแบบสรุปโดยลวกๆ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับลัทธิแห่งนี้ก็ล้วนเป็นเหยื่อแห่งการหลอกลวงทั้งสิ้น
“นี่......คุณนาเดชิโกะ”
“คะ? มีอะไรหรือคะคุณหนู”
ช่วงเย็นหลังทำพิธีเสร็จ พิธีชำระล้างร่างกายช่วงเย็นนั้นจะแตกต่างกับช่วงเช้าเล็กน้อย เพราะต้องแช่น้ำอุ่นด้วย ฮิเมโกะเลยมีโอกาสคุยกับนาเดชิโกะที่แช่น้ำอุ่นด้วยเช่นกัน
“เมื่อครู่นี้เจ้าเห็นใช่มั้ย.....ที่พวกผู้ศรัทธาเขายิ้มแย้มกันแบบนั้นน่ะ”
“เห็นสิเจ้าคะ ก็ข้ายืนอยู่ตรงนั้นด้วย”
เด็กสาวได้โอกาสนั้นก็เลยถามคนสนิทของตนดู
“แล้วเจ้าคิดว่า....รอยยิ้มของพวกเขาเมื่อครู่ มันคือความสุขของพวกเขาแน่แท้รึเปล่า?”
นาเดชิโกะนิ่งไปซักพักนึง แต่ก็พูดตอบกลับฮิเมโกะไป
“พวกเขาก็ต้องมีความสุขอยู่แล้วสิเจ้าคะ รอยยิ้มนั่นมาจากความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขาอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ที่นาเดชิโกะพูดมามันก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะเธอไม่ใช่คนที่มองสีหน้าคนอื่นเก่งมากนัก เธอเลยมองว่ารอยยิ้มพวกนั้นคงมาจากใจจริงซึ่งก็เป็นเรื่องจริงอีก แต่มองในอีกมุมเธอก็มีแอบคิดอยู่บ้างว่าคนพวกนี้นี่แปลกดีแฮะอะไรแบบนั้น
เอาตามตรง คำว่าลัทธิเธอยังไม่รู้จักเลย
ฮิเมโกะเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นก็ได้ขานรับเล็กน้อย แต่ในใจของเธอมันรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันไม่ถูกต้อง
ถึงจะถามนาเดชิโกะไปเธอก็คงไม่รู้อยู่ดี เลยได้แต่เก็บไว้
“จะว่าไป สัปดาห์หน้าคุณนาเดชิโกะจะกลับไปที่บ้านเกิดแล้วใช่รึเปล่าคะ?”
นาเดชิโกะยิ้มตอบกลับอีกฝ่าย
“ใช่ค่ะ...แต่คุณหนูไม่ต้องห่วงหรอกนะเจ้าคะ คุณท่านรับคนสนิทคนใหม่มาแทนข้าแล้ว”
“จะกลับไปที่บ้านหนึ่งปีสินะคะ หนึ่งปีหลังจากนี้พวกข้าคงเหงาแย่”
ฮิเมโกะพูดเช่นนั้นพลางทำหน้าเศร้าไปด้วย นาเดชิโกะเลยจับมือเธอไว้แล้วก็ส่งยิ้มให้
“ข้าเองก็อยากจะอยู่ให้นานกว่านี้เหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ลูกชายข้ากับลูกสาวข้าเขาไม่ได้เจอหน้าข้ามาสองปีแล้ว พวกเขาเองก็คงคิดถึงข้ามากๆเหมือนกัน ข้าก็คิดถึงพวกเขาทั้งสองคนกับสามีด้วย เพราะงั้นข้าเลยต้องไปจริงๆเจ้าค่ะ”
“โทคิคุงกับมิเอะจังสินะคะ...ข้าก็อยากเจอพวกเขาเหมือนกัน พวกเขาคงน่ารักเหมือนกับคุณนาเดชิโกะมากแน่ๆเลย”
“ถ้าเป็นไปได้ข้าจะพามาแนะนำให้รู้จักนะเจ้าคะ”
“อื้ม!!”
ถึงแม้คำพูดเหล่านั้นจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่คนสนิทที่มองนายของตนไม่ต่างกับลูกสาวคนโตแล้วนั้นก็ได้พูดแบบนั้นไปด้วยน้ำเสียงใสกังวานที่ราวกับจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงในซักวัน
“แล้วคุณคนสนิทที่มาแทนคุณนาเดชิโกะเนี่ย เป็นคนแบบไหนเหรอคะ?”
“อืม....ข้าเองก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากนักหรอกนะคะ แต่เห็นว่าเจ้าตัวเป็นเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับคุณหนูน่ะค่ะ”
“คนในพื้นที่เหรอ?”
“เปล่าค่ะ...เห็นว่ามาจากกิฟุเลยล่ะค่ะ”
“ไกลมั้ย?...”
ฮิเมโกะไม่เคยออกไปไหนเลย เธอเลยไม่รู้มาก่อนว่าที่ไหนมันเป็นยังไง
“ถ้าเดินเท้ามาจากที่นั่นถึงที่นี่ก็ราวๆ 10-15วันได้ค่ะ”
“โห....ไกลจัง แต่ทำไมเด็กคนนั้นถึงต้องดั้งด้นมาถึงขนาดนั้นกันนะ”
“อืม....ก็ที่นี่น่ะ งานมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นน่ะค่ะ แถมได้รายได้ดีด้วย บางทีเธอคนนั้นคงได้ยินเรื่องนี้มาจากพวกอดีตคนใช้ที่ลาออกไปแล้ว เลยน่าจะมาที่นี่เพราะรายได้ที่มันดีล่ะมั้งคะ?”
“หืม.......”
จะว่าไป ข้าก็ไม่เคยมีโอกาสคุยกับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเลยนี่นะ ฮิเมโกะคิดเช่นนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแล้วนี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ทำความรู้จักกับคนรุ่นเดียวกันได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทั้งสองถึงรับเด็กคนนั้นเข้ามาทำงานกันแน่ เพราะทั้งๆที่คนวัยเดียวกันก็มักจะนำพาให้ความลับแตกและตัวเธอออกนอกลู่นอกทาง
บางทีพ่อแม่ทั้งสองอาจจะใจอ่อนให้ลูกสาวก็เป็นได้
“ข้าชักจะตื่นเต้นแล้วสิ.....เด็กคนนั้นจะเป็นคนแบบไหนกันนะ”
น่าเอ็นดูจังเลยนะ เด็กคนนี้ นาเดชิโกะคิดเช่นนั้น
“เอาล่ะ ได้เวลาทานอาหารช่วงค่ำแล้วล่ะค่ะ”
“เอ๋....แช่อีกซักหน่อยไม่ได้เหรอกำลังเพลินเลย”
“ถ้าไม่ลุกคนที่ลำบากคือข้านะเจ้าคะ...”
“ขอโทษๆ ข้าแค่ล้อเล่นเอง”
นาเดชิโกะรู้สึกใจชื้นทันทีที่นายของเธอมีความสุขได้ถึงขนาดนี้ ถึงอีกแค่สองปีเด็กสาวคนนี้ที่เปรียบดั่งกับลูกสาวคนโตของเธอจะย่างเข้าสู่วัยเลขสอง แต่นิสัยของเธอยังดูน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนลูกๆของเธอไม่มีผิด
ทั้งสองขึ้นจากอ่างแล้วก็ไปที่ห้องทานอาหาร