002
“เอาล่ะ!! มีเด็กคนไหนหิวขนมแล้วบ้างเอ่ย......”
“ข้าๆๆ!!!!!!”
วันที่ XX เดือน XX ปีเคโอที่ 4 (ค.ศ. 1852)ในหมู่บ้านอันเงียบสงบกลางทุ่งหญ้าลุ่มแม่น้ำอันสดใส ที่แห่งนี้ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่จากบันทึกที่ยังหลงเหลืออยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว มันถูกเล่าขานเป็นตำนานในช่วงยุคเอโดะตอนปลายในฐานะตำนานของ หมู่บ้านของคุณยายขายขนม ซึ่งถึงแม้ชื่อของตำนานนี้จะฟังดูตลกและก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมันเสียเท่าไหร่ แต่กลับกันในยุคสมัยที่ยังเป็น ตำนานที่มีชีวิตนั้น กลับเป็นเรื่องเล่าขานที่ดังเอามากๆจนแม้แต่รัฐบาลในสมัยนั้นยังส่งคนมาตรวจสอบที่หมู่บ้านแห่งนี้ ทั้งๆที่เอโดะในตอนนั้นกำลังถูกกดดันให้เปิดประเทศอยู่เลยแท้ๆ
และตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่ในตอนนี้นั้นมีนามว่า อาโอยามะ ฮิเมโกะ
หากนับจากวัยของเธอแล้วนั้น คงอายุอานามราวๆ 52-58ปี นิสัยขี้เล่น รักเด็ก ชอบทำขนมหวานแจกเด็กและชาวบ้าน คอยช่วยเหลือคนในหมู่บ้านอยู่ตลอด แถมยังมีบางครั้งที่เธอช่วยเหลือคนจากนอกหมู่บ้านหรือนักเดินทางที่มาจากที่ไกลแสนไกลเช่นกัน จนเธอถูกชาวบ้านแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแบบลับๆ ซึ่งเธอก็ไม่ค่อยอยากจะรับตำแหน่งนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นว่าเธอเป็น ตัวแทนของหมู่บ้าน แบบกลายๆ ไม่เป็นทางการแทน
เธอใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่อีกสี่คนและหนึ่งตัว ฮิเมโกะแต่งงานกับสามีของเธอตอนอายุ 26ปี ชื่อ อิเคดะ ซึ่งเคยทำงานเป็นพ่อค้าขายของที่ระลึกในย่านอาซาคุสะในเมืองเอโดะ แต่ก็ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้พร้อมฮิเมโกะด้วยเหตุผลบางอย่าง โดยเปลี่ยนอาชีพเป็นนักแสดง ราคุโก(อาชีพที่คล้ายๆการเดี่ยวไมโครโฟน)แทน
ทั้งคู่มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ ฮิบานะ ซึ่งต่อมาเธอก็ได้แต่งงานกับอดีตนักรบผ่านศึกคนหนึ่งชื่อ เออิฮาระ ก่อนจะผันตัวมาช่วยพ่อตาในฐานะผู้ช่วย และวันไหนไม่มีงานเขาก็ไปรับงานหลอมเหล็กเพื่อตีเป็นอาวุธไม่ก็อุปกรณ์การเกษตร ไม่ก็ซ่อมแซมสิ่งของหรือบ้านเรือน
เธอมีหลานอีกหนึ่งคนชื่อ ฮารุนะ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้วนับตั้งแต่เธอเกิดมา และไล่เลี่ยกันนั้นก็มีแมวขาวลายเสือตัวอ้วนกลมอายุ 9ขวบที่ชื่อ โอกิ ซึ่งทั้งสองสนิทกันเป็นอย่างมาก จนฮิเมโกะอดแซวไม่ได้ว่า เหมือนเป็นพี่น้องกันจริงๆเลยนะ ชีวิตของเธอนั้นเรียบง่ายจนน่าอิจฉาเสียเหลือเกิน
“วันนี้ยายมีขนมอะไรบ้างฮะ!!!” เด็กชายคนหนึ่งถามซึ่งเป็นเด็กแถวบ้านที่ชอบมาเล่นที่นี่อยู่บ่อยๆ
ทุกๆวันก็มักจะมีเด็กแถวๆนี้มาชอบเล่นที่บ้านนี้อยู่บ่อยๆ แล้วหากวันนั้นเป็นวันหยุดงานของพวกผู้ใหญ่แล้วล่ะก็ ยิ่งคึกครื้นไปกันใหญ่
“ดังโงะไส้ถั่วแดงไงล่ะ เห็นพวกเจ้าชอบกันนักเลยทำมาซะเยอะเลย”
“โห...งั้นข้าขอล่ะนะ” “ข้าด้วย!!” “ข้าก็ด้วย”
“เฮ้!! อย่าเอาไปให้หมดสิ เดี๋ยวเถอะ!! ท่านแม่!! ฮารุนะยังไม่ได้กินเลยนะ นี่!!! ท่านพ่อก็ด้วย ท่านตาเอาไปสี่ชิ้นแล้วนะ”
“เอาน่าๆ นั่นไง ยังเหลืออยู่สองชิ้นแน่ะ”
ฮารุนะทำหน้าดีใจจนตาเป็นประกายแล้วก็รีบหยิบดังโงะสองชิ้นสุดท้ายทันที แต่ทันใดนั้นเอง
“เอ๊ะ......”
ฮิเมโกะรีบฉวยโอกาสนั้นคว้าดังโงะแสนอร่อยทั้งสองชิ้นด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
“ท่านยาย!!! ได้ไง!!!!”
ฮิเมโกะมองหน้าหลานสาวที่กำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้วก็แสยะยิ้มตอบกลับด้วยสีหน้ากวนๆกลับไป
“ใครเร็วใครได้นะจ๊ะ ยัยหนู”
ฮารุนะทำท่าทำทางร้องไห้ แต่ฮิบานะก็มาปลอบฮารุนะได้ทัน
“เดี๋ยวเถอะท่านแม่ อย่าแกล้งฮารุนะเขาสิคะ”
“เปล่าซักหน่อย....”
ก่อนที่หลานสาวตัวน้อยจะใจสลายไปมากกว่านี้ ฮิเมโกะเลยเดินไปที่ครัวแล้วก็หยิบดังโงะถาดใหม่มา
“เพราะยายรู้ว่าพวกเจ้าชอบมันมาก เลยทำมาเยอะมากเลยไงล่ะ!!”
และในตอนนั้นเอง ฮารุนะที่กำลังยืนร้องไห้อยู่นั่นเอง เธอก็รีบวิ่งออกมาจากอ้อมอกแม่แล้วก็คว้าดังโงะทั้งถาดไปทันที
“นี่! อันนั้นมันของพวกเราทุกคนนะ” เด็กชายคนนั้นพูดขึ้น แล้วฮารุนะก็แลบลิ้นใส่ทุกคน
“ใครเร็วใครได้นะจ๊ะ แบร่....” “ฮารุนะ!!! อันนั้นของตานะ!!!” “ฮึ!!! ตามข้าให้ทันสิ ไปเร็ว โอกิ!!” “แง้ว!!”
“คนแก่จะไปตามเด็กๆทันได้ไงกันเล่า!!!”
ฮิเมโกะรับรู้ได้ถึงความวุ่นวายที่กำลังจะตามมา เธอก็เลย.........รีบวิ่งตามหลานไปทันที
“ท่านแม่!!!!! หลังจะหักเอานะคะ!!!!!”
“ข้ายังไม่แก่ซักหน่อย!!! แถมถ้าไม่รีบดังโงะแสนอร่อยจะหมดก่อนน่ะสิ!”
อิเคดะที่ได้ยินแบบนั้นเลยวิ่งตาม เด็กๆที่มาเล่นที่บ้านก็รีบวิ่งตามๆกันไป
“เออิฮาระ!! ไปดักข้างหน้าลูกสาวเจ้าทีสิ!”
เออิฮาระที่ได้ยินแบบนั้นเลยทำท่าจะวิ่งตามไปอีกคน แต่ก็โดนสายตาอำมหิตราวกับฆาตกรของภรรยารั้งเอาไว้
อย่างที่สุภาษิตโบราณได้กล่าวไว้ว่า ‘อย่าหือเมีย เพราะมนุษย์เมียย่อมถูกเสมอ’
“ข้าว่า...ข้าขอผ่านแล้วกันครับ”
“พลาดของดีแล้วล่ะ!!!!!!!!”
ทุกคนวิ่งหน้าตั้งอย่างสุดแรงเพื่อตามขนมดังโงะกลับคืนมา เหล่าชาวบ้านก็พากันมองภาพนั้นแล้วชวนอมยิ้มตาม แถมยังมีบางคนแอบฉกดังโงะไปก็มี ช่างเป็นภาพที่ชวนน่าขันเสียยิ่งกระไร
ชีวิตประจำวันของครอบครัวอาโอยามะดำเนินอยู่เช่นนี้มาตลอด 40ปี วุ่นวาย ตาลปัตร แต่ก็ยังยิ้มด้วยกันได้
คุณตาคุณยายที่ทำตัวเยี่ยงเด็ก คุณพ่อผู้เคยผ่านสงครามมาหลายครั้งแต่ดันหงอเมีย คุณแม่จอบเฮี้ยบ หลานสาวจอมซน และ ถังแก็สสีขาวเดินได้ที่ชอบกินปลาสดบดละเอียดแล้ววิ่งเล่นไปพร้อมกับหลานสาวจอมซน
นี่คือสิ่งที่หญิงชราและสามีสุดที่รักของเธอคอยสร้างขึ้นมาจากอุดมคติที่ครั้งหนึ่งเคยสูญเสียมันไปจากคนใกล้ตัว
ชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะสร้างความสุขไม่ได้ หญิงชราต้องการที่จะพิสูจน์เรื่องนั้นมาตลอด
แล้วมันก็สำเร็จในที่สุด ถึงจะดูเล็กน้อยแต่ก็ผลตอบแทนสูง ผลตอบแทนที่ชื่อว่าความสงบสุข
และแล้วฮารุนะก็เริ่มหยุดวิ่งอยู่ตรงใต้ต้นซากุระแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าทางเข้าสวนดอกไม้ประจำหมู่บ้าน ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระเลยบานเต็มที่และเหล่าดอกไม้ในสวนก็เริ่มเบ่งบาน
“เฮ้อ!!!!!!!!! เกือบตายซะแล้ว”
“ถามจริง!!! นี่ยายวิ่งตามพวกเราทันจริงดิ?”
“เขาเรียก รีเฟล็กซ์วัยชราไง อ๊ะ! แต่ว่า ข้ายังไม่ได้แก่ซักหน่อย”
“ให้ตายสิ...จะให้ข้าบอกท่านแม่อีกกี่รอบกันล่ะคะว่าอย่าวิ่งแบบนั้นอีกน่ะ”
ฮิบานะกับเออิฮาระที่ตามมาทีหลังก็ช่วยกันพยุงอิเคดะที่นั่งหอบอยู่กลางทาง ซึ่งดูเหมือนเออิฮาระจะรู้ว่าลูกสาววิ่งไปที่ไหนเลยไปหยิบเสื่อและเนื้อปลาบดละเอียดมาด้วย ส่วนพวกเด็กๆก็นั่งกินดังโงะพลางชมธรรมชาติอันสวยงามตะกาลตาอย่างสนุกสนานพร้อมกับเจ้าเหมียวที่เพลิดเพลินอยู่กับของโปรด
“โทษที...ลืมตัวไปหน่อย พอเห็นพวกเด็กๆวิ่งกันแบบนั้นแล้วเลยนึกถึงตอนที่ยังวิ่งเล่นกับพวกเพื่อนๆน่ะ”
“ท่านแม่...เราตกลงกันแล้วนะคะ ว่าห้ามพูดถึงเรื่องนั้นอีกน่ะ”
“...แก่แล้วมันก็มีลืมกันบ้างแหละ”
อิเคดะที่รู้ถึงเรื่องนั้นดีกว่าใครเลยพยายามพูดตัดบทสนทนาที่น่าอึดอัดนี้ทันที
“น่า...ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านมาแล้ว ตอนนี้เราไปนั่งกินดังโงะกับพวกหลานๆแล้วก็นั่งชมทุ่งดอกไม้กับพวกเด็กๆกันดีกว่านะ”
แต่เขาไม่รู้เลย ว่าทุ่งดอกไม้ที่พูดถึงนั่นเอง ก็เป็นสถานที่ในความทรงจำของภรรยาที่เธอไม่มีวันลืม
ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ฮิเมโกะสอนเรื่องนี้ให้ลูกสาว ลูกเขย และหลานสาวอยู่เสมอ ซึ่งในเมื่อสามีเธอไม่ได้รู้ถึงเรื่องความทรงจำในวันนั้น เธอเลยเลือกที่จะเก็บเงียบเหมือนอย่างที่เคยทำมาตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเพียงแค่เด็กสาว
“ฮารุนะไหนดังโงะตาล่ะ” “เอ่อ...หมดแล้วค่ะ”
“ห๊ะ!!!!!!!! ได้ไง!!!!เอาคืนมาเดี๋ยวนี้เลย”
“คุณอิเคดะ...ใช้มือล้วงท้องพวกเด็กๆให้หมดเลย!!”
“ยังจะนั่งกันอยู่อีก วิ่ง!!!!!!”
เออิฮาระตะโกน พวกเด็กเลยวิ่งกันอีกครั้ง
“ท่านพ่อ!! วิ่งแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้หอบอีกหรอก.........เฮ้อ....ไม่คิดจะฟังกันเลย”
ถึงจะเตือนไปแบบนั้นแต่ทุกคนก็วิ่งไล่กันเหมือนเดิม ฮิบานะถึงกับกุมขมับ
“คุณก็ช่วยเตือนๆท่านพ่อกับท่านแม่หน่อยเถอะค่ะ แค่ข้าคนเดียวก็ไม่ไหวหรอก”
เออิฮาระยิ้มปลอบใจภรรยาที่ขี้กังวลไปเสียทุกอย่าง
“เจ้าน่ะคิดมากไปแล้ว พวกท่านเองก็แค่อยากจะใช้ชีวิตให้คุ่มค่าก่อนจากไปแค่นั้นเอง”
“แต่สุขภาพของพวกท่านไม่ได้เอื้อแบบนั้นแล้วนะ เห็นวิ่งฉิวแบบนั้นได้ก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าเกิดพวกเขาไม่ได้วิ่งแบบนั้นกับพวกฮารุนะอีกแล้วล่ะ”
“..............”
“ข้าแค่อยากให้พวกเขาพักผ่อนบ้าง ทั้งๆที่อายุปูนนี้แล้วแต่กลับทำตัวเหมือนกับเป็นเด็ก”
หญิงสาวยังคงพูดต่อไปไม่มีหยุด
“ทำงานแทบทุกวันทั้งที่ร่างกายก็ไม่ไหวแล้ว ช่วยเหลือเขาไปทั่วทั้งๆที่ควรนอนอยู่บ้าน”
“ข้า...ก็แค่อยากเห็นพวกเขาอยู่กันไปนานๆแค่นั้นเอง”
ท่านแม่! ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าทำแบบนั้นน่ะ
ท่านพ่อ! จะให้ข้าบอกอีกกี่ครั้งกันว่าอย่าปีนไปซ่อมหลังคาเองน่ะ
พอเลยทั้งสองคน! วันนี้ห้ามทำอะไรทั้งนั้น ถ้าจะออกไปข้างนอก ข้าอนุญาตแค่ให้ไปเที่ยวไม่ก็พักผ่อนเท่านั้น
“พูดแล้วพูดอีก.......ทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจกันซักทีนะ”
ฮิบานะนั้นมองว่า คนที่ย่างเข้าสู่วัยชราอย่างพ่อและแม่ของเธอนั้นควรจะนั่งพักแล้วก็ปล่อยให้เธอกับสามีคอยดูแลทุกคนแทนได้แล้ว เธอเลยมักจะมีปากเสียงกับผู้เป็นแม่อยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าเธอไม่ได้ไม่ชอบที่แม่ของเธอมักจะคอยช่วยเหลือผู้อื่นหรือเล่นกับเด็กๆเลย กลับกันเธอยินดีเสียด้วยซ้ำที่พวกท่านทั้งสองยังคงวิ่งเล่นกับเด็กได้อยู่แบบนี้ และไม่ได้คำนึงถึงช่วงที่ตนเองกำลังค่อยๆชราภาพลงเลย
หากแต่เธอแค่กังวล กังวลว่าซักวันหนึ่ง หญิงชราและชายชราจิตใจดีผู้เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านจะหายไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา เธอก็แค่กลัวว่าหากวันนั้นมาถึงจริงๆ รอยยิ้มและความสุขของทุกคนนั้น จะสามารถเป็นเหมือนในตอนนี้ได้รึเปล่า
เธอเลยรู้สึกไม่ชอบใจนักที่พวกเขาไม่ใส่ใจตนเองเท่าที่ควร
ทุกคนในหมู่บ้านมีวันนี้ได้เพราะพวกเขาทั้งสอง ตั้งแต่วันที่พวกเขาทั้งสองคนย้ายมายังหมู่บ้านแห่งนี้ก็ถูกคนในหมู่บ้านคอยให้ความช่วยเหลือเอาไว้ตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่น ทั้งสองคนก็คอยตอบแทนพวกเขาโดยการช่วยเหลือพวกเขากลับ และก็เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยมา ซึ่งทุกคนก็ให้ความเคารพพวกเขา พวกเขาก็ให้ความเคารพทุกคนในหมู่บ้านนี้เช่นเดียวกัน
ฮิบานะเลยพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้พวกเขาทำอะไรที่มันฝืนตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งก็อย่างที่เราเห็นกันว่าทั้งสองคนดื้อดึงถึงขนาดไหน
“ข้าเข้าใจเจ้าดี...” คุณสามีผู้อ่อนโยนลูบหัวภรรยาตนอย่างนุ่มนวล คุณภรรยาขี้กังวลก็พลางโอนอ่อนไปกับสัมผัสอันละมุนละม่อนจากมือของสามี
“แต่พวกเขาก็แค่อยากทำในสิ่งที่พวกเขาในตอนนี้ทำได้ ถึงเจ้าจะยังไม่รู้สึกตัว แต่ท่านพ่อกับท่านแม่น่ะ ไม่อยากให้เจ้าและข้าเป็นกังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่องต่างหาก พวกท่านคงจะคิดอยู่เสมอ ว่าถ้าเอาแต่นั่งเฉยๆรอให้เจ้ามาคอยทำนู่นทำนี่ให้ มันจะลำบากมากกว่าเดิมอีกนะ”
“เหรอ? นั่นสินะคะ”
ฮิบานะเริ่มซบไหล่สามี พร้อมกับมองภาพที่พ่อกับแม่วิ่งเล่นอยู่กับหลานๆด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนจากเดิมเล็กน้อย
“นี่...ฮิบานะ”
“หืม?”
“พวกเราไม่ลองมีน้องชายไม่ก็น้องสาวให้ฮารุนะซักคนดีมั้ย?”
“......ไอ้บ้า”
ตกเย็นมาทุกคนที่วิ่งกันมาเหนื่อยๆเลยพร้อมใจไปอาบน้ำกันที่โรงอาบน้ำในย่านการค้าของหมู่บ้าน
หากให้อธิบายสั้นๆ โรงอาบน้ำในยุคนี้จะเรียกว่า เซ็นโต โดยจะเป็นห้องที่กว้างราว สามเสื่อ แล้วก็จะให้ชายหญิงอาบน้ำในนั้นร่วมกัน หากเป็นช่วงต้นและกลางยุคเอโดะ ก็จะเป็นการล้างตัวและเข้าห้องอบไอน้ำเพื่อถูขี้ไคลออก แต่พอผ่านไปราวๆร้อยปีก็เปลี่ยนมาเป็นการแช่น้ำแทนเพื่อสุขอนามัย
แน่นอนว่าไม่ใช่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่มาที่นี่ คนในหมู่บ้านก็มาที่นี่เช่นกัน ซึ่งถือว่าโชคดีเอามากๆที่หมู่บ้านแห่งนี้มีโรงอาบน้ำหลายแห่งคนเลยมาที่โรงอาบน้ำริวกิแห่งนี้เลยไม่เยอะนัก
ครอบครัวบ้านอาโอยามะต่างพากันเข้าไปแช่น้ำร้อนเพื่อปลดปล่อยความเหนื่อยล้าที่วิ่งแจ้นกันมาทั้งวัน
ตอนแรกฮิเมโกะตั้งใจจะให้พวกเด็กๆที่มาเล่นในวันนี้มาด้วย แต่ก็โดนลูกสาวจอมเฮี้ยบดุทันทีจนเจ้าตัวจำใจต้องให้พวกเด็กๆกลับบ้านกัน
“อย่าลืมล้างตัวก่อนแช่น้ำล่ะ”
“ค่า...ท่านแม่”
เพราะพวกเขาไม่อยากให้พวกเรากังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ
คำพูดนั้นมันทำให้ฮิบานะคิดอยู่ตลอด......ว่าที่ทำไปทั้งหมดนั้นมันดีรึเปล่า
หากให้ยกตัวอย่าง เด็กบางคนต้องการที่จะเล่าเรียนในสิ่งที่ตนชื่นชอบ แต่พ่อแม่ของพวกเขาบอกว่า เรียนกฎหมายเพื่อสอบข้าราชการชีวิตในอนาคตดีกว่าหลายเท่า คุณคิดว่าหากคุณเป็นเด็กคนนั้นคุณจะทำอย่างไร?
แน่นอนหากให้ตอบแบบไม่ต้องคิดมาก คงต้องตอบว่า เรียนในสิ่งที่ชอบสิ ชอบอะไรก็ต้องเรียนอย่างนั้น แต่หากว่าสิ่งที่เรียนมานั้นมันไร้ความหมายล่ะ สิ่งที่เราคิดว่ามันดีต่อตัวเองมาตลอดแต่กลับส่งผลร้ายต่อตัวเองและผู้อื่นล่ะ
สิ่งที่เราชอบมันไม่ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเลยแต่บางครั้งก็มีความสุข หากแต่ สิ่งที่เราไม่ชอบกลับทำให้เรามีชีวิตที่ดีได้แต่ไม่มีความสุข
อิเคดะกับฮิเมโกะที่มองว่า ตัวเองก็แก่ใกล้ตายแล้วเลยคิดอยู่ตลอด ถึงแม้ตัวจะตายไปแต่อย่างไรคนในครอบครัวก็มีความสุขอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีพวกเขาทุกคนก็มีความสุขได้
เพียงแต่ฮิบานะนั้นเธอก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่หายไปต่อหน้าต่อตาเธอ หากเป็นไปได้เธอก็อยากให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดไป เธออยากให้พวกเขาทำขนมแจกคนในหมู่บ้านและวิ่งเล่นกับเด็กๆ แล้วซักวันเธอก็อยากเฝ้ามองฮารุนะกับพวกท่านที่เริ่มโตเป็นสาวขึ้นทุกวันๆแบบนี้ไปตลอด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
หลายคนหลายความคิดเห็น หลากคนหลากความรู้สึก พ่อของเธอมักจะพูดแบบนี้อยู่บ่อยครั้งช่วงที่ยังเป็นเด็ก
ฮิบานะนั่งล้างตัวอยู่ข้างๆฮิเมโกะ ในใจของเธอตอนนี้มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา
“ท่านแม่....”
“อะไรเหรอ?”
“คือ.....ข้ามีเรื่องที่อยากจะถามท่านหน่อยน่ะ......”
แต่ทันทีที่เธอจะถาม จู่ๆก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง
“อ้าว! คุณหนูฮิเมโกะนี่นา.....ไม่นึกเลยว่าคุณหนูจะอาบน้ำเป็นกับเขาด้วยน่ะ”
“เดี๋ยวเถอะค่ะ คุณนานามิ....ข้าไม่ใช่คุณหนูอะไรนั่นแล้วซักหน่อย แล้วอีกอย่างนึงนะ ข้าอาบน้ำทุกวันอยู่แล้วล่ะ!!!!”
“ฮะๆ น่าๆ ข้าแค่แซวเล่นเฉยๆเอง ดีจ้าฮิบานะจัง”
“สวัสดีค่ะ คุณทาเทยามะ” “ม๊า!!!มาแช่น้ำได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นเขารอนาน” “รู้แล้วๆ งั้นไปนะ”
พูดจบหญิงชราผู้ร่าเริงก็โบกมือลาแล้วก็ไปแช่น้ำที่บ่ออีกฝั่งหนึ่ง
“เมื่อครู่เจ้าจะพูดว่าอะไรรึ?”
“เอ่อ.....เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
หากแต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ถามออกไป ได้แต่เก็บสิ่งที่ค้างคาเหล่านั้นไว้ในใจ สุดท้ายแล้วต่อให้ไม่ถามไป ลึกๆแล้วเธอก็คงรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองทำมาตลอดนั้นมันอาจผิดก็เป็นได้
เขาว่ากันว่าการแช่น้ำร้อนนั้นเป็นการผ่อนคลายในรูปแบบหนึ่งซึ่งได้ผลดีเป็นอันมาก เพียงแต่ฮิบานะกลับเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้จนน้ำร้อนได้พัดพาความรู้สึกผ่อนคลายจากเธอไปจนหมดสิ้น
ปล่อยให้พ่อแม่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าก่อนที่จะจากไป หรือ คอยกำกับไม่ให้พวกท่านต้องมาทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายแล้วให้พักผ่อนเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกันนานๆ ต่อให้เป็นฮิบานะก็ไม่มีทางที่จะเลือกได้อยู่แล้ว
ทุกคนต่างก็มีความสุขดี.......แต่จะนานแค่ไหนเท่านั้นเอง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงคุยกันเจี๊ยวจ้าว ฮิบานะคอยเฝ้ามองทุกคนอยู่ห่างๆ
ท้ายที่สุดหญิงสาวคงได้แต่เตรียมใจ ว่าซักวันหนึ่งที่ตนไม่อยากให้เกิดคงมาถึง
ถึงแม้มันจะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม