ดั่งบุปผา ดุจจันทรา

ตอนที่ 9: บทที่ 8 เข้าวัง

👁️ 4 อ่าน
22px

สามวันต่อมา ได้มีราชโองการจากฮ่องเต้หยางหลิงไท่ ประกาศให้คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ เข้าร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองหยางจินจิน

เดิมทีหากไม่มีราชโองการจากฝ่าบาท เหล่าขุนนางก็พอจะหลับหูหลับตาไม่ส่งบุตรสาวของตนไป องค์หญิงรองนางนี้อย่างไรเสียพวกเขาก็หาผลประโยชน์อันใดจากนางไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ทว่าเมื่อมีราชโองการออกมาเช่นนี้ ย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้

พวกเขาจำต้องส่งบุตรสาวของตนเข้าร่วมคัดเลือกเป็นพระสหายเล่าเรียนในครานี้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ โจวหว่านหรู

ยามนี้โจวหว่านหรูกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงที่เรือนใหญ่ พลางมองดูมารดาของตนกำลังเย็บปักผ้าเช็ดหน้าอย่างประณีตงดงาม 

หากพูดเรื่องการบ้านการเรือนนั้น นางไม่เก่งเลยสักอย่าง นางชื่นชอบการยิงธนู ขี่ม้า ฟันดาบ แม้ท่านแม่จะสอนนางเท่าใดนางก็ไม่สามารถทำออกมาได้ดีเลยสักอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยบังคับนางให้ทำในสิ่งที่นางไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย

"หวานหว่าน อีกไม่กี่วันเจ้าจะต้องเข้าวังเพื่อคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรอง เจ้าเตรียมตัวให้ดีเล่า"

"เจ้าค่ะ"

โจวหว่านหรูรับคำ ก่อนจะครุ่นคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนนั้น

หลังจากที่นางตกหลุมรักหยางจิ่ง ก็พยายามทำตนเองให้เขาพึงพอใจ แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เข้าร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรอง เนื่องจากองค์หญิงรองผู้นี้มีสถานะต่ำต้อย ได้ยินว่าวังหลวงเลือกแม่นางน้อยจากตระกูลพ่อค้ามีชื่อไปเพียงคนสองคนเพื่อเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองเพียงเท่านั้น

ในชาติก่อนนางได้เข้าร่วมคัดเลือกพระชายาองค์ชาย และนางได้รับเลือกให้เป็นพระชายาเอกของหยางจิ่งได้สำเร็จ

แต่ในชาตินี้ช่างน่าแปลกนัก ฝ่าบาทที่ชาติก่อนคล้ายจะไม่ได้สนใจองค์หญิงรองผู้นี้มากนัก กลับมีราชโองการเรียกตัวคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองหลวงเข้าวังไปร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนด้วยพระองค์เอง 

เดิมทีควรจะเป็นการคัดเลือกพระชายาขององค์ชายก่อนมิใช่หรือ?

เหตุใดทุกอย่างมันจึงดูเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้เล่า

คล้ายว่ามีใครบางคนทำให้สถานการณ์พลิกผันไม่เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น

โจวหว่านหรูครุ่นคิดเช่นไรก็คิดไม่ออก นางจึงเลิกคิดเรื่องนี้เสีย แล้วหันมาคิดอีกเรื่องหนึ่งแทน

นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่นางจะได้เข้าคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิง หากนางได้รับเลือก นางก็จะสามารถพบเจอกับคนผู้หนึ่งได้

ยามนี้เขาคงเข้ามาอยู่ในวังหลวงแล้ว

เมื่อคิดได้เช่นนั้นโจวหว่านหรูก็รีบเตรียมการทุกอย่างทันที ครั้งนี้นางจะต้องได้เป็นสหายขององค์หญิง เพื่อสืบเรื่องราวบางอย่างก่อนที่มันจะบานปลายจนแก้ไขไม่ได้เช่นกาลก่อน

สองวันต่อมา เฉินป๋อเหวินก็มาพบกับโจวหว่านหรูที่จวนตระกูลโจว โจวหว่านหรูมองดูห่อขนมมากมายที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเฉินป๋อเหวิน

"เจ้านำมาทำไมนักหนา อีกเดี๋ยวข้าก็จะเข้าวังหลวงแล้ว"

"ข้านำมามอบให้เจ้า ให้เจ้านำขนมเหล่านี้ติดไปด้วย ข้าได้ยินว่าในวังหลวงน่ะอาหารทุกอย่างล้วนประณีต แต่เจ้าเป็นสตรีกินจุ ข้าเชื่อว่าอาหารและขนมในวังหลวงย่อมไม่ถูกปากเจ้าเป็นแน่"

โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยื่นมือไปตีแขนเฉินป๋อเหวินจนเขาสะดุ้งโหยง

"นี่ป๋อเหวิน เจ้าหลอกด่าว่าข้ากินจุหรือ?"

"ไม่ใช่เสียหน่อย!!!"

"เหอะ เจ้าหลอกด่าข้าชัด!!! ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว!!!"

"หวานหว่าน เจ้าอย่าโมโหสิ"

โจวหว่านหรูจ้องมองเฉินป๋อเหวินคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย

"นี่ป๋อเหวิน หากข้านำเจ้าขนมพวกนี้เข้าวังหลวงไปด้วย คนอื่นย่อมต้องขบขันข้าแน่ พวกเขาจะดูแคลนได้ว่าข้าเป็นสตรีเห็นแก่กินไม่ให้เกียรติห้องครัวของวังหลวง"

เฉินป๋อเหวินที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย

"จริงด้วย ขออภัย ข้าเพียงเป็นห่วงเจ้า จึงลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท"

โจวหว่านหรูถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปหยิบห่อขนมมาสองสามห่อ

"นำไปเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว"

เฉินป๋อเหวินที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มตาหยี พลางจ้องมองนางด้วยแววตาที่อ่อนโยน ก่อนจะเอ่ย

"หวานหว่าน ท่านพ่อของข้าพอมีเส้นสายในวังหลวงอยู่บ้าง ข้าจะแอบนัดแนะพวกเขาให้นำของอร่อยส่งไปให้เจ้าทุกวัน"

"พอแล้ว ๆ ไม่ต้องหรอกน่า ข้าอยู่ได้ เจ้าไม่ต้องกังวลเกินเหตุ เจ้าลืมไปแล้วหรือ ท่านพ่อของข้าเป็นถึงสหายสนิทของฝ่าบาทเชียวนะ หากพูดเรื่องเส้นสาย ท่านพ่อของข้าคงมีมากกว่าท่านพ่อของเจ้ากระมัง"

"จริงด้วย"

เฉินป๋อเหวินหัวเราะแหะ ๆ ก่อนจะเอ่ยกับโจวหว่านหรูอีกครา

"สองสามวันนี้ข้าต้องเดินทางไปตรวจดูสินค้าที่ต่างเมือง คงไม่ได้พบกับเจ้าสักระยะ ข้าคงมาพบเจ้าได้แค่วันนี้ หากข้ากลับมาหวังว่าจะได้ฟังข่าวดีว่าเจ้าได้รับคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองนะ"

โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้น ขอบตาของนางก็พลันแดงระเรื่อ ภาพความทรงจำในกาลก่อนหวนกลับมาอีกครา

"หวานหว่าน เจ้าจะเข้าวังหลวงเป็นพระชายาเอกขององค์ชายใหญ่จริง ๆ หรือ ไหนเจ้าบอกข้าว่า เจ้าจะจับดาบขี่ม้า ท่องยุทธภพ มิใช่หรือ!!!"

เฉินป๋อเหวินเอ่ยถามโจวหว่านหรูด้วยความร้อนใจ ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ ราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

"ใช่ ข้าเลือกแล้ว ข้าจะเป็นชายาเอกขององค์ชายใหญ่"

"หวานหว่าน ข้าเป็นห่วงเจ้า วังหลวงอันตรายรอบด้าน เจ้าจะอยู่ได้หรือ?"

"ข้าย่อมอยู่ได้แน่นอน"

"แต่ที่นั่นไม่เหมาะกับเจ้า เชื่อข้าเถอะนะ ข้ากลัว กลัวว่าจะไม่ได้พบกับเจ้าอีก"

"เหลวไหลน่า เจ้าย่อมต้องได้พบกับข้าอีกอย่างแน่นอน"

ภาพที่เฉินป๋อเหวินยืนมองนางทั้งน้ำตามันยังคงชัดเจนในความทรงจำ 

เขาเป็นสหายที่ดีที่สุดในชีวิตของนาง เป็นสหายที่นางสามารถวางใจได้ในทุกเรื่อง

"หวานหว่าน เจ้าคิดสิ่งใดอยู่กัน เหตุใดจึงเหม่อลอยเช่นนี้เล่า?"

โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันได้สติคืนมา ก่อนจะหันไปยิ้มให้เฉินป๋อเหวิน

"ไม่มีอันใด เจ้าก็เดินทางดี ๆ เล่า ที่สำคัญ อย่าลืมของฝากของข้าเด็ดขาด"

"ไม่ลืมอยู่แล้ว"

"ดี แล้วพบกันนะ สหายรัก"

"แล้วพบกัน"

โจวหว่านหรูยิ้มตาหยี พลางยื่นมือไปหยิบขนมที่เฉินป๋อเหวินนำมาให้เข้าปากชิ้นหนึ่ง เฉินป๋อเหวินจ้องมองนางด้วยแววตาที่อบอุ่น สายลมปลายฤดูหนาวพัดพาเอาดอกเหมยดอกแล้วดอกเล่าลอยละล่องส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งบริเวณ

เขาอยากหยุดเวลาเช่นนี้เอาไว้ให้เนิ่นนานเหลือเกิน

หลายวันต่อมา ก็เป็นวันที่โจวหว่านหรูต้องเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียน นางจะต้องพักอยู่ในวังหลวงจนกว่าการคัดเลือกจะเสร็จสิ้น

โจวหว่านหรูเดินตามขันทีนำทางไปพร้อมกับคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ในใจของนางอดกังวลไม่ได้

คล้ายกับว่านางได้ย้อนกลับมายังชาติภพก่อนอีกครา

ชาติก่อนที่นางเป็นถึงพระชายาองค์รัชทายาท ว่าที่ฮองเฮาของแคว้นเป่ยฉิน

นางเดินตามขันทีมาเรื่อย ๆ ระหว่างทางผ่านตำหนักน้อยใหญ่ อีกทั้งศาลาริมสระบัวอีกหลายที่ เหล่านางกำนัลและขันทียามนี้กำลังเดินวนไปมาเพื่อจัดการงานของตนเองให้เสร็จลุล่วง ช่างเป็นภาพที่ดูคุ้นตาเหลือเกิน

"แคก ๆ"

เสียงไอเหนื่อยหอบของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาตามสายลม โจวหว่านหรูพลันชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปมองตามเสียง ใจของนางพลันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งอีกครา

เป็นเขาจริง ๆ

เขามาแล้ว!!

เจียงหมิงเจ๋อ!!!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!