จวนจินหนิงโหวครึกครื้นเป็นพิเศษเนื่องจากในวันนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับบุตรชายคนโต บริเวณหน้าจวนมีรถม้าเข้ามาจอดเรื่อย ๆ เหล่าขุนนางมากมาย พากันมาแสดงความยินดี
ไป๋อวี่เดินถือถาดอาหารว่าง เดินผ่านสถานที่จัดงานพลางสังเกตผู้คนที่มาร่วมงาน หลายคนเป็นผู้คุ้นหน้าคุ้นตาที่นางเคยเห็นเมื่อครั้นอดีตตอนติดตามคุณหนูเข้าร่วมงานเลี้ยง
คุณชายใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่ากำลังพูดคุยกับแขก ส่วนฮูหยินรองกำลังสั่งบ่าวรับใช้ให้เตรียมอุปกรณ์และอาหารให้พร้อม ทั้งยังกำชับว่างานในวันนี้ห้ามมีสิ่งใดผิดพลาด
ในขณะที่กำลังจะเดินกลับเรือนชิงหลัน มีคนผู้หนึ่งมาขวางนางไว้ อาภรณ์สีอ่อนดูเรียบง่าย ในขณะที่จี้หยกที่เอวกลับสะดุดตาเป็นอย่างมาก
“เจ้าเป็นสาวใช้ของชิงหรูใช่หรือไม่?” เสียงทุ้มเอ่ยไม่ดังมาก ในขณะที่มุมปากประดับรอยยิ้มอ่อนโยน
ไป๋อวี่เงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นคนที่รู้จัก ญาติผู้พี่ของคุณหนู เว่ยจิ่นอวี่ ผู้เป็นญาติห่าง ๆ ฝั่งมารดา ตระกูลของเขาก็เป็นแม่ทัพเช่นเดียวกับตระกูลหาน แต่ไม่ได้เป็นกลางเช่นเดียวกัน เพราะตระกูลเว่ยนั้นขึ้นตรงกับฮ่องเต้
“ใช่เจ้าค่ะ คุณชายเว่ยมีอะไรจะใช้บ่าวหรือเจ้าคะ” ไป๋อวี่เอ่ยถามเสียงเรียบ คนผู้นี้เดิมทีนางไม่ค่อยได้พบบ่อยนัก แต่พอจะรู้นิสัยอยู่บ้าง ว่าเป็นผู้เถรตรง รักความยุติธรรม
“ข้าได้ยินเรื่องจากอี้เฉินมาบ้างแล้ว อาการของชิงหรูเป็นอย่างไรบ้าง” ใบหน้าอ่อนโยน แต่แววตากลับแข็งกระด้าง “สตรีผู้นั้น จิตใจอำมหิตยิ่งนัก”
ไป๋อวี่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคหลัง แววตาสั่นระริก “คุณหนูอาการดีขึ้นกว่าเดิมแล้วเจ้าค่ะ ต้องขอบคุณท่านเซียนโอสถ ที่ช่วยรักษาให้ทันเวลา”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ระหว่างทางข้าเห็นขนมกุ้ยฮวาที่ญาติผู้น้องชอบ จึงซื้อมาฝาก” ร่างสูงพูดพลางวางห่อขนมลงบนถาดที่ไป๋อวี่ถือ
“คุณชายเว่ยไม่ต้องลำบาก จริง ๆ แล้ว ทางครัวก็ทำขนมกุ้ยฮวาไว้บ้าง บ่าวนำใส่จานมาให้คุณหนูแล้ว–“ พูดไม่ทันจบขนมในถาดกลับถูกโยนทิ้งลงพื้น
ผู้โยนยกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยต่อ “ของสกปรกเช่นนี้นำมาให้ญาติผู้น้องทานได้อย่างไร คราหลังหากชิงหรูอยากกิน ข้าจักซื้อมาให้”
ไป๋อวี่มองก้อนขนมที่ตกอยู่บนพื้นสลับกับคนตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นความน่ากลัวสมกับตำแหน่งแม่ทัพของคนผู้นี้ ก่อนหน้าเขามักจะมีท่าทางสุภาพ อ่อนโยนอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้เปลี่ยนไป...
“บะ...บ่าวจะจำไว้เจ้าค่ะ” ร่างเล็กโค้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะเดินเบี่ยงหลบมาเพื่อเดินทางไปยังเรือนชิงหลัน
ทว่าเดินมาได้เพียงไม่กี่ก้าว กลับมีผู้มาขวางนางไว้อีกแล้ว ครานี้มิใช่บุรุษแต่เป็นสตรี สวมอาภรณ์สีเขียวอ่อน ในมือถือพัดกลม ข้างกายมีบ่าวรับใช้คนสนิทขนาบข้าง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคม แม้จะสวมชุดสาวใช้ แต่กลับดูทะมัดทะแมง
“ไป๋อวี่ ขอเวลาให้ข้าสักครู่ได้หรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ย ใบหน้าสวยแย้มยิ้ม
“ได้เจ้าค่ะ คุณหนูเจียงมีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” ไป๋อวี่เอ่ยถาม
คุณหนูเจียงหลี บุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเจียงซือหมิง แม่ทัพใหญ่ที่ประจำอยู่ทางชายแดนทิศตะวันตก ก่อนหน้านี้มาพบคุณหนูของตนบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นสหายสนิทกัน แต่หลังจากคุณหนูกลับมาทั้งสองก็ยังไม่ได้ติดต่อกันเลยสักครา
“ข้าได้ยินว่าอาหรูไม่สบาย คิดนำชาสมุนไพรมาฝาก และอยากจะเข้าเยี่ยมด้วย ได้หรือไม่?” ร่างบางเอ่ย ขณะที่ผายมือไปยังกล่องไม้สามชั้นที่บ่าวรับใช้ถือ
ไป๋อวี่ไม่แน่ใจว่าควรปฏิเสธหรือไม่ ครั้งอดีตคุณหนูของตนมักจะให้อภิสิทธิ์กับคุณหนูเจียงเสมอ แต่ครานี้ ไม่รู้เลยว่าต้องการจะพบหรือไม่
“คุณหนูของบ่าวค่อนข้างอ่อนแรง ไม่แน่ใจว่าจะออกมารับแขกได้หรือไม่” ไป๋อวี่เอ่ย พลางหลบสายตา “บ่าวขอไปแจ้งคุณหนูก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงหลีมองบ่าวของสหายสนิทหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้ม “ตามสบาย ข้าจักรอตรงนี้”
ชั่วขณะนั้น ไป๋อวี่รีบร้อนไปยังเรือนชิงหลัน ครานี้ นางหลีกเลี่ยงทางเดินที่มีผู้คนด้วยเกรงว่าจะเจอผู้ใดมาขวางทางอีก
“คุณหนู” บ่าวร่างสูงเอ่ย ขณะมองแผ่นหลังของไป๋อวี่ สลับกับมองหน้าคุณหนูของตน
“ไม่เป็นไรซูหนิง เดิมทีข้าเองก็คิดว่าเรื่องนี้แปลก แต่หากไม่เห็นด้วยตา คงไม่สบายใจนัก” เจียงหลีเอ่ยพลางยกพัดกลมมาบังใบหน้าไว้ ในขณะที่สายตาสอดส่ายไปรอบ ๆ “ถึงอย่างไร ข้าเองก็ไร้หนทาง อีกไม่นานคนผู้นั้นจะกลับมาเมืองหลวงแล้ว เหลือเวลาอีกไม่มากนัก”
เรือนชิงหลันเงียบสงบ บริเวณสวนมะลิมู่เหรินซีและหลิงเสวี่ยเหยากำลังนั่งจิบชา ในขณะที่อาเซ่านั้นกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ
บุรุษร่างสูงยกชาขึ้นจิบ ขณะที่ผีเสื้อบินมาเกาะบริเวณไหล่ อาเซ่าที่กำลังวิ่งเล่นหยุดชะงักมองเจ้าสิ่งแปลกปลอมที่เกาะอยู่บนอาภรณ์ขาวสะอาด คิดจะวิ่งกระโดดมาตะปบ
“อาเซ่า อย่าแม้แต่จะคิดเชียว” หลิงเสวี่ยเหยาคล้ายรู้ทัน นางเอ่ยกำชับ เมื่อเห็นว่าสุนัขตัวใหญ่ละความสนใจไปแล้ว จึงหันกลับมาหาบุรุษผู้คล้ายภาพวาดเบื้องหน้า
“อาจารย์ ข้ามีเรื่องสงสัย” ร่างเล็กเอ่ยพลางยกนิ้วขึ้นเล็กน้อย ผีเสื้อที่เกาะอยู่บนไหล่กว้าง บินถลามาเกาะบนนิ้วเรียว “สำนักบุปผาพิษของข้า...เป็นเช่นไรบ้าง”
ร่างสูงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะวางแก้วน้ำชาลง แล้วถอนหายใจ “ตั้งแต่เกิดเรื่องข้าเองก็ยังไม่ได้แวะไป แต่พอได้ยินข่าวลือมาบ้าง ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสทั้งหมดกำลังกดดันหยางเซียวหลงให้ขึ้นรับตำแหน่งในเร็ววัน แต่เด็กคนนั้นกลับไม่ยินยอมฟาดแส้ใส่ผู้อาวุโสม่อ จนเป็นเหตุให้ทะเลาะกันครั้งใหญ่”
ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์นัก นิ้วเรียวขยับเล็กน้อยผีเสื้อก็โผบินออกไป มือข้างหนึ่งวางเท้าบนโต๊ะ ในขณะที่อีกข้างนิ้วเรียวหมุนวนรอบแก้วชา “หากยังเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานผู้อาวุโสม่อคงเสนอให้หาคนมาแทนที่อาหลง ข้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นอีกไม่ได้”
หลิงเสวี่ยเหยานิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้ารีบร้อนของไป๋อวี่จะดังขึ้น “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู...”
ผู้เป็นอาจารย์มองร่างเล็กที่ถลาเข้ามา ในมือถือถาดขนาดใหญ่ หากพลาดคงได้ล้มหน้าคะมำ “ร่าเริงจริงเชียว”
“เช่นนั้น ข้ากลับเรือนก่อน หากมีเรื่องอะไรก็มาเรียกได้” มู่เหรินซีลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองไปที่สุนัขตัวใหญ่ “อาเซ่า ไปกับข้าเถิด จะได้ไม่รบกวนอาหรู”
สุนัขตัวใหญ่ขานรับ มันแสยะยิ้มใส่ผีเสื้อตัวหนึ่งที่ตะปบได้ ก่อนจะปล่อยสิ่งมีชีวิตตัวเล็กไป แล้วเดินเชิดไปหาเซียนโอสถอย่างว่าง่าย
ไป๋อวี่วางถาดลงบนโต๊ะ จานขนมว่างเปล่า มีเพียงห่อขนมตั้งอยู่ หลิงเสวี่ยเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองบ่าวรับใช้ สายตาเต็มไปด้วยคำถาม
“เกิดอะไรขึ้น?” น้ำเสียงราบเรียบ ไร้แววตื่นตระหนก
สาวใช้หอบหายใจแรง ก่อนจะค่อย ๆ ตอบ “คุณหนูเจียงขอเข้าพบเจ้าค่ะ คุณหนูสะดวกหรือไม่เจ้าคะ”
หลิงเสวี่ยเหยาพอจะจำได้ ไป๋อวี่เคยเล่าเรื่องคุณหนูคนนี้ให้ฟัง ว่าเป็นสหายสนิทเพียงคนเดียวของหานชิงหรู เป็นสตรีอันดับหนึ่ง ที่หลายตระกูลหมายตาอยากได้มาเป็นคู่หมาย
ก่อนหน้านี้นางยังแปลกใจอยู่เลยว่าคนเช่นนี้ เหตุใดถึงมาคบค้ากับคนอารมณ์ร้อนอย่างหานชิงหรูได้ ทั้งที่ข่าวลือของทั้งสองคนออกจะคนละขั้วแท้ ๆ แต่ดูแล้ววันนี้คงจะได้คำตอบนั้นเสียที
“ไปเชิญมาเถอะ ข้าเองก็คิดถึงสหายสนิทเช่นกัน คงมีเรื่องให้ต้องสนทนากันอีกเยอะ”