003
“เฮ้อ......ได้มองแสงจันทร์ตอนที่นอนไม่หลับเนี่ย ยังไงก็ทำใจชอบไม่ลงจริงๆ”
ตกดึก หลังทานเข้าเย็นเสร็จ ทุกคนก็เข้านอนกันตามปกติ เพียงแต่ฮิเมโกะนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ เธอเลยมานั่งแหงนมองดวงจันทร์ตรงห้องนั่งเล่นที่ติดกับสวนหลังบ้าน
“40ปีได้แล้วมั้ง....ที่ไม่เคยมองแสงจันทร์กับดวงดาวอย่างมีความสุขเหมือนในตอนนั้นได้อีกเลย”
[นี่ๆ คุณหนูดูสิคะ นั่นน่ะเขาเรียกว่ากลุ่มดาวคนเลี้ยงวัวล่ะค่ะ]
[ว้าว.....สวยจังเลย แล้วมันมีกลุ่มดาวคนเลี้ยงแมวรึเปล่า?]
[จะไปมีได้ไงล่ะคะ]
[งั้นเหรอ.....น่าเสียดายจัง]
“ต่อให้พยายามมองข้ามเรื่องในตอนนั้นไปแล้วก็เถอะ แต่บอกตามตรง ข้าคงทำใจยอมรับเรื่องของเจ้าในคืนนั้นไม่ได้จริงๆ”
[ริริโอะ!!!!!!!ริริโอะ!!!!!!]
“ถึงจะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตามที ข้าคงยังลืมเจ้าไปไม่ได้จริงๆ”
เธอปลดปิ่นปักผมรูปร่างผีเสื้อออกแล้วมองดูด้วยสายตาอันโศกเศร้า
“นี่...ริริโอะ....ชีวิตที่เจ้าอยากให้ข้าเป็นมาตลอดน่ะ ข้ายังคิดไม่ตกเลยล่ะ ว่ายังไงมันก็ยังไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”
“ถึงแม้ข้าได้ครองรักกับชายที่ข้ามอบหัวใจให้ ถึงแม้ข้ามีแก้วตาดวงใจที่คอยดุข้าในวันที่ข้าเตลิด ถึงแม้ข้ามีลูกเขยที่จิตใจดีเหมือนกับเจ้า ถึงแม้ข้าจะเลี้ยงดูแมวตัวอ้วนที่ข้าชอบ และถึงแม้ข้าจะมีสิ่งที่ภาคภูมิใจในชีวิตอย่างหลานสาวของข้าที่เริ่มโตเป็นสาวขึ้นทุกวัน ถึงแม้ข้าจะมีความสุขแล้วก็ตามที”
น้ำตาเริ่มเอ่อล้นในใจของหญิงชรา เธอยังคงกำปิ่นปักผมอันนั้นเอาไว้แน่น
“แต่ข้ายังคงทำใจเรื่องของเจ้าไม่ได้อยู่ดี.....”
“ท่านยาย.....เป็นอะไรรึเปล่าคะ?”
เสียงเรียกของหลานสาวตัวน้อยดังขึ้นเบาตรงด้านหลังของหญิงชรา พร้อมกับเจ้าเหมียวตัวอ้วนกลมที่เดินตามมาด้วย
“อ้าว.....นึกว่าผีที่ไหนเสียอีก ฮารุนะนี่เอง”
“ท่านยาย....อย่าทำให้ข้ากลัวสิคะ”
“ฮะๆ ยายแค่ล้อเล่นเอง แล้วหนูนอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ?”
“เปล่าค่ะ ข้าเห็นท่านยายไม่กลับมานอนเสียที ข้าเลยมาตามหาน่ะค่ะ”
ฮิเมโกะหัวเราะเล็กน้อยกับความน่าเอ็นดูของหลานสาวที่คิดว่าตนเองหายตัวไป
“คือว่า......ท่านยาย...ร้องไห้อยู่เหรอคะ? มีใครแกล้งท่านยายรึเปล่าคะ!?”
คงเห็นว่าเราตาบวมล่ะสิท่า น่ารักจริงๆเลยยัยเด็กคนนี้ ฮิเมโกะคิดเช่นนั้น
“เปล่าซักหน่อย ฝุ่นเข้าตายายเฉยๆเอง”
ฮารุนะมองหน้าฮิเมโกะแล้วก็ครุ่นคิดซักพัก
“ท่านยาย.....โกหกสินะคะ”
เธออึ้งเล็กน้อยที่หลานสาวเธอมองออก
“................” เลยได้แต่เงียบ
“รู้มั้ย...ท่านตาน่ะสอนข้าไว้ว่า ถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้พูดมันออกมา ถ้าทำแบบนั้นจิตใจจะสงบได้น่ะค่ะ”
จริงๆเลยนะคุณอิเคดะเนี่ย ชอบพูดไปเรื่อยเหมือนเคยเลย หญิงชราคิดเช่นนั้นพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ยาย......นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งน่ะ....แต่ก็..ไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว”
“เขาไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านนี้เหรอคะ?”
“ประมาณนั้นจ๊ะ เราก็ไม่ได้เจอกันนานเป็นสิบๆปีแล้วล่ะ”
“งั้นเหรอคะ......จากกันกับเพื่อนนานขนาดนั้นท่านยายคงเหงาแน่ๆเลย”
พอเห็นหลานสาวทำหน้าตาเศร้าสร้อยแบบนั้นทีไร เธอก็อดที่จะรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ทุกที
“ไม่หรอก.....ยายมีพวกหนูอยู่ จะรู้สึกเหงาได้ยังไงกันล่ะ”
ไม่นานนักฮารุนะก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง
“ท่านยายกับเพื่อนคนนั้น สนิทกันเหรอคะ”
“อืม.....ตัวแทบติดกันตลอดเวลาเลยล่ะ”
“งั้นเหรอคะ.......แล้วทำไมทั้งสองคนถึงไม่ได้เจอกันล่ะ ทั้งๆที่สนิทกันขนาดนั้นแท้ๆ”
ฮิเมโกะลังเลว่าจะตอบหลานสาวดีรึเปล่า ซึ่งพอพิจารณาแล้ว การเก็บเงียบไว้คงจะดีกว่า
“หลานไม่อยากรู้หรอก.....”
“ทำไมล่ะ?”
เธอถามกลับ ทำเอาฮิเมโกะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองต้องตอบยังไงดี
“มันเป็นเรื่องที่ถ้าหนูฟังไป หนูคงจำฝังใจเหมือนกันกับยายน่ะสิ”
คงเพราะพูดเรื่องที่ตนรู้อยู่คนเดียวไป ฮารุนะเลยไม่ค่อยเข้าใจที่คุณยายของเธอพูดเลยแม้แต่นิดเดียว
“ข้าไม่เข้าใจ.....ทำไมท่านยายถึงไม่อยากเล่าให้ข้าฟังขนาดนั้นกันล่ะ”
พอถูกเค้นไปมากๆเข้าหญิงชราก็เริ่มใจอ่อน ยิ่งเป็นหลานสาวเข้าด้วยแล้ว
“มัน......เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากๆเลยล่ะ ถึงจะเป็นแบบนั้น หนูก็ยังอยากฟังอยู่เหรอ?”
เธอพยักหน้าตอบกลับ สงสัยเพราะด้วยความเป็นเด็ก เธอเลยไม่ได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า ความโหดร้ายมาก่อน เลยพยักหน้าแบบนั้นไป ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็นของเด็กด้วยกระมัง
สิ่งที่อาโอยามะ ฮิเมโกะ และ อาโอยามะ อิเคดะ พยายามสร้างจากสิ่งที่ชื่อว่า ความสุขขึ้นมานั้น มันมาจากสิ่งที่เรียกกันว่า ความโหดร้าย สิ่งที่หญิงชราพบพานมาตลอดนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินกว่าที่หลานสาวตัวน้อยที่ไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนนั้น อาจจะทำให้เธอเกิดอาการจิตตกก็เป็นได้ แต่ทว่า แม้จะบอกแบบนั้นไปเธอก็ยังคงอยากจะฟังเรื่องนี้อยู่ดี
“งั้นเรามาสัญญากันก่อน ถ้าหนูฟังจบแล้วหนูห้ามร้องไห้เป็นอันขาด เข้าใจนะ”
“ค่ะ ท่านยาย”
แล้วเธอก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเธอ และเพื่อนสนิทของเธอ เรื่องราวอันขมขื่น ที่เกิดจากความละโมบโลภมากของคนสองคนที่เรียกตนเองว่า พ่อกับแม่