ตอนที่ 6
วรนันยกมือไหว้แล้วกล่าวขอบคุณเขาทันที่รถจอดลงหน้าคฤหาสน์พงษ์ศักดิ์เกษม ไม่นึกอยากถามเขาว่าพามาที่นี่ทำไม
หญิงสาวเดินเข้าไปข้างใน ตอนนี้คงไม่มีใครอยู่นอกจากคนสวนกับแม่บ้าน
“อ่าวคุณนัน สวัสดีค่ะ” ป้านุ่น หัวหน้าแม่บ้านสูงวัยเก่าแก่ของพงษ์ศักดิ์เกษมที่เดินผ่านมาพอดี
“สวัสดีค่ะป้านุ่น นันเอาเอกสารมาเก็บค่ะแล้วก็จะกลับเข้าไปออฟฟิศเลย”
“เชิญค่ะ ป้าให้เด็กทำความสะอาดห้องหนังสือแล้วก็กำชับเด็ก ๆ ไว้แล้วว่าอย่าเคลื่อนเอกสารของคุณรินกับคุณนัน”
“ขอบคุณค่ะป้านุ่น”
วรนันยิ้มแล้วเดินจากไป ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ด้านหลังที่เดินตามมา หากก็ไม่คิดหันกลับไปมอง มีเพียงป้านุ่นที่หันไปกล่าวทักบุตรชายเจ้าของบ้านแล้วคุยกันอยู่ครู่หนึ่งเสียงสนทนาก็เงียบหายไป
วรนันเดินผ่านห้องรับแขกใหญ่เข้ามาก็มีเสียงเรียกของดารัณดังขึ้น
“เดี๋ยวนัน”
หญิงสาวชะงักเท้าแล้วหันไปมองเขา
“รอยายรินอยู่ที่นี่แหละ จะวนกลับไปทำไมเสียเวลาเปล่า ๆ ”
วรนันขมวดคิ้ว
“ก็ไม่ได้จะเสียเวลาขนาดนั้นนี่คะ” ยกโทรศัพท์ขึ้นมองเวลาเกือบจะบ่ายสองแล้ว อันที่จริงก็เถียงเขาไม่ได้หรอกว่าเป็นการเสียเวลา แต่เพราะอยากขัดดารัณล้วน ๆ เธอเลยกล่าวออกไปแบบนั้น
“งั้นก็ตามใจ” ชายหนุ่มกล่าวคล้ายหมดความสนใจแต่เพียงเท่านั้น เพราะทันทีที่กล่าวจบ เขาก็เดินจากไป
ปล่อยให้คนที่มองตามบดเขี้ยวเคี้ยวฟันมองอย่างหมั่นไส้ ใจยังโกรธเขาไม่หายที่มาหากล่าวหากัน
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่วรนันกำลังก้มลงจัดเรียงเอกสารให้เรียบร้อย
เหลือบมองหน้าจอเห็นเป็นชื่อดารินจึงกดรับ
“ว่าไงริน”
“ถึงบ้านแล้วใช่ไหม แกรอฉันอยู่นั่นแหละไม่ต้องกลับเข้ามาออฟฟิศแล้วทางนี้ไม่มีอะไรด่วน เดี๋ยวฉันจะรีบกลับเพราะวันนี้แกกับฉันคงมีเรื่องให้ต้องช่วยกันคิดอีกยาว”
รู้ดีว่าคนเป็นเพื่อนหมายถึงเรื่องอะไร กำลังจะอ้าปากฟ้องดารินว่าเธอรู้แล้วว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวออกไป หากปลายสายก็เอ่ยขึ้นมาโดยไม่ปล่อยช่องให้ตนได้แทรก
“ฉันคิดว่าฉันรู้แล้วว่าเรื่องนี้หลุดออกไปจากใคร เดี๋ยวเย็นนี้ค่อยคุยกันนะนัน”
“เดี๋ยวริน” ไม่ทันแล้ว ดารินวางสายไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวถอนหายใจแล้วนั่งลงบนพื้นพรม ยังคงสงสัยว่าดารินคิดว่าใครที่ปล่อยข้อมูลพวกเธอออกไป จะใช่คนเดยวกับที่วรนันคิดหรือเปล่า
ว่าแต่ยายรินรู้ได้ยังไงว่าเธออยู่บ้านพงษ์ศักดิ์เกษม
ก็คงพี่ชายสุดที่รักบอกกระมัง
เมื่อไม่ต้องกลับเข้าออฟฟิศ วรนันจึงลงมือทำงานต่อจากในห้องหนังสือของบ้านพงษ์ศักดิ์เกษม มีป้านุ่นที่คอยเอาน้ำกับของว่างเข้ามาให้
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก็มีร่างสูงของดารัณเดินเข้ามา ในมือเขามีแล็ปท็อปที่เปิดค้างหน้าจอเอาไว้ก่อนจะวางลงบนโต๊ะรับแขกตัวเดียวกับที่วรนันใช้อยู่
ร่างสูงใหญ่ของเขาเปลี่ยนชุดแล้ว ผมหน้าม้าปรกลงมาแบบครั้งก่อนที่หล่อนเห็นเขาในตอนเช้าบ่งบอกว่าเจ้าตัวคงไปอาบน้ำชำระร่างกายมาแล้ว กลิ่นสบู่หอมอ่อน ๆ ที่ลอยมาแตะจมูกเมื่อเขานั่งลงไม่ไกลกัน
“รู้ได้ไงคะว่านันยังอยู่ที่นี่” แสร้งถามออกไปอย่างนั้น เพราะพอจะเดาได้แล้วว่าพี่กับน้องคงคุยกันมาก่อนแล้ว
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง หันมองคนที่หน้าบึ้งตึงไม่คลายก็นึกอยากหาเรื่องแกล้งอีกแต่ก็ต้องอดใจไว้ก่อน
ก็ถ้ายังไม่หยุดแกล้งมีหวังยายนี่ได้โกรธเขาไปถึงชาติหน้าปะไร
“นี่บ้านฉันนะนัน”
แต่ก็อดไม่ได้อยู่ดี...
วรนันเบ้ปากแล้วลอบค้อนเขาหนึ่งที เมื่ออีกฝ่ายเอี้ยวตัวไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้ออะไรบางอย่าง
“มีอะไรก็พูดมาไม่ต้องแอบด่าฉันในใจ”
หญิงสาวไม่กล่าวอะไร ไม่อยากต่อปากต่อคำให้คนตรงหน้าหาเรื่องจิกกัดกันได้อีก
แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าดารัณจะยกแล็ปท็อปมานั่งทำอะไรที่นี่ ห้องหับภายในบ้านพงษ์ศักดิ์เกษมเยอะแยะนับไม่ถ้วน หรือแค่อยากหาเรื่องเธอกัน
“เลิกด่าฉันในใจด้วยการจิ้มนิ้วกับแป้นแรง ๆ สักทีเถอะนัน” เมื่อทนไม่ได้เพราะความเงียบรอบกาย แต่เสียงที่ดังรบกวนสมาธิคือเสียงเคาะแป้นพิมพ์ที่ดังเกินกว่าปกติจากวรนันทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วหรี่ตามองเพื่อนน้องสาว
วรนันสบตาคมด้วยแววตาเฉยเมย ก่อกวนอารมณ์คนถามเสียเต็มประดา
อย่าว่าแต่เขาจะเสียสมาธิเลย ในเมื่อเธอเองก็หาสมาธิจะทำงานไม่ได้เหมือนกัน
ดารัณทำท่าจะกล่าวอะไรบางอย่างต่อแต่ก็ต้องชะงักเมื่อโทรศัพท์ที่วางข้างตัวสั่นเมื่อมีสายเรียกเข้า
วรนันเม้มริมฝีปากแล้วหลุบสายตาลงจดจ้องหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเองต่อ
“ว่าไงมิ้น”
ชายหนุ่มลอบอมยิ้มเมื่อมองเห็นวรนันที่กำลังก้มหน้า แต่กลับเอียงคอเล็ก ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“ผมอยู่บ้าน ครับ อืม... ได้สิ ครับ แล้วเจอกัน”
ชายหนุ่มวางสายแล้วเงยหน้าขึ้น เหลือบสายตาลอบสังเกตท่าทีของคนที่นั่งตรงกันข้าม
วรนันเม้มริมฝีปากแน่น หลบสายตาลงต่ำไม่ให้เขาเห็นว่ากำลังร้อนรุ่มแค่ไหน
แล้วทำมาเป็นปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้บอกข้อมูลพวกเธอให้อีกฝ่ายรู้
โกหกชัด ๆ นึกแล้วแค้นใจยิ่งกว่าอะไร อย่าให้ถึงทีเธอบ้างก็แล้วกัน จะเอาคืนให้สาสมเลย
อกใจกระเพื่อมหายใจแรงเพราะความโกรธที่เข้าครอบงำจนคนที่จดจ้องมองอยู่แล้วหัวเราะเบา ๆ
วรนันเงยหน้าขึ้นมองเขาตาวาว
“หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“ก็หัวเราะเธอน่ะสิ คงกำลังนึกอยากทำร้ายฉันกับมิ้นล่ะสิ เธอนี่ต่อให้อายุเยอะขึ้นก็ยังทำตัวเป็นเด็กไม่เปลี่ยนแปลง”
คนถูกกล่าวหาว่าไม่รู้จักโตตาวาวแล้ววาวอีก ใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธสองมือกำหมัดแน่น
“เด็กตรงไหนไม่ทราบ แค่จับได้ว่ามีคนลอบกัดก็กล่าวหาว่าคนอื่นเป็นเด็กไม่รู้จักโต ใครกันแน่ที่ไม่รู้จักโตสักที ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ก็ยังทำตัวเป็นเด็กไม่เลิก โดนผู้หญิงไม่รักดีหักอกเข้าหน่อยก็หนีอายไปเป็นสิบปี พอกลับมาคงอยากเอาคืนถึงได้ไปคั่วกับเพื่อนเก่า”
ประโยคยืดยาวของคนที่โกรธจัดพรั่งพรูออกมา รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นแววตากร้าวจากคนตัวโต
เธอกระแอมเล็กน้อย
“เธอหมายถึงใครคือผู้หญิงไม่รักดี” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เพลิงโทสะที่เริ่มเจิดจ้าในดวงตาสีดำสนิทของเขาไม่ได้ทำให้วรนันนึกกลัว หญิงสาวหายใจแรงแล้วเอ่ยตอบอย่างท้าทาย
“อย่าให้ต้องเอ่ยชื่อเลยค่ะ เสนียดปากยังไงก็ไม่รู้”
“วรนัน!”
“นัน อ้าวพี่รัณก็อยู่ด้วยหรือคะ” เสียงหวานของดารินพร้อมกับร่างบอบบางของเจ้าตัวโผล่เข้ามาอย่างได้จังหวะ
สองคนหันควับไปมองแล้วหันกลับมาสบตากันอย่างห่ำหั่นเช่นเดิม ก่อนต่างฝ่ายต่างจะเม้มริมฝีปากจ้องตากันคล้ายจะบอกว่าฝากไว้ก่อนละกัน
คนตัวเล็กจึงหันกลับไปหาคนเป็นเพื่อนอีกครั้งที่เดินอ้อมไปยังโต๊ะตัวใหญ่ที่ประจำของตัวเอง ไม่ได้สนใจว่าสองคนที่นั่งอยู่ด้านล่างเกือบจะประกาศศึกกันอยู่รอมร่อ