สามวันต่อมา ได้มีราชโองการจากฮ่องเต้หยางหลิงไท่ ประกาศให้คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ เข้าร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองหยางจินจิน
เดิมทีหากไม่มีราชโองการจากฝ่าบาท เหล่าขุนนางก็พอจะหลับหูหลับตาไม่ส่งบุตรสาวของตนไป องค์หญิงรองนางนี้อย่างไรเสียพวกเขาก็หาผลประโยชน์อันใดจากนางไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ทว่าเมื่อมีราชโองการออกมาเช่นนี้ ย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้
พวกเขาจำต้องส่งบุตรสาวของตนเข้าร่วมคัดเลือกเป็นพระสหายเล่าเรียนในครานี้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ โจวหว่านหรู
ยามนี้โจวหว่านหรูกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงที่เรือนใหญ่ พลางมองดูมารดาของตนกำลังเย็บปักผ้าเช็ดหน้าอย่างประณีตงดงาม
หากพูดเรื่องการบ้านการเรือนนั้น นางไม่เก่งเลยสักอย่าง นางชื่นชอบการยิงธนู ขี่ม้า ฟันดาบ แม้ท่านแม่จะสอนนางเท่าใดนางก็ไม่สามารถทำออกมาได้ดีเลยสักอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยบังคับนางให้ทำในสิ่งที่นางไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย
"หวานหว่าน อีกไม่กี่วันเจ้าจะต้องเข้าวังเพื่อคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรอง เจ้าเตรียมตัวให้ดีเล่า"
"เจ้าค่ะ"
โจวหว่านหรูรับคำ ก่อนจะครุ่นคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนนั้น
หลังจากที่นางตกหลุมรักหยางจิ่ง ก็พยายามทำตนเองให้เขาพึงพอใจ แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เข้าร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรอง เนื่องจากองค์หญิงรองผู้นี้มีสถานะต่ำต้อย ได้ยินว่าวังหลวงเลือกแม่นางน้อยจากตระกูลพ่อค้ามีชื่อไปเพียงคนสองคนเพื่อเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองเพียงเท่านั้น
ในชาติก่อนนางได้เข้าร่วมคัดเลือกพระชายาองค์ชาย และนางได้รับเลือกให้เป็นพระชายาเอกของหยางจิ่งได้สำเร็จ
แต่ในชาตินี้ช่างน่าแปลกนัก ฝ่าบาทที่ชาติก่อนคล้ายจะไม่ได้สนใจองค์หญิงรองผู้นี้มากนัก กลับมีราชโองการเรียกตัวคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองหลวงเข้าวังไปร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนด้วยพระองค์เอง
เดิมทีควรจะเป็นการคัดเลือกพระชายาขององค์ชายก่อนมิใช่หรือ?
เหตุใดทุกอย่างมันจึงดูเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้เล่า
คล้ายว่ามีใครบางคนทำให้สถานการณ์พลิกผันไม่เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น
โจวหว่านหรูครุ่นคิดเช่นไรก็คิดไม่ออก นางจึงเลิกคิดเรื่องนี้เสีย แล้วหันมาคิดอีกเรื่องหนึ่งแทน
นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่นางจะได้เข้าคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิง หากนางได้รับเลือก นางก็จะสามารถพบเจอกับคนผู้หนึ่งได้
ยามนี้เขาคงเข้ามาอยู่ในวังหลวงแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นโจวหว่านหรูก็รีบเตรียมการทุกอย่างทันที ครั้งนี้นางจะต้องได้เป็นสหายขององค์หญิง เพื่อสืบเรื่องราวบางอย่างก่อนที่มันจะบานปลายจนแก้ไขไม่ได้เช่นกาลก่อน
สองวันต่อมา เฉินป๋อเหวินก็มาพบกับโจวหว่านหรูที่จวนตระกูลโจว โจวหว่านหรูมองดูห่อขนมมากมายที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเฉินป๋อเหวิน
"เจ้านำมาทำไมนักหนา อีกเดี๋ยวข้าก็จะเข้าวังหลวงแล้ว"
"ข้านำมามอบให้เจ้า ให้เจ้านำขนมเหล่านี้ติดไปด้วย ข้าได้ยินว่าในวังหลวงน่ะอาหารทุกอย่างล้วนประณีต แต่เจ้าเป็นสตรีกินจุ ข้าเชื่อว่าอาหารและขนมในวังหลวงย่อมไม่ถูกปากเจ้าเป็นแน่"
โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยื่นมือไปตีแขนเฉินป๋อเหวินจนเขาสะดุ้งโหยง
"นี่ป๋อเหวิน เจ้าหลอกด่าว่าข้ากินจุหรือ?"
"ไม่ใช่เสียหน่อย!!!"
"เหอะ เจ้าหลอกด่าข้าชัด!!! ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว!!!"
"หวานหว่าน เจ้าอย่าโมโหสิ"
โจวหว่านหรูจ้องมองเฉินป๋อเหวินคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
"นี่ป๋อเหวิน หากข้านำเจ้าขนมพวกนี้เข้าวังหลวงไปด้วย คนอื่นย่อมต้องขบขันข้าแน่ พวกเขาจะดูแคลนได้ว่าข้าเป็นสตรีเห็นแก่กินไม่ให้เกียรติห้องครัวของวังหลวง"
เฉินป๋อเหวินที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
"จริงด้วย ขออภัย ข้าเพียงเป็นห่วงเจ้า จึงลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท"
โจวหว่านหรูถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปหยิบห่อขนมมาสองสามห่อ
"นำไปเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว"
เฉินป๋อเหวินที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มตาหยี พลางจ้องมองนางด้วยแววตาที่อ่อนโยน ก่อนจะเอ่ย
"หวานหว่าน ท่านพ่อของข้าพอมีเส้นสายในวังหลวงอยู่บ้าง ข้าจะแอบนัดแนะพวกเขาให้นำของอร่อยส่งไปให้เจ้าทุกวัน"
"พอแล้ว ๆ ไม่ต้องหรอกน่า ข้าอยู่ได้ เจ้าไม่ต้องกังวลเกินเหตุ เจ้าลืมไปแล้วหรือ ท่านพ่อของข้าเป็นถึงสหายสนิทของฝ่าบาทเชียวนะ หากพูดเรื่องเส้นสาย ท่านพ่อของข้าคงมีมากกว่าท่านพ่อของเจ้ากระมัง"
"จริงด้วย"
เฉินป๋อเหวินหัวเราะแหะ ๆ ก่อนจะเอ่ยกับโจวหว่านหรูอีกครา
"สองสามวันนี้ข้าต้องเดินทางไปตรวจดูสินค้าที่ต่างเมือง คงไม่ได้พบกับเจ้าสักระยะ ข้าคงมาพบเจ้าได้แค่วันนี้ หากข้ากลับมาหวังว่าจะได้ฟังข่าวดีว่าเจ้าได้รับคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองนะ"
โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้น ขอบตาของนางก็พลันแดงระเรื่อ ภาพความทรงจำในกาลก่อนหวนกลับมาอีกครา
"หวานหว่าน เจ้าจะเข้าวังหลวงเป็นพระชายาเอกขององค์ชายใหญ่จริง ๆ หรือ ไหนเจ้าบอกข้าว่า เจ้าจะจับดาบขี่ม้า ท่องยุทธภพ มิใช่หรือ!!!"
เฉินป๋อเหวินเอ่ยถามโจวหว่านหรูด้วยความร้อนใจ ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ ราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
"ใช่ ข้าเลือกแล้ว ข้าจะเป็นชายาเอกขององค์ชายใหญ่"
"หวานหว่าน ข้าเป็นห่วงเจ้า วังหลวงอันตรายรอบด้าน เจ้าจะอยู่ได้หรือ?"
"ข้าย่อมอยู่ได้แน่นอน"
"แต่ที่นั่นไม่เหมาะกับเจ้า เชื่อข้าเถอะนะ ข้ากลัว กลัวว่าจะไม่ได้พบกับเจ้าอีก"
"เหลวไหลน่า เจ้าย่อมต้องได้พบกับข้าอีกอย่างแน่นอน"
ภาพที่เฉินป๋อเหวินยืนมองนางทั้งน้ำตามันยังคงชัดเจนในความทรงจำ
เขาเป็นสหายที่ดีที่สุดในชีวิตของนาง เป็นสหายที่นางสามารถวางใจได้ในทุกเรื่อง
"หวานหว่าน เจ้าคิดสิ่งใดอยู่กัน เหตุใดจึงเหม่อลอยเช่นนี้เล่า?"
โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันได้สติคืนมา ก่อนจะหันไปยิ้มให้เฉินป๋อเหวิน
"ไม่มีอันใด เจ้าก็เดินทางดี ๆ เล่า ที่สำคัญ อย่าลืมของฝากของข้าเด็ดขาด"
"ไม่ลืมอยู่แล้ว"
"ดี แล้วพบกันนะ สหายรัก"
"แล้วพบกัน"
โจวหว่านหรูยิ้มตาหยี พลางยื่นมือไปหยิบขนมที่เฉินป๋อเหวินนำมาให้เข้าปากชิ้นหนึ่ง เฉินป๋อเหวินจ้องมองนางด้วยแววตาที่อบอุ่น สายลมปลายฤดูหนาวพัดพาเอาดอกเหมยดอกแล้วดอกเล่าลอยละล่องส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งบริเวณ
เขาอยากหยุดเวลาเช่นนี้เอาไว้ให้เนิ่นนานเหลือเกิน
หลายวันต่อมา ก็เป็นวันที่โจวหว่านหรูต้องเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียน นางจะต้องพักอยู่ในวังหลวงจนกว่าการคัดเลือกจะเสร็จสิ้น
โจวหว่านหรูเดินตามขันทีนำทางไปพร้อมกับคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ในใจของนางอดกังวลไม่ได้
คล้ายกับว่านางได้ย้อนกลับมายังชาติภพก่อนอีกครา
ชาติก่อนที่นางเป็นถึงพระชายาองค์รัชทายาท ว่าที่ฮองเฮาของแคว้นเป่ยฉิน
นางเดินตามขันทีมาเรื่อย ๆ ระหว่างทางผ่านตำหนักน้อยใหญ่ อีกทั้งศาลาริมสระบัวอีกหลายที่ เหล่านางกำนัลและขันทียามนี้กำลังเดินวนไปมาเพื่อจัดการงานของตนเองให้เสร็จลุล่วง ช่างเป็นภาพที่ดูคุ้นตาเหลือเกิน
"แคก ๆ"
เสียงไอเหนื่อยหอบของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาตามสายลม โจวหว่านหรูพลันชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปมองตามเสียง ใจของนางพลันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งอีกครา
เป็นเขาจริง ๆ
เขามาแล้ว!!
เจียงหมิงเจ๋อ!!!