ยามเช้าของวันต่อมา หยางจินจินตื่นแต่เช้า ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ตำหนักของฉินกุ้ยเฟยในทันที ยามนี้วังหลังยังไม่มีฮองเฮาพระองค์ใหม่ ฉินกุ้ยเฟยจึงเป็นผู้ที่มีอำนาจปกครองวังหลังเพียงผู้เดียว ฝ่าบาทเองก็ทรงโปรดปรานและไว้ใจนางไม่น้อย ผู้คนต่างเล่าลือกันว่า ตำแหน่งว่าที่ฮองเฮาพระองค์ใหม่ย่อมต้องตกเป็นของฉินกุ้ยเฟยไม่ช้าก็เร็ว
แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ดีเท่าฉินกุ้ยเฟย เดิมทีพี่สาวของนางตายจากไปนานแล้ว นางเองก็อดทนกัดฟันเลี้ยงดูหยางจิ่งมาราวกับบุตรในอุทร ทั้งที่ความจริงนางเกลียดชังหยางจิ่งยิ่งนัก นางกับมารดาของหยางจิ่งเป็นพี่น้องต่างมารดากัน นางเป็นบุตรของภรรยารอง ต้องทุ่มเทกำลังแรงกายไปไม่ใช่น้อยกว่าจะมาอยู่ในตำแหน่งนี้ หากนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอก ยามนี้ตำแหน่งฮองเฮาคงตกเป็นของนางนานแล้ว ไม่ต้องมาทนรอคอยอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้!!!
ฝ่าบาทเองก็ช่างกระไร นางทำดีถึงเพียงนี้ ผ่านมาหลายสิบปีกลับยังได้เป็นเพียงฉินกุ้ยเฟย ช่างน่าเจ็บใจนัก
"ถวายพระพรฉินกุ้ยเฟยเพคะ"
ฉินกุ้ยเฟยที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มพลันปรายตามองหยางจินจินคราหนึ่ง เดิมทีนางไม่ได้ใส่ใจองค์หญิงที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยผู้นี้เท่าใดนัก แต่ทว่าฝ่าบาทกลับให้นางจัดการหาคุณหนูจวนตระกูลสูงศักดิ์เข้ามาเป็นพระสหายร่วมเรียนของหยางจินจิน แม้ที่ผ่านมาฝ่าบาทจะดูเหมือนไม่ใส่ใจหยางจินจินเท่าใดนัก แต่ทว่าในใจก็ยังคงห่วงใยอยู่บ้าง เพราะยามนี้หยางจินจินเป็นองค์หญิงที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียวในวังหลวงแห่งนี้แล้ว
"ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด"
"ขอบพระทัยเพคะ"
"มานั่งก่อนสิ ข้ามีเรื่องต้องพูดคุยกับเจ้าเสียหน่อย"
หยางจินจินพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะทิ้งกายลงนั่งที่เก้าอี้ไม่ไกลจากฉินกุ้ยเฟยมากนัก ฉินกุ้ยเฟยที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาทันที
"เสด็จพ่อของเจ้าให้ข้าหาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มาร่วมเป็นสหายเล่าเรียนของเจ้า แต่เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ ด้วยฐานะของเจ้า จะมีคุณหนูตระกูลใดกันอยากคบหากับเจ้า นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อันใดแล้ว ยังจะเสียเวลาพวกนางอีกด้วยกระมัง"
หยางจินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้างุดไม่ได้เอ่ยวาจาใด นางจะเอ่ยสิ่งใดได้ ยามนี้นางยังต้องพึงพิงสตรีนางนี้ในอีกหลาย ๆ เรื่อง วันใดที่ฉินกุ้ยเฟยได้เป็นฮองเฮา นางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะยังอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุขหรือไม่
เพียงฉินกุ้ยเฟยไม่สร้างความลำบากใจให้นางก็ขอบคุณแล้ว
เมื่อเห็นว่าหยางจินจินสงบเสงี่ยมไม่มีปากเสียง ฉินกุ้ยเฟยก็พึงพอใจไม่น้อย
"เอาเถิด ข้าจะจัดการให้เจ้าไม่ต้องกังวล ไปเถิด"
"เพคะ"
ฉินกุ้ยเฟยคร้านจะสนทนากับหยางจินจินให้มากความ จึงไล่นางกลับไปเสีย หยางจินจินเดินออกมาจากตำหนักของฉินกุ้ยเฟย ระหว่างทางนางได้พบกับหยางจิ่งที่กำลังเดินผ่านทางมาพอดี
"เสด็จพี่"
หยางจิ่งที่ได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปมองหยางจินจินคราหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาเอ่ยถามน้องสาวของตน
"จินเอ๋อร์ ได้ยินว่าเจ้าไปพบกับฉินกุ้ยเฟยมาหรือ?"
"เพคะ นางเพียงเรียกข้าไปพูดจาเรื่องสหายเล่าเรียน"
หยางจิ่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ในชาติก่อนนั้น หยางจินจินต้องเลือกพระสหายเล่าเรียน แต่เพราะนางมีฐานะต่ำต้อย ไม่ได้เกิดจากฮองเฮาและสนมซึ่งเป็นที่โปรดปราน จึงได้พบเจอสหายเรียนที่ไม่ได้เรื่องเท่าใดนัก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะฉินกุ้ยเฟยจัดการทั้งหมด สตรีนางนี้ช่างไร้ความเมตตาเสียจริง เขาคิดผิดยิ่งนักที่หลงเคารพเชื่อฟังนางในชาติก่อน
หยางจิ่งพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยกับกับน้องสาวตนทันที
"จินเอ๋อร์ เจ้าตามข้าไปพบเสด็จพ่อเถิด"
หยางจินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าทันที เสด็จพ่อในความทรงจำของนาง เขาช่างเย็นชาต่อนางเหลือเกิน หากนางเสนอหน้าไปให้เขาเห็น เขาอาจจะเกลียดนางมากกว่าเดิมก็เป็นได้
เมื่อเห็นท่าทีไม่สบายใจของหยางจินจิน หยางจิ่งก็ยื่นมือของเขาไปลูบศีรษะน้องสาวตนคราหนึ่ง
"ไม่ต้องกังวล มีข้าอยู่"
"เสด็จพี่"
"พวกเราไปด้วยกัน เชื่อข้า"
"เช่นนั้นก็ได้เพคะ"
หยางจินจินยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามหยางจิ่งเข้าไปในตำหนักมังกรสวรรค์
ยามนี้ฮ่องเต้หยางหลิงไท่กำลังนั่งอ่านตำราพลางดื่มชาอยู่บนโต๊ะทรงอักษร เมื่อเห็นว่าหยางจิ่งมาพบเขาก็ยิ้มให้พระโอรสของตนเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหยางจินจินที่ยืนอยู่ข้างกายหยางจิ่ง พลางขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป
"ถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"
"ถวายพระพรเสด็จพ่อเพคะ"
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับหยางจินจิน
"ข้าสั่งให้ฉินกุ้นเฟยเรียกเจ้าไปหารือเรื่องสหายเล่าเรียน แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่อีก นี่ใช่สถานที่ที่สตรีเช่นเจ้าควรมาหรือ?"
หยางจินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็กำมือแน่น หยางจิ่งยกมือของตนไปตบเข้าที่แผ่นหลังของน้องสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยกับบิดาอย่างนอบน้อม
"เสด็จพ่อ เดิมทีที่ลูกพาจินเอ๋อร์มาที่นี่ ก็เพราะมีเรื่องอยากหารือกับเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่มองมองหยางจิ่งคราหนึ่ง วันนี้เขาคล้ายไม่ได้กลิ่นสุราของบุตรชายบัดซบผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
หยางจิ่งเป็นบุตรชายที่เขารักที่สุด แต่ทว่ากลับไม่เอาไหน อาจารย์สอนสิ่งใดก็ไม่ยอมฟัง ตำราก็ไม่อ่าน วัน ๆ เอาแต่ดื่มสุราจนเมามาย
วันนี้ที่มาหาเขาได้ มิใช่ว่ามีเรื่องพิเรนทร์มาเสนอแนะเขาหรอกกระมัง!!!
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่จ้องมองบุตรชายของตนด้วยแววตาหวาดระแวงคราหนึ่ง หยางจิ่งรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก พฤติกรรมในชาติก่อนของเขานั้นเขาจำได้ดี แม้เขาจะฉลาด มีความสามารถ แต่เขากลับไม่ใฝ่เรียน นำความสามารถในการต่อสู้ไปแอบต่อยตีกับพวกนักเลงนอกวังหลวง บางคราก็ทุบตีเหล่าองครักษ์ ถือดาบไล่ฟันขันทีเขาก็ทำมาแล้ว!!!
ไม่แปลกที่เสด็จพ่อจะหวาดระแวงเขาถึงเพียงนี้
"เสด็จพ่อ ที่ลูกมาวันนี้เพราะอยากหารือเรื่องสหายเล่าเรียนของจินเอ๋อร์พ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่ที่ได้ยินเช่นนนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ย
"ข้าให้เสด็จแม่ของเจ้าจัดการแล้ว"
"เสด็จพ่อ เรื่องนี้ท่านควรออกหน้าเอง จินเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของท่าน แม้เสด็จแม่จะรับปากว่าจะหาสหายเล่าเรียนให้จินเอ๋อร์ แต่ท่านพ่อรู้หรือไม่ ลูกได้ยินข่าวลือว่าคุณหนูจวนอื่น ๆ ต่างไม่อยากเข้าวังมาร่ำเรียนกับจินเอ๋อร์ เพราะนางมีฐานะต่ำต้อย แม้เสด็จแม่จะออกหน้า แต่นางเป็นเพียงกุ้ยเฟยมิใช่ฮองเฮา ย่อมอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ เสด็จพ่อ พี่หญิงใหญ่ตายจากไปแล้ว ยามนี้เหลือจินเอ๋อร์เพียงคนเดียวที่รั้งตำแหน่งองค์หญิง หากนางพบเจอเรื่องไม่ดีเช่นพี่หญิงใหญ่ เสด็จพ่อแน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะว่าจะไม่เสียพระทัย"
หยางจิ่งจำต้องฝืนใจเรียกสตรีชั่วช้าเช่นฉินกุ้ยเฟยว่าเสด็จแม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเรียกเช่นนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ย่อมต้องจำใจเรียกเช่นนี้ต่อไปเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย คำพูดของหยางจิ่งนับว่าไม่เลว
มันกินยาผิดมาหรือไรจึงคิดเรื่องดี ๆ ได้?
หรือว่าตกน้ำจนหัวไปกระแทกกับสิ่งใดเข้าให้?
"เสด็จพ่อ"
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่ละความสงสัยในใจ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับหยางจิ่ง
"อืม เช่นนั้นข้าจะจัดการเอง หยางจินจินเจ้าไปเตรียมตัว อย่าก่อเรื่องเล่า แล้วผู้ใดกันว่าเจ้าต่ำต้อย"
"เอ่อ..."
"กลัวมันทำไมกัน ข้าไม่ออกหน้าเจ้าก็สู้คนไม่ได้หรือ เจ้าเป็นถึงองค์หญิงรองนะ อีกอย่างเจ้าเป็นสตรี จะให้ข้าไปยุ่งกับเจ้ามากย่อมไม่เหมาะนัก เรียนรู้จากพี่ชายเจ้าให้มาก เจ้าจำไม่ได้หรือ เขาเคยกระโดดถีบองครักษ์เชียวนะ"
หยางจิ่งยกมือขึ้นเกาศีรษะตนคราหนึ่ง หยางจินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกขบขันไม่น้อย
แท้จริงท่านพ่อไม่ได้เกลียดนางหรอกหรือ?
แล้วท่าทีที่เย็นชาเวลาพบนางทุกครานั่นหมายความว่าเช่นไรกัน?
หยางจินจินทำได้เพียงคิดในใจ แต่ทว่าไม่กล้าเอ่ยถามออกไปเลยแม้แต่ครึ่งคำ
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้หยางหลิงไท่ก็ให้หยางจินจินกลับตำหนักตนไปก่อน อีกทั้งยังส่งสาวใช้ไปดูแลนางเพิ่มอีกหลายคน เรื่องนี้สร้างความแปลกใจให้แก่เหล่านางกำนัลขันทีไม่น้อย แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เหล่าสาวใช้ต่างไม่กล้าเอ่ยวาจาเหน็บแนมหรือดูแคลนหยางจินจินเท่าแต่ก่อนอีก
เมื่อหยางจินจินออกไปแล้ว ฮ่องเต้หยางหลิงไท่จึงหันมาเอ่ยกับหยางจิ่งทันที
"เจ้าก็เช่นกัน โตถึงเพียงนี้แล้ว ยังทำให้ข้าปวดหัว ได้ยินว่าเจ้าหนีเรียนอีกแล้ว อาจิ่ง เจ้าดูโจวอวี้หานสหายเจ้าเป็นตัวอย่างสิ เขาอายุเท่าเจ้า แต่ทว่ากลับเป็นรองแม่ทัพแล้ว แต่เจ้าที่เป็นถึงองค์ชายกลับบุ๋นไม่รู้บู๊ไม่สน เจ้านี่มันช่างทำข้าปวดหัวยิ่งนัก!!!"
หยางจิ่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย หากเป็นในชาติก่อนการที่ได้ยินเสด็จพ่อเอาเขาไปเปรียบกับโจวอวี้หานเช่นนี้เขาย่อมไม่พอใจเป็นแน่
แต่ครั้งนี้มันต่างกัน เขาจะไม่ทำให้เสด็จพ่อต้องทุกข์ใจเพราะเขาอีกแล้ว
"ลูกจะตั้งใจเรียนพ่ะย่ะค่ะ"
"ฮะ?"
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่ตกใจจนตำราแทบร่วงลงจากมือ
เขาหูฝาดไปใช่หรือไม่?
"เสด็จพ่อ ตกใจอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"อาจิ่ง เจ้าป่วยหรือ?"
"ไม่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วเหตุใดจึง..."
"ลูกบอกว่าจะตั้งใจเรียน ไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ดีสิ ย่อมต้องดีอยู่แล้ว เจ้าเป็นโอรสองค์โต ตำแหน่งรัชทายาทนี้อย่างไรย่อมต้องเป็นของเจ้า"
"ให้ลูกร่ำเรียนอย่างสำราญใจก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตำแหน่งอันใดลูกยังไม่อยากคิดถึงมัน โอ๊ะ นั่นสุราขวดใหม่หรือพ่ะย่ะค่ะ ลูกขอดื่มสักหน่อย"
"บัดซบ นั่นมันของข้า!!!"
"โธ่ เสด็จพ่อ ดื่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โอ้วว มีหลายขวดด้วย ลูกขอหมดเลยนะพ่ะย่ะค่ะ เฮ้อ ลูกเหนื่อยแล้ว ขอกลับไปนอนพักที่ตำหนักก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ"
"อาจิ่ง!!!"
ฮ่องเต้หยางหลิงไท่มองดูบุตรชายของตนเดินจากไปพร้อมขวดสุราในมือก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะครุ่นคิดในใจ
ลูกเฮงซวย!!! เอาไปหมดแล้วข้าจะดื่มสิ่งใดกัน เจ้าคิดว่าข้ามือไม่สั่นหรือ!!!
ไม่ได้ดื่มมันจะสั่นทั้งตัวเอาได้นะ!!!