เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 43: ถึงอย่างไรจวนข้าก็เป็นถึงจวนจินหนิงโหว

👁️ 1 อ่าน
22px

            ข่าวลือเกี่ยวกับเจียงหลีนั้นมีแต่เรื่องดีๆ ผิดกับข่าวลือฉ่าวโฉ่ ของหานชิงหรูคนเดิม ทั้งเรื่องที่เป็นผู้เพียบพร้อมเหมาะสมจะเป็นคู่หมาย ไหนจะตำแหน่งสตรีอันดับหนึ่งที่ได้มาจากการประกวดของสำนักศึกษาชิงอวิ๋น สถานศึกษาชื่อดังเพียงแห่งเดียวในเมืองหลวง

            ทว่า ในความเป็นจริงนั้นสิ่งที่หลายคนหมายปองกลับเป็นดั่งดาบสองคม เดิมทีตระกูลเจียงเองนั้นไม่ขึ้นตรงกับผู้ใด ทั้งยังมีกองกำลังทหารเป็นของตนเองจำนวนมาก จึงเป็นที่จับตาอยู่เสมอ ว่าจะเอนเอียงไปอยู่ฝั่งผู้ใดหรือไม่

            เพราะหากเป็นเช่นนั้น อำนาจของฝ่ายนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าหวั่นเกรง และเมื่อชื่อเสียงของนางโด่งดัง ผู้ที่หมายปองนางจึงมีมาก ดั่งภมรที่ถูกดึงดูดโดยบุปผา คนพวกนั้นไม่สนใจว่าจะใช้วิธีการใดถึงจะได้ครอบครอง

            เพียงแต่มีบุคคลที่น่าเกรงขามผู้หนึ่งจัดการคนเหล่านั้นให้นางมาโดยตลอด คนผู้นั้นก็คือหวังอ๋อง ที่แอบส่งองครักษ์มาคอยแอบตามเจียงหลีอยู่เสมอ แม้ตัวของเขาจะประจำการอยู่ชายแดนฝั่งทิศใต้ ที่เมืองเซวี่ยเหอก็ตาม

            ภายในเรือนชิงหลันวันนี้มีแขกมาเยือน หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้มมองสหายสนิทที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนคุ้นหน้า สตรีที่เคยขอให้นางช่วยเหลือที่หอหลิงจู๋ คือคุณหนูเจียงหลีนี่เอง

            “ข้าได้ยินข่าวลือมามาก ไม่แน่ใจว่าเรื่องใดจริงเท็จ แต่ดูจากที่เซียนโอสถมาพักอยู่ที่จวน คงจะเป็นเรื่องจริง” เจียงหลีเอ่ยพลางโบกพัดไปมา

            หนึ่งอดีตผู้บำเพ็ญเซียน และหนึ่งสตรีอันดับหนึ่ง มองหน้ากัน แม้ใบหน้าจะแย้มยิ้ม แต่สายตากลับกำลังมองประเมินอีกฝ่าย

            “อย่างที่เจ้าเห็น ตัวข้าเองโชคดีรอดมาได้ แต่คงต้องใช้เวลา งานเลี้ยงต้อนรับ สามวันนี้คงไม่อาจเข้าร่วมได้” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยจบก็ยกชาขึ้นจิบมุมปากยกยิ้มเล็กน้อย

            “บางทีการที่เจ้าไม่เข้าร่วมอาจจะเป็นเรื่องดีกว่าจริง ๆ ” เจียงหลีหยุดมือ ก่อนจะวางพัดลงบนโต๊ะ “ในเมื่อเจ้าในตอนนี้เปลี่ยนไปมาก ข้าเองก็จะไม่อ้อมค้อม”

            หานชิงหรูผู้เปลี่ยนไปยกยิ้ม ก่อนจะมองตรงไปที่อีกฝ่าย “ในเมื่อเจ้าฉลาดหลักแหลม เช่นนั้นก็ว่ามาเถิด มีเรื่องใดอยากให้ช่วยเหลือ”

            เจียงหลีชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะโบกมือไล่ให้ซูหนิงและไป๋อวี่ออกไป เมื่อบริเวณโต๊ะกลางสวนไร้ซึ่งผู้คน จึงคิดจะเอ่ยปาก แต่ผู้ฟังกับยกมือขึ้นห้าม ทำให้นางต้องกลืนสิ่งที่จะพูดลงคอ

            หลิงเสวี่ยเหยาลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดเสียงดัง “ถึงอย่างไรจวนข้าก็เป็นถึงจวนจินหนิงโหว การลักลอบเข้ามาเช่นนี้ออกจะดูถูกฝีมือคนของท่านพ่อไปหน่อยกระมัง”

            ผู้อยู่บนต้นไม้สูงชะงัก รีบกลั้นลมหายใจ ขณะที่กำลังจะหันหลังแล้วรีบออกไป กลับถูกบางอย่างปักเข้าอย่างจัง

            จู่ ๆ เขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ร่วงลงจากต้นไม้

            ตุบ

            เจียงหลีตกใจ ยกมือขึ้นปิดปาก กลัวว่าหากร้องเสียงดัง จะเป็นการเรียกคนเข้ามา ในขณะที่สายตามองตรงไปยังชายฉกรรจ์ชุดดำที่นอนตาเบิกกว้าง ดวงตาสีดำขยับไปมา แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ

            หลิงเสวี่ยเหยาเดินตรงไปดึงผ้าปิดหน้าของอีกฝ่ายออก “คุ้นตาหรือไม่?”

            เจียงหลีพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินตรงมายืนข้างสหายผู้เปลี่ยนไป “คนผู้นี้คอยตามข้ามาตลอด เขายังมีลมหายใจหรือไม่”

            “ยังไม่ตาย เจ้าไม่ต้องกังวล” ไม่พูดเปล่าร่างอรชรเดินสำรวจร่างกายของผู้ที่แข็งทื่อเป็นหิน ไม่พบสิ่งใด พบเพียงนกหวีดขนาดเล็กหนึ่งอัน “เจ้านายของคนผู้นี้รอบคอบนัก เจ้าพอรู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”

            “หวังอ๋อง” สองคำสั้น ๆ แต่พอทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ

            ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณหนูเจียงมาบ้างแล้ว ครานี้ จึงได้รู้ว่าหวังอ๋องหมายตาคุณหนูผู้นี้อยู่จริง ๆ เรื่องที่จะมาให้ช่วย ก็พอจะเดาได้แล้ว

            “เรื่องที่ต้องการให้ช่วยคงเกี่ยวกับคนผู้นี้กระมัง” หลิงเสวี่ยเหยาปัดมือ “เช่นนั้นก็ไม่ต้องปิดบังกันแล้ว เจ้าเรียกบ่าวรับใช้คนสนิทของเจ้ามาแบกคนผู้นี้ไปที่หลังเรือนเถิด”

            เจียงหลีนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “บ่าวรับใช้ข้าเป็นเพียงสตรี จะสู้แรงบุรุษได้อย่างไร”

            ผู้ฟังยกยิ้ม ส่งเสียงขำเบา ๆ “แน่นอนว่าหากนางเป็นสตรีธรรมดาเช่นไป๋อวี่คงไม่อาจแบกชายผู้หนึ่งได้ แต่นางไม่ใช่ รูปร่างที่ดูก็รู้ว่าฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี ฝีเท้าที่ไร้ซึ่งเสียงเดิน คนสนิทของเจ้า....เป็นนักฆ่ามิใช่หรือ”

            ดวงตาดอกท้อคู่สวยเบิกกว้างอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “อาหรู เจ้าเปลี่ยนไปราวกับมิใช่คนเดิม”

            หลิงเสวี่ยเหยาแม้ใบหน้าจะยกยิ้ม แต่แววตาแฝงประกายบางอย่าง ดวงตาหงส์มองตรงไปยังแผ่นหลังบางของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสหายสนิท เรื่องราวบางอย่างผุดขึ้นในใจ

            หลังเรือนชิงหลัน มีห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน ชายชุดดำถูกมัดด้วยเชือกมัดเซียน แม้ร่างกายจะไม่แข็งทื่อเช่นเดิมแต่กลับไร้เรี่ยวแรงโต้ตอบ ดวงตาแข็งกระด้างมองตรงไปยังหานชิงหรู เดิมทีข้อมูลที่เขามีเกี่ยวกับสตรีผู้นี้ ไม่ใช่เช่นนี้ นี่มันผิดกับข่าวลือไปมาก

            “ไป๋อวี่ ซูหนิง พวกเจ้าสองคนออกไปเฝ้าประตูเรือน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน” เจียงหลีเอ่ยเสียงเรียบ ในขณะที่มองตรงไปยังชายชุดดำ ไร้ซึ่งความอ่อนโยนเช่นเคย

            ภายในห้องเก็บของเก่า ไร้ซึ่งแสงแดด และสายลม มีเพียงแสงจากโคมไฟส่องสว่าง ชายฉกรรจ์รู้สึกหวั่นใจ สตรีตรงหน้าทั้งสอง คล้ายคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จัก ข่าวลือที่เคยได้ยิน จริงเท็จเพียงใด วันนี้เขาได้กระจ่างแล้ว

            “เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า” หลิงเสวี่ยเหยาพูดพลางยกเข็มพิษขึ้นชู มุมปากยกยิ้ม “เจ้าจะพูดออกมาเองใช่หรือไม่”

            ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ร่างหนาเม้มปาก ต่อต้านอย่างถึงที่สุด

            “น่าเสียดายนัก หากพูดตอนนี้จะได้ไม่ทรมานแท้ ๆ ข้าให้โอกาสเจ้าแล้วนะ” น้ำเสียงเนิบนาบ ทว่ากลับปาเข็มได้อย่างมั่นคง เข็มพิษปักเข้าที่ขมับสองข้าง ชั่วขณะนั้นราวกับมีบางอย่างพุ่งเข้ามาตามกระแสเลือด

            เพียงครู่เดียว ทั้งร่างก็รู้สึกเรากำลังถูกฉีกกระชาก ทั้งอวัยวะภายใน และภายนอก เจ็บปวดเกินจะบรรยาย ร่างหนาดิ้นไปมาบนพื้น เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ประสาทสัมผัสอ่อนไหวจนสมองเบลอ เสียงที่ได้ยินอื้ออึงฟังไม่เป็นประสา

            หลิงเสวี่ยเหยาหันมามองคนข้างกาย ที่ไร้ซึ่งท่าทางตื่นตระหนก คุณหนูเจียงผู้นี้สมกับเป็นบุตรสาวแม่ทัพ ทั้งยังใจแข็งได้เช่นนี้คงผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย             “ใช้เวลาสักหนึ่งเค่อ เจ้าจะออกไปจิบน้ำชา ทานขนมกับข้าก่อนหรือไม่”

            “จะไม่เป็นไรจริงหรือ วิชาที่เจ้าใช้...ข้าไม่เคยเห็น เพียงแต่ไม่ใช่วิชาของนักฆ่าหรือทหาร” เจียงหลีเบี่ยงประเด็น ในขณะที่ตรวจสอบอีกฝ่าย

            “เป็นวิชาของยุทธภพ เจ้าย่อมไม่เคยเห็น” หลิงเสวี่ยเหยาตอบอย่างไม่ยีหระ “ไม่ต้องเป็นกังวล หลังจากเขาตอบสิ่งที่เจ้าอยากรู้ทั้งหมด ข้าจะปรับความทรงจำของเขา และใช้วิชาที่ลักจำมานี้ทำให้เขาทำงานให้เจ้า”

            เจียงหลีลังเลชั่วครู่ แต่เมื่อนึกได้ว่าตนไม่มีสิ่งใดจะเสีย จึงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามคนคุ้นเคยที่ดูแปลกตาออกไปเพื่อไปนั่งดื่มชาที่สวนมะลิเช่นเดิม

            เมื่อห้องเก็บของไร้ซึ่งผู้คน กลับมีเงาร่างของใครบางคนพุ่งเข้ามา ร่างสูงยืนมองคนที่นอนแดดิ้นอยู่บนพื้น ไร้ซึ่งความเห็นใจ ทั้งยังยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก

            ผู้ทรมานสายตาพร่ามัว มองเห็นผู้มาใหม่ไม่ชัด สิ่งที่สังเกตได้มีเพียงพัดสีดำในมือ และลายอสรพิษบนอาภรณ์ เพียงแค่นี้เขาก็รู้แล้วว่าผู้ที่มาคือใคร

            ในใจนึกลนลาน แม้ตอนนี้จะรู้สึกทรมานเกินบรรยาย แต่ร่างกายก็ยังตอบสนองโดยพลัน

            เขาพยายามถดตัวหนี แต่น่าแปลกนักที่คนผู้นี้ไม่ตามเขามา ทั้งยังยืนมองด้วยสายตาเยียบเย็น แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ฆ่าตนไปเสีย

            สุดท้ายสิ่งที่เห็นคือคนผู้นั้นยืนมองเขาราวกับมองสัตว์ไร้ค่าใกล้ตายกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!