ดั่งบุปผา ดุจจันทรา

ตอนที่ 10: บทที่ 9 พบโจทก์เก่า

👁️ 4 อ่าน
22px

เจียงหมิงเจ๋อคล้ายรับรู้ได้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังพุ่งเป้ามาที่ตน เขาจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตาของคนทั้งสองสบประสานกันในชั่วขณะนั้น โจวหว่านหรูพลันใจเต้นตึกตักจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้ นางรีบเก็บสายตาของตนกลับคืนทันที

หากบอกว่าคนผู้นั้นที่ก่อกบฏแย่งชิงบัลลังก์น่ากลัวแล้ว คนที่น่ากลัวกว่าคนผู้นั้นก็คือเจียงหมิงเจ๋อ!!!

หลังจากที่เจียงหมิงเจ๋อหนีออกไปจากแคว้นเป่ยฉินได้สำเร็จ นางไม่รู้เลยว่าเขาไปอยู่ที่ใด ยามที่เขายังอยู่ในวังหลวงนางได้พบกับเขาอยู่บ่อยครั้ง ในตอนนั้นนางคิดว่าเขาช่างน่าสงสารเหลือเกิน แต่ทว่าเมื่อได้รับรู้ถึงความเจ้าเล่ห์ของเขา นางจึงได้รู้ว่าคนผู้นี้ช่างเสแสร้งแกล้งทำได้อย่างแนบเนียนจนน่าตกใจ

เจียงหมิงเจ๋อปรายตามองโจวหว่านหรูคราหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปพร้อมแม่นมที่คอยประคองเขา เมื่อลับสายตาผู้คน เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางคิดถึงสายตาที่โจวหว่านหรูมองตนเมื่อครู่นี้ด้วยความสงสัย

เหตุใดแววตาของนางที่มองเขาจึงมีแต่ความหวาดกลัวและระแวดระวังเช่นนั้นเล่า?

หรือนางจะรู้ว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด? 

เป็นไปไม่ได้!!! ได้ยินว่านางคือเหล่าคุณหนูที่ถูกเรียกตัวเข้ามาคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงรองมิใช่หรือ?

หากเป็นคุณหนูที่อยู่แต่ในห้องนอน ก็คงไม่มีทางล่วงรู้เรื่องภายนอกจวนของตนเป็นแน่

แต่เขารู้สึกว่าสายตาของนางแปลก ๆ

แปลกที่ใดเขาเองก็คาดเดาไม่ถูก

ด้านโจวหว่านหรูที่เข้ามาถึงด้านในของวังหลวงแล้ว ก็รีบนำข้าวของไปเก็บตามที่ขันทีบอก พวกนางถูกจัดให้พักอยู่ที่เรือนรับรองขนาดใหญ่ ห้องหนึ่งสามารถพักได้สองคน โจวหว่านหรูได้พักอยู่กับ มู่จั่วหลาน หลานสาวของราชครูมู่

โจวหว่านหรูคุ้นเคยกับสตรีนางนี้ดี ชาติที่แล้วนางคือพระชายาเอกขององค์ชายรอง หยางเฉิง

หยางเฉิง บุรุษที่ทำให้นางต้องเผาตนเองจนตายในตำหนักบูรพา!!!

เขาคือคนผู้นั้น!!!

เรื่องการเมืองเดิมทีนางก็ไม่รู้มากนัก รู้เพียงว่าหยางเฉิงคือคนที่ก่อกบฏ หลังจากฮ่องเต้หยางหลิงไท่สวรรคตได้เพียงสามวัน เขาก็เข่นฆ่าคนที่ไม่ยอมจงรักภักดี หยางจิ่งยังไม่ทันได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้เลยด้วยซ้ำ แผ่นดินแคว้นเป่ยฉินก็เกิดการนองเลือดเสียแล้ว

เขาบีบให้นางเลือก ระหว่างอยู่หรือตาย!!! ท้ายที่สุดนางเลือกความตาย ไม่เลือกที่จะยอมสวามิภักดิ์ให้เขา

ตระกูลโจวของนางซื่อสัตย์ภักดี ย่อมไม่มีทางเข้าข้างกบฏชั่วเช่นหยางเฉิง

เขาสั่งให้คนขังนางเอาไว้ในตำหนักบูรพา ยามนั้นเองที่นางได้ล่วงรู้ว่าคนที่หยางเฉิงสมคบคิดมาทำลายบ้านเมืองของตนเองนั่นก็คือเจียงหมิงเจ๋อ

ฮ่องเต้เจียงหมิงเจ๋อ ผู้ที่หนีออกจากแคว้นเป่ยฉินและยกทัพบุกเข้าไปสังหารพี่ชายของตนเองเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์แคว้นเยี่ยน ท้ายที่สุดเขาก็สามารถสังหารพี่ชายตนได้สำเร็จ

เบื้องหน้าเขาแสร้งว่าป่วยหนัก นางเองก็เคยสงสารเขา แต่ยามนี้นางรู้สึกหวาดกลัวเขายิ่งนัก

บุรุษที่ตีสองหน้าได้เก่งกาจเช่นเจียงหมิงเจ๋อย่อมไม่ใช่คนดีอะไร

แล้วเจียงหมิงเจ๋อและหยางเฉิงร่วมมือกันได้เช่นไรนั้น นางก็ไม่รู้เช่นกัน

และนางเองก็ไม่รู้ว่าชาตินี้นางจะเริ่มแก้ปัญหานี้ตรงที่ใดดี

การจะบอกเรื่องราวในชาติก่อนกับใครบางคนย่อมดูเป็นเรื่องเหลวไหล ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ท่านแม่ เฉินป๋อเหวิน ย่อมไม่เชื่อนางเป็นแน่ อีกทั้งหากพูดไปเรื่อยเปื่อยไม่มีหลักฐาน อาจจะกลายเป็นตัวนางเองที่เดือดร้อนเอาได้ อีกทั้งอาจจะพาตระกูลโจวให้พบเจอกับหายนะไปด้วย

ส่วนหยางจิ่งน่ะหรือ เขาโง่งมเช่นนั้น นางคงไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเขา ที่แคว้นเป่ยฉินต้องตกอยู่ในกลียุคก็เพราะมีองค์รัชทายาทเช่นเขาที่ไร้ความสามารถ

โจวหว่านหรูคร้านจะคิดสิ่งใดอีก ยามนี้นางเข้ามาอยู่ในวังหลวงแล้ว บางคราอาจจะได้เบาะแสใดมาบ้างก็ได้ นางจะใจร้อนเกินไปไม่ได้ ต้องระแวดระวังตนเองจึงจะดีที่สุด

มู่จั่วหลานที่เก็บของของตนเข้าที่เรียบร้อยแล้ว จึงหันมามองโจวหว่านหรูคราหนึ่ง พลางรู้สึกริษยาไม่น้อย

ได้ยินว่าสตรีนางนี้ไปอยู่ที่ชายแดนตั้งแต่วัยเยาว์ เดิมทีคิดว่าจะมีสภาพดูไม่ได้ ไม่รู้กฎระเบียบ ผิวพรรณไม่น่ามอง เทียบไม่ติดกับคุณหนูที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองหลวง แต่กลับตรงกันข้าม โจวหว่านหรูช่างงดงามน่ามองเหลือเกิน หากบอกว่านางงามแล้ว โจวหว่านหรูย่อมงามกว่า

แน่นอนว่าการที่มีสตรีงดงามมารวมตัวกันอยู่ในวังหลวงย่อมเกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เหล่าคุณหนูที่เข้าวังมาย่อมใฝ่สูงมากกว่านั้น แท้จริงตำแหน่งพระสหายเล่าเรียนนั้นเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น แต่ทว่าตำแหน่งชายาเอกขององค์ชายต่างหากคือบันไดขั้นต่อไปที่พวกนางหมายตาเอาไว้

ยิ่งได้อยู่ในวังหลวงนานเท่าใด อาจทำให้ได้พบเจอองค์ชาย นี่คือสิ่งที่พวกนางต้องการ ผู้ใดบ้างจะไม่อยากนั่งอยู่บนอำนาจที่สูงส่ง

โจวหว่านหรูที่รู้ตัวว่าถูกจ้องมองจึงหันไปมองมู่จั่วหลานคราหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มให้เล็กน้อย แต่ทว่ามู่จั่วหลานกลับไม่ยิ้มตอบนาง อีกทั้งยังเอ่ยวาจาไม่น่าฟังกับนางอีกด้วย

"ข้าไม่คิดว่าจะได้พักอยู่ห้องเดียวกับเจ้า อย่าไรเสียเจ้าก็ระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน ของของข้าราคาแพงมากนัก เจ้าอยู่ชายแดนแต่เยาว์วัยคงจะไม่เคยเห็นของมีค่าเหล่านี้ ข้าเข้าใจ ได้ยินมาว่ายามอยู่ที่ชายแดนเจ้ามีชีวิตลำบากไม่น้อย ใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าชาวบ้าน ข้าเห็นใจเจ้านะ ชายแดนยากแค้น ย่อมไม่มีสิ่งดี ๆ อันใดให้เจ้าได้เรียนรู้"

"เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าคิดอยากได้ของของเจ้าเช่นนั้นหรือ?"

โจวหว่านหรูเอ่ยถามมู่จั่วหลานด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มู่จั่วหลานที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ย

"ข้าเพียงเอ่ยความจริง หรือว่าเจ้ารับความจริงไม่ได้"

โจวหว่านหรูพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบ

"อืม นั่นสินะ มู่จั่วหลาน ข้าไม่สนใจของมีค่าของเจ้าหรอกนะ ข้าใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดน เห็นผู้คนอดอยาก ลำบากมาไม่น้อย เห็นการตายและการพลัดพรากมาจนชินตา ข้าไม่ใส่ใจกับของมีค่าจอมปลอมพวกนี้หรอก ข้าจะบอกเจ้าเอาไว้นะ เจ้าอยู่เมืองหลวงใช้ชีวิตสุขสบาย มีเหล่าทหารแดนหน้าคอยคุ้มครอง เจ้าไม่เคยรู้ว่าพวกเขาลำบากกันมาก ส่วนเจ้ากลับเชิดหน้าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แล้วยังมาเอ่ยวาจาไม่น่าฟังกับข้าอีก ข้าเกิดในตระกูลแม่ทัพ ย่อมไม่ขาดแคลนของมีค่าเช่นเจ้า ข้าอยู่ชายแดนก็ไม่เคยมีชีวิตที่ยากแค้นอย่างที่เจ้าว่า อีกอย่างที่ชายแดนมีสิ่งดี ๆ มากมายให้ข้าได้เรียนรู้ไม่ต่างจากเมืองหลวง ผู้คนก็มีมรรยาท ไม่ใช่เปลือกนอกเสแสร้งแกล้งทำแต่ด้านในเหม็นเน่า ท่านพ่อและพี่ใหญ่ของข้าช่วยรักษาความสงบสุขให้ผู้คนทั่วใต้หล้า ของทุกชิ้นที่ได้มาข้าล้วนแบ่งปันให้คนยากไร้ อยู่ร่วมกับเหล่าชาวบ้านแล้วอย่างไร พวกเขาจริงใจและน่าคบหามากนัก แต่ตัวเจ้านั้น นอกจากจะเก่งกาจเรื่องเอ่ยวาจาไม่น่าฟังแล้ว เจ้าทำประโยชน์ใดให้แผ่นดินบ้าง คนเช่นเจ้าหากได้ไปอยู่ชายแดนคงอดตายไปนานแล้ว ถ้ามีผู้ใดล่วงรู้ว่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์เช่นเจ้า เอ่ยวาจาดูแคลนคุณหนูจวนแม่ทัพผู้รักษาเมืองและราษฎรที่น่าสงสารเช่นนี้ ตระกูลมู่ของเจ้าคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกระมัง"

"โจวหว่านหรู!!!"

"หากอยากถูกข้าทุบตีจนข้อมือหักก็เข้ามาสิ อย่างมากก็แค่ถูกไล่ออกจากวังหลวง ตัวข้าไม่ได้เป็นทุกข์อยู่แล้ว เจ้าต่างหากคงจะอกแตกตายที่ไม่ได้ดั่งใจหวัง เอาสิ เราจะได้โดนไล่ออกไปพร้อมกัน เจ้ากล้าแลกกับข้าหรือไม่เล่า?"

มู่จั่วหลานกำมือแน่น โจวหว่านหรูรับมือยากกว่าที่นางคิดเสียอีก เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงส่งเสียงเหอะออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเอ่ย

"ข้าไม่อยากเอาความกับคนไม่รู้กฎระเบียบเช่นเจ้า"

"ก็ดี ในเมื่อรู้แล้วก็จำเอาไว้ ต่างคนต่างอยู่ จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ"

"หึ"

โจวหว่านหรูคร้านจะสนใจมู่จั่วหลานอีก นางจึงเดินออกมารับลมที่ด้านนอกเรือน 

วังหลวงยามนี้ยังคงสงบสุขไร้คลื่นลม แต่ทว่าอีกไม่นานโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายกำลังจะมาเยือน

เรื่องราวดำเนินไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า นอกจากเรียนรู้เรื่องกฎระเบียบการเดิน การนั่ง การกินอาหาร และกฎระเบียบในวังหลวงแล้ว ฮ่องเต้หยางหลิงไท่ยังส่งเหล่าอาจารย์ผู้มีความรู้มาสอนพวกนางอีกด้วย  โจวหว่านหรูรู้สึกเบื่อหน่ายไม่น้อย ตำราพวกนี้ก่อนเข้าวังหลวงในชาติก่อนนางย่อมเรียนรู้มาหมดแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่นางไม่รู้

ความหัวไวและชาญฉลาดของโจวหว่านหรู สร้างความไม่พอใจและเป็นที่ริษยาของเหล่าคุณหนูที่มาร่วมคัดเลือกหลายต่อหลายคน โจวหว่านหรูเองก็ไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย มีคราหนึ่งคุณหนูจวนตระกูลจ้าว คิดกลั่นแกล้งให้นางตกสระบัวจนขายหน้า แต่ทว่านางไหวตัวทัน จึงซ้อนแผนกลับ กลายเป็นคุณหนูจ้าวที่ตกน้ำลงไปเอง จนเกิดล้มป่วยหนัก จึงต้องถูกตัดออกจากการคัดเลือกในครั้งนี้

ก่อนวันประกาศผลเพียงสองวัน เหล่าหมัวหมัวต่างให้พวกนางได้พักผ่อน ได้ยินว่าอีกสองวันฝ่าบาทและฉินกุ้ยเฟยจะเสด็จมาดูการคัดเลือกสหายเล่าเรียนในครั้งนี้ด้วยตนเอง

เดิมทีนางคิดว่าไม่อยากจะเข้าวังอีก แต่ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนางเองก็มีเรื่องที่ต้องการรู้จากวังหลวงแห่งนี้ โดยเฉพาะเรื่องของเจียงหมิงเจ๋อ นางจึงต้องเข้ามาเป็นสหายเล่าเรียนขององค์หญิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่รู้ว่าจะได้เบาะแสมากน้อยเพียงใด แต่ก็ดีกว่าการที่นางไม่รู้อันใดเลยเหมือนชาติที่แล้วมิใช่หรือ

ส่วนหยางจิ่งนางก็หลีกเลี่ยงเขาหน่อย เช่นนี้ก็คงจะไม่มีปัญหาใดมาทำให้นางปวดหัวเพิ่มอีก

โจวหว่านหรูรู้สึกเบื่อหน่ายไม่น้อย ยามนี้เป็นปลายฤดูหนาวแล้ว โจวหว่านหรูออกมาเดินเล่นไม่ไกลจากเรือนที่พักมากนัก นางมองเห็นต้นผิงกั๋วที่ออกผลสีแดงชวนน่าลิ้มลองไม่น้อย 

ภาพในวันเก่า ๆ พลันปรากฏขึ้นมาอีกครา ใต้ต้นผิงกั๋วแห่งนี้นางเคยพบกับหยางจิ่งในวัยเด็ก

เมื่อคิดได้เช่นนั้นโจวหว่านหรูจึงคิดจะหันหลังเดินกลับเพราะไม่อยากคิดถึงเรื่องในกาลก่อนอีก แต่ทว่าโจวหว่านหรูกลับได้ยินเสียงเรียกของสตรีนางหนึ่งเอ่ยเรียกขึ้นมาเสียก่อน

"แม่นาง แม่นาง"

โจวหว่านหรูหันมองซ้ายมองขวาแต่กลับไม่พบผู้ใด นางเริ่มหวาดระแวงขึ้นมาชั่วขณะ 

"แม่นาง เจ้าเงยหน้ามาบนนี้สิ แม่นาง"

โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไปมองบนต้นไม้ ก่อนจะต้องตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ในความตกใจนั้นมีความดีใจซ่อนอยู่อย่างไม่อาจปิดบัง

หยางจินจิน!!!

หยางจินจินสหายรักของข้า

บทที่ 10 มีวาสนาร่วมกัน

 

แน่นอนว่าการเข้าวังหลวงมาในครั้งนี้ เป้าหมายแรกไม่ใช่การเข้ามาค้นหาจุดเริ่มต้นของการเกิดโศกนาฏกรรมในชาติก่อน แต่มันคือการที่นางจะได้เข้ามาพบกับสหายรักอีกครา

หยางจินจิน องค์หญิงรองผู้นี้ชาติที่แล้วคือสหายรักของนาง

ยามที่นางเข้าวังหลวงมา ก็มักจะมีหยางจินจินที่สามารถพูดคุยด้วยได้ แม้ว่าหยางจิ่งจะไม่ชอบใจที่นางสนทนากับหยางจินจินเท่าใดนัก แต่ทว่านางหาได้ใส่ใจไม่ ทุกคราที่นางไม่สบายใจก็จะมีหยางจินจินที่รับฟังนาง 

องค์หญิงผู้ไร้เดียงสานางนี้ ชาติที่แล้วกลับพบจุดจบที่น่าเวทนาเหลือเกิน ยามมีชีวิตอยู่ก็ลำบากมากพอแล้ว กลับถูกพี่ชายเช่นหยางจิ่งกลั่นแกล้งและสร้างความลำบากให้เสมอ เพียงเพราะไม่ชอบหน้าและอยากหาที่ระบายอารมณ์

นางจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้รู้ข่าวว่าหยางจินจินถูกสังหารตายในคืนเข้าหอ นางร้องไห้จนทำสิ่งใดไม่ถูก กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวันจนถึงขั้นล้มป่วย

ต้นเหตุมันมาจากหยางจิ่ง ที่สนับสนุนฝ่าบาทให้ส่งหยางจินจินไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีที่แคว้นฉี

คนผู้นั้นช่างน่ารังเกียจและน่าชิงชังเหลือเกิน!!!

"แม่นาง เจ้าช่วยรับผิงกั๋วในมือของข้าที ข้ากำลังจะลงไปแล้ว โอ๊ะ!!!"

โจวหว่านหรูยังไม่ทันได้ตกปากรับคำ ก็ต้องตกใจไม่น้อย เมื่อหยางจินจินเกิดพลาดท่าพลัดตกลงมาจากต้นไม้ นางรีบวิ่งถลาเข้าไปรับร่างบางระหงของหยางจินจินเอาไว้ ก่อนที่พวกนางทั้งสองจะล้มลงไปนอนกองกับพื้น หยางจินจินนอนทับตัวของโจวหว่านหรูเอาไว้ นั่นทำเอานางเจ็บจนต้องเบ้หน้า ในขณะที่หยางจินจินตกใจลนลานจนทำสิ่งใดไม่ถูก

"แม่นาง ข้าไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจนะ!!!"

"ไม่เป็นอันใดเพคะองค์หญิง หม่อมฉันไม่เป็นอันใด"

หยางจินจินรีบพยุงโจวหว่านหรูขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"แม่นาง เจ้ารู้ได้เช่นไรว่าข้าเป็นองค์หญิง"

โจวหว่านหรูเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบ

"เอ่อ หม่อมฉันคาดเดาน่ะเพคะ สตรีที่จะแต่งกายงดงามเช่นนี้ได้ นอกจากพระสนมแล้ว คงจะต้องเป็นองค์หญิงแน่นอน ถึงจะเป็นนางกำนัลในวังแต่คงไม่แต่งตัวงดงามเช่นนี้ ไม่ทราบว่าหม่อมฉันเดาถูกหรือไม่เพคะ"

หยางจินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย นางไม่ได้สงสัยสิ่งใดอีก อีกทั้งยังช่วยหยิบเอาเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนศีรษะของโจวหว่านหรูออกอีกด้วย

"ข้าไม่ได้ตั้งใจน่ะ เจ้าเจ็บหรือไม่?"

"ไม่เจ็บเพคะ"

โจวหว่านหรูเอ่ยตอบ พลางจ้องมองหยางจินจินอย่างอ่อนโยน ชาติที่แล้วตอนที่พวกนางพบกันคราแรกไม่ใช่ที่นี่ 

คล้ายว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว

"ข้ามอบให้เจ้า ตอบแทนที่เจ้าช่วยข้า รับไปสิ"

โจวหว่านหรูจ้องมองผิงกั๋วในมือของหยางจินจินคราหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับมาถือเอาไว้

"ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง"

"อืม ว่าแต่เจ้าไม่ใช่นางกำนัลในวังหลวงสินะ การแต่งกายก็ดูงามสง่า อ้อ หรือว่าเจ้าเป็นคุณหนูที่เข้ามาคัดเลือกเป็นสหายเล่าเรียนของข้า ใช่หรือไม่?"

"ใช่เพคะ"

"ดีจริง ข้าถูกชะตากับเจ้ามากเลย หวังว่าเจ้าจะได้รับเลือกมาเป็นสหายเล่าเรียนของข้านะ"

"เพคะองค์หญิง"

"เจ้าชื่ออันใด ข้าชื่อหยางจินจิน"

"หม่อมฉันชื่อโจวหว่านหรูเพคะ"

หยางจินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าพลางยิ้มตาหยี ก่อนจะหันไปมองอีกทางหนึ่ง พลันเอ่ยขึ้นมาด้วยความดีใจ

"เสด็จพี่ ท่านมาได้เช่นไรเพคะ?"

โจวหว่านหรูนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมอง และพบกับหยางจิ่งที่กำลังเดินเข้ามาพอดี หยางจิ่งเองก็มีสีหน้าแปลกใจไม่น้อยที่ได้พบกับโจวหว่านหรูอยู่กับหยางจินจินที่นี่

เขาจำได้ ชาติที่แล้วนางสนิทสนมกับน้องสาวผู้นี้ของเขามาก แต่ชาติก่อนนั้นโจวหว่านหรูไม่ได้เข้าวังมาเป็นสหายเล่าเรียนของหยางจินจิน พวกนางทั้งสองพบกันหลังจากที่โจวหว่านหรูแต่งเข้ามาเป็นชายาเอกของเขาแล้ว ยามนั้นโจวหว่านหรูสงสารหยางจินจินจึงมอบขนมให้น้องสาวผู้นี้ของเขาอยู่บ่อยครั้ง จนพวกนางเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น

นี่ก็นับเป็นเรื่องที่ผิดแปลกไปจากชาติก่อนเช่นเดียวกัน

โจวหว่านหรูย่อกายทำความเคารพหยางจิ่งเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย

"ถวายพระพรองค์ชายใหญ่เพคะ"

"ไม่ต้องมากพิธี"

หยางจิ่งเอ่ยกับโจวหว่านหรูอย่างนอบน้อม โจวหว่านหรูพลันขมวดคิ้วมุ่นแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เป็นหยางจินจินที่เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

"เสด็จพี่ ท่านไปที่ใดมาหรือเพคะ?"

"ข้าเพิ่งกลับมาจากเล่าเรียนกับท่านอาจารย์"

โจวหว่านหรูที่ได้ยินเช่นนั้นก็เหลือบสายตาขึ้นมองหยางจิ่งคราหนึ่ง

นางหูฝาดไปใช่หรือไม่ คนเช่นหยางจิ่งน่ะหรือจะเล่าเรียนเหมือนคนอื่นเขา

หากบอกว่าวัน ๆ เอาแต่ดื่มสุราเมามายหัวทิ่มแล้วไปทุบตีขันทีนางยังจะเชื่อมากกว่า!!!

หยางจิ่งแอบมองดูท่าทีที่ครุ่นคิดของโจวหว่านหรู ทุกการกระทำของนางล้วนอยู่ในสายตาของเขา หยางจิ่งลอบยกยิ้มมุมปากคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย

"เจ้ามาทำอันใดที่นี่จินเอ๋อร์ คงไม่ได้แอบมาปีนต้นไม้อีกกระมัง"

"เสด็จพี่ ช่างรู้ทันข้าไปเสียทุกอย่างจริง ๆ ข้าปีนต้นไม้จริง ๆ เพคะ แต่ทว่าเกิดพลัดตกลงมา โชคดีได้โจวหว่านหรูมาช่วยเอาไว้ทันเพคะ จึงไม่บาดเจ็บ"

"อืม"

โจวหว่านหรูยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ เมื่อใดกันที่สองพี่น้องคู่นี้สนทนากันอย่างรักใคร่ปรองดองเช่นนี้ มิใช่ว่าหยางจิ่งต้องไล่ตะเพิดหยางจินจินไปให้พ้นหูพ้นตาเขาหรอกหรือ

นี่มันเรื่องใดกันเนี่ย!!!

"คล้ายว่าคุณหนูโจวจะมีเรื่องให้คิดหลายเรื่องเลยสินะ"

โจวหว่านหรูพลันได้สติกลับคืนมา นางจึงปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเอ่ยตอบ

"ทูลองค์ชาย หม่อมฉันไม่ได้คิดสิ่งใดเพคะ"

"อ้อ เช่นนั้นหรือ"

"เพคะ"

"จากกันนานไปหลายสิบปี เจ้าคงลืมพี่ชายเช่นข้าไปแล้วกระมัง ต้นไม้ต้นนี้ข้าเคยพลัดตกลงมาเช่นเดียวกัน เป็นเจ้าที่ช่วยข้าและพาข้ากลับตำหนัก เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ หวานหว่าน"

โจวหว่านหรูพลันอึ้งงันไปชั่วขณะ ความรู้สึกยามนี้สับสนมึนงงยิ่งนัก

เขาจำได้ด้วยหรือ ชาติก่อนนางไม่เคยเห็นเขาจะเอ่ยถึงเรื่องราวในวัยเด็กเลยแม้แต่น้อย

"พวกท่านสองคนรู้จักกันด้วยหรือ โอ้วว เช่นนั้นพวกเราก็มีวาสนาต่อกันแล้ว"

หยางจินจินเอ่ยอย่างตื่นเต้น ส่วนโจวหว่านหรูนั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เดิมทีนางกับหยางจินจินไม่ได้พบกันในยามยังวัยเยาว์ เนื่องจากหยางจินจินในตอนนั้นป่วยหนักและร่างกายไม่สู้ดี จึงไม่ได้ออกมาด้านนอก เพียงรักษาตัวอยู่แต่ในตำหนักเท่านั้น กว่าจะได้พบกันก็เป็นยามที่นางเข้าวังมาเป็นพระชายาเอกแล้ว

โจวหว่านหรูนั้นรู้สึกว่ามันแปลกมาก นางมองหยางจิ่งอย่างหวาดระแวงคราหนึ่ง แต่ทว่าหยางจิ่งกลับยิ้มให้นาง ก่อนจะเอ่ย

"ใช่แล้ว รู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ใช่หรือไม่หวานหว่าน?"

"เอ่อ หม่อมฉันออกมานานแล้ว คงต้องขอตัวกลับก่อนเพคะ มิเช่นนี้อาจจะถูกตำหนิเอาได้"

โจวหว่านหรูคิดหาทางลงให้ตนเอง นางไม่อยากอยู่ที่นี่นานมากนัก เพราะไม่อยากถูกสายตาแปลกประหลาดของหยางจิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด

แต่ทว่าหยางจินจินกลับยื่นมือมารั้งแขนของนางเอาไว้เสียก่อน

"จะรีบไปที่ใดเล่า มีข้ากับเสด็จพี่อยู่ หมัวหมัวเหล่านั้นไม่กล้าต่อว่าเจ้าหรอก ไหน ๆ ก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น มิสู้พวกเราไปนั่งดื่มชาที่สวนดอกเหมยกันดีหรือไม่?"

"เอ่อ"

"ไปเถิดน่า"

โจวหว่านหรูถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ให้ตายเถิด นางไม่น่าเดินออกมาเลย จะปฏิเสธก็เกรงว่าจะเสียน้ำใจของหยางจินจิน นางจึงทำได้เพียงเดินตามหยางจินจินไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นางถูกหยางจินจินพามาที่สวนดอกเหมยในอุทยานหลวง ที่นี่มีศาลารับลมอยู่หลังหนึ่ง หยางจิ่งเองก็ติดตามมาด้วย เขาให้นางกำนัลนำชาชั้นดีและของว่างมามากมาย โจวหว่านหรูไม่รู้จะทำเช่นไร จึงทำได้เพียงนั่งดื่มชาอยู่กับสองพี่น้องคู่นี้อย่างกระอักกระอ่วนใจ

"มานั่งรับลมกันหรือ ขอข้านั่งด้วยคนสิ"

โจวหว่านหรูที่ได้ยินเสียงของผู้มาใหม่จึงรีบหันไปมอง ก่อนจะกำถ้วยชาในมือแน่น แววตาของนางเย็นชาขึ้นมาชั่วขณะ

คนผู้นั้นมาแล้ว คนที่ทำให้นางต้องเลือกตายอยู่ท่ามกลางกองไฟ ทำให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ของนางไปตายในสนามรบ ทำให้ตระกูลโจวของนางต้องล่มสลายตายยกตระกูล

องค์ชายรองหยางเฉิง!!!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!